Amazfit Smart Watch คืออะไร และทำไมถึงฮิตในไทย
Amazfit เป็นแบรนด์สมาร์ทวอทช์ที่เน้นความ คุ้มค่า ฟีเจอร์จัดเต็ม แต่ราคาย่อมเยา เมื่อเทียบกับแบรนด์ใหญ่หลายเจ้า จุดเด่นคือ
มีหลายซีรีส์ ครอบคลุมทั้งสายลุย สายฟิตเนส และคนทั่วไปที่อยากมีนาฬิกาอัจฉริยะใช้งานในชีวิตประจำวัน
ดีไซน์หลากหลาย แต่โทนรวมจะออกแนวลำลอง–สปอร์ต ใส่ทำงานก็ได้ ใส่ออกกำลังกายก็ดี
ฟีเจอร์สุขภาพครบ ทั้งวัดหัวใจ นอนหลับ ก้าวเดิน โหมดกีฬา และการแจ้งเตือนต่าง ๆ
ราคาในไทยมีตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นอย่าง Bip Series ไปจนถึงรุ่นพรีเมียมในตระกูล Balance / T-Rex / Active
แบรนด์นี้จึงกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในไทย เพราะคนส่วนใหญ่สามารถ “เอื้อมถึง” ได้โดยไม่ต้องจ่ายเท่าระดับเรือธง แต่ยังได้ฟีเจอร์หลัก ๆ ครบสำหรับการดูแลสุขภาพและใช้งานประจำวัน
ภาพรวมซีรีส์และรุ่นยอดนิยมของ Amazfit
Amazfit แบ่งไลน์สินค้าหลัก ๆ ออกเป็นหลายซีรีส์ โดยแต่ละซีรีส์จะมีคาแรกเตอร์ชัดเจนและกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายต่างกัน

1. T-Rex Series – สายผจญภัย สายลุยจริงจัง
เน้น ความทนทานสูง รองรับมาตรฐาน MIL-STD-810G
กันน้ำได้สูงสุดระดับ 10 ATM หลายรุ่นรองรับ Freediving / Scuba
ดีไซน์ทรงกลม สายลุย ดูแอดเวนเจอร์
รุ่นเด่น:
T-Rex 3
หน้าจอ AMOLED 1.5″ ความสว่างสูงสุด 2,000 nits
กันน้ำ 10ATM ใช้ดำน้ำได้ มีโหมดดำน้ำเฉพาะทาง
แบตเตอรี่สูงสุด 27 วัน
โหมดกีฬา 170+ และรองรับแผนที่ออฟไลน์
จุดเด่นคือ ความอึด ทนร้อน ทนหนาว และกันน้ำลึก เหมาะกับสายแอดเวนเจอร์เต็มตัว
T-Rex 3 Pro
จอ AMOLED 1.5″ + กระจก Sapphire
กันน้ำ 10ATM รองรับ Freediving
แบตเตอรี่สูงสุด 25 วัน / GPS สูงสุด 116 ชม.
โหมดกีฬา 187 แบบ พร้อม Dual-Band GPS + แผนที่ออฟไลน์
ตัวเรือนโพลีเมอร์เสริมไฟเบอร์ + ขอบไทเทเนียม เน้นเบาแต่แกร่ง เหมาะทั้งเดินป่า ดำน้ำ และใช้งานภาคสนามจริงจัง
T-Rex Ultra
หน้าจอ AMOLED 1.39″ ความสว่างสูงสุด 1,000 nits
กันน้ำ 10ATM รองรับ Freediving
ตัวเรือนสเตนเลส 316L ดีไซน์ป้องกันโคลน สายซิลิโคนซับเหงื่อ
Dual-Band GPS + แผนที่ออฟไลน์ ใช้งานกลางแจ้งในสภาพแวดล้อมโหด ๆ ได้ดี
เหมาะกับ: คนที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งหนัก ๆ เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ วิ่งเทรล ต้องการนาฬิกาที่ทั้งแม่นยำและถึกจริง

2. Balance Series – สมาร์ทวอทช์ “ครบเครื่อง” สำหรับงาน+ฟิตเนส
ซีรีส์ Balance เน้นความ สมดุลระหว่างดีไซน์พรีเมียมกับฟีเจอร์ฟิตเนส
ดีไซน์ทรงกลม เรียบหรู เข้ากับเสื้อผ้าทำงานและกึ่งทางการ
ฟีเจอร์สุขภาพและฟิตเนสครบ ใช้ได้ทั้งออกกำลังกายและชีวิตประจำวัน
รุ่นเด่น:
Balance
จอ AMOLED 1.5″ ความสว่างสูงสุด 1,500 nits
กันน้ำ 10ATM รองรับ Freediving
โหมดกีฬา 150+ แบบ
มี AI Fitness Coach ช่วยแนะนำการฝึก และโทรผ่าน Bluetooth ได้
เหมาะกับคนทำงานที่ออกกำลังกายจริงจัง ต้องการทั้งความเรียบร้อยและฟีเจอร์รอบด้าน
Balance 2
จอ AMOLED 1.5″ (Sapphire Glass) สว่างสูงสุด 2,000 nits
กันน้ำ 10ATM (Freediving & Scuba)
แบตเตอรี่สูงสุด 21 วัน
Dual-Band GPS + แผนที่ออฟไลน์
โหมดกีฬา 170+ พร้อม BioTracker 6.0 PPG เซ็นเซอร์ใหม่
เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ “มัลติสปอร์ตพรีเมียม” แบตยาว ใช้ได้ทั้งวิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน และทริปหลายวัน
เหมาะกับ: คนที่ต้องการนาฬิกาดูดีใส่ทำงานได้ แต่ยังอยากได้ความแม่นยำด้านฟิตเนสและแบตที่อึดระดับหลายสัปดาห์

3. Active Series – สายสุขภาพ สายฟิตเนส น้ำหนักเบา
Active Series เน้น ตัวเรือนเบา สวมสบาย ขยับตัวเยอะก็ไม่เกะกะ เหมาะกับคนที่ใส่นาฬิกาตลอดทั้งวันและออกกำลังกายเป็นประจำ
รุ่นเด่น:
Active 2 Square (Premium)
จอ AMOLED 1.75″ (Sapphire Glass) ทรงสี่เหลี่ยม
ตัวเรือนสแตนเลส มาพร้อมสายหนัง + สายซิลิโคนในกล่อง
กันน้ำ 5ATM
โหมดกีฬา 160+ และ GPS 5 ระบบดาวเทียม
แบตสูงสุด 19 วัน (โหมดประหยัด)
Active 2 Round (Premium)
จอ AMOLED 1.32″ (Sapphire Glass) ทรงกลม
ตัวเรือนขอบสแตนเลส + ตัวกล่องโพลีเมอร์ น้ำหนักเบา
มีทั้งสายหนังและสายซิลิโคนในกล่อง
โหมดกีฬา 160+ รองรับ GPS 5 ระบบ พร้อมเสาอากาศ Circularly-polarized
แบตสูงสุด 10 วัน / โหมดประหยัด 19 วัน
Active Edge
จอ 1.32″ TFT-LCD
กันน้ำ 10ATM รองรับ Scuba Diving
โหมดกีฬา 100+ แบบ
แบตสูงสุด 16 วัน ดีไซน์ลุยแต่เบา ใส่สบาย
เหมาะกับ: คนที่ต้องการนาฬิกาน้ำหนักเบา ใส่ทั้งวัน ทั้งออกกำลังกาย วิ่ง ปั่นจักรยาน และใช้งานทั่วไป โดยไม่เน้นราคาสูงมาก

4. BIP Series – สายประหยัด ราคาจับต้องง่าย
BIP เป็นซีรีส์ที่เน้น ราคาเข้าถึงง่าย ฟีเจอร์พื้นฐานครบ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือคนที่อยากประหยัด
รุ่นเด่น:
Bip 6
จอ AMOLED 1.97″
กันน้ำ 5ATM
แบตสูงสุด 14 วัน
โหมดกีฬา 140+ รองรับ GPS จาก 5 ระบบดาวเทียม
รองรับรับสายและโทรออกผ่าน Bluetooth
ราคาที่สื่อระบุว่าเป็นหนึ่งในรุ่น “คุ้มค่ามาก” เมื่อเทียบกับความสามารถ
Bip 5 / Bip 5 Unity
จอ 1.91″ (TFT/LCD แล้วแต่รุ่น)
กันน้ำ IP68 หรือ 5ATM ตามรุ่น
โหมดกีฬา 120+ ขึ้นไป
รองรับการโทร Bluetooth และ Zepp OS 3.0 เพิ่มแอปเสริมได้
เหมาะกับ: คนที่ต้องการสมาร์ทวอทช์ราคาย่อมเยา เน้นแจ้งเตือน วัดสุขภาพพื้นฐาน และติดตามการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องการฟีเจอร์ระดับท็อป
ประสบการณ์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
จากข้อมูลรีวิวในหลายแหล่ง Amazfit ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่ให้ ฮาร์ดแวร์เกินราคา แต่ซอฟต์แวร์ยังไม่เนียนเท่าแบรนด์ใหญ่อย่าง Garmin หรือ Apple
การแจ้งเตือนและการใช้งานทั่วไป
ส่วนใหญ่รองรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนครบ เช่น ข้อความ สายโทร แจ้งเตือนแอป
รุ่นบางตัวอย่าง Bip 6, Balance, Active 2, Active Max รองรับการ รับสายผ่าน Bluetooth ได้จากข้อมือ
ระบบเมนูบนตัวนาฬิกาใช้งานได้ ลื่นระดับหนึ่ง แต่ผู้ใช้บางคนมองว่า อินเตอร์เฟซยังไม่ละเอียดเท่าแบรนด์ใหญ่ ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคย
ความลื่นไหลของระบบและแบตเตอรี่
จุดแข็งใหญ่ของ Amazfit คือ แบตเตอรี่อึดมาก หลายรุ่นใช้งานได้ตั้งแต่ 10–27 วัน ขึ้นกับรุ่นและรูปแบบการใช้งาน
Active Max มีรีวิวระบุว่าทดสอบใช้เกินเดือน ชาร์จเพียงไม่กี่ครั้ง แบตใช้งานได้นานจริงตามสเปกที่แจ้ง
ในโหมด GPS ต่อเนื่อง แบตรุ่นสูง ๆ อย่าง Active Max / Balance 2 ยังถือว่าใช้งานได้ยาวเมื่อเทียบกับราคา
ความแม่นยำของเซ็นเซอร์
รีวิวยกให้ Amazfit หลายรุ่นมี ความแม่นยำหัวใจค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับสายคาดอกโดยตรง (เช่น เปรียบกับ Polar H9 ในกรณี Active Max)
การวัดแคลอรี่อาจมีคลาดเคลื่อนบ้าง (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสมาร์ทวอทช์หลายแบรนด์)
GPS:
รุ่นที่ใช้ Single-band GPS (เช่น Active Max, Active 2) มีข้อสังเกตว่า
บางครั้งเส้นทางจะเลื่อนไปข้าง ๆ ทางจริง
ระยะทาง–ความสูงอาจคลาดมากกว่าสมาร์ทวอทช์ระดับสูงจาก Garmin หรือ Apple
รุ่นที่ใช้ Dual/Multi-band GPS เช่น T-Rex 3 Pro, Balance 2 ให้ความแม่นยำสูงขึ้น โดยเฉพาะในป่า เมืองหนาแน่น หรือภูมิประเทศซับซ้อน
ฟีเจอร์สุขภาพและออกกำลังกาย
Amazfit ให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ด้านสุขภาพในทุกซีรีส์ โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้
ฟีเจอร์สุขภาพพื้นฐาน
การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ
ใช้เทคโนโลยี PPG (เช่น BioTracker 6.0 ใน Bip 6 และรุ่นใหม่ ๆ)
วัดได้ 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนเมื่อหัวใจเต้นสูงหรือต่ำผิดปกติ
การติดตามการนอนหลับ
แยกช่วงการนอน เช่น หลับลึก หลับตื้น ตื่นกลางดึก
บางรุ่นวิเคราะห์การหายใจ และให้คะแนนคุณภาพการนอน
การนับก้าวและการเคลื่อนไหว
ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเดินเพื่อติดตามกิจกรรมประจำวัน
ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในระบบคะแนนกิจกรรม เช่น PAI (Personal Activity Intelligence)
การวิเคราะห์สุขภาพโดยรวม
ฟีเจอร์บางรุ่นให้คะแนนความ “พร้อม” ของร่างกาย เช่น Readiness / BioCharge ใน Active Max โดยดูจากการนอน HRV ความเครียด และกิจกรรมก่อนหน้า
โหมดกีฬาและการออกกำลังกาย
Amazfit หลายรุ่นมีโหมดกีฬา ตั้งแต่ 100–187 โหมด เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ออกกำลังกายในฟิตเนส กีฬาเฉพาะทางอย่าง HYROX หรือการปีนเขา
บางรุ่นมี AI Coach / Zepp Coach ช่วยวางแผนการฝึก อธิบายค่าต่าง ๆ ให้เข้าใจง่าย เหมาะกับสายเริ่มต้น
รุ่นที่มี Dual-band GPS และแผนที่ออฟไลน์ เช่น T-Rex 3 Pro, T-Rex Ultra, Balance 2 เหมาะกับการวิ่งเทรล เดินป่าระยะไกล หรือกิจกรรมที่ต้องการความแม่นยำของเส้นทางสูง
เมื่อเทียบกับแบรนด์คู่แข่ง
จากรีวิวเปรียบเทียบกับ Garmin / Apple ที่ถูกอ้างอิงในข้อมูล
ข้อดีของ Amazfit
ฮาร์ดแวร์ดูดี ภาพรวมวัสดุและหน้าจอ “เกินราคา” เมื่อเทียบกับสมาร์ทวอทช์งบไม่เกิน 200 ดอลลาร์
ฟีเจอร์ฝึกซ้อมและโหมดกีฬาเยอะมาก ใกล้เคียงรุ่นสูงของ Garmin
แบตเตอรี่เหนือกว่า Apple Watch และสมาร์ทวอทช์ Wear OS หลายรุ่น
ข้อจำกัด
ซอฟต์แวร์บนตัวนาฬิกา และแอป Zepp ยัง “ไม่เนี๊ยบ” เท่าแบรนด์ใหญ่อย่าง Garmin / Apple
ความแม่นยำ GPS ของรุ่นที่เป็น Single-band ยังด้อยกว่า โดยเฉพาะสาย Outdoor จริงจังที่ต้องการข้อมูลระยะทาง/ความสูงเป๊ะ ๆ
อีโค่ซิสเต็มแอปบุคคลที่สามยังน้อย เมื่อเทียบกับ Apple / Google / Garmin
แอป Zepp และประสบการณ์เชื่อมต่อบน iOS / Android
Amazfit ใช้แอป Zepp เป็นศูนย์กลางสำหรับการ
ซิงก์ข้อมูลสุขภาพและกิจกรรม
ตั้งค่าหน้าปัด การแจ้งเตือน ฟีเจอร์บนตัวนาฬิกา
ดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ (ในรุ่นที่รองรับ)
อัปเดตเฟิร์มแวร์
ประสบการณ์ใช้งาน Zepp
แอปรองรับทั้ง iOS และ Android
มีกราฟและตัวเลขค่อนข้างเยอะ เช่น PAI, BioCharge, ATL, CTL, TSB ซึ่งรีวิวบางแห่งมองว่าอาจทำให้ผู้ใช้ใหม่รู้สึก “เยอะและงง” ได้
เมื่อเทียบกับแอปของแบรนด์คู่แข่ง:
มีคนมองว่า ใช้งานง่ายสำหรับสายเริ่มต้น ในบางรีวิว
ขณะเดียวกันก็มีเสียงว่ารู้สึก “กระจัดกระจาย” และใช้ศัพท์เทคนิคเยอะเกินไปเมื่อเทียบกับ Garmin / Apple
โดยรวม Zepp ยังอยู่ในช่วง “ไม่เลว แต่ยังไม่ถึงขั้นเนี้ยบสุด” ต้องอาศัยเวลาเรียนรู้สักพัก แต่เมื่อคุ้นแล้วจะใช้งานได้เต็มศักยภาพมากขึ้น
ความคุ้มค่า: ราคา vs ฟีเจอร์ วัสดุ และความทนทาน
จากข้อมูลหลายแหล่ง Amazfit ถูกยกให้เป็นแบรนด์ที่ เด่นด้านความคุ้มค่า อย่างชัดเจน
ฮาร์ดแวร์และวัสดุ
ใช้วัสดุอย่าง อลูมิเนียมอัลลอย สเตนเลส สายซิลิโคน และกระจก Sapphire ในรุ่นพรีเมียม
บางรุ่นใช้โพลีเมอร์เสริมไฟเบอร์เพื่อลดน้ำหนักแต่ยังคงความแข็งแรง
หน้าจอส่วนใหญ่เป็น AMOLED ความละเอียดสูง บางรุ่นสว่างได้ถึง 2,000–3,000 nits
ระดับกันน้ำตั้งแต่ 5ATM ไปจนถึง 10ATM สำหรับรุ่นสายดำน้ำและกิจกรรมหนัก
แบตเตอรี่และการใช้งานจริง
ความจุแบตมาตรฐานราว 250–400 mAh
แบตส่วนใหญ่ใช้งานได้หลายวันถึงหลายสัปดาห์ แม้เปิดติดตามสุขภาพทั้งวัน
ไม่มีชาร์จไว แต่เวลาชาร์จประมาณ 2 ชม. ก็เต็ม ซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อเสียเล็กน้อยเมื่อเทียบกับข้อดีด้านแบตที่อึดมาก
ราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ข้อมูลรีวิวต่างประเทศบางแห่งระบุว่า Active 2 / Active Max / Bip 6 อยู่ในระดับราคาต่ำกว่า Garmin / Apple รุ่นเทียบเคียง แต่ให้ฟีเจอร์ใกล้เคียงกัน
เมื่อมองจากสเปกอย่างหน้าจอ AMOLED สว่างมาก แบตอึด และวัสดุพรีเมียม ราคาที่ต่ำกว่าแบรนด์ใหญ่ถูกมองว่า “คุ้มมาก” โดยเฉพาะสายงบไม่เกิน 200 ดอลลาร์ หรือช่วงราคากลางในไทย

เลือก Amazfit รุ่นไหนดีให้ตรงงบและไลฟ์สไตล์
จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปแนวทางเลือกแบบ “จับคู่ไลฟ์สไตล์” ได้ดังนี้
1. ใช้งานทั่วไป–ทำงาน–ชีวิตประจำวัน
ต้องการดีไซน์เรียบหรู ใส่ไปทำงานได้
อยากได้ฟีเจอร์โทร แจ้งเตือน และสุขภาพครบ
เหมาะกับ:
Balance / Balance 2 – ถ้าต้องการลุคพรีเมียม + ฟิตเนสจริงจัง
Active 2 Square / Round Premium – ถ้าชอบทรงสี่เหลี่ยม/กลมที่บาง เบา ใส่ทั้งวันสบาย ๆ
Bip 6 / Bip 5 Unity – ถ้างบประหยัด เน้นอ่านง่าย จอใหญ่ ฟังก์ชันครบในระดับพื้นฐาน
2. สายฟิตเนส–สุขภาพจริงจัง
ออกกำลังกายหลายประเภท วิ่ง ปั่น ว่ายน้ำ ฟิตเนส
ต้องการข้อมูลฝึกซ้อมและโหมดกีฬาเยอะ
เหมาะกับ:
Active 2 Series – น้ำหนักเบา โหมดกีฬา 160+ มี Zepp Coach
Balance 2 – โหมดกีฬา 170+ เซ็นเซอร์ใหม่ BioTracker 6.0 และ Dual-band GPS
T-Rex 3 Pro – ถ้าเน้น Outdoor หนัก ๆ พร้อม GPS แม่นและแผนที่ออฟไลน์
3. สายผจญภัย สายลุยจัดเต็ม
เดินป่า วิ่งเทรล ปีนเขา ดำน้ำ การใช้งานกลางแจ้งหนัก ๆ
เหมาะกับ:
T-Rex Ultra – เน้นความถึกสุด ๆ ทนสภาพสุดขั้ว และแผนที่ออฟไลน์
T-Rex 3 / T-Rex 3 Pro – สำหรับคนที่ต้องการความทนทาน + แบตอึด + Dual-band GPS
Active Edge – ถ้าอยากได้ตัวลุยแต่ประหยัด น้ำหนักเบา ใช้งานง่าย
4. งบจำกัด อยากเริ่มลองสมาร์ทวอทช์
ต้องการใช้เป็นครั้งแรก ยังไม่อยากลงทุนสูง
เน้นแจ้งเตือน นับก้าว วัดหัวใจ นอนหลับ และโหมดกีฬาเบื้องต้น
เหมาะกับ:
Bip 6 – ถูกจัดให้เป็น “รุ่นคุ้มสุด” ในกลุ่มงบจำกัด ทั้งจากรีวิวและสื่อแนะนำ
Bip 5 / Bip 5 Unity – เพิ่มประสบการณ์จอใหญ่ ฟีเจอร์สมาร์ทมากขึ้น แต่ยังประหยัดอยู่
สรุปข้อดีข้อเสีย และความคุ้มค่าโดยรวม
ข้อดีที่โดดเด่นของ Amazfit Smart Watch
คุ้มค่าราคา – ฮาร์ดแวร์ วัสดุ และฟีเจอร์ให้มามากเมื่อเทียบกับราคาที่จ่าย
แบตเตอรี่อึด – หลายรุ่นใช้งานได้ 2–3 สัปดาห์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ดีไซน์และวัสดุหลากหลาย – มีทั้งรุ่นสายลุย สายหรู สายมินิมอล และสายประหยัด
ฟีเจอร์สุขภาพและโหมดกีฬาเยอะ – ตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปจนถึงสายฟิตเนสจริงจังและผจญภัย
รองรับทั้ง iOS และ Android ผ่านแอป Zepp
ข้อเสีย/ข้อจำกัด
ซอฟต์แวร์และแอป Zepp – ถูกมองว่ายังซับซ้อนและไม่เนียนเท่าแบรนด์ใหญ่อย่าง Garmin / Apple
ความแม่นยำ GPS ของบางรุ่น (โดยเฉพาะ Single-band) ยังด้อยกว่าในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน
อีโค่ซิสเต็มแอปบุคคลที่สาม ยังน้อย ไม่มีการผูกกับแอปยอดนิยมบางตัวเท่ากับแพลตฟอร์มอื่น
ไม่มีรุ่นที่รองรับ LTE/Cellular ในข้อมูลที่อ้างอิง ทำให้ต้องพึ่งสมาร์ทโฟนสำหรับฟีเจอร์บางอย่าง
ความเห็นจากผู้ใช้และสื่อ
หลายรีวิวยกให้ Amazfit เป็น “ตัวเลือกสุดคุ้ม” สำหรับคนงบน้อยหรือไม่อยากจ่ายแพงเกินจำเป็น
ผู้ใช้บางส่วนยอมรับเรื่อง GPS/ซอฟต์แวร์ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถือว่า “รับได้” เมื่อมองแลกกับราคา แบต และฟีเจอร์ที่ได้
ภาพรวมแล้ว Amazfit Smart Watch เหมาะกับคนที่ต้องการสมาร์ทวอทช์ ฮาร์ดแวร์ดี แบตอึด ฟีเจอร์สุขภาพครบ ในราคากดลงกว่าคู่แข่ง และพร้อมยอมรับข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์และความแม่นยำบางส่วน โดยเฉพาะถ้าไม่ได้เป็นนักกีฬาอาชีพหรือสาย Outdoor สายโหดที่ต้องการข้อมูล GPS เป๊ะทุกเมตร การเลือก Amazfit รุ่นที่ตรงกับงบและไลฟ์สไตล์สามารถทำให้คุณได้สมาร์ทวอทช์ที่ทั้งคุ้มและตอบโจทย์ในระยะยาวได้ไม่ยาก
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Zestbuy


ความคิดเห็น