รับแอปรับแอป

9 เสียงข้างในของผู้หญิงยุคใหม่: เมื่อพวกเธอเลือกชะลอชีวิต เพื่อเติบโตในแบบของตัวเอง

อารยา จิตดี01-31

กลับมาฟังเสียงของตัวเองให้ชัดขึ้น

ในปี 2026 หลายคนเริ่มตัดสินใจ “หยุด” ไม่ใช่เพราะอยากถอยหลัง แต่เพื่อหันกลับมามองเส้นทางที่เดินผ่านมาอย่างจริงจัง

พวกเธอเลือกชะลอจังหวะชีวิต หยุดฟังหัวใจของตัวเอง และนิยามคำว่าความสำเร็จใหม่ ด้วยภาษาของตัวเอง ไม่ใช่ตามกรอบที่ใครกำหนดให้

L’Officiel ชวนออกเดินทางไปพร้อมกับ 9 ผู้หญิงจากหลากหลายวงการ ทั้งศิลปิน เมคอัพอาร์ติสต์ นางแบบ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผู้สร้างพื้นที่เยียวยาจิตใจ เพื่อค้นหาว่าแท้จริงแล้ว “การเติบโต” สำหรับพวกเธอคืออะไร

พวกเธอมองชีวิตไม่ใช่เส้นตรง แต่เป็นการเดินทางที่สามารถเลี้ยว เปลี่ยนทิศ หยุดพัก และเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ตราบใดที่ยังซื่อสัตย์กับเสียงภายในของตัวเอง

Journey Through Herself จึงไม่ใช่แค่ธีม แต่คือการกลับมาฟังตัวเองอย่างลึกซึ้ง การโอบรับตัวตนทุกด้าน และยอมให้การก้าวไปข้างหน้าค่อยๆ เริ่มจากจุดที่เรารู้จักตัวเองจริงๆ

VIOLETTE WAUTIER: เมื่อศิลปินหญิงเลือกใช้ชีวิตให้ช้าลง

ในปีที่ความคาดหวังพุ่งสูง วี-วิโอเลต วอเทียร์ กลับตัดสินใจลดสปีดชีวิตลง เพื่อมองเห็นตัวเองชัดขึ้น ทั้งในฐานะศิลปิน และในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ตอนนี้เธอเลือกโฟกัสที่ตัวเองเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องร่างกายและสุขภาพ ขณะเดียวกันก็กำลังทุ่มพลังให้กับอัลบั้มใหม่และงานเพลงที่เธอเชื่อว่าจะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นที่สุดของตัวเองด้านดนตรี

สำหรับวี อัลบั้มหนึ่งชุดไม่ใช่แค่ผลงานเพลง แต่คือบันทึกช่วงชีวิต ว่าเธอกำลังเติบโตไปในทิศทางไหน กำลังเป็นใคร และรู้สึกอะไรอยู่จริงๆ ในเวลานั้น อัลบั้มนี้จึงเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมากับความรู้สึกภายใน

เธอนิยามชีวิตช่วงนี้ว่าเป็นช่วงที่ต้องเรียนรู้เร็ว เติบโตเร็ว และฝึก “เบรกอีโก้แล้วสร้างตัวเองใหม่” อยู่เสมอ สิ่งหนึ่งที่ชัดขึ้นคือการเลือกใช้ชีวิตให้ช้าลง ไม่รีบหาคำตอบกับบางเรื่อง หากหัวใจยังไม่พร้อมจะตอบ

เมื่อเผชิญกับความคาดหวังที่ถาโถม ทั้งจากคนรอบตัวและจากตัวเอง วีเลือก “ปิดเสียง” ความคาดหวังจากคนอื่นออกไป เพราะรู้ว่ามันสร้างแรงกดดันโดยไม่จำเป็น จากนั้นเธอหันมาเปลี่ยนวิธีตั้งความคาดหวังของตัวเองใหม่

แทนที่จะคาดหวังผลสำเร็จซึ่งเต็มไปด้วยปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เธอหันมาคาดหวังแค่ว่า ตัวเองจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ภูมิใจกับสิ่งที่ปล่อยออกไป และซื่อสัตย์กับความตั้งใจของตัวเองจริงๆ

ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองในอดีตได้ เธออยากกระซิบสั้นๆ ว่า “ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะโอเค” ขอแค่มีสติ และเลือกทุกอย่างจากใจจริงของตัวเองก็พอ

ปี 2026 ของวีจึงเป็นปีแห่งการใช้ชีวิตให้ดีและสนุก ทำผลงานที่ตัวเองภูมิใจ และดูแลร่างกายอย่างเต็มที่ เพราะสำหรับเธอ ความสุข ความแข็งแรง และความภูมิใจในสิ่งที่ทำ คือคำตอบของคำว่าความสำเร็จในตอนนี้

PORNTIP ATTAKANWONG: ศิลปะ ความยั่งยืน และการเติบโตไปพร้อมกับชุมชน

มุก-พรทิพย์ อัตตะกานต์วงศ์ ใช้บทบาทของตัวเองในฐานะผู้ดูแลนิทรรศการและที่ปรึกษาด้านศิลปะ เพื่อเชื่อมคน งาน และชุมชนเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น

เธอยังคงออกแบบและคิวเรตนิทรรศการที่ ATT19 ควบคู่ไปกับการเป็นที่ปรึกษาด้านศิลปะให้กับโปรเจกต์และแบรนด์หลากหลาย นอกจากนี้ยังต่อยอดแนวคิดเรื่องความยั่งยืนด้วยการเตรียมเปิดร้านเสื้อผ้ามือสองและวินเทจ ที่แยกตัวออกมาจากบูทิกโซนของ ATT19

ในอีกมุมหนึ่ง มุกยังร่วมงานกับแบรนด์ของสามี Kitt.Ta.Khon เพื่อพัฒนาโปรเจกต์ที่ทำงานร่วมกับกลุ่มช่างฝีมือ ชุมชน และกลุ่มแม่บ้าน โดยใช้แฟชั่นและไลฟ์สไตล์เป็นสะพานเชื่อมการเติบโตของชุมชนไปพร้อมกับแบรนด์

โปรเจกต์ที่เธอผูกพันเป็นพิเศษ คือการทำงานให้กับ CHAVANA ที่รวมทั้งองค์ความรู้ด้านศิลปะ ดีไซน์ และแฟชั่นที่เธอรักเข้าไว้ด้วยกัน ในทีมที่เห็นคุณค่าทางความคิดสร้างสรรค์ของเธออย่างแท้จริง

มุกมองว่าบริบทงานศิลปะในไทยเปลี่ยนไปมาก ศิลปะเริ่มมีที่ยืนในชีวิตของผู้คนมากขึ้น

  • เป็นแรงบันดาลใจ

  • เป็นที่พักใจ

  • เป็นพื้นที่ตั้งคำถามและถกเถียง

คนให้เกียรติและรับฟังศิลปินมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อพื้นที่จัดแสดงเพิ่มขึ้น เราก็เริ่มเห็นความไม่เข้าใจในเบื้องหลังการทำงานของคนในแวดวงศิลปะมากขึ้นตามไปด้วย

หลายคนมองนิทรรศการเป็นเพียงฉากหลังถ่ายรูป ลืมไปว่าศิลปะคืออาชีพที่ต้องเลี้ยงชีวิตใครบางคน และทุกพื้นที่ที่เปิดให้เข้าชมฟรีล้วนมีต้นทุน ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ การติดตั้ง และค่าบุคลากร เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นสิ่งใหม่ๆ

เธอจึงเชื่อว่า การที่ผู้คนมีส่วนร่วมกับศิลปะเป็นเรื่องดีมาก แต่ก็ยังเป็นทางยาวที่ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจต่อระบบนิเวศของวงการศิลปะอย่างจริงจัง

สิ่งหนึ่งที่มุกพยายามเตือนตัวเองเสมอ คือการไม่ลืมความรู้สึกของศิลปินในช่วงเวลาสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงงานครั้งแรก การได้รับงานคอมมิชชันใหญ่ หรือการขายงานชิ้นแรกได้ในแกลเลอรี่ ความรู้สึกเหล่านี้คือแรงผลักที่ทำให้เธอยังคงเดินต่อไปอย่างมั่นคง และไม่ลืมว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

สำหรับปี 2026 เธออยากกลับมาสร้างสมดุลชีวิตให้ดีขึ้น หลังจากทุ่มเทหนักกับการเปิดร้านใหม่ อยาก “พักให้มากขึ้น” พร้อมกับผลัก ATT19 ให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งเรื่องการชมงานศิลปะและเบื้องหลังการทำงานของแกลเลอรี่ในระยะยาว

JIBBIE RUBIE: ความงามที่ต้องมีความหมาย ไม่ใช่แค่สวยแล้วจบ

จิบบี้ รูบี้ ทำงานแบบสองบทบาทควบคู่กันมาโดยตลอด ทั้งในฐานะเมคอัพอาร์ติสต์และบิวตี้ครีเอเตอร์ เธอทำทั้งงานแฟชั่น งานกับแบรนด์ความงาม และโปรเจกต์เบื้องหลังที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากในตอนนี้ คือการพัฒนาลายเซ็นของตัวเองให้ชัดขึ้น และเลือกทำงานที่สะท้อนตัวตนและคุณค่าที่เชื่อจริงๆ ไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องมีความหมาย

หนึ่งในโปรเจกต์ที่เธอภูมิใจมาก คือการเป็นหนึ่งในทีมเมคอัพอาร์ติสต์ของซีรีส์ The White Lotus ที่ต้องทำงานภายใต้มาตรฐานระดับโลก และใช้เมคอัพเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องและอารมณ์ตัวละคร ไม่ใช่แค่สร้างภาพลักษณ์สวยงามบนผิวหน้า

ตลอดเส้นทางการทำงาน สิ่งที่ยังไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือ

  • ความรักในงานแต่งหน้า

  • ความละเอียดกับทุกดีเทล

  • ความสุขทุกครั้งที่เห็นใครสักคนมั่นใจขึ้นจากการแต่งหน้า

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจน คือมุมมองต่อความสำเร็จ เธอใจเย็นขึ้น เลือกงานมากขึ้น และเชื่อว่าความสำเร็จไม่จำเป็นต้องมาเร็ว ขอแค่ยั่งยืน และไม่ทำให้เราหลงลืมตัวเอง

ในด้านชีวิตส่วนตัว เธอเรียนรู้ที่จะฟังเสียงข้างในมากขึ้น รู้จักจัดสมดุลระหว่างงานกับชีวิต และให้คุณค่ากับความสุขสงบเล็กๆ ในแบบของตัวเอง

ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองในอดีตได้ จิบบี้อยากขอบคุณตัวเองที่ไม่พยายามเป็นเหมือนใคร เพราะเธอเชื่อว่า ความจริงใจและความเป็นตัวเอง จะพาเราไปเจอคนและโอกาสที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม พร้อมกับแอบสั่งตัวเองในอดีตให้ดูแลสุขภาพให้ดีกว่านั้น เพราะสำหรับเมคอัพอาร์ติสต์ พลังร่างกายสำคัญไม่แพ้ฝีมือ

ปี 2026 สำหรับเธอคือปีแห่งการคัดเลือกงานที่ตรงกับคุณค่าในใจ การสร้างผลงานที่มีความหมาย และการดูแลสมดุลชีวิตให้ดีขึ้น เพื่อเติบโตอย่างมั่นคงโดยไม่ทิ้งความสุขและตัวตนไว้ข้างหลัง

MIX CHALERMSRI: จากจอ YouTube สู่การสร้างศิลปินและจักรวาลสร้างสรรค์ของตัวเอง

มิกซ์ ชเลอมศรี หรือ Badmixxy เริ่มต้นจากการเป็นยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ ก่อนจะขยับตัวเองมารับบทนักร้อง โปรดิวเซอร์ และผู้สร้างศิลปินในค่ายของตัวเอง

ตอนนี้เธอดูแลหลายโปรเจกต์พร้อมกัน ทั้งการปั้นศิลปินหลายวงในค่าย การทำแบรนด์เสื้อผ้ากับเพื่อน รวมถึงการเปิดร้านอาหาร แต่สิ่งที่โฟกัสเป็นพิเศษคือการวางภาพรวมของศิลปินในค่าย ตั้งแต่คาแรกเตอร์ ลุค สไตล์ ไปจนถึงแนวเพลงและการแต่งเพลงเอง

สำหรับงานเพลงของตัวเอง มิกซ์เพิ่งปล่อย “GOOD BOY” (ร่วมกับ PoyFaii) เป็นเพลงเปิดตัวอัลบั้ม I am bad ที่อยากเล่าอีกมุมของความรู้สึกคนธรรมดา ความจิกกัดคนรักเก่า หรืออารมณ์ที่ไม่ค่อยกล้าพูดออกมาตรงๆ

เธอบอกว่าภูมิใจแทบทุกโปรเจกต์ เพราะส่วนใหญ่ทำจากความหลงใหลล้วนๆ

  • เธอมีความสุขเวลามองเห็นเด็กๆ ในค่ายได้เต้นและร้องเพลงของตัวเอง

  • กระทั่งธุรกิจร้านส้มตำ “แตงโม แซ่บเวอร์” ที่เปิดกับเพื่อน พอเห็นเพื่อนมีรายได้ดีขึ้น ชีวิตมั่นคงขึ้น เธอก็มองว่านั่นคือความสำเร็จของตัวเองเช่นกัน

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากจากวันแรกจนถึงวันนี้ คือการต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เพราะความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมที่ทำช่อง YouTube แล้วจะชิลแค่ไหนก็ได้ ตอนนี้มีทีมงานที่ต้องดูแล มีคนที่ฝากความเชื่อใจไว้กับการตัดสินใจของเธอ

แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือความเชื่อว่าตัวเองต้องอัปเดตตัวเองตลอดเวลา ไม่ว่าอยู่ในอาชีพไหน เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยน ผู้คนก็เปลี่ยน และเราต้องเรียนรู้คนรอบตัวใหม่เสมอ

งานที่มิกซ์อยากลองในอนาคตคือการกำกับหนังหรือซีรีส์ เพราะตอนทำมิวสิกวิดีโอ เธอมักเป็นคนคิดไอเดีย ซีน และมุมกล้อง ก่อนเล่าให้ผู้กำกับฟัง พอเห็นงานออกมาแล้วคนแชร์ต่อ เธอรู้สึกว่านั่นคือความสนุกแบบที่อยากต่อยอด ถ้ามีโอกาสทำหนังเต็มตัว เธออยากทำแนวอาร์ตฟิล์ม หรือเรื่องที่เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามเรื่องสังคม

ถ้าจะบอกอะไรกับตัวเองในอดีต เธออยากบอกว่า “อย่าพยายามปฏิเสธทุกอย่าง” เพราะเคยเป็นคนที่ไม่อยากทำอะไรก็จะตอบปฏิเสธทันที จนมาวันนี้เข้าใจแล้วว่าบางครั้งสิ่งที่เราไม่อยากลอง อาจเป็นบทเรียนหรือทักษะสำคัญในอนาคต

ปี 2026 ของมิกซ์จึงไม่ได้ถูกล็อกด้วยแผนตายตัว แต่คือปีของการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ลองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ลองทำสิ่งที่เคยปฏิเสธ เช่น การตื่นเช้าไปออกกำลังกาย หรือกินอะไรที่ไม่เคยกล้ากินมาก่อน เพื่อเปิดพื้นที่ให้โอกาสใหม่ๆ ไหลเข้ามาในชีวิต

AMATA CHITTASENEE (Pearypie): จากเมคอัพอาร์ติสต์สู่การทำงานกับโลกและระบบนิเวศ

แพร-อมตา จิตตเสนี หรือ Pearypie ปรับบทบาทของตัวเองจากเมคอัพอาร์ติสต์ชื่อดัง มาสู่การทำงานที่เชื่อมโยงชีวิต ธรรมชาติ และองค์ความรู้เข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

ตอนนี้งานของเธอถูกแบ่งออกเป็น 3 แกนหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างมีระบบ

  • Pearypie Sky Garden บนดาดฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ทดลองและแบ่งปันเรื่องเกษตรในเมือง ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศในเมือง และการกินอยู่อย่างรู้ที่มา เพื่อให้คนเห็นว่าอยู่ในเมืองก็ปลูกอาหารเองได้ และการดูแลโลกเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ได้จริง

  • Pearypie Farm & Studio ที่เชียงดาว เป็นพื้นที่ reconnect กับรากของตัวเอง ทั้งในแง่ชีวิตและองค์ความรู้ท้องถิ่น เป็นเหมือน living classroom ที่เรียนผ่านประสบการณ์ตรง ตั้งแต่การเดินป่า อาบป่า ศึกษาสมุนไพรไทย งาน craft จากธรรมชาติ ไปจนถึงการทำงานใกล้ชิดกับชุมชน

  • งานวิชาการระดับปริญญาเอกด้าน Biodiversity & Ethnobiology เธอสนใจความหลากหลายทางชีวภาพและองค์ความรู้ชาติพันธุ์ โดยเฉพาะพืชที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงาม ทำให้ได้กลับมาเชื่อมกับพื้นฐานเดิมในฐานะช่างแต่งหน้า มอง “สี” เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับชีวิต ไม่ใช่แค่มิติของความสวยงามภายนอก

แพรอยากให้ธรรมชาติกลายเป็น “ทักษะชีวิต” และใช้ “สี” เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ เพื่อเชื่อมความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ชีวิตเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย

สิ่งที่เธอภูมิใจมากที่สุดในช่วงนี้ คือการมองย้อนกลับไปเห็นพัฒนาการของ Sky Garden จากพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ จนกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านเกษตรในเมืองที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เธอได้เห็นคนที่ไม่เคยปลูกอะไรเลยเริ่มตั้งคำถามกับที่มาของอาหารบทบาทของดิน และความสัมพันธ์ของตัวเองกับทรัพยากร

เวิร์กช็อปต่างๆ ก็เติบโตตามไปด้วย จากคลาสสอนปลูกผัก สู่การเรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติ อาหาร และการทำเส้นพาสตาสดจากวัตถุดิบธรรมชาติ เชื่อมการปลูก การกิน และการรับรู้เข้าด้วยกันอย่างเป็นวงจร

ในปีที่ผ่านมา Sky Garden ยังได้ต่อยอดทำ collaboration กับแบรนด์และเชฟอย่าง Bottega Veneta, Uniqlo, Chef Chalee และ Chef Tam ทำให้ผักจากดาดฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกแฟชั่น อาหาร และไลฟ์สไตล์เมือง เปิดบทสนทนาเรื่องระบบอาหาร ความยั่งยืน และที่มาของวัตถุดิบ

ขณะเดียวกัน แพรยังได้ลองบทบาทใหม่นอกพื้นที่ที่คุ้นเคย ผ่านการแสดงในซีรีส์ “สาธุ 2” ทาง Netflix จากคนเบื้องหลังที่คุ้นชินกับแปรงแต่งหน้า เธอได้ขยับมาเรียนรู้การอยู่หน้ากล้องในแบบที่ท้าทายตัวเองอีกระดับ

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือการใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นสะพานเชื่อมผู้คน เธอยังคงเชื่อในคำว่าความงาม แต่วันนี้ความงามของแพรไม่ได้อยู่แค่หน้าตา แต่อยู่ในคุณค่าทางใจ ความหมายของชีวิต และการเคารพธรรมชาติและวัฒนธรรม

การลงพื้นที่จริง ทำงานกับช่างทอ ช่างย้อม และชุมชน ทำให้เธอเห็นว่าผ้าไทยคือองค์ความรู้ที่เชื่อมธรรมชาติ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์เข้าด้วยกัน บทบาทของเธอวันนี้จึงกลายเป็น “ตัวกลาง” ที่แปลภาษาองค์ความรู้จากพื้นที่จริง ให้คนเมืองและคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้อย่างร่วมสมัย

ปี 2026 สำหรับแพรคือปีของการทำให้ทุกอย่างเริ่มทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้ง Sky Garden, Farm & Studio, งานวิชาการ และบทบาทในฐานะ colourist เธออยากต่อยอด “สี” ให้กลายเป็นเครื่องมือเรียนรู้ ผ่านเวิร์กช็อป พื้นที่เรียนรู้ และงานสร้างสรรค์ที่พาผู้คนกลับมาเข้าใจว่าสีเชื่อมธรรมชาติ อาหาร ผ้า วัฒนธรรม และชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันอย่างไร

เป้าหมายของเธอไม่ใช่การเปลี่ยนโลกในทันที แต่คือการทำให้ธรรมชาติกลับมาเป็นทักษะชีวิต และให้องค์ความรู้คืนชีวิตในมือของผู้คนอีกครั้ง

AURAPRAPHAN SUDHINARASET: จัดระเบียบงาน จัดระเบียบใจ แล้วค่อยเดินทางต่อ

แป้ง-อุรประภัณ สุทธินนารัตน์ กำลังบาลานซ์หลายบทบาทในเวลาเดียวกัน ทั้งการทำคอลเลกชั่นใหม่ของ Vickteerut และงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ

แต่สิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษในตอนนี้ไม่ใช่โปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่ง หากคือ การจัดระบบความคิดและระบบการทำงานให้ชัดเจน เพราะสำหรับเธอ ถ้าระบบชีวิตดี งานก็จะเดินไปอย่างสมดุล และเปิดพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์ได้ทำงานเต็มที่

เธอไม่อยากให้ชีวิตกับงานดึงกันคนละทาง แต่อยากให้ทั้งสองอย่างเติบโตไปพร้อมกัน

สำหรับแป้ง “การเดินทาง” ไม่ได้วัดด้วยจำนวนประเทศที่ไป แต่ถูกนิยามด้วย “คนที่ได้เจอและบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง”

  • ผู้ร่วมทางสำคัญกว่าปลายทาง

  • บทสนทนากับคนแปลกหน้าอาจเป็นสิ่งที่เราไม่เคยมีโอกาสเจอ ถ้าไม่ตัดสินใจออกเดินทาง

เธอมักเดินทางแบบมีแผน แต่ไม่ยึดติดกับเส้นทางตายตัว สิ่งที่ได้กลับมาจึงมักเป็น “ความไม่คาดฝัน” ทั้งเรื่องดีและเรื่องท้าทาย ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายเป็นประสบการณ์ที่มีค่าของชีวิตเสมอ

เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่เปลี่ยนไปแบบยอมรับเสียงหัวเราะของตัวเองคือ “คอ บ่า ไหล่ เข่า และสายตา” ที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเดินทางทำให้เธอเป็นคนชิลขึ้น ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ได้มากขึ้น และรอบคอบกับรายละเอียดที่ควรระวังมากขึ้นไปพร้อมกัน

ผลลัพธ์คือการใช้ชีวิตและการตัดสินใจอย่างสมดุล ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว (พร้อมข้อเตือนเล็กๆ ว่า “จองที่พักผ่าน Official Site เท่านั้น”) ที่มาจากประสบการณ์ตรง

ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองได้ เธออยากพูดสั้นๆ ว่า “วางระบบงานให้ดี แล้วจะได้เที่ยวเยอะขึ้น” ซึ่งก็กลายเป็นเป้าหมายหลักของปี 2026 เช่นกัน – จัดระบบงานให้เป็นระเบียบขึ้น แล้วออกเดินทางให้มากขึ้น แบบที่หัวใจก็ได้พัก และงานก็ยังเดินต่อได้สวยๆ

DUJDAO VADHANAPAKORN: เมื่อการเคลื่อนไหวกลายเป็นภาษาของการเยียวยา

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ทำงานอยู่บนจุดตัดของศิลปะ การเคลื่อนไหว และจิตบำบัด เธอใช้ร่างกายเป็นภาษาสื่อสารกับจิตใจของผู้คนอย่างอ่อนโยนแต่ทรงพลัง

ตอนนี้เธอกำลังเตรียมโปรเจกต์ Mental Matter ในนาม Soul Smith ซึ่งทำต่อเนื่องทุกปีเพื่อพูดเรื่องสุขภาพจิตให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะที่งานด้านการแสดงและการเป็นนักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหวก็ยังดำเนินไปควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง

สิ่งใหม่ที่เธอโฟกัสอย่างจริงจังคือการเขียนหนังสือ งานที่ทำแล้วรู้สึกว่าเป็นพื้นที่อีกแบบให้ได้ทบทวนตัวเอง และส่งต่อความคิดอย่างละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น

หนึ่งในงานที่เธอภูมิใจมากล่าสุด คือการแสดงที่ DIB Bangkok ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้เกียรติคุณเพชร โอสถานุเคราะห์ และทุกองค์ประกอบที่ทำให้ DIB Bangkok เกิดขึ้นมา เป็นงานแสดงแบบ site specific ขนาดใหญ่ที่สุดที่เธอเคยทำ และสะท้อนความรู้สึกของเธออย่างตรงไปตรงมา

สิ่งที่ยังคงอยู่เสมอในตัวดุจดาว คือ จิตวิญญาณของการเป็นศิลปิน และความเชื่อในพลังของศิลปะกับร่างกาย ที่สามารถพาเราเข้าไปสำรวจตัวเองในระดับลึกมากๆ ได้

ส่วนสิ่งที่เปลี่ยนไปคือรูปแบบการทำงาน เธอขยับจากการเป็นนักจิตบำบัดในโรงพยาบาลหรือคลินิก มาเปิด Empathy Sauce และ Soul Smith ในรูปแบบ Private Practice เพื่อให้คนรู้สึกเข้าถึงการบำบัดได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องติดป้ายตัวเองว่าเป็น “คนไข้” และยังต่อยอดไปสู่การสอนเรื่องการสื่อสารด้วยความเข้าใจ (Empathetic Communication) ในองค์กรต่างๆ ด้วย

ในชีวิตส่วนตัว เธอเปลี่ยนจากคนที่เคยใจร้ายกับตัวเอง ทุ่มให้กับงานศิลปะแบบไม่ฟังเสียงร่างกาย มาเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญของงานบำบัดที่ทำอยู่ทุกวันนี้

การทำงานกับคนรุ่นใหม่ยังทำให้เธอได้เรียนเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชัน คนรุ่นใหม่มักละเอียดอ่อนและเซนซิทีฟมากขึ้น ซึ่งบังคับให้เธอต้อง “ช้าลง” ทั้งในการผลักดันงานและการใช้คำพูด จากเดิมที่เคยพูดตรงหรือโผงผางมากกว่านี้ วันนี้เธอเลือกกรองทุกคำให้มากขึ้น เพื่อให้การทำงานร่วมกันปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย

ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองในอดีต เธออยากพูดเพียงว่า “อยากทำอะไรก็ทำเถอะ” เพราะท้ายที่สุด ไม่มีอะไรที่ดีหรือแย่แบบเด็ดขาด ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันเป็น และต่อให้ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง มันก็ไม่ใช่จุดจบของโลก

เป้าหมายของเธอในปี 2026 แบ่งออกเป็นสองด้าน

  • กลับมาดูแลสุขภาพกายให้มากขึ้น หลังจากโฟกัสสุขภาพใจมาตลอดจนร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน

  • สร้างบ้านหลังเล็กๆ ที่เชียงดาว บนที่ดินที่ปลูกต้นไม้รอไว้หลายปีแล้ว และตั้งใจจะทำให้มันเกิดขึ้นด้วยตัวเอง ในจังหวะของตัวเอง ไม่รอให้ใครมาบอกว่า “ถึงเวลา” อีกต่อไป

TOEI SUPICHA: จากความจำเป็นสู่เวทีแฟชั่นโลกที่เธอยืนอยู่ด้วยตัวเอง

เตย-ศุภิชา เริ่มต้นอาชีพนางแบบจากความจำเป็น ต้องทำงานเพื่อดูแลคุณแม่และครอบครัว แต่เมื่อโอกาสเริ่มเข้ามา เส้นทางนี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่เธอรักอย่างแท้จริง และเปลี่ยนชีวิตของเธอไปโดยสิ้นเชิง

ปัจจุบันเธอเลือกเป็นนางแบบแบบฟูลไทม์ เพราะมีเป้าหมายชัดขึ้น และอยากทุ่มเทให้เส้นทางนี้ในระดับสากลอย่างเต็มตัว

เธอภูมิใจในทุกงานที่ได้รับ แต่มีหลายโมเมนต์ที่ฝังลึกในความทรงจำ เช่น

  • แคมเปญ Dolce & Gabbana คู่กับ Michele Morrone ที่ให้บทเรียนเรื่องวินัยและการถ่ายทอดคาแรกเตอร์

  • การได้ร่วมโชว์ Giorgio Armani หลังจากเคยพลาดโอกาสในซีซันแรกเพราะเรื่องน้ำหนักและมาตรฐานที่เคร่งครัดของยุโรป เธอกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง และในที่สุดก็กลายเป็นหนึ่งในนางแบบ 100 คน และเป็นชาวเอเชียเพียง 3 คนบนรันเวย์นั้น

  • การทำงานกับ Tod’s ในช่วงเวลาที่เธอมั่นใจในรูปร่างตัวเองที่สุด กลายเป็นเหมือนการยืนยันว่าความพยายามเห็นผลจริง

  • และโชว์ของ Alexander Wang ที่นิวยอร์ก ซึ่งทำให้เธอรู้ว่าตัวเองเดินทางมาไกลกว่าที่เคยคิดไว้มาก

สิ่งที่ยังเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ คือความรักในงาน ความตั้งใจทำหน้าที่หน้ากล้องให้ดีที่สุด และความตื่นเต้นทุกครั้งที่เริ่มงานใหม่หรือได้เจอผู้คนใหม่ๆ

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือระดับความมั่นใจและการรู้จักตัวเอง จากเด็กผู้หญิงที่เคยประหม่าและกลัวทำผิดพลาด วันนี้เตยรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร จุดไหนต้องพัฒนาต่อ และกล้ายืนในพื้นที่ของตัวเองอย่างเต็มตัว

เธอยังได้ค้นพบเอกลักษณ์ของตัวเองผ่านลุคผมสั้นที่โดดเด่นในสายตาต่างประเทศ และได้รับการสนับสนุนจากรุ่นพี่ในวงการอย่างแจน ใบบุญ ที่คอยเตือนสติและผลักดันให้เธอ “นึกถึงประเทศตัวเอง” ทุกครั้งที่ไปทำงานต่างประเทศ

ถ้าได้กลับไปคุยกับตัวเองในวันก่อนเริ่มต้นเส้นทางนี้ เธออยากบอกเพียงว่า ขอบคุณตัวเองที่เลือกเดินมาตรงนี้ เพราะทุกการตัดสินใจในอดีต ล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในเวลานั้น เส้นทางนี้อาจไม่ง่ายและไม่เร็ว แต่ทุกก้าวมีความหมาย

เธออยากย้ำกับตัวเองว่า

  • อย่าลืมสนุกกับชีวิตและการเรียนรู้

  • เชื่อในคุณค่าของตัวเอง แม้ในวันที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ

สำหรับปี 2026 เป้าหมายของเตยไม่ได้มีแค่การทำงานเพื่อครอบครัวอีกต่อไป แต่คือการทำงานให้คนไทยภูมิใจ เธออยากพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดอยู่ที่ความสำเร็จเดิม และมุ่งไปสู่การร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกให้มากขึ้น เพื่อพิสูจน์การเติบโตของตัวเองในทุกย่างก้าว

CHALISA VIARAVAN: สร้างพื้นที่ให้คนได้ฟังตัวเอง และกลับมาจับมือกับธรรมชาติ

นี-ชาลิษา เวียราวรรณ ใช้เวลาช่วงหลายปีที่ผ่านมาในการสร้างพื้นที่ที่ชวนผู้คนกลับมาดูแลตัวเอง เชื่อมต่อกับธรรมชาติ และตั้งคำถามกับชีวิตอย่างนุ่มนวลแต่ทรงพลัง

ในฐานะหนึ่งในทีม Wonderfruit พวกเขาเพิ่งฉลองครบ 10 ปีของการเป็น cultural platform ที่มากกว่าแค่เทศกาลดนตรี แต่มุ่งสู่การสร้างคอมมูนิตี้ระดับลึก

นีถนัดการสร้างชุมชน เธอกำลังรวมตัวผู้คนที่สนใจเรื่องเวลล์เนส การกลับมาดูแลตัวเอง และการเดินทางภายใน เพื่อร่วมกันสร้างพลังบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในระยะยาว

ในขณะเดียวกัน เธอยังทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านโหราศาสตร์เพื่อการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และเตรียมขยายเวิร์กช็อปให้คนทั่วไปเข้าถึงได้มากขึ้น ทั้งในรูปแบบกิจกรรมและการทำ integrated experience design ร่วมกับแบรนด์ต่างๆ

หนึ่งใน collaboration ที่เธอรักเป็นพิเศษคือการทำงานกับ PAÑPURI เพราะเธอชื่นชมวิสัยทัศน์และความเข้าใจกันภายในทีมอย่างแท้จริง โปรเจกต์อย่าง Journey to the Peak Trip ที่สามเหลี่ยมทองคำ หรือ The Flavors of Slow ที่นำกลิ่นและอาหารมาผสมผสานในเชิงบำบัดร่วมกับเชฟตามจาก Baan Tepa ล้วนเป็นพื้นที่ที่เธอได้ทดลองผสานความรู้สึก ตัวตน และการเยียวยาเข้าด้วยกัน

อีกงานที่มีความหมายคือการทำ Living Earth Mandala ในงาน Farewell to Maman ร่วมกับ Khaoyai Art Forest เธอใช้ดิน ส่วนประกอบจากต้นสัก และดอกไม้ป่า สร้างแมนดาลาสำหรับกิจกรรมทำ seed balls เพื่อขอบคุณธรรมชาติและร่วมปลูกต้นไม้ไปพร้อมกัน

นีเริ่มทำงานด้าน Wellness และ Lifestyle ก่อนที่คำว่า wellness จะกลายเป็นเทรนด์เสียอีก เพราะมันมาจากการตกผลึกว่า “นี่คือธรรมชาติของตัวเอง” ไม่ใช่สิ่งที่ต้องฝืน จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวตนภายในของเธอแทบไม่เปลี่ยนไปเลย

สิ่งที่เปลี่ยนคือโลกภายนอกที่กว้างขึ้นมาก ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เธอได้เจอเพื่อนใหม่จากหลายมุมโลก แบ่งปันความรู้และประสบการณ์กัน เกิดมิตรภาพและพลังร่วมที่มีความหมายอย่างยิ่ง

น่าสนใจตรงที่ในปีหลังมานี้ เพื่อนเก่าจากสายอาชีพอื่นที่ห่างหายกันไปกลับเริ่มติดต่อมา คนที่เคยไม่สนใจเรื่องเวลล์เนส วันนี้กลับหันมาสนใจ ทั้งในมุมธุรกิจและในมุมอยากรู้จักตัวเอง นีมองว่านี่คือจังหวะที่ “พอดีมาก” ของสังคม

การเติบโตของเธอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อยู่ที่การกลับมาทบทวนบทบาทของตัวเองบนโลก การลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น และเลือกทำเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับตัวตนมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้มาในรูปแบบของความยิ่งใหญ่ หากคือความชัดเจนและความจริงแท้ที่มากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าจะพูดอะไรกับตัวเองในอดีต เธอไม่รู้สึกจำเป็นต้องให้คำแนะนำใดๆ นอกจาก “ขอบคุณตัวเอง” ที่เลือกเป็นตัวเอง และซื่อสัตย์กับเส้นทางของตัวเองเสมอมา

สำหรับปี 2026 เธออยากใช้ชีวิตบนความสมดุล ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด ในปีที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ที่กระทบวิถีชีวิตของทุกคน

เธอเชื่อว่าเราไม่มีวันหนีพ้นความไม่แน่นอน สิ่งที่ทำได้คือ

  • ตั้งหลักให้มั่น

  • ดูแลกาย ใจ และจิตวิญญาณให้พร้อม

  • รับมือการเปลี่ยนแปลงด้วยสติ ความรัก และความเมตตา ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

บทสรุป: การเติบโตแบบใหม่ ที่เริ่มจากการฟังตัวเอง

เรื่องราวของทั้ง 9 คน อาจต่างอาชีพ ต่างเส้นทาง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกเธอเลือกฟังเสียงภายในของตัวเองให้ดังขึ้น

  • บางคนชะลอชีวิต

  • บางคนเปลี่ยนเส้นทางงาน

  • บางคนขยับจากเมืองสู่ธรรมชาติ

  • บางคนสร้างพื้นที่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการกล้าหยุดตั้งคำถามว่า “เรากำลังใช้ชีวิตในแบบที่ตรงกับหัวใจตัวเองจริงหรือเปล่า”

บางทีการเติบโตในปี 2026 อาจไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุด หรือไต่ขึ้นไปให้สูงที่สุด แต่อาจเป็นการแค่ เดินเข้าข้างใน ให้ลึกพอ จนเราได้ยินเสียงของตัวเองชัดกว่าทุกเสียงบนโลกใบนี้