ไปท่าแร่แบบทำใจโลว์ แต่ดันโดนหลอกให้หลงรัก
ไปดู “ท่าแร่” ที่โรงเมเจอร์บิ๊กซีปัตตานีแบบไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ตัวอย่างหนังที่ปล่อยมาก่อนหน้าคือ ตัดมาผิดซีนสุด ๆ เหมือนเอาแต่ส่วนที่ดูไม่ค่อยชวนอินมารวมกันจนคนรักหนังผีอย่างผมถึงกับต้องทำใจว่าถ้าออกมาเละ จะไม่โกรธใครทั้งนั้น
แต่พอหนังเริ่มจริง ๆ กลับกลายเป็นว่าโดนดูดเข้าไปแบบไม่รู้ตัว ทั้งบรรยากาศ เรื่องเล่า ความเชื่อ และตัวละครที่ค่อย ๆ เปิดหน้าไพ่ให้เรารู้ทีละนิด
นักแสดง: มือใหม่แต่เล่นจนลืมว่ามือใหม่
ต้องบอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้เหมือนตั้งใจปั้นหน้าใหม่ในวงการภาพยนตร์หลายคน แทบไม่มีใครที่เราเห็นกันจนชินจากหนังจอใหญ่ แต่ผลลัพธ์คือ เคมีรวมกันมันโคตรเวิร์ก
เจมส์ จิรายุ
จากพระเอกละครหลังข่าวที่เล่นมานับไม่ถ้วน เคยโผล่บนจอภาพยนตร์ใน “Timeline จดหมาย ความทรงจำ”
ใน “ท่าแร่” เจมส์รับบทเป็นบาทหลวง ซึ่งเป็นบทที่ต้องแบกทั้งศรัทธา ความลังเล และความกลัวในคราวเดียว
มีน พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร
รับบทเป็นหมอเหยา ผู้สืบทอดความสามารถสื่อสารกับผีบรรพบุรุษจากยาย
ใช้ความสามารถนี้ทั้งในการรักษา และการไล่ผีในชุมชน
เป็นตัวละครที่ แย่งซีนบาทหลวงเปาโลไปหลายช่วง โดยเฉพาะไคลแมกซ์ท้ายเรื่องที่อินจัดจนลืมไปเลยว่าเขาเป็นหน้าใหม่ในโลกหนังผีฟอร์มใหญ่
พี่ฮง
หนุ่มเกาหลีที่อยู่ไทยมานานกว่า 20 ปี รับบทเป็น “เผือก” (ถ้าจำไม่ผิด)
เป็นญาติของมาลี คอยดูแลตอนมาลีกลับบ้านที่สกลนคร
เพิ่มมิติความเป็น “คนกันเองในบ้าน” ที่ต้องเผชิญกับเรื่องเหนือธรรมชาติไปพร้อมกัน
มาลี รับบทโดย แพรวา ณิชาภัทร
ตัวละครนี้คือศูนย์กลางของโศกนาฏกรรมทั้งหมด เป็นคนที่โดนผีสิงและต้องรับเคราะห์แทนพ่อแม่
ความน่าสงสารของมาลีคือ ถูกลากเข้าไปอยู่กลางเกมการล้างแค้นของผู้ใหญ่ ทั้งที่ตัวเองแทบไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ป้าแสง รับบทโดย เอี้ยง สวนีย์
ใครเคยดู “ร่างทรง” จะจำหน้าเธอได้ทันที
ในเรื่องนี้ก็ยังวนเวียนอยู่กับบทที่เกี่ยวกับการเล่นของและความเชื่อพื้นบ้าน
ทุกซีนที่เธออยู่คือมีน้ำหนัก ไม่เคยรู้สึกว่าตัวละครนี้โผล่มาให้รกเฟรม
โดยรวมแล้ว แม้จะเป็นทีมที่ไม่ได้ถูกโปรโมตขายหน้าเหมือนหนังตลาด แต่ การแสดงคือทำให้ตัวละครรู้สึกมีเลือดมีเนื้อ ไม่ใช่แค่ตัวประกอบในพิธีกรรมไล่ผี
ท่าแร่: เมื่อชุมชนคาทอลิกต้องอยู่ร่วมกับผีพื้นบ้าน
หัวใจสำคัญของหนังอยู่ที่ฉากหลังของเรื่อง นั่นคือ “ชุมชนท่าแร่” ซึ่งเป็นชุมชนคาทอลิกดั้งเดิม นับถือศาสนาคริสต์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
แต่ปัญหาคือ ประเทศไทยไม่เคยมีศาสนาเดียว มาก่อน เราโตมากับศาสนาผี ความเชื่อบรรพบุรุษ และของขลังสารพัดรูปแบบ การรับเอาศาสนาคริสต์เข้ามาจึงไม่ได้มาแทนของเดิม แต่กลายเป็นการเอา ความเชื่อพื้นถิ่นมาผสมกับศรัทธาสากล แบบไทยสไตล์
ผลลัพธ์คือ โลกในหนังไม่ได้มีแค่พระเจ้า เทวดา หรือซาตาน แต่ยังเต็มไปด้วยผีพื้นบ้านที่คนในถิ่นเชื่อกันมานานนับรุ่น
ผีในเรื่อง: ไม่ใช่ซาตานจากหนังฝรั่ง แต่คือผีบ้าน ๆ ที่เราคุ้นชื่อ
ความพีคของ “ท่าแร่” อยู่ตรงที่มันไม่ใช้สูตรสำเร็จหนังไล่ผีแบบฝรั่ง ที่จะต้องมีผีซาตาน ลูซิเฟอร์ หรือปีศาจในคัมภีร์เท่านั้น
ในเรื่องนี้ ผีที่ปรากฏเป็น ผีพื้นถิ่นของภาคเหนือ ที่เราคุ้นชื่อกันดี เช่น
ผีโพง
ผีปอบ
หนังพาเราไปรู้จักลักษณะคร่าว ๆ ของผีแต่ละชนิด ว่ามันคืออะไร ทำอะไรได้ และอยู่ในระบบความเชื่อของคนในชุมชนแบบไหน ทำให้ความสยองในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่การตุ้งแช่ แต่คือการรู้สึกว่า ผีแบบนี้มันเคยอยู่ในเรื่องเล่าตอนเด็กของเราเอง
เมื่อพิธีกรรมพื้นบ้านจับมือกับพิธีไล่ผีของพระเจ้า
สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือการออกแบบ “การไล่ผี” ที่เอา สองระบบความเชื่อ มาชนกันแทนที่จะเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
ฝั่งแรกคือการไล่ผีแบบพื้นบ้านของคนในพื้นที่ ซึ่งนำโดยแม่เมืองโสภา ภาพในหนังเต็มไปด้วยรายละเอียดของวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เช่น
การร่ายรำ
การรำคาบ
การเป่าแคน
การสวดบูชาด้วยทำนองเพลงพื้นบ้าน
การตั้งเครื่องคาย
การทำนายด้วยการตั้งไข่
ทั้งหมดนี้ถูกใช้ในการไล่ผีออกจากร่างของตามิ่งและมาลีอย่างจริงจัง ไม่ได้มาเล่น ๆ เพื่อความเอ็กโซติก แต่เป็น พิธีกรรมที่มีความหมายในโลกของตัวละครจริง ๆ
จากนั้นหนังค่อยพาเราเข้าสู่การไล่ผีด้วยความเชื่อของคริสตจักร ที่มองว่าโลกนี้อยู่ภายใต้การดูแลของพระเจ้า ผีและวิญญาณทั้งหลายก็อยู่ในอำนาจของพระองค์เช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิดที่ว่า แค่เรารู้ชื่อของมัน เราก็สามารถขับไล่ได้ แม้จะเป็นผีพื้นบ้านที่ไม่มีชื่ออยู่ในคัมภีร์ก็ตาม บาทหลวงเปาโลจึงไม่ได้เพียงสวดตามสูตรสำเร็จ แต่ต้องเรียนรู้ชื่อและที่มาของผีเหล่านี้ด้วย
ในจุดนี้หนังเหมือนกำลังบอกเราว่า ศรัทธาไม่จำเป็นต้องลบล้างกันเอง แต่อาจทำงานร่วมกันได้ในโลกจริงที่เต็มไปด้วยความเชื่อหลากหลาย
การสิง การล้างแค้น และความซับซ้อนของความเป็นผี
การถูกผีสิงใน “ท่าแร่” ไม่ได้ง่าย ๆ แค่ผีตัวหนึ่งเข้าร่างแล้วจบ แต่มันซับซ้อนจนเรียกว่าเป็น “สงครามเลเยอร์ของวิญญาณ” เลยก็ว่าได้
ในเรื่องเราจะได้เห็นทั้ง
การที่ปีศาจกัดกินร่างเดิมจนไม่เหลือ ต้องหาผีตนอื่นมาสิงเพื่อสู้กับปีศาจในร่างเก่า
การแต่งงานเพื่อให้ปีศาจที่สิงอยู่ได้กินบางสิ่งบางอย่าง แลกกับการปล่อยให้ลูกสาวรอด
การล้างแค้นผ่านการวางยาให้คนหนึ่งค่อย ๆ เสียสติ แล้วโทษว่าเป็นเพราะผีเข้า ทั้งที่เบื้องหลังคือความแค้นของมนุษย์
ทั้งหมดนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ผี” กับ “คน” มันบางลงมาก เราเริ่มตั้งคำถามว่า อะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างผีที่สิงอยู่ในร่าง หรือคนที่เลือกจะทำเลวแล้วเอาผีมาเป็นข้ออ้าง
ผีฟ้าพญาแถน: วิญญาณสูงส่งที่ถูกดึงลงมาสู่ความสกปรก
สำหรับคนที่ดูหนังจบ คงเดากันได้แล้วว่าผีที่สิงในร่างของมาลีคือ ผีฟ้าพญาแถน
ฉากที่หมอเหยาทำพิธี เป่าแคนและสวดขับไล่ผีฟ้าออกจากร่างนั้นคือหนึ่งในฉากที่ทรงพลังที่สุดของเรื่อง เพราะบทสวดไม่ได้แค่ไล่ผี แต่เหมือนกำลัง “เตือนสติ” วิญญาณตนนี้ด้วย
เนื้อหาการสวดประมาณว่าขอให้ผีฟ้ากลับขึ้นสู่สวรรค์วิมานของตนเอง ไม่ควรลดตัวลงมากินของสกปรก หรือสิงสู่ในร่างมนุษย์แบบนี้ เป็นการเอาความเชื่อเรื่องชนชั้นของวิญญาณมาเล่นได้อย่างน่าสนใจมาก
ในมุมหนึ่ง ผีฟ้าพญาแถนจึงไม่ใช่ผีร้ายธรรมดา แต่คือ วิญญาณที่ถูกดึงลงมาอยู่ในความต่ำช้าเพราะความแค้นและความผิดพลาดของมนุษย์ด้วยกันเอง
สรุป: หนึ่งในหนังผีไทยน้ำดีที่ไม่ควรพลาด
สำหรับผม “ท่าแร่” คือหนึ่งใน หนังผีไทยน้ำดีที่สุดเท่าที่เคยดูมา
มันไม่ได้ขายแต่ความตกใจ แต่ขาย
บรรยากาศชุมชนที่มีชีวิต
ความเชื่อที่ปะทะกันแต่ก็เรียนรู้จะอยู่ร่วมกัน
ตัวละครที่ไม่แบนราบ ทุกคนมีเหตุผลในความเชื่อของตัวเอง
พิธีกรรมที่ทั้งสวย สยอง และมีรากฐานจากวัฒนธรรมจริง
ถ้าคุณชอบหนังผีที่มีอะไรมากกว่าการหลอกให้สะดุ้ง “ท่าแร่” คือหนังที่ควรไปดูให้จบในโรง แล้วปล่อยให้คำถามเรื่อง ศรัทธา ผี และความเป็นคน ตามมาหลอกคุณต่อหลังเครดิตจบไปอีกนาน ๆ

