รับแอปรับแอป

กระเช้าภูกระดึงคุ้มจริงหรือ? 3 คำถามใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าตอบ

ก้องภพ ชัยเจริญ01-30

กระเช้าขึ้นภูกระดึง เรื่องที่ดูง่ายแต่จริงๆ ซับซ้อนกว่าที่คิด

ถ้าพูดแค่เรื่อง “กระเช้าขึ้นภูกระดึง” ฟังเผินๆ เหมือนเป็นไอเดียที่มีแต่ข้อดี

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน อาคารพาณิชย์ รอบๆ ภูกระดึงและเส้นทางขึ้นเขาจะคึกคัก

  • มูลค่าทรัพย์สินรอบพื้นที่ท่องเที่ยวถูกปั่นให้สูงขึ้น การหมุนเวียนเม็ดเงินดูเหมือนจะเพิ่มตามไปด้วย

  • กิจการรองรับนักท่องเที่ยวมีโอกาสขยายตัว เพราะคาดว่าคนจะหลั่งไหลมาเยอะขึ้น

สำหรับหลายคน กระเช้าถูกวาดภาพให้เป็น “ทางเลือกใหม่” ในการขึ้นไปยังที่ราบกว้างบนยอดเขา แทนการใช้สองเท้าเดินอย่างเดียวเหมือนในอดีต

และแน่นอน มันช่วยให้คนที่คิดว่าตัวเองเดินไม่ไหว ไม่มีเวลา หรือไม่กล้าขึ้น รวมถึงผู้สูงอายุและคนที่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย มีสิทธิ์ได้ไปสัมผัสยอดภูกระดึงสักครั้ง

กระเช้ายังถูกมองว่าอาจช่วยในภารกิจอื่นๆ ได้ เช่น

  • เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย

  • ขนส่งของใช้ อาหาร ข้าวปลาอาหารขึ้นไปได้สะดวก

  • ลำเลียงขยะลงมาจากยอดเขาได้ง่ายขึ้น

ทั้งหมดนี้ฟังดูเป็นเหตุผลที่ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน และยากจะโต้แย้ง

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อดีเหล่านี้เลย

สิ่งที่น่าเบื่อจริงๆ คือการถกเถียงกันอยู่แค่ประเด็นผิวเผิน ทั้งที่สาระสำคัญของเรื่องนี้ลึกกว่าที่เห็นมาก

เป้าหมายจริงของกระเช้า: ธุรกิจเที่ยวภูกระดึงคุ้มไหม?

ถ้าจะคุยกันให้ตรงประเด็น ปีนี้มันควรเป็นการคุยเรื่อง “ธุรกิจท่องเที่ยวภูกระดึงและจังหวัดเลยจะคุ้ม หรือจะเจ๊ง จะไปต่อยังไง” มากกว่าคุยแค่ว่าจะสร้างกระเช้าดีหรือไม่ดี

ในมุมของนักธุรกิจ ภูกระดึงถูกมองเป็น “ต้นทุน” ที่ถ้าพลาดแล้วเจ๊ง ก็เอาคืนไม่ได้ และที่สำคัญคือ ไม่มีใครต้องรับผิดชอบความเสียหายในระยะยาว

เป้าหมายจริงของโครงการไม่ได้ซับซ้อนเลย คือการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในจังหวัดและอำเภอรอบๆ ภูกระดึง เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ ขยายต่อยอดได้มากที่สุด

ความต้องการนี้ไม่ได้ผิดอะไรด้วยซ้ำ ในมุมการพัฒนาบ้านเมืองมันดู “ดี” ด้วยซ้ำ

แต่คำถามใหญ่คือ ธุรกิจแบบนี้มันจะคุ้มจริงไหม เมื่อเทียบกับความเป็นจริงของภูเขาลูกนี้?

เพราะคนที่อยากได้กระเช้าส่วนใหญ่คือกลุ่มธุรกิจในจังหวัดที่เล็งเห็นโอกาสทำ Mass tourism ดึงนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ไหลเข้ามาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ถ้าอยากได้ Mass tourism ก็ต้องยอมลดข้อจำกัด

ถ้าตั้งใจจะอัดนักท่องเที่ยวเข้าจังหวัดให้เยอะที่สุด การไปออกกติกา จำกัดสารพัดข้อ มันก็ขัดกับเป้าหมายตัวเองอย่างแรง

แต่ในอีกด้าน เมื่อคนเยอะเกินไป ธรรมชาติก็เริ่มพัง ความสวยลดลง จุดขายค่อยๆ หาย แล้วก็จะต้องมานั่งทำการตลาดใหม่ เปลี่ยนสโลแกนเป็นแนว “ขึ้นกระเช้าครั้งหนึ่งในชีวิต” แล้วไล่หาลูกค้าหน้าใหม่ไปเรื่อยๆ

พอคุณภาพประสบการณ์ลง เนื้อแท้ของสถานที่ก็ถูกลดทอนเหลือแค่ที่เช็คอินชั่วคราว

ภูกระดึงเที่ยวได้ทั้งปีจริงไหม?

หนึ่งในจุดอ่อนใหญ่มากของการทำกระเช้าภูกระดึงคือ ธรรมชาติไม่ได้สวยทั้งปี

  • ช่วงตุลาคม–ธันวาคม คือหน้าสวยที่สุด เดินขึ้นแล้วคุ้ม

  • มกราคม–เมษายน พื้นที่ข้างบนเริ่มแห้งแล้ง บรรยากาศต่างจากภาพฝันในโปสเตอร์อย่างสิ้นเชิง

  • พฤษภาคม–กันยายน มีฝน หมอก ฟ้าผ่า ลมแรง เสี่ยงอันตราย จนปกติพื้นที่มักต้องปิดให้ธรรมชาติฟื้นตัว

ถ้ามีกระเช้า แล้วอยาก “ใช้ให้คุ้ม” จนต้องเปิดตลอด ปีไหนสภาพอากาศไม่เป็นใจ ก็จะกลายเป็นการบังคับให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเจอวิวที่ไม่สวย แถมอันตราย ฝนตก หมอกบัง พระอาทิตย์ขึ้น-ตกก็ไม่เห็น ทากเยอะอีกต่างหาก

ถามจริง แบบนี้มัน “น่าเที่ยว” แค่ไหน?

สุดท้าย ต่อให้มีกระเช้า ก็ไม่ได้หมายความว่าคนจะมาเที่ยวเยอะได้ตลอดทั้งปี

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ

  • เจ้าของที่ดินและคนทำธุรกิจรอบพื้นที่ แค่มีโครงการเริ่มต้น มูลค่าทรัพย์สินก็ถูกปั่นราคาขึ้นไปก่อนแล้ว

  • คนที่ถูกขายฝันก็มีความหวังว่าทุกอย่างจะดี

  • ส่วนผลกระทบระยะยาวจะเป็นยังไง เดี๋ยวค่อยไปลุ้นกันข้างหน้า

สิ่งที่หายไปจากวงคุยคือ มันแทบไม่ใช่การถกเถียงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือการอนุรักษ์เลยด้วยซ้ำ

3 คำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ

เกือบสิบปีก่อน เคยมีการโยนคำถามไว้ 3 ระดับเกี่ยวกับภูกระดึง แต่จนถึงวันนี้ แทบไม่มีใครกล้าตอบจริงจัง

ไม่ใช่เพราะมันมีคำตอบถูกผิดชัดเจน แต่เพราะคำตอบจะสะท้อนให้เห็นตัวตนและทิศทางการตัดสินใจของผู้มีอำนาจแบบเต็มๆ

ระดับที่ 1: เราพร้อมทิ้งบทบาท “เส้นทางเดินเขาที่ดีที่สุด” แล้วหรือยัง?

ภูกระดึงในตอนนี้คือหนึ่งใน Trekking trail ที่ดีที่สุดของประเทศ

  • ระยะทางไม่ไกลเกินไป

  • ความอันตรายน้อย ถ้าไม่ประมาทจนเกิดอุบัติเหตุ

  • การจัดการค่อนข้างลงตัว

  • ค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวไม่แพง

  • ขึ้นไปแล้วมีจุดสวยๆ ให้เดินเที่ยวเพียบ เรียกว่าคุ้มทั้งตอนขึ้นและตอนเดินบนยอด

ทั้งหมดนี้ทำให้ภูเขาลูกนี้ทำหน้าที่ มอบความรักธรรมชาติให้คนไทย มาโดยตลอด

คนที่ยอมเดินขึ้นภูกระดึงจะได้สัมผัสทั้ง

  • ความงามของธรรมชาติ

  • มิตรภาพระหว่างทาง

  • การเรียนรู้จากความอดทนระหว่างการเดินขึ้น

ในประเทศไทย สถานที่ที่ทำหน้าที่แบบนี้ได้แบบครบๆ มีจริงๆ แค่ที่เดียวคือ “ภูกระดึง”

ที่อื่นอาจมีถนนขึ้นถึง ไม่ได้เดินไกล หรือเดินไกลแต่ไปถึงแล้วก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก

พอมี “กระเช้า” เข้ามา ความท้าทายที่เคยเป็นหัวใจของการมาเยือนภูกระดึงจะโดนลดความสำคัญลงทันที เพราะ

  • ความสบายจากการนั่งกระเช้าจะยั่วใจมากกว่า

  • คนที่ยอมเดินขึ้นจริงๆ จะเหลือน้อยลงไปอีก

กลุ่มที่ยังเลือกเดิน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่รักธรรมชาติมากอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน คนที่ขึ้นกระเช้าไปมักไม่ได้ซึมซับอะไรลึกซึ้ง ไม่ต่างจากการขับรถขึ้นภูเรือ ดอยอินทนนท์ หรือภูเขาอื่นๆ ที่กลับลงมาโดยไม่มีความหมายอะไรติดกลับมาในใจมากนัก

ภูกระดึงทำหน้าที่ปลูกฝังความรักธรรมชาติให้ประเทศนี้มานานกว่า 50 ปี ตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงปัจจุบัน

ถ้ามีกระเช้า แปลว่าเรากำลังจะเลิกใช้ “ฟังก์ชัน” นี้ของภูกระดึงโดยปริยาย

เหมือนเรายอมเปลี่ยนวัด โบสถ์ หรือวิหารให้กลายเป็นแค่บอร์ดนิทรรศการพุทธศาสนาเท่านั้นเอง

นี่คือคำถามแรก: ผู้มีอำนาจตัดสินใจพร้อมจะโยนคุณค่านี้ทิ้งไปแล้วหรือยัง?

ระดับที่ 2: เราพร้อมจะดูแลผลกระทบหลังมีกระเช้าจริงหรือเปล่า?

จากผลการศึกษาและออกแบบระบบกระเช้าก่อนหน้านี้ มักถูกสรุปว่า “กระทบสิ่งแวดล้อมน้อย” เช่น อาจมีการตัดต้นไม้แค่ไม่กี่ต้นตามแนวเสา

แต่สิ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึงจริงจังคือ ผลกระทบหลังจากมีกระเช้าแล้ว

เมื่อคนจำนวนมากขึ้นไปอยู่ข้างบน สิ่งที่ตามมาแทบเลี่ยงไม่ได้คือการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น

  • อาคารกลางแหล่งธรรมชาติ

  • ทางเดิน ถนน หรือเส้นทางรองรับผู้มาเยือนที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อเดินจริงๆ

ลองจินตนาการคนที่ขึ้นไปแล้วตั้งคำถามว่า

“ทำไมไม่มีรถพาไปเที่ยวแต่ละจุด ทั้งที่แต่ละที่อยู่ห่างจากสถานีกระเช้าหลายกิโลเมตร?”

สิ่งที่ต้องตามมาคือการเปลี่ยนโครงสร้างบนพื้นที่สูงแทบทั้งหมด โดยอยู่ภายใต้สถานะ “อุทยานแห่งชาติ” ที่มีข้อจำกัดเต็มไปหมด ทั้งด้าน

  • กฎหมาย

  • กำลังคน

  • งบประมาณ

ทั้งหมดนี้ต้องใช้เพื่อดูแลให้ธรรมชาติยังคงสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด

คำถามคือ เราพร้อมจะปล่อยให้ที่สวยๆ ข้างบนพังไปอีกที่จริงๆ หรือเปล่า?

ระดับที่ 3: จะยอมเปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์เป็นเมืองท่องเที่ยวบนเขาไหม?

ถ้าวันหนึ่งมีคนขึ้นไปข้างบนจำนวนมากแบบที่หวังไว้จริงๆ คำถามสุดท้ายก็คือ

เราพร้อมจะเปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์ที่อุดมไปด้วยธรรมชาติ ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบบนยอดเขาเลยหรือไม่?

ถ้าคำตอบของนโยบายในอนาคตคือ “เอาสิ เดินหน้าเต็มตัว” ก็ต้องกล้าพูดให้ชัดว่า งั้นก็ยกเลิกสถานะอุทยานแห่งชาติไปเลย

เพราะทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกันแบบไม่กระทบกันไม่ได้

นี่คือชุดการตัดสินใจที่ต้องตามมาหลังจากเริ่มต้นด้วยคำว่า “มีกระเช้า” ไม่ใช่แค่เรื่องเดินทางสะดวก หรือมีวิวสวยตอนนั่งลอยฟ้าเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว เราอยากได้อะไรจากภูกระดึงกันแน่?

เรื่องทั้งหมดอาจฟังดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่แค่โปรเจกต์ท่องเที่ยวอีกหนึ่งชิ้น

มันคือการตอบคำถามว่า

  • เราอยากให้ภูกระดึงทำหน้าที่อะไรต่อไปในสังคมไทย

  • เราให้คุณค่ากับความสะดวกสบายระยะสั้นมากกว่าการได้ใช้พื้นที่นี้ปลูกฝังความรักธรรมชาติหรือเปล่า

  • เราพร้อมแค่ไหนที่จะแลกสถานะพื้นที่อนุรักษ์กับเมืองท่องเที่ยวบนยอดเขาในอนาคต

สุดท้าย เรื่องมันไม่ได้มีอะไรเยอะไปกว่านี้เลย

แต่คำตอบที่เราเลือก จะบอกชัดมากว่า เรามองภูเขาลูกนี้เป็นแค่ “แหล่งรายได้” หรือเป็น “ครูคนสำคัญ” ที่เคยสอนให้เรารักธรรมชาติมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา