ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนเริ่มรู้สึกตรงกันว่า “การเล่นเกมแพงขึ้นเรื่อย ๆ” ไม่ว่าจะเป็นราคาคอนโซล การ์ดจอ หรือแม้แต่เกม AAA รุ่นใหม่ที่แตะระดับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน
แต่ท่ามกลางกระแสการขึ้นราคาเกม ยังมีผู้จัดจำหน่ายบางรายที่เลือกเดินอีกทาง หนึ่งในนั้นคือ Kepler Interactive ผู้จัดจำหน่ายเกม Clair Obscur: Expedition 33 ที่ออกมายืนยันชัดว่า บริษัทจะยังคงตั้งราคาเกมในระดับที่ “เคารพเงินและเวลาของผู้เล่น”
เกิดอะไรขึ้นในวงการเกมช่วงนี้?
ตลอด 2–3 ปีที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มชัดเจนว่า:
เกม AAA หลายค่ายปรับราคาเพิ่ม
ฮาร์ดแวร์เกมมิ่งมีต้นทุนสูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายพัฒนาเกมพุ่งขึ้นต่อเนื่อง
ผลที่ตามมาคือ เกมกลายเป็นงานอดิเรกที่มีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจทำให้ผู้เล่นบางกลุ่มเข้าถึงยากขึ้น
ในบริบทนี้ แนวทางของ Kepler Interactive จึงถูกจับตามอง
Kepler Interactive คิดต่างจากผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่
Alexis Garavaryan ซีอีโอของ Kepler Interactive ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ที่ “ตรงข้าม” กับหลายค่ายใหญ่ในช่วงหลัง
แนวคิดหลักคือ:
เมื่อเราตัดสินใจราคาของเกม เราจะตั้งราคาตามที่คิดว่าเหมาะสม แล้วตั้งให้ต่ำกว่านั้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกว่าพวกเขาได้ของคุ้มค่า
เขาย้ำว่า ทุกครั้งที่ผู้เล่นซื้อเกมจากบริษัท พวกเขาควรรู้สึกว่า “ได้ดีลที่ยอดเยี่ยม”
ทำไมแนวคิดนี้ถึงสำคัญ?
Garavaryan อธิบายว่า บริษัทต้องการให้ผู้เล่นรู้สึกว่า:
เงินของพวกเขามีค่า
เวลาของพวกเขาถูกเคารพ
เกมที่ซื้อให้ประสบการณ์ที่คุ้มกับราคา
เขายังเสริมว่า ผู้เล่นควรสามารถเล่นเกมได้ “ห้า หรือหกประสบการณ์” ในงบประมาณที่ใกล้เคียงกับเกม AAA หนึ่งเกม
ในยุคที่ราคาเกม AAA บางเกมสูงขึ้นเรื่อย ๆ แนวคิดนี้ถือเป็นมุมมองที่แตกต่างอย่างชัดเจน

ความสำเร็จของ Clair Obscur: Expedition 33
เกม Clair Obscur: Expedition 33 ได้รับเสียงตอบรับดีมาก โดยเฉพาะด้านงานศิลป์ที่โดดเด่นจนมีรายงานว่า หน่วยงานบางแห่งในตะวันออกกลางเข้าใจผิดคิดว่าอาร์ตบุ๊กของเกมควรอยู่ในพิพิธภัณฑ์
ความสำเร็จของเกมนี้สะท้อนว่า:
ผู้เล่นเปิดรับเกมคุณภาพ แม้ไม่ใช่ AAA ใหญ่ระดับบล็อกบัสเตอร์
ราคาและคุณภาพที่สมเหตุสมผลมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ
กลยุทธ์ของ Kepler Interactive จึงมีแนวโน้มช่วยผลักดันเกมที่บริษัทจัดจำหน่ายให้ได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต
ผู้เล่นต้องการอะไรจริง ๆ?
ประวัติศาสตร์วงการเกมพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ผู้เล่นพร้อมสนับสนุนเกมที่:
มีคุณภาพสูง
มีไอเดียชัดเจน
ตั้งราคาเหมาะสม
ไม่จำเป็นต้องเป็นเกมทุนสร้างมหาศาลเสมอไป
ในยุคที่งบประมาณการพัฒนาเกมพุ่งสูงและราคาขายขยับขึ้นเรื่อย ๆ โมเดลราคาที่ “เป็นมิตรกับผู้เล่น” อาจกลายเป็นจุดแข็งทางการแข่งขัน
จะมีค่ายอื่นทำตามหรือไม่?
คำถามสำคัญคือ ผู้จัดจำหน่ายรายอื่นจะเดินตามแนวทางนี้หรือไม่
หากเกมที่ตั้งราคาย่อมเยาแต่คุณภาพสูงประสบความสำเร็จมากขึ้น อาจกลายเป็นแรงกดดันให้บางค่ายต้องทบทวนกลยุทธ์การตั้งราคา
ในระยะยาว เรื่องนี้อาจส่งผลต่อทิศทางราคาของวงการเกมทั้งหมด
สรุป: ทางเลือกที่ให้ความหวังในยุคเกมแพง
ท่ามกลางกระแสขึ้นราคาเกม Kepler Interactive เลือกยืนจุดยืนชัดเจนว่า ผู้เล่นควรรู้สึกคุ้มค่าทุกครั้งที่ซื้อเกม
แนวคิดนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จของเกมไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาที่สูงเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่าง “คุณภาพ” และ “ความเหมาะสมของราคา”
ในยุคที่เกมกำลังกลายเป็นงานอดิเรกราคาแพง เสียงแบบนี้อาจเป็นความหวังเล็ก ๆ สำหรับผู้เล่นจำนวนมาก

