รับแอปรับแอป

EDM คือชีวิต! จากใต้ดินสู่หัวใจป๊อปวัฒนธรรมโลก

ศุภชัย แก้วใจ01-30

EDM คืออะไร ทำไมทั้งโลกถึงเต้นไปกับมัน

EDM คืออะไร ถ้าให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ Electronic Dance Music หรือดนตรีเต้นรำที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นหัวใจหลักในการสร้างเสียง

ต่างจากดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีแบบดั้งเดิม EDM สามารถสร้างเสียงที่ไม่มีอยู่ในโลกจริง ปรับจังหวะ ความถี่ และเอฟเฟกต์ได้ละเอียดสุด ๆ ทำให้ควบคุมอารมณ์ผู้ฟังได้ตั้งแต่ความมันขั้นสุดไปจนถึงความลอยขั้นฟิน

ไม่ว่าจะเป็นจังหวะหนัก ๆ ของ Techno, ซาวด์นุ่มลึกของ Deep House หรือพลังระเบิดในช่วง Drop ของ Dubstep ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ที่ทำให้ EDM กลายเป็นแนวดนตรีที่ทั้งคลับและเฟสติวัลทั่วโลกขาดไม่ได้

จากเครื่องดนตรีไฟฟ้ายุคบุกเบิก สู่ยุคทองของ EDM

แม้ EDM จะดังสุดขีดในช่วงปี 2010 แต่วิถีของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จริง ๆ ย้อนกลับไปไกลกว่านั้นมาก

  • ปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ยุคแรก ๆ อย่าง Telharmonium และ Theremin จุดไฟให้ไอเดียการสร้างเสียงด้วยไฟฟ้า

  • ทศวรรษ 1970 ซินธิไซเซอร์ (Synthesizer) และดรัมแมชชีนอย่าง Roland TR-808 และ TR-909 เข้ามาเปลี่ยนโลกดนตรีแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

ยุโรปช่วงปลายยุค 70 ถึงต้นยุค 80 เกิดกระแส Disco และการมาของวงเยอรมันอย่าง Kraftwerk ที่ใช้ซินธิไซเซอร์เต็มรูปแบบ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินอิเล็กทรอนิกส์รุ่นต่อมา

ทศวรรษ 1980-1990 คือยุคที่ House และ Techno ผงาดจากชิคาโกและดีทรอยต์ ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกพร้อมกับคลับและวัฒนธรรมเรฟ (Rave) ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสง สี และซาวด์จัดเต็ม

พอเข้าช่วงปี 2000 EDM เริ่มถูกผสมเข้ากับป๊อป ฮิปฮอป และร็อก จนเกิดแนวใหม่ ๆ อย่าง Electro House, Dubstep, Trance และ Trap พร้อมศิลปินระดับโลกอย่าง David Guetta, Tiesto, Skrillex ที่ช่วยดัน EDM ให้จากซีนใต้ดินขึ้นสู่เวทีเมนสตรีมอย่างสมบูรณ์

EDM จากยุคคลับใต้ดิน สู่ยุคเฟสติวัลหมื่นหัว

ยุคแรก ๆ EDM มักถูกจำกัดอยู่ตามคลับเล็ก ๆ และปาร์ตี้ใต้ดิน แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเทคโนโลยีการทำเพลงและอินเทอร์เน็ตพัฒนาแบบก้าวกระโดด

ซอฟต์แวร์ทำเพลงอย่าง Ableton Live, FL Studio, Logic Pro ทำให้ใครก็สามารถตั้งสตูดิโอเล็ก ๆ ในห้องนอนได้ แล้วปล่อยเพลงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง SoundCloud หรือ YouTube ให้คนทั่วโลกได้ฟัง

ช่วงปี 2010–2020 คือยุคบูมเต็มกำลังของ EDM:

  • กลายเป็นหัวใจของเทศกาลดนตรีขนาดยักษ์ทั่วโลก เช่น Tomorrowland, Ultra Music Festival, EDC (Electric Daisy Carnival)

  • ศิลปินอย่าง Martin Garrix, The Chainsmokers, Marshmello พาเพลงสไตล์ EDM ขึ้นสู่ชาร์ต Billboard แบบตรง ๆ ไม่ต้องหลบ

ปัจจุบัน EDM ยังถูกนำไปผสมกับแนวอื่นมากมาย ทั้ง K-pop, Latin Music, ไปจนถึง เพลงไทย ทำให้เข้าถึงคนฟังวงกว้างมากขึ้น

ในด้านการแสดงสด เทคโนโลยีแสง สี เลเซอร์ ภาพ 3D และจอ LED ทำให้โชว์ EDM ไม่ใช่แค่การฟังเพลง แต่เป็นประสบการณ์ทั้งภาพและเสียงที่โอบล้อมผู้ชมไว้ทั้งตัว

แนวย่อยในโลก EDM ที่สายเต้นควรรู้จัก

EDM ไม่ได้มีแค่ซาวด์เดียวจบ แต่แตกแขนงออกเป็นแนวย่อยอีกเพียบ แต่ละแนวมีคาแรกเตอร์และแฟนคลับชัดเจน เช่น

  • House – จังหวะ 4/4 ฟังง่าย เต้นต่อเนื่องได้ยาว ๆ เหมาะกับการวอร์มอารมณ์บนฟลอร์

  • Techno – จังหวะหนักแน่น ซาวด์สังเคราะห์เข้ม ๆ เหมาะกับคนที่ชอบความดิบและพลังดาร์ก

  • Trance – เล่นกับการบิวด์อารมณ์และเมโลดี้ ให้ผู้ฟังเคลิ้ม ลอย ฟังแล้วเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง

  • Dubstep – เบสจัดหนัก จังหวะหักมุม ซาวด์บิดเบี้ยวสะใจคนชอบความจัดจ้าน

  • Drum and Bass – จังหวะเร็ว เบสลึก เต้นทีเหมือนหัวใจกับเท้าแข่งกันเต้น

  • Future Bass – เมโลดี้สดใส ซาวด์นุ่มลึกแต่มีพลัง เหมาะกับสายฟังเพลินและสายอินฟีล

ทุกแนวย่อยคือบุคลิกที่ต่างกันของ EDM และนี่แหละที่ทำให้แนวนี้ไม่เคยน่าเบื่อ

เทคโนโลยี: หัวใจของการปฏิวัติซาวด์ EDM

เทคโนโลยีคือแรงขับเคลื่อนหลักของ EDM ตั้งแต่ยุคซินธิไซเซอร์ตัวโต ๆ จนถึงโปรแกรมทำเพลงในคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันวันนี้

  • โปรแกรมอย่าง Ableton Live ทำให้ DJ และโปรดิวเซอร์สามารถสร้างเพลงที่มีโครงสร้างซับซ้อนได้ภายในเวลาไม่นาน

  • ระบบเสียงแบบ Surround และเทคนิค Visual Mapping ช่วยเพิ่มมิติให้การแสดงสด ทั้งเสียงและภาพทำงานร่วมกันแบบสมูท

  • เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการช่วยสร้างซาวด์อัตโนมัติ การช่วยมิกซ์เพลงแบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่ช่วยเสนอไอเดียเมโลดี้และจังหวะใหม่ ๆ

พูดได้ว่า ทุกครั้งที่เทคโนโลยีก้าวไป EDM ก็ขยับตามไปอีกสเต็ป เสมอ

DJ: หัวใจเต้นของโลก EDM

ถึงเทคโนโลยีจะล้ำแค่ไหน แต่คนที่ทำให้ทุกอย่างมีชีวิตจริง ๆ คือ DJ

DJ ไม่ใช่แค่คนกดเปิดเพลง แต่คือศิลปินที่ควบคุมอารมณ์คนทั้งงานได้ด้วยการเลือกเพลงและจัดจังหวะอย่างแม่นยำ

บทบาทของ DJ ครอบคลุมตั้งแต่:

  • เลือกเพลงให้เข้ากับอารมณ์งานและพลังของคน

  • การมิกซ์เพลงให้ไหลลื่นแบบแทบไม่รู้ตัวว่าเปลี่ยนเพลงแล้ว

  • ทำรีมิกซ์ หรือสร้างเวอร์ชันพิเศษสำหรับโชว์สด

การจะเป็น DJ ระดับเวิลด์คลาสได้ ต้องมีทั้ง สกิลเทคนิค, ความคิดสร้างสรรค์, และ การอ่านใจผู้ฟัง ว่าอยากปล่อยของตอนไหน จะดรอปตอนไหนถึงจะได้เสียงเฮทั้งฮอลล์

เมื่อ EDM หลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมป๊อป

EDM ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่บนฟลอร์แดนซ์ แต่มันไหลเข้าไปอยู่ในหลายมิติของวัฒนธรรมป๊อปทั่วโลก

  • เพลงของศิลปินป๊อประดับโลก เช่น Lady Gaga, Rihanna, BTS ต่างหยิบซาวด์ EDM มาผสม เพื่อเพิ่มพลัง ความสด และความร่วมสมัยให้เพลง

  • แฟชั่นสายเฟสติวัล เช่น เสื้อผ้าสีจัด ๆ แว่นเรืองแสง เครื่องประดับ LED กลายเป็นซิกเนเจอร์ของซีน EDM และยังส่งแรงสะเทือนไปถึงแฟชั่นสตรีทอีกด้วย

อีกด้านหนึ่ง EDM ยังสร้างชุมชนและสังคมออนไลน์ที่แข็งแรง ผู้ฟังจากหลายประเทศเชื่อมต่อกันผ่านการแชร์เพลง การไลฟ์โชว์ และการนัดเจอกันตามเฟสติวัล

จากเสียงเบสบนฟลอร์แดนซ์ กลายเป็นพลังทางสังคมที่เชื่อมคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน

EDM ในประเทศไทย: จากคลับกรุงเทพฯ สู่เวทีระดับเอเชีย

ประเทศไทยก็มีซีน EDM ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และพัทยา ที่เต็มไปด้วยคลับและเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ เช่น

  • Siam Songkran Music Festival

  • 808 Festival

ในฝั่งศิลปินไทย Boom Boom Cash คือหนึ่งในตัวแทนสำคัญที่ผสมผสาน EDM เข้ากับป๊อปและฮิปฮอปได้อย่างกลมกล่อม จนเข้าถึงผู้ฟังวงกว้าง

นอกจากนั้นยังมีดีเจไทยอีกหลายคนที่ไต่ระดับขึ้นสู่เวทีเอเชีย เช่น DJ Faahsai, DJ Monster P ซึ่งแสดงให้เห็นว่า EDM ไทยไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่กำลังสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองอยู่เรื่อย ๆ

DJ ที่สาย EDM ควรรู้จัก

นี่คือรายชื่อบางส่วนของ DJ ที่ฝากร่องรอยสำคัญไว้ในวงการ EDM ทั่วโลก

  1. Martin Garrix – เจ้าของเพลง “Animals” ที่ระเบิดดังไปทั่วโลกตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี

  2. Armin van Buuren – เจ้าชายแห่ง Trance ที่ครองหัวใจแฟนเพลงมาหลายยุคหลายสมัย

  3. Skrillex – หนึ่งในคนที่พา Dubstep จากซีนเฉพาะกลุ่มเข้าสู่กระแสหลัก

  4. Marshmello – ดีเจหน้าหมวกไอคอนิก กับเพลง Future Bass ฟังง่าย ติดหู

  5. David Guetta – มาสเตอร์ของการผสมผสานป๊อปกับ EDM ให้กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ต

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของทะเลศิลปิน EDM ที่ยังมีอีกมากมายให้คุณได้ค้นพบ

สรุป: ทำไม EDM ถึงไม่มีวันตาย

EDM คือดนตรีที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ทั้งในแง่ซาวด์ ดนตรี วัฒนธรรม และเทคโนโลยี

มันคือสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อผู้คนผ่านจังหวะและเสียงที่ไร้พรมแดน ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่หน้าลำโพงในคลับเล็ก ๆ หรือกลางทะเลคนในเฟสติวัลระดับโลก ทุก Drop ที่ลงพร้อมกันคือภาษากลางที่ทุกคนเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย

สำหรับสายป๊อปที่อยากอัปเลเวลการฟังเพลง ลองเปิดใจให้ EDM แล้วคุณจะรู้ว่า เบสที่ดีหนึ่งลูก บางทีเล่าเรื่องได้มากกว่าคำพูดทั้งย่อหน้า