จากวงกินเลี้ยง สู่บทสนทนาที่แทงใจ
วันหนึ่งผมนั่งกินเลี้ยงกับทีมงานคอนเสิร์ต
คุยกันไปคุยกันมา จากแพลนงานปีหน้า ลามไปเรื่อง ดราก้อนบอลเวอร์ชันอาจารย์โทริชิมะ ที่มองว่าจบตั้งแต่ดาวนาเม็ก ไปจนถึงดราม่าซึบาสะ ว่าตกลงเรื่องนี้มันจะจบยังไงกันแน่
เราถกกันเล่น ๆ ว่า ถ้าเราเป็นซึบาสะ ชนะสเปนได้ แต่ต้องแข่งกับบราซิลในอีก 3 วัน
จะบินกลับญี่ปุ่นไปหาเมียที่กำลังจะคลอด
หรือจะอยู่ตามล่าความฝันต่อที่มาดริด?
จากวงคุยเรื่องการ์ตูน เราไหลไปเรื่องเกมที่เล่นกันในคืนนั้น
Super Street Fighter II
Super Bomberman R2
Super Smash Bros. Ultimate
Mario Kart World
ผมเคยสิงอยู่ใน Bomberman Online ปั่นแรงก์จนถึงระดับ Master แล้วก็รู้สึกว่า มันคือเพดานของตัวเอง เลยวางจอยไปแบบดื้อ ๆ
แต่เรื่องที่อยากจะเล่าในโพสต์นี้ ไม่ใช่เกมไหนเลย
ประเด็นจริง ๆ ของเรื่องมันเพิ่งจะเริ่มตรงนี้เอง
Gen Y ลูกเริ่มประถม แต่ผมเหมือนเล่นจบสเตจนี้ไปก่อนแล้ว
พอถึงวัยที่คนรุ่น Gen Y เริ่มมีลูกกัน ลูกกำลังอยู่ช่วงประถม แต่ละคนก็ผลัดกันเล่าเรื่องพัฒนาการของลูก
ลูกอยู่ชั้นอะไรแล้ว?
ดื้อแค่ไหน?
เริ่มใช้เหตุผลโต้กลับยังไง?
เล่นเกมแบบไหน?
เราให้เวลากับลูกมากน้อยแค่ไหน?
ระหว่างที่ทุกคนแชร์ประสบการณ์ ผมกลับเงียบ
คนที่ไม่รู้จักผมดีอาจเข้าใจว่า เพราะผมไม่มีลูกไม่มีเมีย เลยไม่ได้ออกความเห็น
แต่คนที่ตามผมมานานจะรู้ดีว่า ผมเคยโดนชะตากรรมลักพาตัวไปเล่นสเตจ “ผู้ปกครองเด็กคนนึง” ล่วงหน้าไปแล้ว และผมเล่นมันยาวนานถึง 22 ปี
คนที่ผมกำลังพูดถึง คือหลานสาวของผม
เด็ก 6 เดือนที่ถูกทิ้งไว้ และผู้ปกครองจำเป็นวัย 16
ตอนผมอายุ 16 มีหลานสาววัย 6 เดือนที่พ่อแม่ทิ้งเอาไว้ เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านกับเรา
ช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย (18-22 ปี)
ผมเริ่มไปรับ-ส่งหลานที่โรงเรียนอนุบาล
นั่งประกบดูแล สอนการบ้านบ้างประปราย
พอเรียนจบ ป.ตรี เป็นจังหวะที่ชีวิตผมเจอเรื่องเศร้าหนัก ๆ
ในขณะเดียวกัน หลานสาวกำลังขึ้น ป.1 เป็นวัยที่
พูดรู้เรื่อง ใช้ตรรกะได้
สอนอะไรไปก็จำได้หมด
แต่ยังไม่มีประสบการณ์ชีวิต
คลังศัพท์ยังไม่เยอะ
เรื่องเทคโนโลยีกับอุปกรณ์ต่าง ๆ แทบเป็นศูนย์
ช่วงนั้น หลานกลายเป็นเสาหลักทางใจของผม
ผมรักในความบริสุทธิ์ของเด็ก ความที่เขายังอ่อนต่อโลก และความจริงที่ว่า เราต้องค่อย ๆ สอนให้เขาเข้าใจโลกใบนี้
ผมเริ่มกลายเป็นคนที่มี mindset แบบ responsibility-first – เด็กมาก่อนเสมอ
ประถมต้น: เริ่มเข้าโหมดผู้ปกครองเต็มตัว
ป.2 – การบ้าน รายงาน และ Line ผู้ปกครอง
เริ่มต้องช่วยหลานทำรายงานแบบเป็นเล่ม
มีการเข้ากลุ่ม Line ผู้ปกครองครั้งแรก
ปีนั้นหลานเริ่มเล่นโปเกมอนด้วย
เกิดดราม่าใหญ่ในบ้านจากเควสต์เล็ก ๆ อย่าง “จับลูเกียไม่ได้”
ผมสาธิตให้ดูจนจับได้ แต่จงใจปิดเกมทิ้ง เพื่อให้เขากลับไปฝึกเอง
สำหรับผู้ใหญ่ มันดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับเด็ก มันคือภาพที่เจ็บปวดมาก
ป.3 – งานประจำ vs เวลาที่บ้าน
ผมเริ่มทำงานประจำ เลยให้หลานไปกลับด้วยรถโรงเรียน
หลานต้องทำการบ้านเป็นวิดีโอฝัง subtitle
มีการบ้านที่ต้องทำร่วมกับผู้ปกครองเยอะขึ้น
ขณะที่เพื่อนร่วมงานโสด ๆ เลิกงานแล้วไป
กินข้าว
เที่ยวเล่น
ตีแบด
ออกกำลังกาย
เดินห้าง
ตีกอล์ฟ ตีดอท ฯลฯ
ผมกลับใช้ชีวิตแบบ คนมีครอบครัว โดยสมบูรณ์
กลับบ้านไปรอรับหลานจากรถโรงเรียน
หาอะไรให้กิน
ฟังเขาเล่าเรื่องในแต่ละวัน
สอนการบ้าน
เล่นเกมด้วยกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันแทบทุกคืน
ผมพยายามอย่างเต็มที่ ไม่อยากให้เขารู้สึกว่า ชีวิตตัวเองขาดพ่อแม่
แต่ความจริงคือ ต่อให้เราพยายามแค่ไหน มันก็ถมช่องว่างนั้นไม่มิดอยู่ดี
โดยเฉพาะวันที่มี
วันพ่อ
วันแม่
ที่โรงเรียนจะให้เด็กเขียนเรียงความอวยพ่อแม่
วันแบบนั้นมันเหมือนมีคนเอาเท้ามากระทืบใจเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ซ้ำ ๆ
ป.4 – เริ่มลงทุนทั้งเงิน ทั้งเวลา
หลานเริ่มมีการบ้าน Photoshop เบื้องต้น
ผมเริ่มเก็บเงิน จ่ายค่าเทอมให้หลานเป็นเทอม ๆ
ป.5 – เกมที่ “เกินวัย” และความลังเลในใจผู้ใหญ่
การบ้าน Animation เริ่มเข้ามาในชีวิตหลาน
เล่น Biohazard 6 ด้วยกัน
หลานเล่น The Last of Us
และเล่น Final Fantasy X จนจบ
ตอนนั้นผมให้เขาเล่นเกมที่เกินวัยไปมาก แม้จะคอยอธิบายและคุมใกล้ชิด แต่พอมองย้อนกลับไปก็ยังรู้สึกว่า จริง ๆ มันไม่เหมาะเท่าไหร่
ป.6 – เค้นศักยภาพ เพื่ออนาคต
หลานเริ่มทำ Photoshop แบบจัดเต็มสำหรับยุคนั้น
ผมสอนหนังสือให้ถึง 4-5 ทุ่มทุกวัน เพื่อให้หลานสอบเข้า ม.1 ห้อง Gifted ที่หวังไว้
เขาตั้งใจเรียนอยู่แล้ว เราเลยเดินไปด้วยกันแบบไม่มีปัญหา
จนทุกวันนี้ ผมยังเก็บใบคะแนนสอบเข้า ม.1 ที่เป็นผลจากคืนยาว ๆ เหล่านั้นเอาไว้
โรงเรียนในยุคนั้นเริ่มให้เด็ก
ใช้มือถือถ่าย slide ของครูในห้องเรียน
ม.ต้น: ช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต
ม.1 – ห้อง Gifted และบทเรียนที่ย้อนมาสอนผู้ใหญ่
หลานสอบเข้าได้ห้อง Gifted
เนื้อหาที่ต้องเรียน มันคือการเอาวิชารวม ๆ ของ ม.ปลายในยุคผม และข้อสอบเอนทรานซ์เก่ามาอัดใส่เด็ก ม.1
ผมถึงขั้นต้องไปขุดหนังสือรวมข้อสอบฟิสิกส์เอนทรานซ์เก่า ๆ มานั่งเปิดดู
แล้วก็ต้องมานั่งสอนทั้ง
แตกเวกเตอร์
แมตริกซ์
ฟิสิกส์
เคมี
และสารพัดโจทย์ยาก ๆ ที่เล่นเอาคนทำงานแล้วอย่างผมหืดขึ้นคอ
ผมเหนื่อยมาก แค่เลิกงานแล้วรีบกลับบ้านก็แทบล้มแล้ว แต่ยังต้องสู้กับโจทย์พวกนั้นต่อ
แต่ถ้าย้อนมองไป ช่วงที่หลานอยู่ ประถมปลายถึงม.ต้น
นั่นคือช่วงที่ผมรู้สึกว่า มีความสุขที่สุดในชีวิต
เพราะเด็กในวัยนั้นยังเป็นมนุษย์ตรรกะ
คุยกันรู้เรื่อง
พร้อมเรียนรู้
พร้อมเติมเต็ม
ยังไม่เข้าสู่วัยต่อต้าน
ม.1 หลานเล่น Tomb Raider (Remake) และเริ่มสัมผัสโลก multiplayer competitive เป็นครั้งแรก
จากนั้นก็เล่น Biohazard Dark Chronicle จนเก่งกว่าผมไปอีกขั้น
ผมซื้อโน้ตบุ๊กให้เขาเครื่องแรก สเปกดีกว่าที่ตัวเองใช้ด้วยซ้ำ
ม.2 – ยอมรับว่าตัวเองสอนไม่ไหวแล้ว
โจทย์แต่ละข้อ ผมใช้เวลา 45 นาที เพื่อจะรู้แค่ว่า ตัวเองทำได้หรือไม่ได้
มันไม่คุ้มเวลาอีกต่อไป เลยยอมแพ้ และจ่ายเงินส่งหลานไปเรียนพิเศษแทน
จากตรงนั้น ผมเริ่มให้เงินค่าขนมทั้งแบบรายวันและรายสัปดาห์
ช่วง ม.2 หลานเล่นเกมอย่าง
NieR: Automata
Overwatch
ม.3 – จากเกม สู่ซีรีส์ที่ทิ่มใจคนเล่น FFXIV
เรานั่งดู FFXIV : Daddy of Light ด้วยกันทุกตอน
หลังจากนั้น ช่วง ม.ปลาย คือจุดที่หลานเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว
บรรยากาศในบ้านเริ่มดาร์กกว่าจักรวาล DC อีก
เป็นช่วงที่ผมแทบไม่ได้เอาเรื่องพวกนี้มาเล่าลงเพจแล้ว
เพราะมันคือแพ็กเกจเต็ม ๆ ของ
ความร้อนแรงของวัยรุ่น
ความรู้สึกนำเหตุผล
การเรียกร้องสิทธิในการคุมชีวิตตัวเองแบบเต็มสูบ
ม.ปลาย: จุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ และภารกิจสุดท้าย
ม.5 ปิดเทอม เราไปดูหนัง Brave Father Online: Our Story of Final Fantasy XIV ด้วยกันในโรง
ม.6 หลานมีแฟนคนแรก และเล่น Kingdom Hearts III
ยังไม่นับเรื่องที่ผมต้องคอยขับรถรับส่งไปเรียนพิเศษอีก
พอหลานเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงเปิดประเทศหลังโควิดปี 2022 ตอนเขาอยู่ปี 2
พายุอุกกาบาตแห่งชีวิต ก็ตกลงมาที่ครอบครัวเรา
ชีวิตช่วงนั้นคือ
แทบไม่ได้นอน
เครียดต่อเนื่อง
เงียบทุกอย่างไว้ในวงจำกัด เพื่อนที่รู้จริง ๆ มีไม่ถึงสิบคน
มันก็เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนหลานเรียนจบ
เกมสุดท้ายที่เราเล่นด้วยกันแบบจริงจัง คือ Biohazard 6 บน PS4 ในปี 2023
เราเล่นจนจบทุกเนื้อเรื่อง รวมถึงโหมด Mercenary
ตอนนี้หลานสาวเรียนจบแล้ว และแยกออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง
ส่วนผม ก็กลายเป็นเหมือนพ่อแม่ที่
ลูกโตแล้ว… และอยู่ในจุดที่ได้ชีวิตตัวเองกลับคืนมา
เมื่อเคลียร์สเตจผู้ปกครอง แล้วมองย้อนกลับไป
เมื่อเราได้ชีวิตตัวเองกลับคืนมา
ทั้ง
เงิน
พลัง
เวลา
ที่เคยเทให้เด็กคนหนึ่งไปตลอด 22 ปี มันไหลกลับเข้ามาหาเราอีกครั้ง
–
Epilogue
ถ้าเปรียบเป็นเกม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองถูกลักพาตัวมาลงดันเจี้ยนชื่อว่า “สเตจผู้ปกครองบุตร” นานถึง 22 ปี
และผมก็เล่นมันจนเคลียร์แล้ว
ตอนนี้เลยไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ตัวเองยืนอยู่ในสเตจไหนของชีวิต
แต่รู้แค่ว่า ในช่วง 22 ปีนั้น เราใช้ “เงิน พลัง เวลา และโอกาสที่ไม่หวนกลับ” เพื่อสร้างคนคนหนึ่งขึ้นมา
การเป็นผู้ใหญ่สำหรับผมเลยแปลว่า
การเลิกเอาความสุขและความเจริญของตัวเองเป็นศูนย์กลาง
เราอาจไม่จำเป็นต้องมีความสุขสุด หรือสำเร็จสุด
แต่ คนที่เรารัก และคนที่เราต้องรับผิดชอบ ต้องได้รับสิ่งเหล่านั้นแทนเราให้ได้มากที่สุด
แน่นอน ผมก็อดเสียดายไม่ได้
เงินที่หายไป
พลังที่หมดไป
เวลาและโอกาสดี ๆ ตลอด 22 ปีที่ทิ้งลงไปกับภารกิจนี้
แต่ต่อให้ย้อนเวลาได้ ผมก็จะเลือกทำเหมือนเดิม
เพราะในมุมของผม มันคือสิ่งที่ “ควรทำ”
ต่อให้ในท้ายที่สุด เด็กคนนั้นจะไม่มีวันเข้าใจจริง ๆ ว่า
การ “สร้างคน” ให้เติบโตขึ้นมา มันต้องแลกกับอะไรบ้างก็ตาม
สำหรับคนที่กำลังอยู่ในสเตจนี้ตอนนี้
ในวันนี้ พอผมได้ฟังเพื่อนและทีมงานคุยเรื่องลูกวัยประถมของตัวเอง
ผมทำได้แค่
ยิ้มบาง ๆ
แล้วไม่รู้จะหยิบส่วนไหนของประสบการณ์ตัวเองมาเล่าดี
เพราะความรู้สึกมันคล้ายคนที่ เล่นเกมจบแล้ว
และไม่รู้จะสปอยล์ทั้งเรื่องให้คนที่ยังเล่นไม่ถึงยังไงดี
ถ้าจะฝากอะไรไว้สั้น ๆ ได้สักอย่าง ผมคงอยากบอกว่า
ช่วงเวลาที่คิดว่าเหนื่อยที่สุดในชีวิต วันหนึ่งมันอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่าที่สุด
ลูกจะเป็น “ลูกเรา” แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ถึงเวลาหนึ่ง เขาก็จะออกไปใช้ชีวิตของเขาเอง
วันนี้เราแชร์ชีวิตร่วมกันกับเขา วันหนึ่ง ทั้งเราและเขาจะได้ชีวิตของตัวเองคืนกลับไปคนละทาง
ขอให้ทุกคนโชคดี
ขอให้คุณรักลูกให้มากเท่าที่จะทำได้
และขอให้ลูกของคุณ รักคุณกลับ อย่างที่คุณหวังด้วยเช่นกัน

