กระเช้าขึ้นภูกระดึง เรื่องที่ดูง่ายแต่จริงๆ ซับซ้อนกว่าที่คิด
ถ้าพูดแค่เรื่อง “กระเช้าขึ้นภูกระดึง” ฟังเผินๆ เหมือนเป็นไอเดียที่มีแต่ข้อดี
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน อาคารพาณิชย์ รอบๆ ภูกระดึงและเส้นทางขึ้นเขาจะคึกคัก
มูลค่าทรัพย์สินรอบพื้นที่ท่องเที่ยวถูกปั่นให้สูงขึ้น การหมุนเวียนเม็ดเงินดูเหมือนจะเพิ่มตามไปด้วย
กิจการรองรับนักท่องเที่ยวมีโอกาสขยายตัว เพราะคาดว่าคนจะหลั่งไหลมาเยอะขึ้น
สำหรับหลายคน กระเช้าถูกวาดภาพให้เป็น “ทางเลือกใหม่” ในการขึ้นไปยังที่ราบกว้างบนยอดเขา แทนการใช้สองเท้าเดินอย่างเดียวเหมือนในอดีต
และแน่นอน มันช่วยให้คนที่คิดว่าตัวเองเดินไม่ไหว ไม่มีเวลา หรือไม่กล้าขึ้น รวมถึงผู้สูงอายุและคนที่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย มีสิทธิ์ได้ไปสัมผัสยอดภูกระดึงสักครั้ง
กระเช้ายังถูกมองว่าอาจช่วยในภารกิจอื่นๆ ได้ เช่น
เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
ขนส่งของใช้ อาหาร ข้าวปลาอาหารขึ้นไปได้สะดวก
ลำเลียงขยะลงมาจากยอดเขาได้ง่ายขึ้น
ทั้งหมดนี้ฟังดูเป็นเหตุผลที่ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน และยากจะโต้แย้ง
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อดีเหล่านี้เลย
สิ่งที่น่าเบื่อจริงๆ คือการถกเถียงกันอยู่แค่ประเด็นผิวเผิน ทั้งที่สาระสำคัญของเรื่องนี้ลึกกว่าที่เห็นมาก
เป้าหมายจริงของกระเช้า: ธุรกิจเที่ยวภูกระดึงคุ้มไหม?
ถ้าจะคุยกันให้ตรงประเด็น ปีนี้มันควรเป็นการคุยเรื่อง “ธุรกิจท่องเที่ยวภูกระดึงและจังหวัดเลยจะคุ้ม หรือจะเจ๊ง จะไปต่อยังไง” มากกว่าคุยแค่ว่าจะสร้างกระเช้าดีหรือไม่ดี
ในมุมของนักธุรกิจ ภูกระดึงถูกมองเป็น “ต้นทุน” ที่ถ้าพลาดแล้วเจ๊ง ก็เอาคืนไม่ได้ และที่สำคัญคือ ไม่มีใครต้องรับผิดชอบความเสียหายในระยะยาว
เป้าหมายจริงของโครงการไม่ได้ซับซ้อนเลย คือการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในจังหวัดและอำเภอรอบๆ ภูกระดึง เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ ขยายต่อยอดได้มากที่สุด
ความต้องการนี้ไม่ได้ผิดอะไรด้วยซ้ำ ในมุมการพัฒนาบ้านเมืองมันดู “ดี” ด้วยซ้ำ
แต่คำถามใหญ่คือ ธุรกิจแบบนี้มันจะคุ้มจริงไหม เมื่อเทียบกับความเป็นจริงของภูเขาลูกนี้?
เพราะคนที่อยากได้กระเช้าส่วนใหญ่คือกลุ่มธุรกิจในจังหวัดที่เล็งเห็นโอกาสทำ Mass tourism ดึงนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ไหลเข้ามาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ถ้าอยากได้ Mass tourism ก็ต้องยอมลดข้อจำกัด
ถ้าตั้งใจจะอัดนักท่องเที่ยวเข้าจังหวัดให้เยอะที่สุด การไปออกกติกา จำกัดสารพัดข้อ มันก็ขัดกับเป้าหมายตัวเองอย่างแรง
แต่ในอีกด้าน เมื่อคนเยอะเกินไป ธรรมชาติก็เริ่มพัง ความสวยลดลง จุดขายค่อยๆ หาย แล้วก็จะต้องมานั่งทำการตลาดใหม่ เปลี่ยนสโลแกนเป็นแนว “ขึ้นกระเช้าครั้งหนึ่งในชีวิต” แล้วไล่หาลูกค้าหน้าใหม่ไปเรื่อยๆ
พอคุณภาพประสบการณ์ลง เนื้อแท้ของสถานที่ก็ถูกลดทอนเหลือแค่ที่เช็คอินชั่วคราว
ภูกระดึงเที่ยวได้ทั้งปีจริงไหม?
หนึ่งในจุดอ่อนใหญ่มากของการทำกระเช้าภูกระดึงคือ ธรรมชาติไม่ได้สวยทั้งปี
ช่วงตุลาคม–ธันวาคม คือหน้าสวยที่สุด เดินขึ้นแล้วคุ้ม
มกราคม–เมษายน พื้นที่ข้างบนเริ่มแห้งแล้ง บรรยากาศต่างจากภาพฝันในโปสเตอร์อย่างสิ้นเชิง
พฤษภาคม–กันยายน มีฝน หมอก ฟ้าผ่า ลมแรง เสี่ยงอันตราย จนปกติพื้นที่มักต้องปิดให้ธรรมชาติฟื้นตัว
ถ้ามีกระเช้า แล้วอยาก “ใช้ให้คุ้ม” จนต้องเปิดตลอด ปีไหนสภาพอากาศไม่เป็นใจ ก็จะกลายเป็นการบังคับให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเจอวิวที่ไม่สวย แถมอันตราย ฝนตก หมอกบัง พระอาทิตย์ขึ้น-ตกก็ไม่เห็น ทากเยอะอีกต่างหาก
ถามจริง แบบนี้มัน “น่าเที่ยว” แค่ไหน?
สุดท้าย ต่อให้มีกระเช้า ก็ไม่ได้หมายความว่าคนจะมาเที่ยวเยอะได้ตลอดทั้งปี
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ
เจ้าของที่ดินและคนทำธุรกิจรอบพื้นที่ แค่มีโครงการเริ่มต้น มูลค่าทรัพย์สินก็ถูกปั่นราคาขึ้นไปก่อนแล้ว
คนที่ถูกขายฝันก็มีความหวังว่าทุกอย่างจะดี
ส่วนผลกระทบระยะยาวจะเป็นยังไง เดี๋ยวค่อยไปลุ้นกันข้างหน้า
สิ่งที่หายไปจากวงคุยคือ มันแทบไม่ใช่การถกเถียงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือการอนุรักษ์เลยด้วยซ้ำ

3 คำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ
เกือบสิบปีก่อน เคยมีการโยนคำถามไว้ 3 ระดับเกี่ยวกับภูกระดึง แต่จนถึงวันนี้ แทบไม่มีใครกล้าตอบจริงจัง
ไม่ใช่เพราะมันมีคำตอบถูกผิดชัดเจน แต่เพราะคำตอบจะสะท้อนให้เห็นตัวตนและทิศทางการตัดสินใจของผู้มีอำนาจแบบเต็มๆ
ระดับที่ 1: เราพร้อมทิ้งบทบาท “เส้นทางเดินเขาที่ดีที่สุด” แล้วหรือยัง?
ภูกระดึงในตอนนี้คือหนึ่งใน Trekking trail ที่ดีที่สุดของประเทศ
ระยะทางไม่ไกลเกินไป
ความอันตรายน้อย ถ้าไม่ประมาทจนเกิดอุบัติเหตุ
การจัดการค่อนข้างลงตัว
ค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวไม่แพง
ขึ้นไปแล้วมีจุดสวยๆ ให้เดินเที่ยวเพียบ เรียกว่าคุ้มทั้งตอนขึ้นและตอนเดินบนยอด
ทั้งหมดนี้ทำให้ภูเขาลูกนี้ทำหน้าที่ มอบความรักธรรมชาติให้คนไทย มาโดยตลอด
คนที่ยอมเดินขึ้นภูกระดึงจะได้สัมผัสทั้ง
ความงามของธรรมชาติ
มิตรภาพระหว่างทาง
การเรียนรู้จากความอดทนระหว่างการเดินขึ้น
ในประเทศไทย สถานที่ที่ทำหน้าที่แบบนี้ได้แบบครบๆ มีจริงๆ แค่ที่เดียวคือ “ภูกระดึง”
ที่อื่นอาจมีถนนขึ้นถึง ไม่ได้เดินไกล หรือเดินไกลแต่ไปถึงแล้วก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก
พอมี “กระเช้า” เข้ามา ความท้าทายที่เคยเป็นหัวใจของการมาเยือนภูกระดึงจะโดนลดความสำคัญลงทันที เพราะ
ความสบายจากการนั่งกระเช้าจะยั่วใจมากกว่า
คนที่ยอมเดินขึ้นจริงๆ จะเหลือน้อยลงไปอีก
กลุ่มที่ยังเลือกเดิน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่รักธรรมชาติมากอยู่แล้ว
ในทางกลับกัน คนที่ขึ้นกระเช้าไปมักไม่ได้ซึมซับอะไรลึกซึ้ง ไม่ต่างจากการขับรถขึ้นภูเรือ ดอยอินทนนท์ หรือภูเขาอื่นๆ ที่กลับลงมาโดยไม่มีความหมายอะไรติดกลับมาในใจมากนัก
ภูกระดึงทำหน้าที่ปลูกฝังความรักธรรมชาติให้ประเทศนี้มานานกว่า 50 ปี ตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงปัจจุบัน
ถ้ามีกระเช้า แปลว่าเรากำลังจะเลิกใช้ “ฟังก์ชัน” นี้ของภูกระดึงโดยปริยาย
เหมือนเรายอมเปลี่ยนวัด โบสถ์ หรือวิหารให้กลายเป็นแค่บอร์ดนิทรรศการพุทธศาสนาเท่านั้นเอง
นี่คือคำถามแรก: ผู้มีอำนาจตัดสินใจพร้อมจะโยนคุณค่านี้ทิ้งไปแล้วหรือยัง?
ระดับที่ 2: เราพร้อมจะดูแลผลกระทบหลังมีกระเช้าจริงหรือเปล่า?
จากผลการศึกษาและออกแบบระบบกระเช้าก่อนหน้านี้ มักถูกสรุปว่า “กระทบสิ่งแวดล้อมน้อย” เช่น อาจมีการตัดต้นไม้แค่ไม่กี่ต้นตามแนวเสา
แต่สิ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึงจริงจังคือ ผลกระทบหลังจากมีกระเช้าแล้ว
เมื่อคนจำนวนมากขึ้นไปอยู่ข้างบน สิ่งที่ตามมาแทบเลี่ยงไม่ได้คือการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น
อาคารกลางแหล่งธรรมชาติ
ทางเดิน ถนน หรือเส้นทางรองรับผู้มาเยือนที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อเดินจริงๆ
ลองจินตนาการคนที่ขึ้นไปแล้วตั้งคำถามว่า
“ทำไมไม่มีรถพาไปเที่ยวแต่ละจุด ทั้งที่แต่ละที่อยู่ห่างจากสถานีกระเช้าหลายกิโลเมตร?”
สิ่งที่ต้องตามมาคือการเปลี่ยนโครงสร้างบนพื้นที่สูงแทบทั้งหมด โดยอยู่ภายใต้สถานะ “อุทยานแห่งชาติ” ที่มีข้อจำกัดเต็มไปหมด ทั้งด้าน
กฎหมาย
กำลังคน
งบประมาณ
ทั้งหมดนี้ต้องใช้เพื่อดูแลให้ธรรมชาติยังคงสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด
คำถามคือ เราพร้อมจะปล่อยให้ที่สวยๆ ข้างบนพังไปอีกที่จริงๆ หรือเปล่า?
ระดับที่ 3: จะยอมเปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์เป็นเมืองท่องเที่ยวบนเขาไหม?
ถ้าวันหนึ่งมีคนขึ้นไปข้างบนจำนวนมากแบบที่หวังไว้จริงๆ คำถามสุดท้ายก็คือ
เราพร้อมจะเปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์ที่อุดมไปด้วยธรรมชาติ ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบบนยอดเขาเลยหรือไม่?
ถ้าคำตอบของนโยบายในอนาคตคือ “เอาสิ เดินหน้าเต็มตัว” ก็ต้องกล้าพูดให้ชัดว่า งั้นก็ยกเลิกสถานะอุทยานแห่งชาติไปเลย
เพราะทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกันแบบไม่กระทบกันไม่ได้
นี่คือชุดการตัดสินใจที่ต้องตามมาหลังจากเริ่มต้นด้วยคำว่า “มีกระเช้า” ไม่ใช่แค่เรื่องเดินทางสะดวก หรือมีวิวสวยตอนนั่งลอยฟ้าเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว เราอยากได้อะไรจากภูกระดึงกันแน่?
เรื่องทั้งหมดอาจฟังดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่แค่โปรเจกต์ท่องเที่ยวอีกหนึ่งชิ้น
มันคือการตอบคำถามว่า
เราอยากให้ภูกระดึงทำหน้าที่อะไรต่อไปในสังคมไทย
เราให้คุณค่ากับความสะดวกสบายระยะสั้นมากกว่าการได้ใช้พื้นที่นี้ปลูกฝังความรักธรรมชาติหรือเปล่า
เราพร้อมแค่ไหนที่จะแลกสถานะพื้นที่อนุรักษ์กับเมืองท่องเที่ยวบนยอดเขาในอนาคต
สุดท้าย เรื่องมันไม่ได้มีอะไรเยอะไปกว่านี้เลย
แต่คำตอบที่เราเลือก จะบอกชัดมากว่า เรามองภูเขาลูกนี้เป็นแค่ “แหล่งรายได้” หรือเป็น “ครูคนสำคัญ” ที่เคยสอนให้เรารักธรรมชาติมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

