ภาพรวมตลาดและการเปิดตัว New Honda City 2026 ในประเทศไทย
ตลาดรถยนต์นั่งกลุ่มซิตี้คาร์ และ B-Segment ในไทยยังแข่งขันดุเดือด ทำให้ Honda ประเทศไทยเดินเกมรุกต่อเนื่องด้วยการเปิดตัว New Honda City 2026 / Honda City Minorchange 2026 ซึ่งเป็นการปรับโฉมรอบที่ 2 ของโมเดลเจเนอเรชันที่ 5
Honda เลือกเปิดตัวเวอร์ชันไทยแบบ World Premiere พร้อมอินเดีย สะท้อนกลยุทธ์ “เกมไว” ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยีใหม่ และการปรับไลน์อัปให้เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มรุ่นไฮบริดเริ่มต้นใหม่ พร้อมราคาพิเศษช่วงเปิดตัว
ด้านการเปิดตัวและการจอง มีกรอบเวลาชัดเจนที่ผู้ซื้อควรรู้:
ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้า: 22 พ.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
จองอย่างเป็นทางการ: 1 ก.ค. 2569 – 31 ก.ค. 2569
รับรถ: ภายใน 31 ส.ค. 2569
นอกจากนี้ ยังมีช่วงราคาพิเศษเปิดตัวระหว่างวันที่ 26 มิ.ย. 2569 – 30 ก.ย. 2569 (รับรถภายใน 31 ต.ค. 2569) ก่อนจะปรับกลับเป็นราคาปกติหลังจากนั้น ทำให้ช่วงกลางปี 2569 เป็นจังหวะสำคัญสำหรับคนที่เล็ง City 2026 เอาไว้
สเปก รุ่นย่อย และจุดเด่นของ New Honda City 2026 ที่ควรรู้ก่อนจอง
ตัวถังและทางเลือกเครื่องยนต์
New Honda City 2026 เวอร์ชันไทยมีให้เลือกทั้ง:
Sedan 4 ประตู
Hatchback 5 ประตู
พร้อม 2 ขุมพลังหลัก:
เบนซิน 1.0 ลิตร VTEC TURBO (TURBO S)
ระบบฟูลไฮบริด e:HEV 1.5 ลิตร (e:HEV V, e:HEV SV, e:HEV RS)
โครงสร้างรุ่นย่อยทั้ง Sedan และ Hatchback เหมือนกัน คือ:
TURBO S CVT
e:HEV V (รุ่นใหม่)
e:HEV SV
e:HEV RS
ดีไซน์และการปรับโฉม Minorchange
City 2026 ปรับลุคให้สปอร์ตเข้มขึ้น ทั้ง Sedan และ Hatchback ด้วยการเปลี่ยนชิ้นส่วนหลักหลายจุด:
กระจังหน้าใหม่
กันชนหน้า–หลังดีไซน์ใหม่
ไฟหน้า LED ทุกรุ่น พร้อม Light Bar Connecting Light แบบ LED เต็มความกว้างด้านหน้า
ไฟท้าย LED โคมใสรมดำ (Clear Lens)
ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 15–16 นิ้ว (ทูโทนในรุ่นสูง)
โลโก้ H Mark ดีไซน์ใหม่แบบ Monochrome (ในชุด Minorchange)
ในรุ่น RS จะเพิ่มชุดแต่งสไตล์สปอร์ต (กันชน สเกิร์ต สปอยเลอร์) กระจังหน้าและเสาอากาศสีดำเงา ให้ภาพรวมหล่อเข้มมากขึ้น
ฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
Honda City ใหม่อัปเกรดอุปกรณ์มาตรฐานให้ตอบโจทย์การใช้งานยุคปัจจุบันมากขึ้น โดยมีฟีเจอร์เด่น เช่น:
หน้าจอกลางแบบ Advanced Touch
เดิม 8 นิ้ว ในบางรุ่น
เพิ่มหน้าจอแบบ Floating Screen ขนาด 10 นิ้ว ตั้งแต่รุ่น e:HEV SV
รองรับ Apple CarPlay / Android Auto แบบไร้สาย (Wireless)
ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360° (Multi-View Camera System / MVCS)
ติดตั้งตั้งแต่รุ่น e:HEV SV
ไฟสร้างบรรยากาศภายใน (Ambient Light)
สีฟ้าในรุ่น e:HEV SV
สีแดงในรุ่น e:HEV RS
ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger)
ติดตั้งในรุ่น e:HEV RS
กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ
เพิ่มเป็นอุปกรณ์ใน Minorchange และระบุชัดในรุ่น e:HEV RS
อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติในรุ่น RS, เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ หรือสีเดียวกับตัวรถตามรุ่นย่อย
Honda SENSING และระบบความปลอดภัย
City 2026 ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย โดยติดตั้ง เทคโนโลยี Honda SENSING เป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ครอบคลุมฟังก์ชันหลัก:
ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam)
ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทาง (RDM with LDM)
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (LKAS)
ระบบเตือนการชนพร้อมช่วยเบรก (CMBS)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) บางรุ่นมาพร้อม Low-Speed Follow (LSF)
ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification)
ในรุ่น RS ยังเพิ่ม Honda LaneWatch และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ขณะที่รุ่นเริ่มต้น TURBO S มีถุงลม 4 ตำแหน่ง พร้อมระบบช่วยทรงตัว VSA, HSA, ESS, กล้องถอยหลังปรับมุม 3 ระดับ และ ISOFIX
สเปกเครื่องยนต์และสมรรถนะ
1.0 TURBO (TURBO S)
เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 988 ซีซี พร้อมเทอร์โบ และระบบแปรผันวาล์ว VTEC + Dual VTC
กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร ที่ 2,000–4,500 รอบ/นาที
เกียร์อัตโนมัติ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า
รองรับน้ำมัน E20
ปล่อย CO₂ 99 g/km
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 22.7 กม./ลิตร (ตัวเลขจากโรงงาน)
e:HEV 1.5 Full Hybrid
เครื่องยนต์รหัส LEB-MMD เบนซิน 4 สูบ Atkinson Cycle 1.5 ลิตร
กำลังสูงสุดเครื่องยนต์ 98 แรงม้า ที่ 5,600–6,400 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุดเครื่องยนต์ 127 นิวตันเมตร ที่ 4,500–5,000 รอบ/นาที
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 3,500–8,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุดมอเตอร์ 253 นิวตันเมตร ที่ 0–3,000 รอบ/นาที
เกียร์อัตโนมัติ e-CVT
แบตเตอรี่ Lithium-ion 1.0 kWh (4 โมดูล 48 เซลล์)
ปล่อย CO₂ 85 g/km
อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ภายใน 9.4 วินาที (ตัวเลขจากโรงงาน)
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 27.8 กม./ลิตร
มิติตัวถัง
City Sedan
ยาว 4,553 มม.
กว้าง 1,748 มม.
สูง 1,467 มม.
ฐานล้อ 2,589 มม.
ระยะต่ำสุดถึงพื้น 135 มม.
ถังน้ำมัน 40 ลิตร
City Hatchback
ยาว 4,369 มม.
กว้าง 1,748 มม.
สูง 1,501 มม.
ฐานล้อ 2,589 มม.
ระยะต่ำสุดถึงพื้น 147 มม.
ถังน้ำมัน 40 ลิตร
สีตัวถังและสีภายใน
มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี แตกต่างกันตามรุ่นตัวถังและรุ่นย่อย:
สีแดง Blazing Red Pearl – เฉพาะ e:HEV RS (NEW)
สีเทา Urban Grey Pearl – เฉพาะ e:HEV RS (NEW)
สีเทา Urban Grey Pearl หลังคาดำ – เฉพาะ Hatchback e:HEV RS
สีขาว Platinum White Pearl – เฉพาะ e:HEV RS และ e:HEV SV
สีน้ำเงิน Brilliant Sporty Metallic – เฉพาะ e:HEV SV และ e:HEV V
สีเทา Meteoroid Grey Metallic
สีดำ Crystal Black Pearl
สีขาว Taffeta White – เฉพาะ e:HEV V และ TURBO S
สีภายในมีทางเลือกพิเศษ สีเทาแพลทินัม สำหรับ City Sedan รุ่น e:HEV SV ซึ่งจับคู่ได้เฉพาะกับภายนอกสีเทา Meteoroid Grey Metallic หรือสีดำ Crystal Black Pearl
วิเคราะห์ราคาและเงื่อนไขการผ่อน-ดาวน์ของ New Honda City 2026
ข้อมูลที่มีระบุ ราคาอย่างเป็นทางการและราคาโปรโมชั่นช่วงเปิดตัว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดตัวเลขผ่อน–ดาวน์ ดังนั้นจะแมตช์เฉพาะโครงสร้างราคาและช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจอง
ราคาอย่างเป็นทางการ (วันที่ 26 มิ.ย. 2569)
ตัวถัง Sedan 4 ประตู
TURBO S – 569,000 บาท
e:HEV V – 619,000 บาท (NEW)
e:HEV SV – 689,000 บาท
e:HEV RS – 739,000 บาท
ตัวถัง Hatchback 5 ประตู
TURBO S – 579,000 บาท
e:HEV V – 629,000 บาท (NEW)
e:HEV SV – 699,000 บาท
e:HEV RS – 749,000 บาท
มีการระบุด้วยว่า Minorchange 2026 มีการ ปรับราคาสุดคุ้ม เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ผ่านราคาเริ่มต้นที่ต่ำลง (เช่น 569,000 บาท) และการเพิ่มรุ่นไฮบริด e:HEV V ในระดับราคา 619,000 บาท
ราคาโปรโมชั่นช่วงเปิดตัว
ราคาที่สื่อบางแหล่งระบุ เป็น ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว เมื่อจองระหว่าง 26 มิ.ย. 2569 – 30 ก.ย. 2569 และรับรถภายใน 31 ต.ค. 2569 โดยมีการเทียบกับ “ราคาปกติ” ดังนี้
Sedan
S 569,000 บาท (จากปกติ 599,000 บาท)
e:HEV V 619,000 บาท (จากปกติ 649,000 บาท)
e:HEV SV 689,000 บาท (จากปกติ 719,000 บาท)
e:HEV RS 739,000 บาท (จากปกติ 769,000 บาท)
Hatchback
S 579,000 บาท (จากปกติ 599,000 บาท)
e:HEV V 629,000 บาท (จากปกติ 649,000 บาท)
e:HEV SV 699,000 บาท (จากปกติ 729,000 บาท)
e:HEV RS 749,000 บาท (จากปกติ 779,000 บาท)
จากข้อมูลนี้จะเห็นว่า ส่วนลดช่วงเปิดตัว อยู่ประมาณ 30,000 บาทต่อรุ่น เมื่อเทียบกับราคาปกติที่ระบุไว้
เงื่อนไขการจองและช่วงเวลาที่เกี่ยวกับต้นทุน
ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้า: 22 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2569 (ได้บัตรน้ำมัน 5,000 บาท)
จองอย่างเป็นทางการ: 1 ก.ค. – 31 ก.ค. 2569 (สำหรับช่วงแรก)
อีกชุดหนึ่งของราคาพิเศษ: จอง 26 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 และรับรถภายใน 31 ต.ค. 2569
ข้อมูลค่าใช้จ่ายผ่อน–ดาวน์รายเดือนไม่ได้ถูกระบุในเอกสารอ้างอิง จึงไม่สามารถสรุปตัวเลขผ่อนหรือเปอร์เซ็นต์ดาวน์ได้อย่างมีหลักฐาน
รวมโปรจองจากโชว์รูมต่าง ๆ ปี 2026: ส่วนลด ของแถม และสิทธิพิเศษ
โปรโมชั่นที่ปรากฏในข้อมูล เป็น โปรกลางจาก Honda ประเทศไทย ที่ให้กับลูกค้าทั่วประเทศผ่านโชว์รูม Honda โดยตรง ได้แก่:
ฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท
สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้า 22 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2569
ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว
ส่วนลดจากราคาปกติประมาณ 30,000 บาทต่อรุ่น เมื่อจองตั้งแต่ 26 มิ.ย. 2569 – 30 ก.ย. 2569 และรับรถภายใน 31 ต.ค. 2569
โปรที่ถูกกล่าวถึงอื่น ๆ เช่น กิจกรรมเปิดตัวพร้อมมินิคอนเสิร์ต และสิทธิ์ร่วมงานเปิดตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ (จำนวนจำกัด 100 สิทธิ์) เป็นลักษณะสิทธิพิเศษเชิงกิจกรรม ไม่ได้ระบุเป็นส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับตัวรถโดยตรง
ในข้อมูลที่มี ไม่พบรายละเอียดโปรเฉพาะแต่ละโชว์รูม เช่น ส่วนลดเพิ่มเติม หรือของแถมอื่น ๆ จึงไม่สามารถนำมาสรุปได้
ข้อดีข้อเสียของการรีบจอง New Honda City 2026 ตอนนี้ เทียบกับการรอช่วงหลัง
จากข้อมูลที่มี สามารถแยกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการ “จองตอนนี้” กับ “รอทีหลัง” ได้จาก ราคา โปรโมชั่น และช่วงเวลา โดยไม่ลงความคิดเห็นเกินจากข้อเท็จจริง
ประเด็นที่เอื้อต่อการรีบจอง
มี ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว ต่ำกว่าราคาปกติ (ระบุชัดเปรียบเทียบแต่ละรุ่น)
ลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าระหว่าง 22 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2569 ได้รับ บัตรน้ำมัน 5,000 บาท
เงื่อนไขว่าต้องรับรถภายในวันที่กำหนด (31 ส.ค. หรือ 31 ต.ค. 2569) เพื่อคงสิทธิ์โปรโมชั่น ทำให้ผู้จองในช่วงแรกได้ความชัดเจนด้านคิวรถและสิทธิ์ราคา
ประเด็นที่เกี่ยวกับการรอช่วงหลัง
ข้อมูลชี้ว่าตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป ราคาจะปรับเป็นราคาปกติ ซึ่งสูงกว่าโปรโมชั่นช่วงเปิดตัว
ไม่พบการระบุโปรส่วนลดเพิ่มเติมในอนาคตหลังช่วงเปิดตัวในข้อมูลที่ให้มา
จากข้อมูลที่มี จึงเห็นความแตกต่างชัดในเรื่อง ราคาและบัตรน้ำมัน ระหว่างการจองในช่วงเปิดตัวกับการรอหลังโปรโมชั่น แต่ไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับโปรในอนาคตหรือการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอื่น ๆ
เทคนิคเลือกโชว์รูมและต่อรองโปรจองให้คุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้ซื้อใหม่
ในข้อมูลอ้างอิง มีการระบุช่องทางและวิธีการติดต่อ แต่ไม่มีรายละเอียดเชิงเทคนิคการต่อรองราคา ดังนั้นส่วนนี้จะโฟกัสไปที่ข้อมูลที่มีอยู่จริง
Honda ระบุให้ลูกค้า จองผ่านที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการรับโปรบัตรน้ำมันและราคาพิเศษช่วงเปิดตัว
- ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดรถเพิ่มเติมได้ที่:
เว็บไซต์: www.honda.co.th/city
เว็บไซต์: www.honda.co.th/cityhatchback
Facebook: Honda Thailand
LINE Official Account: @honda-thailand
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือ ศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0-2341-7777
ข้อมูลไม่กล่าวถึงการต่อรองส่วนลดหรือการเลือกโชว์รูมใดโชว์รูมหนึ่งเป็นพิเศษ จึงไม่สามารถสรุปแนวทางต่อรองหรือเปรียบเทียบโชว์รูมได้
คำแนะนำด้านการใช้งานจริงและค่าใช้จ่ายระยะยาวของ New Honda City 2026
ข้อมูลที่มีให้รายละเอียดด้าน สมรรถนะ อัตราสิ้นเปลือง และการปล่อย CO₂ ซึ่งเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายระยะยาวในมุมการใช้เชื้อเพลิง แต่ไม่ได้ลงลึกเรื่องค่าบำรุงรักษาในระยะยาวหรือค่าอะไหล่
จุดที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานจริงในระยะยาว มีดังนี้:
เครื่องยนต์ 1.0 TURBO มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 22.7 กม./ลิตร และปล่อย CO₂ 99 g/km รองรับน้ำมัน E20
e:HEV 1.5 Hybrid มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 27.8 กม./ลิตร และปล่อย CO₂ 85 g/km
ทั้งสองระบบรองรับน้ำมัน Gasohol E20 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่หาได้ทั่วไปในไทย
หมายเหตุ: ไม่มีข้อมูลตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านบริการหลังการขายหรือการดูแลแบตเตอรี่ไฮบริดในเอกสารที่ให้มา จึงไม่สามารถสรุปเชิงปริมาณค่าใช้จ่ายระยะยาวได้
ในเชิงการใช้งานจริง ยังมีการระบุอุปกรณ์ที่ช่วยให้ขับทุกวันสะดวกขึ้น เช่น:
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์ผู้โดยสารหลัง (e:HEV SV ขึ้นไป)
ระบบเบรกมือไฟฟ้า + Auto Brake Hold
Remote Engine Start และ Walk Away Auto Lock (ตั้งแต่รุ่น e:HEV V)
กล้องรอบคัน 360° (e:HEV SV) และ LaneWatch (e:HEV RS)
ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ส่งผลให้การใช้รถในชีวิตประจำวันมีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น แม้ไม่มีการระบุค่าใช้จ่ายโดยตรงก็ตาม
สรุปว่าควรจอง New Honda City 2026 ตอนนี้หรือไม่ พร้อมคำแนะนำสำหรับกลุ่มผู้ซื้อแต่ละแบบ
จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปแนวทางการตัดสินใจได้โดยอ้างอิงเฉพาะ ราคา–โปร–รุ่นย่อย–สมรรถนะ ที่ปรากฏในเอกสาร
ภาพรวมการตัดสินใจ
ช่วงเวลา 26 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 เป็นช่วงที่ Honda ให้ ราคาพิเศษเปิดตัว ต่ำกว่าราคาปกติ
ผู้ที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าระหว่าง 22 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2569 จะได้รับ บัตรน้ำมัน 5,000 บาท เพิ่มเติม
หลัง 1 ต.ค. 2569 ราคา จะปรับเป็นราคาปกติ ตามที่ระบุในตารางเปรียบเทียบ
จากข้อมูลนี้ ถ้ามองในมุมตัวเลขที่มีอยู่ การจองในช่วงเปิดตัวให้ ผลต่างด้านราคาและของแถมเป็นบัตรน้ำมัน เมื่อเทียบกับการซื้อหลังช่วงโปร
แนะนำตามลักษณะผู้ซื้อ (อิงจากข้อมูลรุ่นย่อยและสมรรถนะ)
ผู้ที่ต้องการ ราคาต่ำสุด และยังต้องการเทคโนโลยี Honda SENSING: สามารถมองที่รุ่น TURBO S (Sedan 569,000 บาท / Hatchback 579,000 บาท ในช่วงเปิดตัว) ซึ่งได้เครื่องยนต์ 1.0 TURBO และชุดความปลอดภัยครบในระดับมาตรฐาน
ผู้ที่อยากเริ่มต้นใช้ ฟูลไฮบริดในกลุ่มซิตี้คาร์ ด้วยงบเข้าถึงง่าย: รุ่น e:HEV V ถูกออกแบบเป็นรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่โดยตรง (Sedan 619,000 บาท / Hatchback 629,000 บาท ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว) ซึ่งช่วยให้เข้าถึงเครื่องยนต์ e:HEV ได้ง่ายขึ้น
ผู้ใช้ที่เน้น ฟีเจอร์ครบสำหรับใช้งานทุกวัน เช่นจอ 10 นิ้ว, กล้องรอบคัน, Ambient Light, แอร์หลัง: รุ่น e:HEV SV ตอบโจทย์ด้วยชุดฟังก์ชันที่ละเอียดกว่า e:HEV V
ผู้ที่ต้องการทั้ง สมรรถนะและสไตล์สปอร์ต พร้อมฟีเจอร์เต็ม (Ambient Light สีแดง, Wireless Charger, LaneWatch, เบาะและชุดแต่ง RS): รุ่น e:HEV RS เป็นตัวเลือกที่จัดเต็มที่สุดในไลน์
สำหรับคำถามว่า “ควรจองตอนนี้หรือไม่” จากข้อมูลที่มี จุดที่แตกต่างชัดคือ:
จองตอนช่วงโปรเปิดตัว: ได้ราคาพิเศษต่ำกว่าปกติ และในบางช่วงได้บัตรน้ำมัน 5,000 บาท
รอช่วงหลังโปร: ราคาเปลี่ยนกลับเป็นราคาปกติที่สูงกว่าตามตารางที่ระบุ
จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่าจังหวะการจองมีผลโดยตรงกับ ราคาซื้อ ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดย Honda และสื่อที่อ้างอิง ไม่มีการระบุโปรอื่นในอนาคตให้ใช้เปรียบเทียบเพิ่มเติม


ความคิดเห็น