รับแอปรับแอป

จากลังแอปเปิลพิษถึงทีมทนายอาสา : Pro Bono ซีรีส์กฎหมายที่ทั้งสนุกทั้งจี้ใจ

ชยุต ชัยมงคล02-01

กลับมาตายรังที่เกาหลี แต่ดันตกหลุมรัก Pro Bono

หลังแอบนอกใจไปดูซีรีส์ไทยอยู่สัปดาห์หนึ่ง ก็ถึงเวลาคืนถิ่นซีรีส์เกาหลีตามปกติ ท่ามกลางกระแสป้ายยาจากเพจรีวิวซีรีส์เกาหลีที่พร้อมใจกันพูดถึงซีรีส์กฎหมายเรื่องใหม่ว่า สนุกจัดเต็ม มีอยู่เพจหนึ่งถึงขั้นหยิบตัวเลขเรตติ้งที่เกาหลีมาอวยกันแบบชัด ๆ

พอรู้ชื่อเรื่องปุ๊บ ก็ไม่รอช้า แอบไปส่องเรตติ้งก่อนเลย แล้วก็ต้องยอมรับว่าแรงจริง เปิดตัวด้วยเรตประมาณ 4 กว่า ๆ แต่ออนแอร์แค่ 4 ตอน ตัวเลขพุ่งไปแถว 8 แล้ว และยังเหลืออีก 8 ตอนให้ลุ้น ดูทรงแล้วมีสิทธิ์แตะเลขสองหลักแบบสวย ๆ

Pro Bono หรือชื่อไทยที่ Netflix ใช้ว่า “สู้สุดใจทนายอาสา” ว่าด้วยเรื่องของ “คังเดวิด” ผู้พิพากษาหนุ่มอนาคตไกล ดาวรุ่งตัวจริงของวงการกฎหมายเกาหลี เขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ภาพลักษณ์เนี้ยบ จริยธรรมงามเลิศแบบ “ไร้ที่ติในสายตาคนอื่น” เชื่อมั่นสุดใจในกระบวนการยุติธรรม มีผู้ติดตามบนโซเชียลหลักแสน จนได้ฉายา “ผู้พิพากษาของประชาชน”

แต่ลึก ๆ แล้ว เขาเป็นคนทะเยอทะยาน หมกมุ่นในความสำเร็จ วัตถุนิยมสุดทาง มองเงินและชื่อเสียงเป็นหลัก ช่วยเหลือคนอื่นเพราะหวังผลตอบแทนมากกว่าจะเพราะความดีจากใจจริง

จากผู้พิพากษาดาวรุ่ง สู่ทนายอาสาในรูหนู

ชีวิตที่เหมือนพุ่งขึ้นสูงสุดฟ้า กลับพังทลายลงในชั่วพริบตา ไม่มีใครคิดหรอกว่า ผู้พิพากษาไฟแรงที่ทั้งงานรุ่ง คนรักเยอะ สังคมให้เกียรติ จะกลายเป็นแค่ “อดีตผู้พิพากษา” ได้แบบฉับพลัน

จังหวะที่กำลังจะก้าวไปอีกขั้นของความสำเร็จ เขาดันเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่าง ที่ลากชีวิตเขาลงเหวแบบดิ้นไม่หลุด และบีบให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่งผู้พิพากษาอย่างช่วยอะไรไม่ได้

จากนั้นเขาจำใจเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะ ทนายความอาสา รับทำคดีสาธารณประโยชน์ฟรี ๆ ในทีม Pro Bono ที่ประกอบด้วยสมาชิกอีก 4 คน ซึ่งแต่ละคนก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก จนเขาต้องใช้ทั้งสมองและสติในการรับมือ

ที่ทำงานใหม่คือบริษัทกฎหมายยักษ์ใหญ่แนวหน้าของเกาหลีใต้ แต่ห้องทำงานของเขานี่สิ เล็กแคบเหมือนรูหนู แถมแทบไม่มีแสงแดดส่องถึงเลยด้วยซ้ำ

หน้าที่หลักของเขาคือ สร้างภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้บริษัท ให้คนเห็นว่าบริษัทนี้ไม่ได้ยืนอยู่ข้างคนมีเงินเท่านั้น แต่ยังยืนข้างประชาชนตัวเล็ก ๆ ด้วย พร้อม ๆ กับการทำให้ทีม Pro Bono มีอัตราการชนะคดีที่สูงขึ้น

คังเดวิดตกลงจะอยู่ทีมนี้หนึ่งปี โดยมีเป้าหมายลึก ๆ คือจะใช้มันเป็นบันไดกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองของตัวเอง ไม่ได้ทำเพราะอยากช่วยใคร ไม่ได้ทำเพราะอุดมการณ์ แต่เพราะอยากกลับไปสู่ความสำเร็จเดิม ๆ เท่านั้น

ระหว่างนั้นเขายังต้องพิสูจน์ตัวเองให้ลูกทีมเชื่อว่าเขาเก่งจริง ไม่ใช่แค่สายโม้ เพราะภาพลักษณ์ที่ทุกคนเห็นคือผู้ชายปากเก่ง ขี้โว ดูไม่น่าไว้ใจเท่าไร

แม้จะต้องลงจากเก้าอี้ผู้พิพากษา แต่ความเก่งของเขายังอยู่ครบ เขาอ่านเกมในศาลได้เฉียบคม วิเคราะห์คนเก่ง สังเกตละเอียด เก็บข้อมูลดี และรู้จักใช้คอนเนกชันทั้งสายมืดสายสว่างให้เป็นประโยชน์เต็มที่

อีกเรื่องที่น่าคิดคือ จากเด็กที่จบแค่มัธยมปลาย เขาเลื่อนฐานะตัวเองมาไกลถึงขั้นขึ้นแท่นผู้พิพากษาได้ยังไง และก้าวต่อไปแทบจะจ่อศาลฎีกาอยู่แล้ว ถ้าไม่ถูกใครบางคนขัดขาเสียก่อน

คำถามใหญ่ที่ซีรีส์โยนให้คนดูคือ:

  • ใครกันแน่ที่จ้องเล่นงานเขา

  • ทำไปเพื่ออะไร

  • และแอปเปิลลูกไหนกันแน่ที่อาบยาพิษไว้

ลังแอปเปิลพิษ ที่ล้มทั้งชีวิตในคืนเดียว

**สำหรับผม ชีวิตไม่ใช่กล่องช็อกโกแลต แต่เป็นลังแอปเปิลพิษต่างหาก**

ตอนแรกใครเห็นโปสเตอร์ Pro Bono ที่มีพระเอกใส่ครุยผู้พิพากษา จ้องแอปเปิลในมือแม่มดเล็บแหลม ด้วยสายตากังวลกับผลไม้น่าสงสัยลูกนี้ ก็น่าจะเผลอคิดถึง Snow White ก่อนอย่างอื่นเหมือนกัน

ภาพนั้นดูหลุดจากแนวซีรีส์กฎหมายไปไกล แต่พอได้ดูเท่านั้นแหละ ถึงรู้ว่า โปสเตอร์แอปเปิลนี่แหละ คือจุดเริ่มต้นความวายป่วงทั้งหมด และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตของคังเดวิดเลย

จากผู้พิพากษาดาวรุ่งที่กำลังจะถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตศาลฎีกา ชีวิตกลับพังในคืนเดียว เพราะนัดไปสังสรรค์กับเพื่อนเก่าสมัยประถมที่จู่ ๆ โผล่มาติดต่อ

ในคืนนั้น พวกเขาดื่ม พูดคุย อัปเดตชีวิตกันตามประสาเพื่อนเก่า คังเดวิดเองก็กระดกไปหลายแก้ว ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นเมาภาพตัด แต่ฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็ทำให้ความทรงจำในบางช่วงขาด ๆ หาย ๆ จนไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองไปขน “ลังแอปเปิล” ปริศนา มาไว้ท้ายรถตั้งแต่เมื่อไหร่

เช้าวันถัดมา เขาไปศาลตามปกติ เปิดท้ายรถจะหยิบของ แล้วดันเจอลังแอปเปิลวางอยู่นิ่ง ๆ อยู่ด้านหลัง ฝาลังปิดไม่สนิท ทำให้เขามองเห็น “ของบางอย่าง” ที่กลายเป็นตัวเปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันที

สัญชาตญาณเตือนทันทีว่า “ซวยแน่” แต่ปัญหาใหญ่คือ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้ของชิ้นนี้เข้ามาอยู่ในรถเขาได้ยังไง

เวลาไม่มีให้คิดมาก เขาจึงใช้ไหวพริบหาทางลงที่ดูดีที่สุดสำหรับตัวเอง เพื่อให้เส้นทางสู่ความสำเร็จยังไปต่อได้ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามแผน เขาต้องลาออกจากการเป็นผู้พิพากษาอย่างงง ๆ และไปโผล่ในฐานะทนายอาสาคดีสาธารณประโยชน์ในบริษัทกฎหมายชื่อดังแทน

นี่แหละคือเหตุผลที่เขามองว่าชีวิตของตัวเองไม่ใช่กล่องช็อกโกแลตแบบในหนัง Forrest Gump ที่มีประโยคดังว่า

“Life is like a box of chocolates. You never know what you’re gonna get.”

เขาเองเอาคำพูดนี้มาใช้ตอนเลี่ยงตอบคำถามนักข่าวด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริง ชีวิตเขากลับเหมือนถูกยัดเยียด “ลังแอปเปิลพิษ” มาให้มากกว่า

พอเขาเห็นชัด ๆ ว่าอะไรอยู่ในลัง และมันทำลายชีวิตเขาได้หนักแค่ไหน เขาก็รู้ตัวทันทีว่าโดน “แอปเปิลอาบยาพิษ” เล่นงานเข้าให้แล้ว

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่า คือเขาไม่รู้เลยว่าศัตรูตัวจริงเป็นใคร อยู่ใกล้ตัวแค่ไหน เขาเลยจำเป็นต้อง แกล้งเล่นตามเกม ไปก่อน พร้อม ๆ กับแอบสืบหาความจริงด้วยตัวเอง

เขาไม่ใช่สโนว์ไวต์ที่จะนอนตายเพราะกัดแอปเปิลพิษไปคำเดียว เพราะฉะนั้น ต่อให้ต้องบุกป่าฝ่าดง แหวกกฎหมายทุกเล่ม เดินขึ้นเหนือ ล่องใต้แค่ไหน เขาก็ไม่มีทางยอมแพ้ ถึงแม้ว่าจะเผลอกัดแอปเปิลพิษไปเต็มคำแล้วก็ตาม

ทนายอาสา = คนเพี้ยน? หรือคนที่โลกไม่ค่อยเข้าใจ

**มันประหลาดขนาดนั้นเลยเหรอ ที่ฉันอยากใช้ชีวิตด้วยการทำอะไรดี ๆ โดยไม่ต้องมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง…**

จุดเด่นสำคัญของ Pro Bono นอกจากเส้นชีวิตของพระเอกแล้ว ยังอยู่ที่การเล่าเรื่อง ทนายความอาสาและคดีสาธารณประโยชน์ แบบที่ทำให้เรารู้สึกได้เลยว่า กฎหมายไม่ได้อยู่ห่างจากชีวิตคนธรรมดาอย่างที่คิด

ตอนแรกคังเดวิดเหยียดสายงานนี้เต็มที่ มองว่าการเป็นทนายอาสา:

  • ไม่ทำเงิน

  • ดูเป็นงานไร้อนาคต

  • ค่าตอบแทนอาจไม่พอเลี้ยงตัวด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น วินาทีที่เขาถูกย้ายมาอยู่ทีมทนายอาสา เขาแทบ ช็อก ไม่ต่างจากถูกหักปีกกลางอากาศ สำหรับคนที่เคยเป็นผู้พิพากษาที่ทุกคนจับตามอง แถมยังหมกมุ่นในความสำเร็จและวัตถุนิยมสุดตัว การถูกย้ายมาอยู่มุมออฟฟิศทึม ๆ แบบนี้ ใครจะไปทำใจได้ง่าย ๆ

แต่การมาอยู่ทีมนี้ ทำให้เขาต้องร่วมงานกับลูกทีมอีก 4 คน ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และในสายตาเขา ทุกคน “แปลก” กันคนละแบบ

  • พัคกีปึม – ทนายสาวสายจริงจังสุดโต่ง ถ้าสนใจอะไรเธอจะทุ่มเทสุดตัว มีอุดมการณ์แรง เชื่อว่ากฎหมายช่วยคนที่ถูกเอาเปรียบได้ และถึงชีวิตจะเล่นงานเธอหนักแค่ไหน เธอก็ไม่หมดศรัทธาในการทำดี เธอทำเพราะอยากทำจริง ๆ ไม่ได้หวังผลตอบแทนจนต้องนอยด์ใส่โลกอยู่บ่อย ๆ ว่าทำไมไม่มีใครเชื่อ

  • ยูนันฮี – ทนายสาวอายุน้อยสุดในทีม เคยเป็นสมาชิกกลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน บุคลิกสดใส กล้าหาญ ขี้โวยวาย และเข้าทีมนี้ทันทีหลังเรียนจบ เป็นคนที่ไฟแรงและไม่กลัวชนอะไรทั้งนั้น

  • จางยองชิล – ทนายหนุ่มผู้คร่ำหวอดในงานกฎหมายสาธารณะ เคยทำงานกับหน่วยงานรัฐมาหลายที่ เป็นคนมีเหตุผล รอบคอบ เก่งงานช่าง เก่งคอม และหลงใหล “เห็ด” มากเป็นพิเศษ เขาถึงขั้นปลูกเห็ดในมุมร่ม ๆ ของออฟฟิศแบบจริงจัง

  • ฮวังจุนอู – เคยทำงานกับสำนักงานกฎหมายโนเนม บุคลิกอ่อนโยน เข้ากับคนง่าย เป็นมิตร พูดคุยได้กับทุกคน เป็นเหมือนตัวเชื่อมบรรยากาศของทีม

ทั้งสี่คนนี้ (ยกเว้นพระเอก) มีจุดร่วมกันอย่างหนึ่งคือ มุ่งมั่นทำงานเพื่อคนอื่นอย่างแท้จริง ทั้งที่แทบไม่ได้อะไรตอบแทนเป็นชิ้นเป็นอันด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาช่วยเหลือชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่มีปัญหากฎหมาย แต่ไม่มีเงินจ้างทนาย

คนกลุ่มนี้มักถูกระบบผลักไปอยู่ชายขอบ ไม่มีเสียง ไม่มีอำนาจ ต้องสู้ตามยถากรรม ทีม Pro Bono จึงกลายเป็นคนที่ใช้ความรู้ด้านกฎหมายเข้าไปช่วยประคองพวกเขาให้ลุกขึ้นสู้ได้อย่างมีที่พึ่ง

และที่น่าสนใจมากคือ หลายคดีที่ทีมนี้รับไว้ดูเผิน ๆ อาจเหมือนไม่ควรเป็นคดีเลยด้วยซ้ำ แต่พอแง้มเข้าไปดูใกล้ ๆ กลับพบว่า มันคือปัญหาที่ใกล้ตัวเรามาก ใกล้จนไม่คิดว่าจะลุกลามไปถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลได้ด้วยซ้ำ

พัคกีปึม : ผู้หญิงโลกสวยหรือฮีโร่ที่ไม่ต้องมีเหตุผล

ตัวละครที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งคือ พัคกีปึม ผู้หญิงที่น่าจะถูกวางไว้เป็นนางเอกของเรื่อง เธอเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่พิการทางการได้ยิน ทำให้เธอมองโลกแบบ “เห็นทั้งด้านสว่างและด้านมืด” พร้อมกัน

ความโลกสวยในสายตาคังเดวิด ทำให้เขาเข้าใจผิดว่าเธอเป็นคนที่ไม่เคยลำบาก แต่จริง ๆ แล้วเธอรู้ดีว่า การสู้ชีวิตแล้วโดนชีวิตสู้กลับจนแพ้อยู่เรื่อย ๆ มันเป็นยังไง

ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังไม่เคยหมดศรัทธาในความดี ยังคงเชื่อว่าการช่วยเหลือคนอื่นด้วยความจริงใจโดยไม่หวังผลตอบแทนคือสิ่งที่มีค่า แม้คนรอบตัวจะมองว่าแปลกหรือเพ้อฝัน เธอยอมย้ายจากทีมกฎหมายทำเงินมาอยู่ทีมทนายอาสา เพราะนี่คือ อุดมการณ์ของเธอเอง ไม่ใช่เพราะคำสั่งใคร

EP แรกเกือบเท แต่ดันกลายเป็นติดหนึบ

ต้องสารภาพตามตรงว่าตอนเริ่มดู Pro Bono แทบจะเทตั้งแต่ครึ่งแรกของ EP1 เพราะไม่ค่อยอินกับซีรีส์แนวกฎหมายอยู่แล้ว ก็เลยแอบกดหยุดมานั่งคิดอยู่เหมือนกันว่าจะไปต่อดีไหม

แต่สุดท้ายตัดสินใจให้โอกาสอย่างน้อยดูให้จบ EP1 ก่อน แล้วค่อยชี้ชะตากันที่ EP2 ว่าจะดูยาวหรือพอแค่นี้ ปรากฏว่า โชคดีมากที่ไม่หยุดดู

เพราะเรื่องมาเริ่มเข้มข้นจริงจังใน EP2 โดยเฉพาะ ฉากดวลกฎหมายในศาลที่เดือดจัด พร้อมลูกล่อลูกชนสุดเฉียบของพระเอกที่พลิกเกมให้ทีมตัวเองชนะได้ ทั้งที่ตอนแรกเหมือนจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบไปแล้วด้วยซ้ำ

จาก “ลองดูก่อน” ก็เลยกลายเป็น “จัดต่อ EP3 และ EP4 แบบไม่พัก” ไปอย่างไม่รู้ตัว

ทำไม Pro Bono ถึงควรอยู่ในลิสต์ซีรีส์ของคุณ

Pro Bono ไม่ได้พาเราไปดูแค่โลกของตัวบทกฎหมายที่เต็มไปด้วยข้อย่อยซับซ้อนจนคนทั่วไปงง แต่ยังพาเราไปรู้จักชีวิตของ “คนที่เข้าไม่ถึงกฎหมาย” อย่างแท้จริง

เราได้เห็น:

  • คนที่ถูกสังคมทอดทิ้งเพราะไม่มีเงิน ไม่มีเส้น

  • คนธรรมดาที่กลายเป็นคนไร้เสียงในระบบยุติธรรม

  • คนตัวเล็ก ๆ ที่ถ้าไม่มีทนายอาสาเข้ามาช่วย อาจถูกกลืนหายไปจากระบบโดยไม่มีใครสนใจ

หลายคดีที่ซีรีส์หยิบมาเล่า คือเรื่องที่เราอาจเคยเห็นผ่านตาในชีวิตจริง เพียงแต่ไม่เคยคิดว่ามันจะกลายเป็นคดีถึงขั้นขึ้นศาลได้

และนี่แหละคือจุดที่ Pro Bono กระแทกใจคนดู

มันไม่ใช่แค่ซีรีส์กฎหมายที่ดูเพื่อความมัน แต่ยังทำให้เราหันกลับมามองตัวเองและสังคม ว่าในวันที่เราอ่อนแอ ไร้พลัง และเข้าไม่ถึงกฎหมาย ถ้าไม่มีใครยื่นมือมาช่วย เราจะเหลืออะไรให้เกาะบ้าง

บางทีวันหนึ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนในซีรีส์ อาจวนกลับมาหาเรา หรือคนที่เราแคร์ที่สุดก็ได้ และในวันนั้น เราอาจเข้าใจคำว่า “ทนายอาสา” ลึกซึ้งกว่าวันนี้มากกว่าที่คิดก็เป็นได้

สรุปแบบสั้น ๆ: ถ้าคุณชอบซีรีส์ที่มีทั้งดราม่าชีวิต เกมการเมืองในศาล คดีที่ใกล้ตัว และตัวละครที่มีมิติ Pro Bono เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรข้ามจริง ๆ