รับแอปรับแอป

9 ทรงผมพรมแดง Golden Globes ที่ผู้ชายเอาไปใช้ได้จริงแบบไม่ต้องเป็นซูเปอร์สตาร์

ปกรณ์ พูนผล02-02

ทรงผมคืออาวุธลับของผู้ชายบนพรมแดง

บนพรมแดงที่ทุกสายตาจับจ้อง ชุดสูทอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นก่อน แต่ ทรงผม นี่แหละที่เป็นดีเทลกำหนดภาพจำและคาแรกเตอร์ของผู้ชายอย่างแท้จริง

ตั้งแต่ลุคยุ่งๆ แบบตั้งใจ (Effortless) ไปจนถึงผมเสยเนี้ยบสไตล์ Old Hollywood ทุกเส้นผมคือการประกาศตัวตน ว่าคุณมั่นใจแค่ไหน ดูแลตัวเองยังไง และมีรสนิยมแบบไหน

นี่คือ 9 ลุคทรงผมจากพรมแดง Golden Globes ที่ไม่ใช่แค่ “หล่อบนรูป” แต่เอาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้สำหรับผู้ชายยุคใหม่ที่อยากอัปเกมการกรูมมิ่งของตัวเอง

#1 Jacob Elordi: Modern Shag แบบเซอร์มีสไตล์

ลุคของ Jacob Elordi คือเวอร์ชันอัปเกรดของความเซอร์ดูดี ทรง Shag ที่เล่นเลเยอร์และ Texture ให้ผมดูยุ่งนิดๆ แบบตั้งใจ (Messy-on-purpose) แฝงกลิ่นอายยุค 70s แต่ตีความใหม่ให้ดูทันสมัยและเซ็กซี่

เมื่อแมตช์กับสูทแบบ Double-Breasted ยิ่งช่วยบาลานซ์ระหว่างความเนี้ยบกับความสบายๆ ได้อย่างลงตัว เหมาะกับคนที่อยากดูมีสไตล์แต่ไม่ต้องเป๊ะเวอร์

  • เหมาะกับ: ผมหนาปานกลาง–หนามาก

  • คีย์เวิร์ดบอกช่าง: Shag เน้นเลเยอร์, Natural texture, ดูยุ่งแบบควบคุมได้

#2 Timothée Chalamet: Textured French Crop สั้นแต่มีมิติ

Timothée Chalamet ยังคงรักษาบัลลังก์เจ้าพ่อผมลอนเอาไว้ได้สบาย ทรงนี้คือ French Crop เวอร์ชันสั้นที่เก็บทรงให้กระชับขึ้น แต่ยังคงโชว์ลอนผมอย่างชัดเจนเป็น Texture

ปล่อยให้ผมด้านหน้าไหลลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย เลยได้ลุค Boyish หรูๆ ดูทั้งเด็กและแพงในเวลาเดียวกัน

  • เหมาะกับ: ผมลอนหรือผมหยักศกธรรมชาติ

  • วิธีใช้ในชีวิตจริง: ใช้ผลิตภัณฑ์จัดทรงเนื้อแมตต์หรือครีมเบาๆ ขยำให้ลอนเด่น แต่ไม่ดูเปียกหรือแข็ง

#3 Jacobi Jupe: Side-Swept คลาสสิกที่ไม่มีวันพัง

สำหรับหนุ่มวัยรุ่นหรือคนที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการสูท Jacobi Jupe เลือกทรงที่ไม่มีวันผิดทาง นั่นคือการ แสกข้าง (Side-part) แล้วหวีผมให้เรียบ แต่ยังเหลือความฟูและวอลลุ่มเล็กน้อยไม่ให้ดูติดหนังหัวเกินไป

ผลลัพธ์คือภาพลักษณ์ที่ดูสุภาพ เรียบร้อย และเหมาะกับงานกาล่าหรืออีเวนต์ทางการทุกประเภท

  • เหมาะกับ: คนทำงานสาย Corporate, งานทางการ, งานสำคัญในชีวิต

  • ทริคจัดทรง: ใช้โพรดักต์เล็กน้อย เน้นความเรียบร้อยมากกว่าความเงา

#4 Leonardo DiCaprio: Old Hollywood Slick-Back ที่อยู่เหนือเวลา

ลุคของ Leonardo DiCaprio คือสูตรอมตะของสุภาพบุรุษพรมแดง ทรง Slick-back ที่เน้นความเงา (High-shine) และการยกโคนผมด้านหน้าให้มีวอลลุ่มเล็กน้อย ทำให้หัวไม่ดูแบนจนเกินไป

มันคือการผสมระหว่างความเนี้ยบแบบดั้งเดิมกับออร่านักแสดงระดับ A-List ที่ไม่ต้องพยายามอะไรมากก็ยังดูแพง

  • เหมาะกับ: งานทางการมากๆ, ดินเนอร์หรู, พิธีการสำคัญ

  • โปรดักต์ที่ควรมี: Pomade หรือเจลที่ให้ความเงา แต่เลือกสูตรไม่แข็งจนเกินไป

#5 Paul Mescal: Short Wavy Fringe สบายแต่คุมโทน

ลุคของ Paul Mescal เล่นกับความธรรมชาติของผมได้อย่างพอดี ทรงสั้นที่ปล่อยให้เส้นผมขยับได้จริง (Natural movement) โดยมี หน้าม้าแบบดัดลอนสั้นๆ (Micro-fringe) ที่ตกลงมาด้านหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

คีย์คือการไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งมากเกินไป ทำให้ได้ลุค “Groomed but undone” หรือดูเหมือนเพิ่งเซ็ตแบบลวกๆ แต่จริงๆ คิดมาดีมาก

  • เหมาะกับ: คนที่อยากดูตั้งใจดูแลตัวเอง แต่ไม่ชอบลุคเนี้ยบจัด

  • วิธีบรีฟช่าง: ผมสั้นมี Texture, หน้าม้าสั้น ลอนนิดๆ ดูชิลล์

#6 Hudson Zilliams: 90s Heartthrob Flow แบบพระเอกหนังยุคเก่า

ลุคนี้ชวนให้นึกถึงพระเอกยุค 90s แบบเต็มๆ ด้วยการแสกกลางและปล่อยให้ผมระดับความยาวปานกลางไหลทิ้งตัว (Mid-length flow) อย่างเป็นธรรมชาติ เน้นให้ผมดูเงา สุขภาพดี และมีน้ำหนัก

เป็นทรงที่ทำให้ภาพรวมดูเป็น “Leading Man” แบบนุ่มนวล มีเสน่ห์ ไม่ต้องพยายามเท่ แต่เท่โดยบุคลิก

  • เหมาะกับ: คนผมยาวปานกลาง, คนที่ไม่อยากตัดผมสั้นเกินไป

  • สิ่งที่ต้องใส่ใจ: สุขภาพเส้นผมสำคัญมากเพราะทรงนี้โชว์ Texture และความเงาเต็มๆ

#7 Owen Cooper: Curly Mop Top ที่โอบกอดลอนธรรมชาติ

ลุคของ Owen Cooper คือการบอกให้โลกรู้ว่า ลอนผมธรรมชาติ (Natural Curls) ไม่ต้องซ่อนอีกต่อไป ทรง Mop Top ที่ปล่อยให้ผมหยิกเป็นอิสระ แต่มีการตัดแต่งให้เข้ากับรูปหน้าอย่างพอดี ทำให้ได้ลุคที่มี Character ชัดและมีกลิ่นอายศิลปิน

  • เหมาะกับ: คนผมหยิกหรือหยักศกที่เบื่อการหนีบตรง

  • ทริคกรูมมิ่ง: ใช้ครีมลอนหรือมูสเบาๆ เน้นให้ลอนชัดแต่ไม่ฟูฟ่องเกิน

#8 Joshua (SEVENTEEN): Wolf Cut สั้นที่เฉียบและมีดีเทล

ตัวแทนฝั่ง K-Pop อย่าง Joshua จาก SEVENTEEN มาพร้อม Wolf Cut เวอร์ชันสั้นที่ผ่านการตัดอย่างละเอียด เน้นเลเยอร์ช่วงท้ายทอยแบบ Soft Mullet Vibe ให้ด้านหลังมีมิติ แต่ไม่แรงจนกลายเป็นทรงหลุดธีมพรมแดง

Texture ที่ดูพริ้วช่วยเพิ่มความ Rock เล็กๆ ผสมกับความเนี๊ยบแบบแฟชั่นไฮเอนด์ ผลคือทรงผมที่ทั้งเท่และร่วมสมัยมาก

  • เหมาะกับ: คนที่อยากได้ทรงมีดีเทล ไม่เรียบเกินแต่ไม่หลุดกรอบงานทางการ

  • วิธีใช้ในชีวิตจริง: เซ็ตเบาๆ ให้ Texture ชัดช่วงปลายผม ไม่ต้องตั้ง ไม่ต้องแข็ง

#9 Connor Storrie: Indie Rock Shag เท่แบบขบถแต่ยังดูแพง

ลุคของ Connor Storrie คือการเล่นกับความ Grungy เบาๆ ทรงผมยาวปานกลางที่มีเลเยอร์ชัด หน้าม้าดูยุ่งเล็กๆ ให้ฟีลอินดี้ร็อกแบบขบถแต่ไม่เละ

เมื่อแมตช์กับสูทหางกระรอกและเครื่องประดับอย่าง Brooch สวยๆ ผลคือภาพรวมที่ยังคงความหรูหราอยู่ ไม่ได้ดูเซอร์จนหลุดธีมพรมแดง

  • เหมาะกับ: คนสายดนตรี สายอาร์ต หรือคนที่อยากให้ลุคดูมีเรื่องราว

  • ทริค: ปล่อย Texture ธรรมชาติ แล้วใช้โพรดักต์เนื้อด้านเพื่อเพิ่มมิติ

สรุป: เลือกทรงให้เข้ากับตัวตน แล้วใช้ให้เป็นทุกวัน

ทั้ง 9 ทรงผมจากพรมแดงนี้พิสูจน์แล้วว่า การกรูมมิ่งสำหรับผู้ชายไม่ได้มีแค่ผมสั้นเรียบๆ แบบเดิม แต่คือการหาสมดุลระหว่างสไตล์ส่วนตัว บุคลิก และความเหมาะสมกับโอกาส

สิ่งที่คุณทำได้ทันทีคือ:

  • เลือก 1–2 ลุคที่รู้สึกว่า “นี่แหละ เป็นตัวเรา” แล้วเซฟรูปไปคุยกับช่างผม

  • โฟกัสเรื่อง Texture และความยาวที่เหมาะกับรูปหน้าและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

  • อย่ากลัวการใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งผม แต่ใช้ในปริมาณน้อยและเลือกสูตรให้เหมาะกับลุคที่อยากได้

สุดท้าย ทรงผมที่ดีที่สุดคือทรงที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจเวลาออกจากบ้าน ไม่จำเป็นต้องเดินบนพรมแดง Golden Globes คุณก็ใช้ลุคระดับพรมแดงในชีวิตประจำวันได้เหมือนกัน