ทำความรู้จักภาวะโลหิตจาง สาเหตุ อาการ และความรุนแรง
ภาวะโลหิตจางคือภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงและค่าฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ ทำให้การขนส่งออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่เพียงพอ หากรุนแรงอาจถึงขั้นวูบหมดสติหรือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ จึงเป็น “ภัยเงียบ” ที่ไม่ควรมองข้าม
สาเหตุหลักจากข้อมูลที่มี
การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ธาตุเหล็ก โฟเลต วิตามินบี 12 และวิตามินซี
การเสียเลือดเฉียบพลัน เช่น ผ่าตัด คลอดบุตร อุบัติเหตุ
โรคทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย ซึ่งมีปัญหาการแตกของเม็ดเลือดแดงและภาวะเหล็กเกิน
อาการเตือนที่พบได้บ่อย
วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง
มือเท้าเย็น หายใจลำบาก ใจสั่น
ตัวซีด ตัวเหลือง หรือหูอื้อ
ในบางรายอาจมีอาการชาปลายมือปลายเท้าร่วมด้วย เมื่อเกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินบี12 หรือโฟเลต
การตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับฮีโมโกลบิน เฟอร์ริติน และสารอาหารที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มใช้อาหารเสริมบำรุงเลือด โดยเฉพาะผู้ที่สงสัยว่ามีภาวะโลหิตจางหรือมีโรคประจำตัวอยู่เดิม

ประเภทของโลหิตจางและความเกี่ยวข้องกับธาตุเหล็ก วิตามินบี12 และโฟเลต
ข้อมูลที่มีระบุชัดว่า โลหิตจางที่เกี่ยวข้องกับสารอาหารสำคัญมีหลายกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มสัมพันธ์กับสารอาหารคนละชนิด
1. โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron-deficiency anemia)
เกิดจากการได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอหรือเสียเลือดเรื้อรัง
พบมากในคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ มังสวิรัติ หรือทานผักที่มีสารต้านการดูดซึมเหล็กจำนวนมาก
ทำให้เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กลง เลือดนำออกซิเจนได้น้อยลง
อาการที่พบ: เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมาธิลดลง ภูมิคุ้มกันต่ำ ควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ไม่ดี
2. โลหิตจางจากการขาดวิตามินบี12 (Vitamin B12 Deficiency Anemia)
เป็นภาวะที่เม็ดเลือดแดงมีจำนวนและรูปร่างผิดปกติ เรียกว่า Megaloblastic anemia (เม็ดเลือดแดงโต)
วิตามินบี12จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาท และการสังเคราะห์ DNA
กลุ่มเสี่ยง: ผู้ทานมังสวิรัติ/วีแกน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินอาหาร หรือมีภาวะ Pernicious anemia
อาการนอกจากซีดและเหนื่อยง่าย ยังมีอาการทางประสาท เช่น ชา เสียวแปลบ เดินเซ ความจำเสื่อม อารมณ์แปรปรวน
3. โลหิตจางจากการขาดโฟเลต (Folate Deficiency)
โฟเลตและกรดโฟลิก (Vitamin B9) มีบทบาทสำคัญในกระบวนการแบ่งเซลล์และสร้างเม็ดเลือดแดง
การขาดโฟเลตทำให้เกิดโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงโตเช่นกัน
ผักใบเขียวและอาหารเสริมโฟเลตจึงเป็นส่วนสำคัญในการดูแลภาวะนี้
หมายเหตุสำคัญ ภาวะโลหิตจางบางชนิด เช่น ธาลัสซีเมีย อาจมีเหล็กเกินในร่างกายอยู่แล้ว การเสริมธาตุเหล็กเพิ่มโดยไม่ตรวจเลือดจึงอาจเป็นอันตราย
หลักการเลือกอาหารเสริมบำรุงเลือด: ส่วนประกอบและปริมาณที่ควรดู
การเลือกวิตามินหรืออาหารเสริมบำรุงเลือดที่เหมาะสม ต้องอิงจากสาเหตุของโลหิตจางและภาวะร่างกาย ไม่ใช่ดูแค่คำว่า “บำรุงเลือด” บนฉลากเท่านั้น
1. เลือกสูตรให้ตรงกับปัญหา
ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
เลือกสูตรที่ “เน้นธาตุเหล็ก” เหมาะกับผู้ที่มีค่า Ferritin ต่ำหรือมีอาการซีด เหนื่อยง่าย ใจสั่น หน้ามืด
ตัวอย่างรูปแบบธาตุเหล็กที่ใช้ในอาหารเสริมที่กล่าวถึง: Ferrous bisglycinate (เหล็กชนิดคีเลต อ่อนโยนต่อกระเพาะและลดโอกาสท้องผูก)
ควรตรวจเลือดเพื่อยืนยันภาวะขาดธาตุเหล็กก่อนเสมอ โดยเฉพาะผู้มีโรคตับหรือธาลัสซีเมีย
โลหิตจางจากการขาดวิตามินบี12 หรือโฟเลต
เลือกสูตร “วิตามินบีรวม + B12 + Folic Acid” (B-Complex)
ควรมีรูปแบบของ B12 เช่น Methylcobalamin และโฟเลตในรูปที่ร่างกายใช้ได้ทันที
เหมาะกับผู้สูงอายุ ผู้ทานมังสวิรัติ หรือผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร

หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์
เลือกสูตร “ธาตุเหล็ก + โฟเลตสูง” เพื่อรองรับการสร้างเลือดที่มากขึ้นและลดความเสี่ยงความผิดปกติของระบบประสาททารก
ปริมาณโฟลิกที่กล่าวถึง: ประมาณ 400–600 ไมโครกรัมต่อวัน ระหว่างวางแผนและตั้งครรภ์ช่วงต้น
การบำรุงทั่วไป ป้องกันการขาดสารอาหาร
เลือกสูตรรวมหลายชนิด (Multinutrient Blood Support) ที่มีธาตุเหล็ก วิตามินบี วิตามินซี และสังกะสี
เหมาะกับคนทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หรือทานอาหารไม่ครบหมู่ แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับการรักษาโลหิตจางที่ชัดเจน
2. เลือกจาก “ปริมาณสารสำคัญต่อวัน” ให้เหมาะกับวัยและภาวะ
ธาตุเหล็กต่อวัน (จากข้อมูลอ้างอิงอาหารเสริมบำรุงเลือด)
ประมาณ 8 มก./วัน: เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ
ประมาณ 15–18 มก./วัน: เหมาะสำหรับวัยรุ่นหญิงหรือผู้มีอาการเหนื่อยง่าย ซีด หน้ามืดบ่อย
ประมาณ 27–30 มก./วัน: เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์
ประมาณ 30–60 มก./วัน: เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำแพทย์)
กรดโฟลิกต่อวัน
400 ไมโครกรัม: วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ใช้บำรุงทั่วไป
400–600 ไมโครกรัม: หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ โดยเฉพาะ 3 เดือนแรก
400–800 ไมโครกรัม: ผู้มีภาวะโลหิตจาง ควรตรวจเลือดติดตามทุก 1–3 เดือน และอยู่ภายใต้การดูแลแพทย์
3. ส่วนประกอบอื่นที่ช่วยเสริม
จากตารางผลิตภัณฑ์ยอดนิยม จะเห็นว่าสูตรบำรุงเลือดจำนวนมากมักมีสารอาหารอื่นร่วมด้วย เช่น
วิตามินซี: ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
วิตามินบีรวม: สนับสนุนการสร้างเม็ดเลือดและระบบประสาท
สังกะสี แมกนีเซียม แคลเซียม โคเอนไซม์คิวเทน และสมุนไพรบางชนิด: เสริมภูมิคุ้มกันและการไหลเวียนเลือด
การอ่านฉลากเพื่อดู “ปริมาณต่อเม็ด/ต่อซอง” และ “สารอาหารเสริมอื่น ๆ” จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตนเอง
เปรียบเทียบรูปแบบอาหารเสริมบำรุงเลือดและข้อดีข้อเสีย
ข้อมูลที่มีระบุรูปแบบหลัก ๆ ของอาหารเสริมบำรุงเลือดและข้อเหมาะสมของแต่ละแบบ ดังนี้
1. เม็ดแข็งหรือแคปซูล
เหมาะกับคนทำงานหรือผู้ที่ต้องการความสะดวกในการพกพา
ควบคุมปริมาณสารสำคัญต่อเม็ดได้ชัดเจน
ตัวอย่างที่พบในข้อมูล: Yanhee Himorin, Vistra B-Complex Plus Minerals, MEGA We Care NAT B, Blackmores 9+ Care Gold, Amway Nutrilite Spinach Plus, LIVMORE Methyl Folate ฯลฯ
ข้อจำกัด: ผู้สูงอายุหรือคนที่กลืนยาเม็ดยากอาจไม่สะดวก
2. ผงชงดื่ม
เหมาะสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่กลืนยาเม็ดยาก
สามารถปรับปริมาณน้ำเพื่อให้รสชาติอ่อนลงได้
บางสูตรดูดซึมเร็วกว่าและออกแบบให้มีพรีไบโอติกช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก
ตัวอย่างในข้อมูล: SilentShot Iron Shot Plus VitD and Folic (ผงชงสำหรับเด็ก 6 เดือน – 9 ปี)
3. รูปแบบเยลลี่
เหมาะกับวัยรุ่นหรือคนที่ไม่ชอบกลืนยาเม็ด เพราะทานง่ายคล้ายขนม
ต้องระวังปริมาณน้ำตาลและปริมาณธาตุเหล็ก/สารสำคัญต่อชิ้นว่าเพียงพอหรือไม่
สรุปการเลือกรูปแบบ ให้คำนึงถึงความสะดวกในการทานต่อเนื่อง ความสามารถในการกลืน และความแม่นยำของปริมาณสารอาหารที่ต้องการในแต่ละวัน
วิธีรับประทานอาหารเสริมแก้โลหิตจางให้ได้ผลและการดูดซึมธาตุเหล็ก
การกิน “ถูกสูตร” แต่ “ผิดวิธี” ก็ทำให้เห็นผลช้าได้ การจัดเวลาทานและเลี่ยงอาหารบางชนิดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ชัดเจน
1. เวลาที่เหมาะสมในการทานธาตุเหล็ก
ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีในภาวะที่มีความเป็นกรด
การทานตอนท้องว่างช่วยการดูดซึม แต่เสี่ยงอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องเสีย
จึงมีคำแนะนำให้ ทานหลังอาหาร และทานร่วมกับวิตามินซีหรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อช่วยดูดซึม
2. อาหารและยาที่ควรหลีกเลี่ยงพร้อมธาตุเหล็ก
ควรทานธาตุเหล็กให้ ห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมง จากอาหาร/ยาต่อไปนี้ เพราะอาจลดการดูดซึม
นมและผลิตภัณฑ์นม (แคลเซียมสูง)
นมถั่วเหลือง (มีไฟเตท)
อาหารที่มีแคลเซียมสูงและอาหารเสริมแคลเซียม
ชา กาแฟ และอาหารที่มีโพลีฟีนอลสูง เช่น ดาร์กช็อกโกแลต
อาหารที่มีกากใยสูงบางชนิด ยาลดกรด และยาบางกลุ่มที่ระบุในข้อมูลธาตุเหล็ก
3. ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย
ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องผูกหรือท้องเสีย โดยเฉพาะช่วงเริ่มทาน
อุจจาระสีเข้ม: เป็นผลจากธาตุเหล็ก ไม่ถือว่าอันตราย
การเริ่มทานในปริมาณน้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่ม และรับประทานหลังอาหาร จะช่วยลดผลข้างเคียงได้ หากมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรหยุดทานและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาใช้อาหารเสริมบำรุงเลือด
จากข้อมูลทั้งหมด สามารถเห็นกลุ่มที่ความต้องการธาตุเหล็กและสารอาหารบำรุงเลือดสูงกว่าปกติ ดังนี้
1. ผู้หญิงวัยมีประจำเดือน
สูญเสียเลือดทุกเดือน ทำให้ต้องการธาตุเหล็กมากกว่าผู้ชาย
หากทานเนื้อสัตว์น้อย ไดเอตบ่อย หรือทานไม่ครบหมู่ จะเสี่ยงโลหิตจางมากขึ้น
อาจพิจารณาอาหารเสริมที่มีธาตุเหล็ก 15–18 มก./วัน และโฟเลตร่วมด้วย
2. หญิงตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์
ต้องสร้างเลือดเพิ่มเพื่อเลี้ยงทารก ทำให้ต้องการธาตุเหล็กและโฟเลตสูงขึ้น
มีคำแนะนำให้รับโฟลิก 400–600 ไมโครกรัมต่อวัน และธาตุเหล็กตามแพทย์กำหนด
แพทย์มักให้ยาธาตุเหล็กจากโรงพยาบาลร่วมกับการปรับอาหารที่มีโปรตีนและผักผลไม้หลากหลาย
3. ผู้สูงอายุ
การดูดซึมสารอาหารและวิตามินบี12 ลดลง
ปริมาณธาตุเหล็กในอาหารเสริมที่เหมาะสมมักอยู่ประมาณ 8 มก./วัน ร่วมกับโฟเลตประมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน เพื่อไม่ให้ระบบย่อยทำงานหนักเกินไป
4. ผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหารหรือรับประทานไม่ครบหมู่
คนทำงานหนัก พักผ่อนน้อย มักทานอาหารไม่เป็นเวลา
การใช้สูตรรวมหลายชนิด (ธาตุเหล็ก + วิตามินบี + วิตามินซี + สังกะสี) ช่วยลดความเสี่ยงขาดหลายสารพร้อมกัน แต่หากมีอาการโลหิตจางชัดเจนจำเป็นต้องให้แพทย์ประเมินเฉพาะราย
5. กลุ่มผู้ป่วยเฉพาะโรค
ผู้ป่วยโรคทางเดินอาหาร: เสี่ยงต่อการดูดซึมวิตามินบี12 และธาตุเหล็กลดลง อาจต้องเสริมตามคำแนะนำแพทย์
ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย: มักมีภาวะเหล็กเกินจากการแตกของเม็ดเลือดแดงและการรับเลือด จึงต้องระวังการทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เครื่องในสัตว์ และควรอยู่ภายใต้การดูแลแพทย์อย่างใกล้ชิด
ข้อควรระวัง การตรวจเลือด และการปรึกษาแพทย์ก่อนใช้อาหารเสริมบำรุงเลือด
แม้ธาตุเหล็กและวิตามินบำรุงเลือดจะมีประโยชน์ แต่การทานเกินความจำเป็นหรือไม่ตรงกับสาเหตุของโลหิตจางอาจก่อให้เกิดโทษได้
1. ความเสี่ยงจากการได้รับธาตุเหล็กเกิน (Iron Overdose)
ข้อมูลระบุผลเสียเมื่อรับธาตุเหล็กมากเกินไป เช่น
คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย อาเจียน
เยื่อบุกระเพาะอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร
ลดการดูดซึมสังกะสี
ในรายรุนแรงอาจเกิดภาวะชักหรือต้องรับการรักษาเร่งด่วน
ผู้ที่มีโรคตับ หรือภาวะเหล็กเกิน เช่น ผู้ป่วยธาลัสซีเมียบางชนิด ต้องระวังเป็นพิเศษ
2. ความสำคัญของการตรวจเลือด
ช่วยยืนยันสาเหตุว่าโลหิตจางจากอะไร (ขาดเหล็ก ขาด B12 ขาดโฟเลต หรือสาเหตุอื่น)
ใช้ติดตามระดับฮีโมโกลบิน เฟอร์ริติน โฮโมซิสเทอีน หรือวิตามินที่เกี่ยวข้องหลังเริ่มการรักษา
โดยเฉพาะการใช้โฟเลตในปริมาณ 400–800 ไมโครกรัม/วัน ในผู้มีภาวะโลหิตจาง ควรตรวจติดตามทุก 1–3 เดือนเพื่อไม่ให้เกินความจำเป็น
3. การปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ควรทำก่อนเริ่มอาหารเสริมบำรุงเลือดในกรณีต่อไปนี้
มีอาการคล้ายโลหิตจาง เช่น เหนื่อยง่าย ซีด หน้ามืด หรือชาตามปลายมือปลายเท้า
มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับ โรคทางเดินอาหาร ธาลัสซีเมีย หัวใจล้มเหลว หรือใช้ยาเรื้อรังบางชนิด
หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือเด็กเล็กที่ต้องใช้ธาตุเหล็กหรือวิตามินบี12 เสริม
การดูฉลากความปลอดภัย
ตรวจเลข อย. และข้อมูลโภชนาการบนฉลากให้ชัดเจน
เลือกผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐาน เช่น GMP HACCP หรือ ISO เพื่อความสม่ำเสมอของคุณภาพ
ดูแลภาวะโลหิตจางแบบองค์รวม: อาหารเสริม โภชนาการ และการใช้ชีวิต
การจัดการภาวะโลหิตจางอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้จบแค่การทานวิตามินบำรุงเลือด แต่ต้องผสมผสานทั้งอาหารเสริม อาหารจริง และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
1. โภชนาการ: กินให้ถูก “ทั้งอะไรและอย่างไร”
จากข้อมูลหลายแหล่ง สารอาหารหลักที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดงคือ ธาตุเหล็ก โฟเลต วิตามินบี12 และวิตามินซี
อาหารอุดมธาตุเหล็กที่ควรเน้น
ตับ เลือด และเนื้อแดง: แหล่ง Heme iron ดูดซึมได้ดีมาก เหมาะกับการบำรุงเลือด แต่ไม่ควรกินมากเกินไปเพราะคอเลสเตอรอลสูง
เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไก่ เป็ด ไข่แดง และอาหารทะเล (ปลาทู ปลาแซลมอน หอยนางรม ปู กุ้ง): แหล่งเหล็กที่ดูดซึมดีและให้โปรตีน
ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า บรอกโคลี ผักบุ้ง ผักโขม: มีเหล็กและโฟเลต แต่ดูดซึมได้น้อยกว่าจากเนื้อสัตว์
ธัญพืชและถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน: เหมาะกับผู้ไม่ทานเนื้อสัตว์ แต่ควรกินคู่กับวิตามินซีเพื่อเพิ่มการดูดซึม
ข้าวเสริมธาตุเหล็ก ข้าวหอมนิล ซีเรียลและจมูกข้าวสาลี: ช่วยเพิ่มธาตุเหล็กในมื้อประจำวัน
การเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
กินธาตุเหล็กคู่กับวิตามินซีเสมอ เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว ผลไม้รสเปรี้ยว ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี
รับประทานผลไม้วันละ 3–5 ส่วน โดยเน้นผลไม้รสเปรี้ยว และผักผลไม้สดเพื่อลดการสูญเสียวิตามินซีจากความร้อน
อาหารที่ควรเว้นห่างจากธาตุเหล็กแบบเม็ด
นมและผลิตภัณฑ์นม น้ำเต้าหู้ ชีส โยเกิร์ต (เพราะแคลเซียม)
ธัญพืชบางชนิดที่มีฟิตินสูง
ชา กาแฟ ไวน์แดง ดาร์กช็อกโกแลต (เพราะโพลีฟีนอล)
อาหารแปรรูปและน้ำอัดลม
2. พฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมกับการเสริมวิตามิน
กินอาหารให้หลากหลาย ไม่เน้นเพียงอย่างเดียว เพื่อลดความเสี่ยงขาดสารอื่น
สลับกินทั้งเนื้อสัตว์และพืชเพื่อสมดุลธาตุเหล็กและไฟเบอร์
หลีกเลี่ยงยาหม้อ ยาลูกกลอน และยาบางชนิดที่ระคายเคืองกระเพาะ เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้นในผู้มีภาวะโลหิตจาง
3. การเลือกใช้และติดตามผลอาหารเสริม
ใช้อาหารเสริมบำรุงเลือดตามวัยและภาวะร่างกาย โดยอิงปริมาณธาตุเหล็กและโฟเลตที่เสนอไว้
เริ่มจากปริมาณต่ำและเพิ่มอย่างระมัดระวัง หากมีอาการข้างเคียงด้านทางเดินอาหาร
ตรวจเลือดติดตามทั้งระดับฮีโมโกลบิน และสารอาหารที่เกี่ยวข้อง เช่น เฟอร์ริติน วิตามินบี12 และโฟเลต ตามความเหมาะสม
การจัดการภาวะโลหิตจางให้มีประสิทธิภาพ จึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การเลือกอาหารเสริมที่เหมาะกับสาเหตุ การใช้โภชนาการช่วยเสริม และการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เมื่อทั้งสามส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ร่างกายจะมีโอกาสฟื้นระดับเม็ดเลือดแดงและพลังงานกลับมาได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยมากที่สุด โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการได้รับธาตุเหล็กหรือวิตามินบางชนิดเกินความจำเป็น


ความคิดเห็น