ทรงผมคืออาวุธลับของผู้ชายบนพรมแดง
บนพรมแดงที่ทุกสายตาจับจ้อง ชุดสูทอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นก่อน แต่ ทรงผม นี่แหละที่เป็นดีเทลกำหนดภาพจำและคาแรกเตอร์ของผู้ชายอย่างแท้จริง
ตั้งแต่ลุคยุ่งๆ แบบตั้งใจ (Effortless) ไปจนถึงผมเสยเนี้ยบสไตล์ Old Hollywood ทุกเส้นผมคือการประกาศตัวตน ว่าคุณมั่นใจแค่ไหน ดูแลตัวเองยังไง และมีรสนิยมแบบไหน
นี่คือ 9 ลุคทรงผมจากพรมแดง Golden Globes ที่ไม่ใช่แค่ “หล่อบนรูป” แต่เอาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้สำหรับผู้ชายยุคใหม่ที่อยากอัปเกมการกรูมมิ่งของตัวเอง
#1 Jacob Elordi: Modern Shag แบบเซอร์มีสไตล์
ลุคของ Jacob Elordi คือเวอร์ชันอัปเกรดของความเซอร์ดูดี ทรง Shag ที่เล่นเลเยอร์และ Texture ให้ผมดูยุ่งนิดๆ แบบตั้งใจ (Messy-on-purpose) แฝงกลิ่นอายยุค 70s แต่ตีความใหม่ให้ดูทันสมัยและเซ็กซี่
เมื่อแมตช์กับสูทแบบ Double-Breasted ยิ่งช่วยบาลานซ์ระหว่างความเนี้ยบกับความสบายๆ ได้อย่างลงตัว เหมาะกับคนที่อยากดูมีสไตล์แต่ไม่ต้องเป๊ะเวอร์
เหมาะกับ: ผมหนาปานกลาง–หนามาก
คีย์เวิร์ดบอกช่าง: Shag เน้นเลเยอร์, Natural texture, ดูยุ่งแบบควบคุมได้
#2 Timothée Chalamet: Textured French Crop สั้นแต่มีมิติ
Timothée Chalamet ยังคงรักษาบัลลังก์เจ้าพ่อผมลอนเอาไว้ได้สบาย ทรงนี้คือ French Crop เวอร์ชันสั้นที่เก็บทรงให้กระชับขึ้น แต่ยังคงโชว์ลอนผมอย่างชัดเจนเป็น Texture
ปล่อยให้ผมด้านหน้าไหลลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย เลยได้ลุค Boyish หรูๆ ดูทั้งเด็กและแพงในเวลาเดียวกัน
เหมาะกับ: ผมลอนหรือผมหยักศกธรรมชาติ
วิธีใช้ในชีวิตจริง: ใช้ผลิตภัณฑ์จัดทรงเนื้อแมตต์หรือครีมเบาๆ ขยำให้ลอนเด่น แต่ไม่ดูเปียกหรือแข็ง
#3 Jacobi Jupe: Side-Swept คลาสสิกที่ไม่มีวันพัง
สำหรับหนุ่มวัยรุ่นหรือคนที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการสูท Jacobi Jupe เลือกทรงที่ไม่มีวันผิดทาง นั่นคือการ แสกข้าง (Side-part) แล้วหวีผมให้เรียบ แต่ยังเหลือความฟูและวอลลุ่มเล็กน้อยไม่ให้ดูติดหนังหัวเกินไป
ผลลัพธ์คือภาพลักษณ์ที่ดูสุภาพ เรียบร้อย และเหมาะกับงานกาล่าหรืออีเวนต์ทางการทุกประเภท
เหมาะกับ: คนทำงานสาย Corporate, งานทางการ, งานสำคัญในชีวิต
ทริคจัดทรง: ใช้โพรดักต์เล็กน้อย เน้นความเรียบร้อยมากกว่าความเงา
#4 Leonardo DiCaprio: Old Hollywood Slick-Back ที่อยู่เหนือเวลา
ลุคของ Leonardo DiCaprio คือสูตรอมตะของสุภาพบุรุษพรมแดง ทรง Slick-back ที่เน้นความเงา (High-shine) และการยกโคนผมด้านหน้าให้มีวอลลุ่มเล็กน้อย ทำให้หัวไม่ดูแบนจนเกินไป
มันคือการผสมระหว่างความเนี้ยบแบบดั้งเดิมกับออร่านักแสดงระดับ A-List ที่ไม่ต้องพยายามอะไรมากก็ยังดูแพง
เหมาะกับ: งานทางการมากๆ, ดินเนอร์หรู, พิธีการสำคัญ
โปรดักต์ที่ควรมี: Pomade หรือเจลที่ให้ความเงา แต่เลือกสูตรไม่แข็งจนเกินไป
#5 Paul Mescal: Short Wavy Fringe สบายแต่คุมโทน
ลุคของ Paul Mescal เล่นกับความธรรมชาติของผมได้อย่างพอดี ทรงสั้นที่ปล่อยให้เส้นผมขยับได้จริง (Natural movement) โดยมี หน้าม้าแบบดัดลอนสั้นๆ (Micro-fringe) ที่ตกลงมาด้านหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ
คีย์คือการไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งมากเกินไป ทำให้ได้ลุค “Groomed but undone” หรือดูเหมือนเพิ่งเซ็ตแบบลวกๆ แต่จริงๆ คิดมาดีมาก
เหมาะกับ: คนที่อยากดูตั้งใจดูแลตัวเอง แต่ไม่ชอบลุคเนี้ยบจัด
วิธีบรีฟช่าง: ผมสั้นมี Texture, หน้าม้าสั้น ลอนนิดๆ ดูชิลล์
#6 Hudson Zilliams: 90s Heartthrob Flow แบบพระเอกหนังยุคเก่า
ลุคนี้ชวนให้นึกถึงพระเอกยุค 90s แบบเต็มๆ ด้วยการแสกกลางและปล่อยให้ผมระดับความยาวปานกลางไหลทิ้งตัว (Mid-length flow) อย่างเป็นธรรมชาติ เน้นให้ผมดูเงา สุขภาพดี และมีน้ำหนัก
เป็นทรงที่ทำให้ภาพรวมดูเป็น “Leading Man” แบบนุ่มนวล มีเสน่ห์ ไม่ต้องพยายามเท่ แต่เท่โดยบุคลิก
เหมาะกับ: คนผมยาวปานกลาง, คนที่ไม่อยากตัดผมสั้นเกินไป
สิ่งที่ต้องใส่ใจ: สุขภาพเส้นผมสำคัญมากเพราะทรงนี้โชว์ Texture และความเงาเต็มๆ
#7 Owen Cooper: Curly Mop Top ที่โอบกอดลอนธรรมชาติ
ลุคของ Owen Cooper คือการบอกให้โลกรู้ว่า ลอนผมธรรมชาติ (Natural Curls) ไม่ต้องซ่อนอีกต่อไป ทรง Mop Top ที่ปล่อยให้ผมหยิกเป็นอิสระ แต่มีการตัดแต่งให้เข้ากับรูปหน้าอย่างพอดี ทำให้ได้ลุคที่มี Character ชัดและมีกลิ่นอายศิลปิน
เหมาะกับ: คนผมหยิกหรือหยักศกที่เบื่อการหนีบตรง
ทริคกรูมมิ่ง: ใช้ครีมลอนหรือมูสเบาๆ เน้นให้ลอนชัดแต่ไม่ฟูฟ่องเกิน
#8 Joshua (SEVENTEEN): Wolf Cut สั้นที่เฉียบและมีดีเทล
ตัวแทนฝั่ง K-Pop อย่าง Joshua จาก SEVENTEEN มาพร้อม Wolf Cut เวอร์ชันสั้นที่ผ่านการตัดอย่างละเอียด เน้นเลเยอร์ช่วงท้ายทอยแบบ Soft Mullet Vibe ให้ด้านหลังมีมิติ แต่ไม่แรงจนกลายเป็นทรงหลุดธีมพรมแดง
Texture ที่ดูพริ้วช่วยเพิ่มความ Rock เล็กๆ ผสมกับความเนี๊ยบแบบแฟชั่นไฮเอนด์ ผลคือทรงผมที่ทั้งเท่และร่วมสมัยมาก
เหมาะกับ: คนที่อยากได้ทรงมีดีเทล ไม่เรียบเกินแต่ไม่หลุดกรอบงานทางการ
วิธีใช้ในชีวิตจริง: เซ็ตเบาๆ ให้ Texture ชัดช่วงปลายผม ไม่ต้องตั้ง ไม่ต้องแข็ง
#9 Connor Storrie: Indie Rock Shag เท่แบบขบถแต่ยังดูแพง
ลุคของ Connor Storrie คือการเล่นกับความ Grungy เบาๆ ทรงผมยาวปานกลางที่มีเลเยอร์ชัด หน้าม้าดูยุ่งเล็กๆ ให้ฟีลอินดี้ร็อกแบบขบถแต่ไม่เละ
เมื่อแมตช์กับสูทหางกระรอกและเครื่องประดับอย่าง Brooch สวยๆ ผลคือภาพรวมที่ยังคงความหรูหราอยู่ ไม่ได้ดูเซอร์จนหลุดธีมพรมแดง
เหมาะกับ: คนสายดนตรี สายอาร์ต หรือคนที่อยากให้ลุคดูมีเรื่องราว
ทริค: ปล่อย Texture ธรรมชาติ แล้วใช้โพรดักต์เนื้อด้านเพื่อเพิ่มมิติ
สรุป: เลือกทรงให้เข้ากับตัวตน แล้วใช้ให้เป็นทุกวัน
ทั้ง 9 ทรงผมจากพรมแดงนี้พิสูจน์แล้วว่า การกรูมมิ่งสำหรับผู้ชายไม่ได้มีแค่ผมสั้นเรียบๆ แบบเดิม แต่คือการหาสมดุลระหว่างสไตล์ส่วนตัว บุคลิก และความเหมาะสมกับโอกาส
สิ่งที่คุณทำได้ทันทีคือ:
เลือก 1–2 ลุคที่รู้สึกว่า “นี่แหละ เป็นตัวเรา” แล้วเซฟรูปไปคุยกับช่างผม
โฟกัสเรื่อง Texture และความยาวที่เหมาะกับรูปหน้าและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
อย่ากลัวการใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งผม แต่ใช้ในปริมาณน้อยและเลือกสูตรให้เหมาะกับลุคที่อยากได้
สุดท้าย ทรงผมที่ดีที่สุดคือทรงที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจเวลาออกจากบ้าน ไม่จำเป็นต้องเดินบนพรมแดง Golden Globes คุณก็ใช้ลุคระดับพรมแดงในชีวิตประจำวันได้เหมือนกัน

