รับแอปรับแอป

จากลมหนาวเขาค้อสู่ “Community Fest” : ถอดรหัส 15 ปี Overcoat ที่ไม่เคยขายแค่คอนเสิร์ต

นรินทร์ ชัยกิจ01-30

15 ปีที่คนยอมซื้อตั๋ว…เพื่อซื้อความสุข

เทศกาลดนตรีคือหนึ่งในงานที่คนยอมควักกระเป๋าเพื่อแลกกับเวลาแห่งความสุข

ไม่ใช่แค่ได้ฟังเพลงจากศิลปินโปรด แต่คือการได้พักผ่อน หลีกหนีเมืองวุ่นวาย ไปนั่งชิลล์กลางอากาศดี ๆ กับคนที่เราอยากใช้เวลาด้วย

ในบรรดามิวสิกเฟสติวัลที่ผุดขึ้นมากมาย Overcoat Music Festival คือชื่อที่ยืนระยะยาวบนภูเขาเขาค้อ ตลอด 15 ปี ผ่านทั้งกระแส เปลี่ยนทั้งเทรนด์ เปลี่ยนทั้งผู้ชม แต่ยังคงแก่นเดิมคือ มอบความสุขและประสบการณ์ดี ๆ ให้คนที่มางาน

พร้อมต่อยอดไปสู่งานรูปแบบอื่น ๆ โดยเฉพาะ “งานกีฬา” ที่ใครหลายคนไม่คิดว่าทีมจัดคอนเสิร์ตจะกระโดดมาทำได้จริง

จุดเริ่มต้น : จากทริปเที่ยวยอดเขา สู่เทศกาลดนตรีระดับประเทศ

จุดเริ่มของ Overcoat ไม่ได้มาจากห้องประชุม หรือสไลด์พรีเซนเทชัน แต่เกิดจาก “ทริปเที่ยวยามหนาว” ที่เขาค้อ

คืนหนึ่งบนเขา อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศา ลมเย็นพัดแบบที่ในเมืองไม่มีให้สัมผัส บรรยากาศดีจนเกิดคำถามง่าย ๆ ว่า

ถ้ามีเทศกาลดนตรีดี ๆ อยู่ตรงนี้…มันจะดีขนาดไหน?

แนวคิดนี้ได้รับการจุดประกายจากรุ่นพี่ในพื้นที่ที่อยากเห็น เทศกาลดนตรีคุณภาพบนเขาค้อ ให้คนได้มารวมตัวกัน ท่องเที่ยว พักผ่อน และกลับบ้านไปพร้อมความสุขในใจ

นอกจากธรรมชาติจะเข้าข้างแล้ว ภาคเอกชนและหน่วยงานราชการในเขาค้อก็พร้อมหนุนสุดตัว อยากผลักดันให้พื้นที่นี้กลายเป็น จุดหมายปลายทางด้านท่องเที่ยว ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

หัวใจของ Overcoat : “บรรยากาศ” สำคัญกว่าไลน์อัพ

สมัยก่อน งานเทศกาลดนตรีในไทยมีไม่มาก การจัดงานมักโฟกัสที่ ไลน์อัพศิลปิน เป็นหลัก ใครเอาศิลปินใหญ่กว่า ดังกว่า ก็เหมือนชนะไปครึ่ง

แต่วันนี้เกมเปลี่ยน

จำนวนมิวสิกเฟสติวัลเพิ่มขึ้นทุกปี แค่มีศิลปินดังไม่พออีกต่อไป

Overcoat เลือกวาง “หัวใจของงาน” ไว้ที่ บรรยากาศและประสบการณ์รวมทั้งงาน มากกว่าการเอาศิลปินมาเรียงชื่อบนโปสเตอร์

  • จำกัดจำนวนผู้เข้างานไว้ที่ประมาณ 18,000 คน

  • ให้ทุกคนได้ นั่งชิลล์ นอนชิลล์ มองเวทีท่ามกลางอากาศเย็น

  • เน้นความรู้สึก “อยู่ด้วยกันอย่างสบายใจ” มากกว่า “ยืนเบียดเพื่อดูหน้าเวทีให้ใกล้ที่สุด”

ไลน์อัพศิลปินยังสำคัญ แต่ ไม่ใช่หัวใจหลัก อีกต่อไป ผู้ชมวันนี้เข้ามาเพื่อเสพความสุข เติมประสบการณ์ และเก็บความทรงจำที่รู้สึกว่า “คุ้ม” กับการเดินทางและค่าบัตรมากกว่าแค่รายชื่อศิลปิน

คำถามที่ทีมงานถามตัวเองทุกปีคือ

ทำยังไงให้คนกลับบ้านไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข และเรื่องเล่าที่อยากเล่าต่อ?

ฟังคนดูให้เยอะ แล้วพัฒนาให้ทัน

หนึ่งในอาวุธลับที่ทำให้ Overcoat อยู่ได้ยาว คือ การฟังฟีดแบ็กจริงจัง ไม่ใช่แค่ทำแบบสอบถามให้จบ

ใน 15 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนดูเปลี่ยนไปชัดเจน

  • ช่วงแรก คนดูส่วนใหญ่อายุราว 25–26 ปี ไปจนถึง 35–40 ปี

  • ปัจจุบัน มี เด็กและวัยรุ่น เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

กลุ่มคนดูใหม่เริ่มเรียกร้องว่า อยากเห็น ศิลปินอินดี้ มากขึ้น อยากได้ความหลากหลายของแนวดนตรี

ทีมงานไม่มองสิ่งเหล่านี้เป็น “คำบ่น” แต่มองเป็น “เข็มทิศ” จนทำให้ปัจจุบัน ไลน์อัพของ Overcoat ตอบโจทย์คนได้หลายวัย หลายรสนิยมมากขึ้น แต่ยังรักษาบรรยากาศเดิมที่ทุกคนมาแล้วต้อง ชิลล์ได้เท่ากัน

ด้านเศรษฐกิจ ต่อให้ข่าวร้ายเต็มฟีด แต่พฤติกรรมหนึ่งที่ยังไม่หายไปคือ คนยังยอมจ่ายเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเอง

Overcoat จึงเลือกทางยากแต่ชัดเจน คือ

  • ไม่ลดมาตรฐานโปรดักชั่น

  • ไม่ลดคุณภาพระบบเสียง แสง เวที

  • ไม่ลดจำนวนศิลปิน เพียงเพราะต้นทุนสูง

เป้าหมายคือให้คนรู้สึกว่า ค่าบัตรที่จ่ายไป “คุ้ม” ทั้งในความรู้สึกและความทรงจำ

จากดนตรีสู่สนามกีฬา และโลกของเด็ก

Overcoat ไม่ได้หยุดอยู่แค่เทศกาลดนตรีบนภูเขา แต่ขยายแนวคิด “ประสบการณ์ดี ๆ บนเขาค้อ” ไปสู่รูปแบบใหม่ ๆ โดยมีบริษัท MW Sport ที่แยกตัวออกจากทีมจัดงานคอนเสิร์ตมาดูแลเต็มตัว

งานวิ่งบนเส้นทางที่คนไม่ลืมง่าย

เมื่อราว 9 ปีก่อน เป็นยุคที่ งานวิ่งพุ่งขึ้นเป็นพันงานต่อปี เฉลี่ยสัปดาห์ละเกือบ 20 งาน ถ้าจะกระโดดเข้ามาในสนามนี้แล้วไม่อยากเป็นแค่งานวิ่งธรรมดา สิ่งที่ต้องทำคือ “ทำในแบบที่คนอื่นจำให้ได้”

จึงเกิดเป็นงานอย่าง

  • เขาค้อ มาราธอน – เลือกเส้นทางวิ่งบนเขา ให้คนสัมผัสภูเขาในจังหวะการหายใจของตัวเอง

  • ผาตัด เทรล – งานวิ่งเทรลขึ้นสู่ผาตัด ยอดที่สูงที่สุดของเขาค้อ

ทั้งสองงานไม่ได้ขายแค่ “ระยะทาง” แต่ขาย ประสบการณ์บนเส้นทาง ที่คนจะเอาไปเล่าต่อได้แบบไม่ซ้ำใคร

Little Venture: สนามวิ่งที่ออกแบบมาเพื่อสมองและหัวใจของเด็ก

ไม่ได้มีแค่งานผู้ใหญ่ ยังมีงานสายเด็กในชื่อ “ลิตเติ้ล เวนเจอร์ (Little Venture)”

นี่ไม่ใช่งานวิ่งเด็กทั่วไป แต่เป็น งานวิ่งผจญภัยพร้อมภารกิจ ที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กได้ฝึก

  • การตัดสินใจ

  • การวางแผน

  • การควบคุมตัวเอง

หรือที่เรียกว่า Executive Function (EF) – ทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูงของสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องทั้งความคิด ความรู้สึก และการกระทำ

ตอนเริ่มต้นมีคำถามตามมาเยอะ

คนจัดคอนเสิร์ตจะทำงานกีฬา-งานเด็กได้จริงเหรอ?

คำถามเหล่านี้กลายเป็น “โจทย์พิสูจน์ตัวเอง” ว่าจะทำให้เห็นได้ไหมว่าคนจัดมิวสิกเฟสติวัลก็สามารถสร้างงานกีฬาและงานเด็กที่ มีคุณภาพ และถูกพูดถึงระดับประเทศ ได้เหมือนกัน

ไม่ว่าจะงานวิ่งหรืองานเด็ก หลักคิดที่วางไว้เหมือนกันคือ

คนที่มาร่วมงาน ต้องไม่ได้กลับบ้านไปแค่พร้อมเหรียญรางวัล แต่ต้องกลับไปพร้อม ความทรงจำและประสบการณ์ดี ๆ ด้วย

ครบรอบ 15 ปี : จัดเต็มทั้งศิลปิน โปรดักชั่น และความสบาย

ปีที่ Overcoat ครบ 15 ปี จึงไม่ใช่แค่การ “จัดต่ออีกปี” แต่คือการย้ำให้ทุกคนเห็นว่า มาตรฐานงานยังไม่ตก

  • ศิลปินหลากหลายแนว มีแทบทุกสไตล์

  • โปรดักชั่นใช้ระบบของ JSS Production (Jack Sound System) ที่อยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตชั้นนำ

  • ใส่ใจเรื่องความสะดวกสบายและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ตั้งแต่ทางเข้างานไปจนถึงการจัดโซนต่าง ๆ

ทั้งหมดนี้เพื่อให้ประสบการณ์ที่คนได้รับ ไม่แพ้ – และบางครั้งอาจเหนือกว่า – คอนเสิร์ตในเมืองใหญ่

ตลาดมิวสิกเฟสติวัลที่ “ใหญ่ขึ้น แต่ยากขึ้น”

วันนี้ตลาดเทศกาลดนตรีไม่ได้เล็กเหมือนเมื่อก่อน

จากเดิมที่อาจมีคอนเสิร์ตเดือนละงานสองงาน ตอนนี้มีเทศกาลใหม่ ๆ เกิดขึ้นเต็มปฏิทิน หลายคนมองว่า

จัดมิวสิกเฟสติวัลเหมือนจะง่าย จัดแล้วหาเงินง่าย

แต่ในความจริง ภาพอีกด้านคือ จำนวนคนดู (Demand) กลับลดลงเรื่อย ๆ

  • กลุ่มผู้ใหญ่เริ่มโตขึ้น ไลฟ์สไตล์เปลี่ยน

  • กลุ่มเด็กบางส่วนโตไม่ทัน หรือไม่เข้าเฟสติวัลเหมือนรุ่นก่อน

  • บางคนเลิกไปงานดนตรีกลางแจ้งไปเลย

ในขณะที่ จำนวนผู้จัด (Supply) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ทุกงานต้องแข่งกันแย่งลูกค้าในกลุ่มที่เล็กลงเรื่อย ๆ

คำแนะนำที่สะท้อนออกมาจึงชัดมากว่า

  • อย่าขายแค่ ศิลปิน

  • ต้องกลับมาโฟกัสที่ ประสบการณ์ (Experience) ที่จะมอบให้คนดู

“มิวสิกเฟสติวัล ไม่ได้ขายศิลปินอย่างเดียว คุณต้องทำยังไงก็ได้ให้ขาย ‘ประสบการณ์’ มากที่สุด ให้คนที่มามีความสุขที่สุด แล้วส่งต่อความสุขนั้นกลับไปกับเขา”

ความจริงเรื่องการเงิน ที่หลายคนไม่เคยเห็น

เบื้องหลังเวทีสวย ๆ คือความเสี่ยงที่ไม่สวยเท่าไหร่

การทำมิวสิกเฟสติวัลในช่วง 2 ปีแรก แทบจะการันตีว่า

  • ขาดทุน 100%

ถ้าบริษัทไหนอยากทำให้ยั่งยืน

  • ต้องมีสายป่านยาวพอจะทนขาดทุนเกิน 2 ปี

  • ต้องพร้อมรับความเสี่ยง และคิดผลตอบแทนในระยะยาว ไม่ใช่หวังคืนทุนหรือกำไรแค่ปีหน้า

สำหรับ Overcoat ที่เดินหน้ามาเกินสิบปีต่อเนื่อง การมีผู้เล่นรายใหม่เพิ่มขึ้นเยอะ ไม่ใช่เรื่องน่าชื่นใจเสมอไป แต่กลับกลายเป็นแรงกดดัน

เพราะถ้าเกิดสะดุดหรือมีปัญหาเมื่อไหร่ ผู้เล่นรายอื่นพร้อมเข้ามาชิงพื้นที่ทันที

สิ่งที่ต้องทำมีเพียงอย่างเดียว

“ห้ามประมาท”

ต่อให้บัตรจะขายหมดต่อเนื่องทุกปี ทีมงานยังต้องกลับมาถามเสมอว่า มาตรฐานงานยังดีเหมือนเดิมไหม หรือดีกว่าเดิมหรือยัง

จาก “คอนเสิร์ตกลางแจ้ง” สู่ “Experience Concert”

ถ้าย้อนกลับไปวันแรก ๆ ภาพในหัวของคำว่า เทศกาลดนตรี คืออะไร?

  • เวทีกลางแจ้ง

  • ห้องน้ำ

  • ของกินรอบ ๆ

จบ

แต่วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เทศกาลดนตรีกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า

“Experience Concert” – คอนเสิร์ตที่ขายประสบการณ์ของคนดูเป็นหลัก

ไม่ใช่แค่ร้องตามเพลงได้ แต่คือการเดินเข้าไปแล้วรู้สึกว่า “ที่นี่คืออีกโลกหนึ่ง” มีบรรยากาศ เสียงไฟผู้คน ที่ทำให้คนดู “อิน” อยู่กับโมเมนต์ตรงหน้าได้สุด ๆ

คนดูคาดหวังอะไรจากเทศกาลดนตรี?

ถ้าถอดความคาดหวังของคนดูวันนี้ จะเจอแกนใหญ่อยู่ 2 เรื่อง

1. ความสะดวก (Convenience)

  • ที่จอดรถต้องเพียงพอและจัดการได้ดี

  • ทางเดินเข้างานไม่วุ่นวาย

  • ร้านอาหารมีให้เลือก และเข้าถึงง่าย

  • มีที่นั่งให้พัก ไม่ต้องยืนล้าอย่างเดียว

  • ระบบการจัดการหน้างานไหลลื่น ไม่ทำให้เสียอารมณ์ตั้งแต่หน้าประตู

2. ความปลอดภัย (Safety)

  • ระบบรักษาความปลอดภัยภายในงาน

  • เส้นทางกลับจากงานต้องมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

  • คนดูต้องรู้สึกว่า “มาที่นี่แล้วปลอดภัย ทั้งตัวเองและคนที่มาด้วย”

เมื่อสองอย่างนี้ถูกจัดการดีแล้ว คนดูถึงจะพร้อมปล่อยตัวเองไปอยู่กับ

  • บรรยากาศ

  • ดนตรี

  • เพื่อนร่วมทริป

ความคาดหวังหลัก ๆ ของคนดูวันนี้คือ “เข้าไปแล้วต้องมีความสุขก่อน” ส่วนประสบการณ์ที่เหลือ เขาจะเป็นคนเดินหาเอง

จากฝันเล็กบนเขา สู่จุดหมายใหญ่ของคนรักเทศกาล

ตอนเริ่มจัด Overcoat ภาพฝันไม่ได้ใหญ่โตอะไร

  • แค่คอนเสิร์ตเล็ก ๆ บนเขา

  • จัดได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องหวือหวา

แต่พอเวลาผ่านไป ภาพนั้นค่อย ๆ ขยายจนกลายเป็น หนึ่งในจุดหมายของคนไทยที่อยากไปมิวสิกเฟสติวัลบนภูเขาสักครั้งในชีวิต

โจทย์วันนี้เลยไม่ใช่คำถามว่า

จะทำให้ “ดัง” แค่ไหน?

แต่คือคำถามที่ยากกว่า

จะทำยังไงให้ “ยั่งยืน” ทั้งคุณภาพงานและแก่นเดิมที่ทุกคนขึ้นมาที่นี่แล้ว ชิลล์ได้ ท่ามกลางบรรยากาศดี ๆ เหมือนวันแรก

2 บทเรียนใหญ่จาก Overcoat สำหรับคนอยากจัดอีเวนต์

จากประสบการณ์จัดงานตลอด 15 ปี มีบทเรียนสำคัญ 2 ข้อ ที่คนทำอีเวนต์ควรเก็บไปคิดต่อ

บทเรียนที่ 1 : ตลาดเปลี่ยนตลอด ไม่มีวันเหมือนเดิม

ดนตรีคือภาษาสากล แต่วิธีจัดงานดนตรีคือ ศิลปะของการออกแบบประสบการณ์

ตลาด เทรนด์ ผู้ชม พฤติกรรม ทุกอย่างเปลี่ยนตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ผ่านมาหมดแล้วทั้ง

  • วิกฤตเศรษฐกิจ

  • วิกฤตโรคระบาด

  • วิกฤตเทรนด์ที่ทำให้คนหยุดเที่ยว หยุดออกงาน

แต่สิ่งที่ย้ำกับตัวเองเสมอคือ

ทุกวิกฤตคือ “ประสบการณ์ชีวิต” ล้มได้ แต่ต้องลุกให้เร็ว แล้วเดินหน้าต่อ

บทเรียนที่ 2 : เทศกาลดนตรี ไม่ได้เป็นแค่ “เทศกาลดนตรี” อีกต่อไป

วันนี้มิวสิกเฟสติวัลไม่ได้เป็นแค่การเอาคนมาดูคอนเสิร์ตกลางแจ้ง แต่กลายเป็น

“Community Fest” – พื้นที่ของคนที่มีความชอบและรสนิยมคล้ายกันมารวมตัวกัน

มันคือการรวมตัวของ

  • คนที่รักดนตรีคล้ายกัน

  • แต่งตัวสไตล์ใกล้กัน

  • อินกับบรรยากาศแบบเดียวกัน

และกลับบ้านไปพร้อมความรู้สึกว่า

“ภาพวันนี้มันยังฝังอยู่ในหัวใจ”

เป้าหมายของคนจัดเลยไม่ใช่แค่ขายบัตรให้หมด แต่คือ

ทำยังไงให้เขากลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มและความสุข แล้วเขาจะอยากกลับมาหาเราใหม่ ให้มันกลายเป็น ‘ประสบการณ์ใหม่ในปีหน้า’ ที่เขารอคอย

สรุป: ในวันที่ใครก็จัดเฟสติวัลได้…อะไรทำให้ Overcoat ยังยืนอยู่?

  • การมอง บรรยากาศและประสบการณ์ เป็นหัวใจมากกว่าแค่รายชื่อศิลปิน

  • การ ฟังฟีดแบ็ก แล้วปรับตัวให้ทันคนดูที่เปลี่ยนรุ่น

  • การต่อยอดจากดนตรีไปสู่ งานกีฬาและงานเด็ก แต่ยังไม่ทิ้งแก่น “ความทรงจำดี ๆ บนเขาค้อ”

  • การยอมรับความจริงว่า 2 ปีแรกคือสนามขาดทุน แต่ยังเดินหน้าต่อเพราะมองระยะยาว

  • การเชื่อว่าเทศกาลดนตรีวันนี้ คือ พื้นที่ของคอมมูนิตี้ ไม่ใช่แค่ที่ของคนมาดูคอนเสิร์ตแล้วแยกย้าย

ในยุคที่มิวสิกเฟสติวัลเกิดขึ้นได้ทุกฤดู ชื่อที่ยืนอยู่บนเขาค้อมายาวนานอย่าง Overcoat จึงไม่ได้ขายแค่เสียงเพลง

แต่ขายสิ่งที่จับต้องไม่ได้ที่สุด…

ความทรงจำในอากาศหนาว ที่ทำให้เราอยากกลับไปอีกปีแล้วปีเล่า