อาหารไม่ใช่แค่เรื่องอร่อยอีกต่อไป
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ลุกขึ้นมาปรับโฉมหลักสูตรศิลปะการประกอบอาหารครั้งใหญ่ หยิบคอนเซ็ปต์ “อาหารเพื่อสุขภาพและความงาม” มาเป็นหัวใจหลักของการเรียนรู้
แทนที่เชฟจะโฟกัสแค่รสชาติบนลิ้น ก็ขยับไปสู่มุมมองใหม่ที่มองอาหารแบบครบมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ความสวยงาม ประสบการณ์การกิน และความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม
ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ถามแค่ว่า “อร่อยไหม” แต่เริ่มถามต่อว่า
ดีต่อสุขภาพหรือเปล่า
หน้าตาจานอาหารเล่าเรื่องอะไรได้บ้าง
วัตถุดิบมาจากไหน เป็นมิตรกับโลกไหม
และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่ DPU หยิบมาพลิกเป็นหลักสูตรเชฟเจนใหม่
หลักสูตรใหม่ ดีไซน์มาเพื่ออนาคตสายอาหาร
DPU พัฒนาหลักสูตรศิลปะการประกอบอาหารขึ้นใหม่ เพื่อสร้างคนทำงานสายอาหารที่ตอบสนองตลาดได้จริง ไม่ใช่แค่ทำอาหารเก่ง แต่ต้อง คิดเป็น ออกแบบเป็น และบริหารเป็น
โครงสร้างหลักสูตรใหม่ถูกออกแบบบน 3 เสาหลักสำคัญที่เชื่อมโลกของวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
เสาหลักที่ 1: วิทยาศาสตร์อาหารและโภชนาการ
เสาหลักแรกคือฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารแบบลึก แต่เล่าให้จับต้องได้ นักศึกษาจะได้เรียนรู้ทั้ง
หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการปรุงอาหาร
การจัดการภาวะแพ้อาหารในรูปแบบต่าง ๆ
โภชนาการที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ
เชฟรุ่นใหม่จึงไม่ได้คิดแค่ทำอย่างไรให้อร่อย แต่ต้องทำอย่างไรให้อร่อยและดีต่อร่างกายในเวลาเดียวกัน
เสาหลักที่ 2: ทักษะการทำอาหารข้ามวัฒนธรรม
ในยุคที่โลกของอาหารไร้พรมแดน ทักษะการทำอาหารจึงต้องก้าวให้ทันระดับสากล
หลักสูตรนี้ครอบคลุมตั้งแต่
เมนูอาหารจากนานาชาติหลากหลายวัฒนธรรม
การสร้างสรรค์เมนูระดับ Chef’s Table ที่เล่าเรื่องได้ในทุกจาน
การออกแบบประสบการณ์ Fine Dining ที่เน้นตั้งแต่รสชาติไปจนถึงอารมณ์บนโต๊ะอาหาร
ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้บัณฑิตพร้อมทำงานในอุตสาหกรรมอาหารระดับนานาชาติ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการด้านอาหารรูปแบบใหม่ ๆ
เสาหลักที่ 3: การออกแบบและนำเสนออาหารแบบมืออาชีพ
หน้าตาอาหารในยุคโซเชียลมีเดียสำคัญไม่แพ้รสชาติ DPU จึงยกระดับการสอนด้าน การออกแบบอาหาร ให้ลึกกว่าแค่การจัดจานสวย ๆ
นักศึกษาจะได้ฝึกทั้ง
เทคนิคการจัดจานและการตกแต่งอาหารให้มีเอกลักษณ์
การถ่ายภาพอาหารเพื่อสื่อสารอารมณ์และสไตล์ของแบรนด์
การนำเสนอผลงานอย่างเป็นมืออาชีพ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แต่ละเมนู
หนึ่งจานอาหารจึงกลายเป็นทั้งงานศิลปะและงานสร้างแบรนด์ในเวลาเดียวกัน
เรียนแบบลงมือจริงตั้งแต่ปี 1
หลักสูตรศิลปะการประกอบอาหารของ DPU ไม่ปล่อยให้เด็กท่องแต่ทฤษฎีในห้องเรียน แต่เน้นให้ ลงมือทำจริงตั้งแต่ปีแรก
นักศึกษาจะค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง ควบคู่กับความเข้าใจในศาสตร์และศิลป์ของการทำอาหารอย่างเป็นระบบ
แนวทางนี้ช่วยให้ผู้เรียนไม่ได้แค่จำวิธีทำอาหาร แต่เข้าใจ “เหตุผล” ที่อยู่เบื้องหลังทุกเทคนิค และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเอง
ทักษะใหม่ที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล
เพื่อให้เชฟยุคใหม่ไม่หลุดจากโลกการตลาดและคอนเทนต์ หลักสูตรได้เติมหัวข้อที่สอดรับกับเทรนด์สมัยใหม่เข้าไปอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น
การถ่ายภาพอาหารให้โดดเด่นบนโซเชียล
การสื่อสารเรื่องราวผ่านงานเขียนและภาพ
การสร้างแบรนด์อาหารด้วยการเล่าเรื่อง (Storytelling)
เมื่อทักษะเชิงเทคนิคด้านการทำอาหารมาจับคู่กับความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสาร นักศึกษาจึงพร้อมก้าวไปไกลกว่าแค่การเป็นพนักงานในครัว สามารถต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคตได้อย่างมั่นใจ
ไม่ได้ปั้นแค่เชฟ แต่ปั้นคนทำงานสายอาหารแบบรอบด้าน
จุดเด่นของหลักสูตรนี้คือ บัณฑิตไม่ได้ถูกจำกัดให้เดินได้แค่เส้นทางเชฟ แต่เปิดประตูไปสู่หลากหลายอาชีพในโลกอาหารและไลฟ์สไตล์
บัณฑิตหนึ่งคนสามารถต่อยอดไปเป็นได้ทั้ง
เจ้าของธุรกิจอาหารหรือคาเฟ่ในสไตล์ของตัวเอง
นักรีวิวอาหารที่เข้าใจทั้งรสชาติและเบื้องหลังการสร้างสรรค์
ฟู้ดสไตลิสต์ที่ทำให้อาหารทุกจานพร้อมขึ้นกล้อง
ที่ปรึกษาร้านอาหารที่มองเห็นภาพรวมทั้งด้านเมนูและธุรกิจ
ด้วยทักษะที่แข็งแรงและประสบการณ์จริงที่ถูกปลูกฝังตลอดหลักสูตร ทำให้ผู้เรียนมีทั้งความพร้อมและความมั่นใจในการแข่งขันในตลาดแรงงานสายอาหาร การท่องเที่ยว และการโรงแรม
เมื่อโลกเปลี่ยน การกินก็เปลี่ยน และเชฟเจนใหม่ก็ต้องเปลี่ยนตาม – DPU จึงไม่ได้แค่สอนให้ทำอาหารอร่อย แต่สอนให้สร้างอนาคตจากอาหารจานเดียวได้จริง

