มองขยะใหม่ให้เป็น “ทรัพยากร”
เมื่อนึกถึงคำว่า ขยะ ภาพที่โผล่มาในหัวมักเต็มไปด้วยความสกปรก กลิ่นเหม็น เชื้อโรค และสารพัดปัญหาที่ตามมา ทั้งสุขภาพ คุณภาพชีวิต ไปจนถึงเรื่องใหญ่ระดับโลกอย่างโลกร้อนและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
แต่ถ้าลองขยับมุมมองอีกนิด สิ่งที่เรารีบตีตราว่าเป็น “ขยะ” อาจเป็นแค่ “กองวัสดุที่ยังไม่ได้ถูกต่อยอด” ยังไม่ถูกออกแบบใหม่ ยังไม่ถูกคิดใหม่ ยังไม่ถูกหยิบมาแปลงร่างให้กลายเป็นของมีคุณค่า
หลายครั้ง เราตัดสินของชิ้นหนึ่งจากหน้าตา จากมาตรฐานความสวยงามเดิมๆ แล้วโยนลงกล่อง “ตกเกรด ขายไม่ได้ ต้องทิ้ง” สุดท้ายก็ไปจบที่หลุมฝังกลบหรือเตาเผา เพิ่มภาระให้โลกแบบไม่รู้ตัว
ในโลกของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีแนวคิดหนึ่งที่ชัดมากว่า “ไม่ควรมีอะไรบนโลกที่ต้องจบชีวิตลงด้วยการเป็นขยะ”
เพียงแค่เราเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการที่ปลายทางและต้นทางจริงจัง นำแนวคิด Waste to Value มาปรับใช้ เปลี่ยนจากสิ่งที่คนรังเกียจ ไม่สวยงาม ไม่มีค่า ให้กลายเป็นของที่มีคุณค่าใหม่ ใช้งานได้จริง และสร้างผลดีต่อผู้คน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน
ด้านล่างนี้คือ 8 ไอเดียอัปไซเคิลโปรดักต์ ที่พิสูจน์ว่า ของที่เคยถูกมองว่าเป็น “ขยะ” สามารถกลับมาเป็นของมีคุณค่าได้แบบครบมิติ ตั้งแต่ดีต่อโลก ดีต่อชุมชน ไปจนถึงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม
1. ทะเลจร: รองเท้าแตะคู่ใหม่ ที่เดินออกมาจากกองขยะทะเล
เมื่อประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีขยะทะเลมากที่สุดในโลก ทั้งขวดพลาสติก ถุงพลาสติก แห อวน ไฟแช็ก รวมถึงรองเท้าที่ลอยเกลื่อนทะเล คำถามคือ เราจะปล่อยให้ของพวกนี้จมดิน จมทะเลต่อไป หรือเปลี่ยนมันให้กลับมามีค่า?
องค์กรไม่แสวงหากำไรในปัตตานีอย่าง กลุ่มทะเลจร ร่วมกับ Trash Hero Thailand เลยตัดสินใจเปลี่ยนวิธีมองจาก “ขยะ” เป็น “วัตถุดิบ” แล้วเอารองเท้าขยะจากทะเลมาอัปไซเคิลใหม่ให้กลายเป็นรองเท้าแตะในชื่อ “ทะเลจร”
ใช้ขยะรองเท้าทะเล 10 ข้าง เพื่อผลิตเป็นรองเท้าทะเลจร 1 คู่
ดีไซน์แบบ Mosaic Color ทำให้รองเท้าแต่ละคู่มีลายที่ไม่เหมือนใคร เป็นตัวแทนของ Circular Product แบบเต็มตัว
ได้รับตรารับรอง Circular Mark ตอกย้ำการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
นอกจากช่วยลดขยะในทะเลแล้ว ทะเลจร ยังเป็นโปรเจ็กต์ที่
สร้างงานและพัฒนาทักษะอาชีพให้ชุมชน
แบ่งรายได้คืนให้ชาวบ้านในพื้นที่
สนับสนุนกิจกรรมเก็บขยะทะเลของ Trash Hero และกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ
นี่ไม่ใช่แค่รองเท้าคู่หนึ่ง แต่คือการเดินออกจากปัญหา ไปสู่ระบบนิเวศที่ดีขึ้นร่วมกัน
2. Pretty Ugly Bag: กระเป๋าใบไม่เพอร์เฟกต์ แต่ช่วยโลกแบบยาวๆ
ทุกวันนี้ ป้ายไวนิลหน้าร้านที่ใช้ทำแคมเปญการตลาดจบงานปุ๊บ ก็จบหน้าที่ปั๊บ และถูกเตรียมตัวเดินเข้าสู่โลกของ “ขยะพลาสติก” แบบแทบไม่ได้คิดต่อว่ามันจะไปจบที่ไหน
สำหรับเครือเซ็นทรัล รีเทล โดย ท็อปส์ (Tops) และร้าน ท็อปส์ เดลี่ ป้ายไวนิลที่เคยต้องถูกปลดและรอทิ้ง ปีหนึ่งๆ มีไม่ต่ำกว่า 10,000 ชิ้น เลยถูกตั้งคำถามใหม่ว่า
“จะทำยังไงให้สิ่งที่กำลังจะกลายเป็นขยะ กลับมาเป็นของดีต่อโลกได้อีกครั้ง?”
คำตอบก็คือ กระเป๋าช้อปปิ้งรักษ์โลก “Pretty Ugly Bag”
ใช้ไวนิลเก่าที่หลายคนมองว่าไม่สวย สกปรก หรือหมดประโยชน์ มาอัปไซเคิลใหม่
ดีไซน์แบบ “ไม่สวย แต่ช่วยโลกได้” และ ลายไม่ซ้ำใบ เป็น one and only
แข็งแรง ทนทาน ใช้งานได้จริง เป็นไอเท็มสายช้อปที่พกแล้วรู้เลยว่าเราอยู่ทีมรักษ์โลก
ทีเด็ดคือ ถ้ากระเป๋าใช้งานจนพัง สามารถนำไปเปลี่ยนใหม่ได้ฟรีตลอดชีวิต
นั่นหมายความว่า
ลูกค้ามีแรงจูงใจใช้ซ้ำแทนการใช้ถุงพลาสติก
ขยะพลาสติกถูกลดลงแบบทวีคูณ ทั้งจากการรีไซเคิลไวนิลเดิม และการลดการใช้ถุงใหม่ในอนาคต
Pretty Ugly ในสายตาใครบางคน แต่ Pretty Powerful ต่อโลกทั้งใบ
3. Ugly Veggies Thailand: ผักออร์แกนิกหน้าตาไม่เป๊ะ แต่ดีต่อคน ดีต่อโลก
ในโลกของเกษตรกร ผักออร์แกนิกที่ตั้งใจปลูกด้วยความใส่ใจ แต่ออกมาไม่ตรงไซซ์ ไม่ตรงสเปกตลาด มักจบลงด้วยการถูกคัดทิ้ง ทั้งที่คุณค่าทางโภชนาการยังอยู่ครบ
โครงการ Ugly Veggies Thailand จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าไปทำงานกับชุมชนเกษตรกรที่อำเภอกระนวน จ.ขอนแก่น ยกระดับสู่แนวทาง Smart Farming และเจอ Pain point ใหญ่คือ
ผักออร์แกนิกที่ปลูกเพื่อขาย ส่งตลาดได้แค่ ประมาณ 50–70%
ส่วนอีก 30% กว่าๆ ถูกคัดทิ้ง เพราะรูปร่างไม่สวย ขนาดไม่ตรงมาตรฐาน
นี่คือจุดเริ่มต้นของ Food Waste ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผักพวกนี้ยังดีต่อสุขภาพเหมือนเดิมทุกอย่าง
Ugly Veggies Thailand เลยพัฒนาแพลตฟอร์มเป็น Online Marketplace สำหรับ
รวบรวมผักออร์แกนิก “ตกเกรดด้านหน้าตา” แต่มีคุณภาพดี
เปิดให้เฉพาะเกษตรกรที่มี ใบรับรอง Organic เพื่อยืนยันความปลอดภัย
เชื่อมเกษตรกรกับลูกค้าที่มองหา “ผักไม่สวย แต่มีคุณภาพ” ในราคาจับต้องได้
นอกจากขายผักแบบสด ยังต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น
ผลิตภัณฑ์ที่เน้น ไฟเบอร์ โพรไบโอติก พรีไบโอติก
สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผักที่เหลือจากการขาย
เป้าหมายคือการผลักดันไปสู่ Zero Food Waste และหากทำได้ครบ 100% ตามแผน จะช่วยลด ขยะการเกษตรจากครัวเรือนได้ถึง 5.6 ตันต่อปี
สรุปง่ายๆ: ผักอาจจะไม่สวย แต่ระบบคิดเบื้องหลังสวยมาก
4. Mi Terro: เสื้อยืดจากนมหมดอายุ ที่ใส่แล้วสบาย ใส่แล้วช่วยโลก
ขยะอาหารคือหนึ่งในตัวการใหญ่ของปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมนมที่สร้างขยะและก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลในแต่ละปี
สตาร์ทอัปด้านไบโอเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาอย่าง Mi Terro (มีเทอร์โร) เลยตั้งคำถามว่า
“นมหมดอายุที่ต้องถูกเททิ้ง จะเปลี่ยนให้เป็นอะไรที่มีค่ากว่านั้นได้ไหม?”
คำตอบคือเสื้อยืดแฟชั่นรักษ์โลก Limitless Milk Shirt
รวมนมหมดอายุจากฟาร์มปศุสัตว์และร้านขายของชำ
ใช้นวัตกรรม ‘Pro-Act’ (Protein Activation) เพื่อสกัดโปรตีนเคซีนออกจากนม
นำไปผ่านกระบวนการ Dynamic Flow Shear Spinning ปั่นเป็นเส้นใยชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ
ผลลัพธ์คือเส้นใยจากนมหมดอายุที่
นุ่มกว่าผ้าฝ้ายถึง 3 เท่า
ช่วยป้องกันแบคทีเรีย ระบายอากาศดี ใส่สบาย
ใช้น้ำน้อยกว่าการผลิตผ้าฝ้ายทั่วไปถึง 60%
สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ไม่ทิ้งไมโครพลาสติกสะสมในสิ่งแวดล้อม
เมื่อขยะอาหารระดับโลกกว่า 1,300 ล้านตันต่อปี ได้ถูกดึงบางส่วนมาทำเสื้อ และอุตสาหกรรมนมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 3,300 ล้านตันต่อปี ถูกลดแรงกดดันลง นี่ไม่ใช่แค่เสื้อหนึ่งตัว แต่คือการรีดีไซน์ระบบใหม่ทั้งเส้นทางของวัตถุดิบ
5. Nike Grind Dumbbells: ดัมเบลจากรองเท้าเก่า ที่ยกแล้วโลกเบาลง
สายฟิตเนสที่รักโลกน่าจะถูกใจสิ่งนี้ เมื่อไนกี้เลือกที่จะไม่ปล่อยให้เศษวัสดุจากการผลิตรองเท้าจบลงในถังขยะ แต่ดึงกลับมาเข้าระบบใหม่อีกครั้ง
ดัมเบลรุ่นพิเศษ Nike Grind Dumbbells ถูกสร้างขึ้นจาก
วัสดุเหลือใช้ในโรงงานผลิตรองเท้า
แผ่นยาง Nike Grind Rubber ที่เกิดจากการอัปไซเคิลยาง หนัง โฟม ผ้า และเทอร์โมพลาสติก
รองเท้าเก่าที่ลูกค้านำมาคืน เข้าสู่กระบวนการแยกชิ้นส่วนและผลิตเป็นแผ่น Nike Grind
ดัมเบลแต่ละชิ้นมีส่วนผสมของ Footwear Waste อย่างน้อย 20% แล้วต่อยอดออกไปเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกอีกหลายแบบ ทั้งอุปกรณ์กีฬา แฟชั่น ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ
จุดเด่นของ Nike Grind Dumbbells คือ
วัสดุแข็งแรง ทนทาน และปลอดภัยต่อการใช้งาน
ลายและสีสันที่มีเอกลักษณ์ในแต่ละชิ้น มีความสนุกในแบบไนกี้
สะท้อนสโลแกน Just Do It ในอีกมุมหนึ่ง คือ กล้าข้ามขีดจำกัดจากกีฬา ไปสู่เรื่องความยั่งยืน
ยิ่งยกมากเท่าไหร่ ไม่ได้แค่กล้ามขึ้น แต่โลกก็เหมือนได้ปลดน้ำหนักเรื่องขยะลงด้วย
6. KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL: ฟางข้าวสู่แฟชั่นสตรีทที่ใส่ได้จริง
ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวคิดเป็นราว 20% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด หรือกว่า 65 ล้านไร่ ส่งผลให้มี “ฟางข้าว” เหลือจำนวนมหาศาลหลังฤดูเก็บเกี่ยว
วิธีจัดการที่คุ้นเคยคือ “เผา” ซึ่งตามมาด้วย
มลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เร่งปัญหาโลกร้อน
จากโจทย์นี้จึงเกิดความร่วมมือระหว่าง สยามคูโบต้า และ Greyhound ในโปรเจ็กต์
KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL – ‘Turn waste to Agri-Wear’
นี่คือครั้งแรกในวงการแฟชั่นไทยที่นำ Agri-Waste หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำเป็นผ้า โดยส่วนผสมคือ
ฟางข้าว 20%
รังไหม 20%
ผ้าฝ้าย 60%
แล้วนำไปทอเป็นเนื้อผ้าเพื่อนำมาดีไซน์ในคอลเลกชันสตรีทแฟชั่นสไตล์ Unisex ที่เป็น Eco Fashion อย่างเต็มตัว
เป้าหมายคือการออกแบบแฟชั่นที่
ใส่ได้จริง ใช้ได้ทุกวัน
ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตสินค้า
สอดคล้องกับแนวคิด Sustainable Fashion ที่ไม่ใช่แค่สวยตอนซื้อ แต่ต้องดีต่อโลกตลอดอายุการใช้งาน
ฟางข้าวที่เคยถูกเผาทิ้ง กลายเป็นเสื้อผ้าที่ใส่แล้ว “เท่ทั้งลุค เท่ทั้งแนวคิด”
7. พระสติ & นกหวีดพารอด: เมื่อความศรัทธาเจอความยั่งยืน
แบรนด์ Qualy (ควอลี่) เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ใช้ดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์ผลักดันแนวคิด Circular Economy โดยเฉพาะการจัดการกับขยะพลาสติกให้ “กลับมาเกิดใหม่” ในรูปที่ทั้งเท่ และเล่าเรื่องได้
หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นมากคือ “พระสติ” – พระเครื่องที่ทำจากมวลสารรีไซเคิล ภายใต้คอนเซ็ปต์
“มวลสารแห่งความยั่งยืน”
สิ่งนี้ไม่ได้เกิดมาแค่เป็นของสะสม แต่ถูกออกแบบให้เป็นกุศโลบายในการสื่อสารเรื่อง “การแยกขยะ” ผสมกับการใช้ Storytelling เพื่อดึง “ความศรัทธา” เข้ามาช่วยขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อม
ผลงานนี้ถูกนำไปจัดแสดงในงาน Bangkok Design Week 2022 โดย TCDC และได้รับกระแสตอบรับดีมาก ทั้งเรื่องไอเดียและการมีส่วนร่วมของคนทั่วไปที่เริ่ม นำขยะพลาสติกมาบริจาค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมวลสาร
ต่อยอดจากความสำเร็จนั้น Qualy พัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่คือ “นกหวีดพารอด”
ได้แรงบันดาลใจจาก พระรอด ที่เชื่อกันว่าให้คุณด้านความปลอดภัย แคล้วคลาด
ผสมกับฟังก์ชันของนกหวีด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตในสถานการณ์ฉุกเฉิน
กลายเป็น “นกหวีดพารอด” – เครื่องรางแห่งความรอดปลอดภัย ที่มาพร้อมทั้งเสียงเตือนภัย และใจที่ใส่ใจโลก
นอกจากความหมายเชิงสัญลักษณ์แล้ว วัสดุที่ใช้ยังมาจากการรีไซเคิลขยะพลาสติกที่ปลายทางอีกด้วย
เป็นของขลังที่ไม่ใช่แค่คุ้มครองคนพก แต่ยังช่วยคุ้มครองโลกทั้งใบ
8. เฟอร์นิเจอร์จากซากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: อัปไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเมืองท่า
ในกลุ่มประเทศนอร์ดิก สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นพาหนะยอดฮิต เพราะคล่องตัวและถูกมองว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถึงวันที่เลิกใช้งาน ซากสกู๊ตเตอร์เหล่านี้กลับกลายเป็น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เต็มรูปแบบ
แบตเตอรี่หมดอายุ
ซ่อมไม่คุ้ม เปลี่ยนไม่ได้
ถูกทิ้งกองไว้และสร้างปัญหาขยะในเมือง
นักออกแบบกลุ่มหนึ่งในสวีเดนเลยลุกขึ้นมาทำโปรเจ็กต์ E-metabolism โดย
เก็บซากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจากคลองในเมืองท่าสำคัญอย่าง Malmö
แยกชิ้นส่วนและนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
จากนั้นก็นำชิ้นส่วนเหล่านี้มาผสมกับเทคโนโลยี การพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เพื่อสร้างเป็นเฟอร์นิเจอร์และของใช้สุดเท่ เช่น
โคมไฟ
แจกัน
เตาย่างบาร์บีคิว
เก้าอี้
กระถางต้นไม้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
คลองและแม่น้ำสำคัญสะอาดขึ้นจากการเก็บซากสกู๊ตเตอร์ออกมา
วัสดุถูกดึงกลับเข้าสู่วงจรการใช้งานใหม่
คนเมืองได้เห็นภาพจริงๆ ว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้หายไปไหน ถ้าเราไม่จัดการมันอย่างสร้างสรรค์
โปรเจ็กต์นี้ยังถูกนำไปจัดแสดงในงาน Southern Sweden Design Days เพื่อจุดประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะในเมืองให้คนได้ตั้งคำถามและมองเห็นโอกาสใหม่ๆ
จาก “ไม่สวย” สู่ “มีค่า”: อัปไซเคิลคือการเล่าเรื่องโลกแบบใหม่
ทั้ง 8 ไอเดียนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ
เริ่มจากการ ไม่ยอมรับว่า ‘ขยะ’ ต้องจบลงที่ถังขยะ
กล้าตั้งคำถามใหม่กับของที่ถูกมองว่าไม่สวย ไม่ได้มาตรฐาน หรือหมดอายุไปแล้ว
ใช้ดีไซน์ นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจสร้างสรรค์มาเปลี่ยน “ของไร้ค่า” ให้กลับมามีบทบาทในสังคมอีกครั้ง
ผลที่ได้จึงไม่ได้หยุดแค่การ ลดปริมาณขยะ แต่ลามไปถึง
การสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนและเกษตรกร
การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน
การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ
การผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ขยับจากไอเดียสู่ของจริงที่จับต้องได้
ในวันที่โลกกำลังร้อนแรงขึ้นทุกปี เราอาจไม่ได้ต้องการแค่ของ “สวย” แต่ต้องการของที่ “ดีต่อโลก ดีต่อคน และดีต่ออนาคต”
และบางที ของชิ้นต่อไปที่คุณกำลังจะทิ้ง อาจเป็นวัตถุดิบชั้นดีของโปรเจ็กต์อัปไซเคิลชิ้นใหม่ก็ได้ เพียงแค่คุณลองมองมันอีกครั้ง…ให้มากกว่าคำว่า “ขยะ”

