ป่าฮิโนกิที่อาลีซาน ฮีลกายฮีลใจแบบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์
ใต้ร่มเงาของต้นฮิโนกิในอุทยานแห่งชาติอาลีซาน ผักไผ่สีเขียวชอุ่มปกคลุมพื้นป่าแน่นราวพรมธรรมชาติ ทำให้บรรยากาศเหมือนมีนางฟ้าตัวจิ๋วซ่อนอยู่ในกอหญ้า พร้อมจะกระโดดออกมาเต้นรำกับมนุษย์ตลอดเวลา
ไต้หวันคือเกาะที่อุดมไปด้วยป่าไม้ พื้นที่มากกว่าร้อยละ 60 ปกคลุมด้วยผืนป่าและภูเขาสูงกว่า 3,000 เมตรมากถึง 268 ยอด ในพื้นที่เพียงราว 36,000 ตารางกิโลเมตร ความหนาแน่นของภูเขาสูงระดับนี้ แทบจะหาไม่ได้จากที่อื่นบนโลก ทำให้ระบบนิเวศป่าเขาและภูเขาสูงของไต้หวันอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ
ครั้งนี้ เราไม่ได้มาเดินป่าถ่ายรูปแบบผิวเผิน แต่จะตามรอยผู้นำทางและนักพนาบำบัด เข้าไป “อาบป่า” ท่ามกลางแนวเขาของไต้หวัน ปล่อยให้ธรรมชาติเข้ามาโอบกอดและเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง
“เลือกต้นไม้สักต้นแล้วพิงตัวลงไป”
“โฟกัสที่ลมหายใจที่ผ่านโพรงจมูกเข้าออก”
“หยิบใบไม้ที่ตกอยู่ข้างตัวขึ้นมา วางบนฝ่ามือ นวดคลึงเบา ๆ แล้วค่อย ๆ สูดกลิ่นของมัน”
“ตั้งใจฟังเสียงรอบกายให้ชัดที่สุด”
“ท้ายสุด ค่อย ๆ หมุนตัวไปรอบ ๆ แล้วหยุดในทิศที่รู้สึกว่าอยากหยุดอยู่กับที่”
“จากนั้นค่อยลืมตา รับของขวัญล้ำค่าที่ธรรมชาติตั้งใจมอบให้”
บนเส้นทางเดินป่าต้นมะฮอกกานีในสวนป่าซินเวย เขตทัศนียภาพแห่งชาติเม่าหลิน เมืองเกาสง จัง ถิงเหว่ย ผู้ให้คำแนะนำการบำบัดด้วยป่าและวิทยากรหลักสูตรฝึกนักพนาบำบัดคนแรกของไต้หวันที่ได้รับใบรับรองจาก ANFT สหรัฐฯ ใช้น้ำเสียงนุ่มสงบนำไกด์เดินป่าที่มาฝึกอบรม ให้เปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 และปล่อยตัวเองหลอมรวมเข้ากับขุนเขาลำเนาไพร

ที่ทะเลสาบชุ่ยเฟิงบนภูเขาไท่ผิงซาน เพียงแค่นั่งนิ่ง ๆ หลับตาและฟังเสียงธรรมชาติ ก็รู้สึกได้ทันทีว่าหัวใจช้าลง และความสงบค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้
ป่าไม้ = ที่พักผ่อนของร่างกายและจิตใจ
ศาสตราจารย์อวี๋เจียปิน จากคณะวนศาสตร์และการอนุรักษ์ทรัพยากร มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน และนายกสมาคมการบำบัดด้วยป่าแห่งไต้หวัน เล่าไว้อย่างน่าจดจำว่า คำว่า forest หากแยกเป็น for + rest ก็เหมือนกับจะบอกเราว่า ป่าไม้คือสถานที่สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง
ในรอบเกือบสองศตวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้โลกสะดวกสบายขึ้นก็จริง แต่ก็มาพร้อมมลพิษและความเครียดที่กดทับผู้คนจนเกิดโรคจากความศิวิไลซ์มากมาย ทว่าในป่า กลับเต็มไปด้วยออกซิเจน สารไฟทอนไซด์ (Phytoncide) ที่พืชปล่อยออกมา และไอออนลบที่เกิดจากหมอกหรือน้ำปะทะกับอากาศ ทั้งหมดนี้ช่วยปรับสมดุลกายใจ ทำให้ใจที่รุ่มร้อนค่อย ๆ เย็นลง และลดอาการเหนื่อยล้าสะสมได้อย่างเป็นรูปธรรม
การบำบัดด้วยป่าจึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวธรรมดา แต่คือประสบการณ์สไตล์สโลว์ไลฟ์ที่ช่วยเปลี่ยน “จังหวะชีวิต” ของเราให้ช้าลง ผู้เข้าร่วมมักพบว่า
หลุดออกจากชีวิตเร่งรีบแบบเดิม
อยู่กับปัจจุบันตรงหน้าแบบเต็ม ๆ
ฟื้นความสัมพันธ์กับตัวเอง กับผู้อื่น และกับผืนแผ่นดิน
ได้แรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ชุดใหม่กลับไป
ต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ต่างยกให้การบำบัดด้วยป่าเป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือเป็นการแพทย์ทางเลือกที่ใช้เสริมการรักษาแบบแผนปัจจุบัน
สำหรับไต้หวันที่มีภูมิอากาศแบบร้อนและกึ่งร้อน มีภูเขาสูงชันจำนวนมาก และพื้นที่กว่า 60% ถูกปกคลุมด้วยป่าไม้ จนมีสัดส่วนพื้นที่ป่าสูงเป็นอันดับ 7 ของเอเชีย แถมยังมีภูเขาสูงเกิน 3,000 เมตรถึง 268 ยอดในพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้ ความหนาแน่นเช่นนี้หาแทบไม่ได้ในโลก ทำให้ระบบนิเวศป่าเขาของไต้หวันสมบูรณ์และหลากหลายอย่างน่าทึ่ง
ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ สิ่งที่มนุษย์ควรทำ คือ ยอมชะลอชีวิตลง แล้วเดินเข้าไปให้ป่าได้ทำหน้าที่เยียวยาเรา

จัง ถิงเหว่ย ผู้นำกิจกรรมบำบัดด้วยป่า พาผู้เข้าฝึกอบรมเปิดทั้ง 5 ประสาทสัมผัสให้เชื่อมต่อกับภูเขาและป่าอย่างเต็มที่
สุ่ยซานเทรล เส้นทางบำบัดด้วยป่าแห่งแรกของไต้หวัน
ในยุคที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ภูเขาอาลีซานที่เต็มไปด้วยป่าฮิโนกิ ภูเขาไท่ผิงซาน และภูเขาปาเซียนซาน ถูกยกให้เป็น 3 แหล่งป่าไม้สำคัญของประเทศ ศาสตราจารย์หวังเซิงหยาง จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยจงซิง อธิบายว่า ไม้ฮิโนกิ (สนไซเปรส) เป็นพืชเก่าแก่จากยุคน้ำแข็ง ส่วนใหญ่เติบโตดีในเขตอบอุ่น ทั่วโลกมีเพียงราว 6–7 สายพันธุ์ แต่ในไต้หวันมีถึง 2 สายพันธุ์ คือ ไซเปรสแดง (Chamaecyparis formosensis) และไซเปรสเหลือง (Chamaecyparis obtusa var. formosana)
แม้ภูเขาอาลีซานจะตั้งอยู่ในเขตร้อน แต่ด้วยความสูงราว 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และถูกเมฆหมอกห่มคลุมเกือบตลอดทั้งปี ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ชุ่มชื้นเป็นพิเศษ พื้นที่นี้จึงเป็นแหล่งไซเปรสแดงที่หายากระดับ “มีเพียงแห่งเดียวในโลก”
ต้นไซเปรสแดงจะปลดปล่อยสารโมโนเทอร์พีนไฟทอนไซด์ (monoterpene phytoncides) และไอออนลบมากกว่า 1,000 อนุภาคต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ผนวกกับการอนุรักษ์ป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้การเดินเข้าไปยืนอยู่กลางผืนป่าแห่งนี้ ช่วยลดความดันโลหิต ผ่อนคลายสมอง และบรรเทาความเครียดกับความวิตกกังวลได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการบำบัดด้วยป่า
สมัยญี่ปุ่นยังได้สร้างรถไฟสายป่าอาลีซานขึ้นเพื่อขนไม้ฮิโนกิ ปัจจุบัน รถไฟเล็ก ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นและแสงเย็นยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า กลายเป็น 5 ไฮไลต์หลักของอุทยานแห่งชาติอาลีซาน และทำให้อาลีซานกลายเป็นอุทยานแห่งชาติสุดคลาสสิกและโด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวัน
ด้วยความได้เปรียบทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิประเทศ กรมป่าไม้ไต้หวันจึงเลือกที่นี่ในการสร้าง “เส้นทางเดินป่าบำบัดแห่งแรกของประเทศ” ในนาม เส้นทางเดินป่าเพื่อการบำบัดสุ่ยซาน
ระยะทางราว 863 เมตร
เส้นทางค่อนข้างราบ เดินไม่ยาก
สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าฮิโนกิแน่นขนัด
ตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวจะได้ดื่มด่ำกับป่าฮิโนกิแบบใกล้ชิดทุกย่างก้าว
สำนักงานสาขากรมป่าไม้ที่เมืองเจียอี้ ร่วมมือกับหลิน เจียหมิน นักพนาบำบัดจากสมาคมการบำบัดด้วยป่าไต้หวัน และทีมออกแบบเทรล วางผังพื้นที่บำบัด 4 โซนหลัก ได้แก่
ห้องเรียนสุ่ยซาน
ม้านั่งกลางป่า
แดนแห่งจินตนาการ
แสงเงาแห่งป่า
แต่ละโซนออกแบบให้เหมาะกับวิธีบำบัดต่างกัน เช่น
หลับตา
จดจ่อกับลมหายใจเข้า–ออก
ยืดเหยียดร่างกาย
เอนกายลงนอนและปล่อยตัว
ทุกโซนสามารถฟังคำแนะนำการบำบัดได้ผ่านเทคโนโลยีไร้สายบลูทูธ นักท่องเที่ยวที่มาเป็นครั้งแรก แค่ดาวน์โหลดแอป Alipedia ก็สามารถกดทำตามสเต็ปได้เองทุกเวลา

เส้นทางบำบัดสุ่ยซานที่อาลีซาน คือเส้นทางป่าบำบัดสายแรกของไต้หวัน ที่ออกแบบมาเพื่อให้ “เดินช้า ๆ แล้วให้ป่าทำงานแทนเรา”

ปล่อยวาง เปิดโหมดประสาทสัมผัสทั้ง 5
ต้นเดือนพฤษภาคม ปลายฤดูใบไม้ผลิ นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเดินเข้าเทรลสุ่ยซาน เพื่อสัมผัสการบำบัดด้วยป่า ภายใต้การนำของหวัง เซินหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าบำบัด
เสียงนกหลากชนิดดังสลับกันรอบตัว ทั้งนกระรางสเตียร์ นกภูหงอนไต้หวัน นกหางรำหูขาว นกไต่ไม้ยุโรป ฯลฯ บางจังหวะเหมือนอยู่ใกล้หูมาก แต่แป๊บเดียวก็เหมือนลอยห่างออกไป เหมือนพวกมันกำลังสนทนากันอยู่กลางป่า
สักพัก เสียงหวูดรถไฟเล็กก็ดังแทรกขึ้นมาตรงเวลา ขบวนรถไฟสายป่ากำลังเคลื่อนผ่านจุดที่ใกล้เส้นทางนี้ที่สุด หวัง เซินหลินพูดเบา ๆ ว่า
“ยิ่งใจของคุณนิ่งเท่าไหร่ คุณจะยิ่งได้ยินเสียงที่แผ่วเบายิ่งขึ้นเท่านั้น”
เมื่อเดินถึงโซน “ม้านั่งกลางป่า” ด้านหน้าชานไม้มองออกไปเห็นต้นฮิโนกิ 2 ต้นยืนคู่กัน นักท่องเที่ยวจะได้ฝึกยืดแขน ยืดหน้าอก สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทางจมูกแบบช้า ๆ แล้วเป่าลมหายใจออกทางปากแรง ๆ การสูดสารไฟทอนไซด์ที่ฮิโนกิปล่อยออกมาในจังหวะนี้ ทำให้รู้สึกหัวโปร่งและสมองสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนหน้าวันนั้น ฝนอาลีซานเพิ่งตกหนัก ผักไผ่ใต้ฮิโนกิได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ใบจึงเขียวอ่อนและนุ่มนวลเป็นพิเศษ ดึงดูดสายตาจนหลายคนต้องหยุดมอง พร้อมจินตนาการว่ามีนางฟ้าตัวจิ๋วซ่อนอยู่ในกอหญ้า คอยมองเราด้วยดวงตาเป็นประกาย แล้วอาจกระโดดออกมาหยอกล้อเมื่อเราเผลอ
เลี้ยวไปตามโค้งทางจะเข้าสู่โซน “แดนแห่งจินตนาการ” ซึ่งเงียบที่สุดในเส้นทางนี้ ข้างทางมีต้นไม้รูปหัวช้างที่ลำต้นมีโพรงอยู่หนึ่งช่อง นักท่องเที่ยวสามารถกระซิบสารภาพความในใจกับโพรงต้นไม้นี้ ปล่อยให้ป่ารับฟังแทนโลกภายนอก
เดินต่อมาอีกนิดก็ถึงโซน “แสงเงาแห่งป่า” พื้นที่นี้ออกแบบเป็นแท่นวงกลมให้คนเอนกายลงนอน กางแขน มองฟ้าและรับแสงอาทิตย์ที่สาดลงมาระหว่างยอดไม้ หวัง เซินหลินชวนให้จินตนาการว่า
“ตอนที่คุณนอนอยู่บนความสูง 2,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ลองนึกว่าตัวเองกำลังเหาะลอยข้ามยอดไม้ เดินบนอากาศเหนือหมอก และบินไปให้สุดขอบฟ้า แล้วคุณจะรู้สึกว่า ไม่มีอุปสรรคไหนในชีวิตที่ก้าวข้ามไม่ได้อีกต่อไป”
ไฟทอนไซด์และไอออนลบในป่า เปลี่ยนอารมณ์ให้เบาสบายและปลุกพลังจินตนาการขึ้นมา คุณจะเริ่มมองเห็นรูปร่างของต้นไม้และทิวทัศน์ในมุมใหม่ หวัง เซินหลินชี้ให้ดูต้นฮิโนกิที่ถูกตั้งชื่อว่า “หัวหน้าเผ่าฮิโนกิ” เพราะตาไม้ มอส และเปลือกที่แตกหลุดร่วงบนลำต้นดันรวมตัวกันเป็นภาพคล้ายใบหน้าหัวหน้าเผ่าที่มีขนนกประดับศีรษะ พร้อมผ้าปิดตา
ภูเขาอาลีซานที่สูงกว่า 2,000 เมตร ตั้งอยู่ในเขตป่าหมอก ตอนบ่ายมักมีหมอกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านเมฆแล้วกระทบละอองหมอก ก็จะเกิดเป็น “ลำแสงแห่งพระเยซู” (Jesus light หรือ Crepuscular Rays) พาดยาวไปไกลสุดสายตา ภาพนี้ทำให้นักท่องเที่ยวแทบทุกคนหยุดหายใจชั่วขณะด้วยความตื่นตะลึงและประทับใจไม่รู้ลืม
ปลายทางของเส้นทางบำบัดนี้คือ “ต้นไม้ยักษ์แห่งสุ่ยซาน” ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อายุ 1,081 ปี ผู้คนที่เดินมาถึงมักรู้สึกปลื้มปิติอย่างยากอธิบาย หลายคนนั่งพักบนแท่นชมวิวรอบ ๆ แล้วแหงนหน้ามองความสง่างามของต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าต้นนี้อย่างเงียบงัน

สถาปัตยกรรมไม้ไผ่ที่ป่าไผ่สือปี้ เมืองหยุนหลิน ก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำหรับสัมผัสประสบการณ์บำบัดด้วย “ป่าไผ่” แบบเต็มอารมณ์

หยาง จื้อข่าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผิงตง กำลังสอนกลุ่มผู้นำทางและนักพนาบำบัดให้รู้จักพืชพรรณในป่าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ศูนย์ป่าบำบัดในสวนพฤกษศาสตร์อาลีซาน
กรมป่าไม้ไต้หวันวางแผนจัดตั้ง ศูนย์ป่าบำบัด ภายในสวนพฤกษศาสตร์อาลีซาน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสถานีรถไฟจู้ซานและลานชมวิวบนภูเขาเสี่ยวลี่หยวนซาน ภายในสวนเต็มไปด้วยพืชและสัตว์หลากหลาย ทางเดินบันไดหิน ลานชมวิว และอาคารไม้หลังหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมบำบัด
ชั้น 1 ของอาคารไม้ คือห้องบำบัดสำหรับฝึกโยคะ ล้อมวงชงชา และใช้เป็นห้องเรียนสำหรับกิจกรรมบำบัดด้วยป่า
ชั้น 2 เป็นห้องอาหารที่เน้น “อาหารพื้นถิ่น”
นักท่องเที่ยวสามารถใช้ประสาทรับกลิ่นและรสชาติไปพร้อมกับธรรมชาติ ผ่านเมนูอย่าง
ชาจากยอดเขาอาลีซาน
กาแฟทะเลหมอกอาลีซาน
หมี่ซั่วคลุกน้ำมันเมล็ดชาอาลีซาน
ผู้ประกอบการร้านอาหารเล่าว่า แม้เมื่อวานฝนอาลีซานจะตกหนักจนคิดว่าจะไม่มีลูกค้า แต่กลับมีนักท่องเที่ยวจากเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และนิวซีแลนด์ นั่งดื่มด่ำบรรยากาศอยู่ที่นี่ทั้งบ่าย โดยไม่มีทีท่าว่าอยากกลับเลย
กลิ่นอายของป่าไต้หวันมักทำให้คน “ไม่อยากลาจาก” กรมป่าไม้จึงพัฒนาน้ำหอมจากป่า โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากไม้ซีดาร์ธูปไต้หวัน (Calocedrus formosana) หนึ่งใน 5 พันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นของไต้หวัน เป็นน้ำมันฐาน แล้วผสมกลิ่นสมุนไพร ดอกไม้ และไม้รวม 3 แนวกลิ่น ให้คนพก “กลิ่นป่า” ติดตัวกลับบ้านได้
นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมจากป่าอาลีซาน ภายใต้แบรนด์ “Alishan 2488m” นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อของที่ระลึกจากไม้ล้ำค่าและกลิ่นป่าไต้หวันกลับไปฮีลตัวเองต่อที่บ้านได้

บนแท่นวงกลม “แสงเงาแห่งป่า” นักท่องเที่ยวเอนกายลงอย่างผ่อนคลาย ปล่อยให้แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านยอดไม้ค่อย ๆ ซึมเข้าสู่หัวใจ
เวทมนตร์แห่งป่าที่ทำงานเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง
นอกจากอาลีซานแล้ว ไต้หวันยังมีอีกหลายพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการ “อาบป่า” อย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือเส้นทางเดินป่าที่เงียบที่สุดในไต้หวัน และเป็น “เส้นทางเงียบสงบ” (Quiet Trail) แห่งแรกของโลก ในเขตป่านันทนาการแห่งชาติไท่ผิงซาน
เส้นทางเดินรอบทะเลสาบชุ่ยเฟิงในพื้นที่นี้อยู่ห่างไกลจากเสียงรบกวนภายนอก ตลอดสองข้างทางคือป่าฮิโนกิสีเขียวเข้ม พื้นดินปกคลุมด้วยมอสหนานุ่มราวพื้นฟองน้ำธรรมชาติที่ดูดซับเสียง ระดับเสียงต่ำสุดในป่าแห่งนี้ไม่ถึง 25 เดซิเบล หลิน หัวชิ่ง อธิบดีกรมป่าไม้ เล่าว่า
“แค่เดินเข้ามานั่งสมาธิ หรือไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ เพียงฟังเสียงที่ธรรมชาติต้องการจะบอกคุณ ก็ฮีลใจอย่างเหลือเชื่อแล้ว”
ถ้าเดินตามแม่น้ำเฟิงกังขึ้นไปถึงต้นน้ำ จะเจอน้ำตกซวงหลิวในเขตป่านันทนาการแห่งชาติซวงหลิว เมืองผิงตง น้ำตกแห่งนี้เคยถูกโหวตให้เป็น “น้ำตกที่สวยงามเป็นอันดับ 2 ของไต้หวัน” แถมยังเต็มไปด้วยไอออนลบและอากาศบริสุทธิ์ที่ช่วยให้ร่างกายรีเฟรชแบบลึก ๆ
ในเขตป่านันทนาการแห่งชาติจือเปิ่น เมืองไถตง ตรงป่ามะฮอกกานีใบใหญ่ (Swietenia macrophylla) และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตรวจวัดได้ว่ามีปริมาณไอออนลบมากกว่าในเมืองราว 2–8 เท่า เมื่อรวมกับธารน้ำใสสะอาด อาหารพื้นเมือง และน้ำพุร้อน ก็กลายเป็นแพ็กเกจบำบัดที่ช่วยให้ทั้งร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย แถมข้อกระดูกยังได้ขยับยืดเหยียดอย่างสบาย
หากวันหนึ่งคุณเดินอยู่ในป่าแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น ลองหยุดนิ่งแล้วฟังดี ๆ บางทีสิ่งที่ได้ยินอาจไม่ใช่เสียงของป่า แต่คือ เสียงหัวใจของคุณเองที่กลับมาเต้นอย่างชัดเจนอีกครั้ง
แล้วทำไมยังนั่งเฉยอยู่หน้าจอ?
ลุกขึ้นจากคอมฟอร์ตโซน ออกเดินเข้าไปในป่า สูดกลิ่นดอกไม้ใบหญ้า ดูการเปลี่ยนแปลงของแสงและเงา ฟังเสียงลมพัดกับต้นไม้กระซิบกัน รับรู้สัมผัสของลมที่แตะลงบนผิวหน้า แล้วปล่อยให้ร่างกายและจิตวิญญาณของคุณ เพลิดเพลินไปกับมนตร์เสน่ห์แห่งขุนเขาและผืนป่าไต้หวัน อย่างเต็มหัวใจ








