รับแอปรับแอป

10 เทรนด์เมนูที่ดึงลูกค้าเข้าไม่หยุด ปีนี้ร้านไหนไม่ทำคือพลาด!

นรินทร์ ชัยกิจ01-29

อัปเดตเทรนด์ก่อนใคร เมนูโดนใจลูกค้าตลอดปี

การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารเข้มข้นขึ้นทุกวัน ถ้าร้านไหนไม่ตามเทรนด์ก็มีโอกาสถูกคู่แข่งแซงได้ง่าย ๆ การอัปเดตเทรนด์อาหารอยู่เสมอจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่คืออาวุธสำคัญในการดึงดูดลูกค้าและดันยอดขายให้พุ่ง

10 เทรนด์อาหารต่อไปนี้ คือแนวทางที่เจ้าของร้านและนักการตลาดสายอาหารควรรู้ เพื่อนำไปต่อยอดเป็นเมนูที่ตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ สร้างความต่าง และช่วยให้ร้านของคุณไปต่อได้แบบยั่งยืน

10 เทรนด์อาหารมาแรงที่ร้านควรรีบจับ

การเข้าใจเทรนด์อาหารไม่ใช่แค่เรื่อง “ตามกระแส” แต่คือการมองภาพอนาคตของพฤติกรรมผู้บริโภค ว่าพวกเขาอยากกินอะไร รู้สึกแบบไหน และต้องการประสบการณ์แบบใดจากร้านอาหาร

เมื่อเราอ่านเทรนด์ออก เราก็สามารถวางเมนู วางโปรโมชัน และออกแบบภาพลักษณ์ร้านได้อย่างมีทิศทางมากขึ้น

1. อาหารสุขภาพที่รสชาติดีจริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

ผู้บริโภคยุคนี้รักสุขภาพมากขึ้น แต่ไม่ได้ยอมแลกสุขภาพกับความอร่อยเหมือนเมื่อก่อน เมนูเฮลท์ตี้ที่จืด ชืด และน่าเบื่อกำลังถูกทิ้งให้หลุดเทรนด์

เทรนด์ใหม่คือ อาหารสุขภาพที่ทั้งดีต่อร่างกายและดีต่อใจ โดยเน้น

  • วัตถุดิบคุณภาพสูง สด และปลอดภัย

  • การปรุงรสด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศแทนการพึ่งแต่น้ำตาลหรือโซเดียม

  • การออกแบบเมนูให้ได้สารอาหารครบถ้วน แต่ยังคงรสชาติกลมกล่อม

ใครทำเมนูสายสุขภาพแบบ “อร่อยจริง” ได้ จะสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจการกิน และกลับมาซ้ำได้ไม่ยาก

2. เมนู Plant-based สำหรับคนที่อยากลดเนื้อไม่ใช่แค่คนมังสวิรัติ

อาหารจากพืชหรือ Plant-based ขยายจากกลุ่มมังสวิรัติ ไปสู่กลุ่ม “คนทั่วไปที่อยากลดเนื้อ” เพราะเขาเริ่มใส่ใจทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

จุดสำคัญของเมนู Plant-based ในยุคนี้คือ

  • มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้นเคย

  • หรือเลือก ชูความโดดเด่นของผักและธัญพืช ให้มีมิติ น่าสนใจมากกว่าที่เคย

ร้านที่ดีไซน์เมนู Plant-based เก่ง จะขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็ว และตอบโจทย์เทรนด์กินดี รักสุขภาพ รักโลก ได้พร้อมกัน

3. อาหารท้องถิ่นสไตล์ร่วมสมัย มีเรื่องราวและเอกลักษณ์

เมนูที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล แล้วนำมาตีความใหม่ในแบบทันสมัย หรือที่หลายคนเรียกว่า Local Modern Twist กำลังมาแรง

จุดเด่นของเทรนด์นี้คือ

  • ใช้เทคนิคการปรุงแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับวิธีการแบบโมเดิร์น

  • ชูรสชาติและคุณค่าของวัตถุดิบในพื้นที่ให้โดดเด่น

  • สร้างเอกลักษณ์ที่คู่แข่งลอกเลียนได้ยาก

นอกจากจะทำให้จานอาหารน่าสนใจขึ้น ยังเป็นการช่วยสนับสนุนเกษตรกรในชุมชน และเล่าเรื่องราวของท้องถิ่นผ่านเมนูได้อย่างมีเสน่ห์

4. เมนูหน้าตาดี ถ่ายรูปแล้วอยากโพสต์ทันที

ในยุคที่โซเชียลคือปากต่อปากรูปแบบใหม่ เมนูที่ สวยจนต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย คือเครื่องมือการตลาดชั้นยอดแบบไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่ม

การออกแบบเมนูให้ “ถ่ายรูปขึ้น” ทำได้ผ่าน

  • การจัดจานให้มีเลเยอร์และมิติ

  • การใช้สีสันของวัตถุดิบให้โดดเด่นและตัดกันอย่างลงตัว

  • การเลือกภาชนะหรือพร็อพที่สะดุดตา

เมื่อรูปอาหารของคุณถูกแชร์ลงโซเชียลบ่อย ๆ ร้านก็จะถูกพูดถึงและถูกค้นพบมากขึ้นแบบออร์แกนิก

5. เมนูตามเทศกาลและไวรัล กระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซ้ำ

เมนูพิเศษที่มีขายเฉพาะช่วงเวลา เช่น เมนูตามฤดูกาล หรือเมนูตามกระแสไวรัล เป็นวิธีสร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าได้ดีมาก

จุดแข็งของเมนูแบบนี้คือ

  • จำกัดเวลา ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ต้องรีบมาลองเดี๋ยวนี้

  • ช่วยดึงลูกค้าเก่ากลับมา เพราะเขาอยากลองเมนูใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

  • ทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและจับกระแสได้ไว

ร้านที่ตามสถานการณ์และเทรนด์อาหารได้เร็ว จะออกเมนูใหม่ทันเวลาและดึงยอดขายช่วงสั้นได้อย่างมีพลัง

6. เมนูสำหรับคนแพ้อาหาร ใส่ใจรายละเอียดจนลูกค้าประทับใจ

จำนวนคนที่แพ้อาหาร เช่น กลูเตน แลคโตส หรือถั่ว เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หลายร้านยังไม่มีเมนูรองรับอย่างชัดเจน

การออกแบบเมนูที่ใส่ใจเรื่องนี้จะกลายเป็น ข้อได้เปรียบใหญ่ เพราะ

  • ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในการเลือกเมนู

  • การระบุส่วนผสมและสารก่อภูมิแพ้อย่างละเอียดบนเมนู ช่วยลดความกังวลได้มาก

  • การมีเมนูเฉพาะสำหรับคนแพ้อาหาร ทำให้ร้านดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มักหาตัวเลือกได้ยาก

นี่คือเทรนด์ที่สะท้อนว่าร้านให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบและคุณภาพชีวิตของลูกค้าอย่างแท้จริง

7. เมนูไซซ์เล็ก ชิมได้หลายอย่างในมื้ อเดียว

พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป หลายคนอยากลองหลายเมนูมากกว่าจะอิ่มจุกกับจานใหญ่เพียงจานเดียว เมนูไซซ์เล็กหรือแบบพอดีคำจึงตอบโจทย์มากในยุคนี้

จุดเด่นคือ

  • ลูกค้าสามารถสั่งหลายจานเพื่อแชร์กันและลิ้มลองหลายรสชาติ

  • เหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อนและครอบครัวที่ชอบแบ่งกันชิม

  • เพิ่มโอกาสในการขายต่อบิล เพราะลูกค้ามักสั่งหลายเมนูมากขึ้น

เมนูชิ้นเล็กแต่สร้างยอดใหญ่ คือแนวคิดสำคัญของเทรนด์นี้

8. เมนูที่มีเรื่องเล่า ทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับร้าน

อาหารหนึ่งจานสามารถเล่าเรื่องได้มากกว่าที่คิด การใส่ Storytelling ลงไปในเมนู ช่วยเพิ่มมูลค่าทางอารมณ์ให้กับประสบการณ์การกินอย่างมาก

เรื่องราวที่สามารถหยิบมาเล่าได้ เช่น

  • ที่มาของวัตถุดิบและแหล่งผลิต

  • แรงบันดาลใจของเชฟหรือเจ้าของร้าน

  • ความเป็นมาของเมนูที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมหรือครอบครัว

เมื่อเมนูไม่ได้มีแค่รสชาติ แต่มีเรื่องราวให้จดจำ ลูกค้าจะรู้สึกผูกพันกับร้านมากขึ้น และมีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำสูงขึ้นด้วย

9. อาหารที่ออกแบบมาเพื่อเดลิเวอรีโดยเฉพาะ

เดลิเวอรีกลายเป็นอีกขาใหญ่ของธุรกิจร้านอาหารไปแล้ว ไม่ใช่แค่ “รับออเดอร์แล้วใส่กล่อง” แต่ต้องเริ่มออกแบบเมนูตั้งแต่แรกให้ เหมาะกับการเดินทาง

เมนูที่เหมาะกับเดลิเวอรีควร

  • ยังรักษารสชาติและเนื้อสัมผัสได้ดีแม้ผ่านเวลาและการขนส่ง

  • ใช้บรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรง ป้องกันหกเลอะ และช่วยรักษาอุณหภูมิ

  • คำนึงถึงประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่เปิดกล่องจนถึงคำสุดท้าย

ใครให้ความสำคัญกับประสบการณ์เดลิเวอรีได้ดี จะสร้างความประทับใจและรักษาฐานลูกค้าออนไลน์ได้ยาว ๆ

10. อาหารรักษ์โลก เทรนด์ยั่งยืนที่ลูกค้ายุคใหม่ให้ความสำคัญ

เทรนด์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) กำลังมาแรงแบบจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสวยหรูอีกต่อไป ลูกค้ารุ่นใหม่สนใจว่าอาหารมาจากไหน ใช้วัตถุดิบอย่างไร และกระทบสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน

แนวทางที่ร้านอาหารสามารถนำไปใช้ได้ เช่น

  • แนวคิด Zero-Waste ใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าที่สุด ลดการทิ้งส่วนที่ยังใช้ประโยชน์ได้

  • เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • เลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืน

ร้านที่ใส่ใจโลกไปพร้อมกับใส่ใจลูกค้า จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่สนใจประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น

สรุป: เทรนด์คือเข็มทิศ แต่เมนูที่ใช่ต้องเป็นสไตล์ของร้านคุณ

การหยิบ 10 เทรนด์อาหารนี้ไปปรับใช้ จะช่วยให้ร้านของคุณ

  • มองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

  • วางเมนูได้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น

  • สร้างความต่างจากคู่แข่งในตลาดที่แน่นขึ้นทุกวัน

อย่างไรก็ตาม การทำเมนูให้หลากหลาย ใช้วัตถุดิบหลายประเภท และต้องดูแลทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี จำเป็นต้องมีระบบจัดการที่ดีมาช่วยรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการสต็อก การรับออเดอร์ หรือการควบคุมต้นทุน

สุดท้าย เทรนด์จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ร้านที่เข้าใจลูกค้า และปรับตัวได้ไวเสมอ คือร้านที่จะอยู่ในใจคนกินไปได้อีกนาน