รับแอปรับแอป

จากลายผ้าท้องถิ่นสู่ "ผ้ามหาอำนาจ" เมื่อผ้าขอเอื้อกลายเป็นพลังปั้นเศรษฐกิจชุมชน

รัชพล ใจดี01-30

ผ้าขอเอื้อ: ผืนผ้าที่ถักทอจากพระราชปณิธานและภูมิปัญญาชุมชน

ผ้าขิดลาย “ตะขอสลับเอื้อ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ผ้าขอเอื้อ” ไม่ได้เป็นเพียงผ้าทอมือธรรมดา แต่เป็นผืนผ้าที่เกิดจากพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ยังคงมีชีวิต

ด้วยพระราชการสนับสนุนด้านศิลปาชีพ ทำให้ผ้าขอเอื้อซึ่งใช้ การย้อมสีธรรมชาติ สามารถคว้ารางวัลพระราชทานชนะเลิศจากการประกวดผ้าทอมือของศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเมื่อเกือบสามทศวรรษก่อน ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็น ลายผ้าประจำจังหวัดอำนาจเจริญ อย่างสง่างาม และกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวจังหวัดภาคภูมิใจร่วมกัน

ม.มหิดลดันผ้าขอเอื้อ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

ปัจจุบัน โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำภูมิปัญญาเรื่อง ผ้าขอเอื้อ มาพัฒนาต่อยอดอย่างจริงจัง เป้าหมายไม่ใช่แค่รักษาวัฒนธรรมให้คงอยู่ แต่คือการผลักดันให้ผืนผ้านี้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

แนวคิดคือพัฒนา ทั้งห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านสร้างรายได้อย่างมั่นคง จากผ้าทอฝีมือดั้งเดิมที่มีเรื่องราวและคุณค่าทางจิตใจอยู่แล้ว

ตามการถ่ายทอดของ อาจารย์ ดร.ไพรินทร์ ยอดสุบัน จากหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาเขตอำนาจเจริญ ผ้าขอเอื้อมีต้นกำเนิดที่ บ้านคำพระ ตำบลคำพระ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งยังคงเป็นแหล่งผลิตหลักมาจนถึงทุกวันนี้

แต่เมื่อจังหวัดรณรงค์ให้หน่วยงานรัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนแต่งกายด้วยผ้าขอเอื้อทุกวันอังคาร ความต้องการก็เพิ่มสูงขึ้นทันที ขณะที่แหล่งผลิตยังมีจำกัด จึงเกิดโจทย์สำคัญว่า จะขยายการผลิตอย่างไรโดยไม่ทำให้ตัวตนของผ้าขอเอื้อเลือนหายไป

เบื้องหลังโครงการปั้นอาชีพทอผ้า เพื่อคนขาดโอกาส

จากปัญหาความต้องการที่สูงขึ้นและโอกาสในการสร้างรายได้ของคนในพื้นที่ ทำให้ทีมงานลงมือริเริ่ม “โครงการส่งเสริมอาชีพทอผ้าและแปรรูปผ้าขอเอื้อ สำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตำบลโนนหนามแท่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ”

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีทักษะติดตัว และสร้างอาชีพด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ใช่แค่รับจ้าง แต่เป็น เจ้าขององค์ความรู้และเจ้าของผลิตภัณฑ์ อย่างแท้จริง

สัญลักษณ์ในลายผ้า: ตะขอและเอื้อ ที่มากกว่าความสวยงาม

ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า ชื่อ “ผ้าขอเอื้อ” มีที่มาจากองค์ประกอบในลายผ้าแต่ละส่วนที่เต็มไปด้วยความหมาย

  • คำว่า “ขอ” มาจากลาย “ตะขอ” ที่ใช้เกี่ยวถังน้ำขึ้นมาจากบ่อ สื่อถึง พลังแห่งความสามัคคีและความปรองดอง ที่ช่วยพยุงกันและกันให้ก้าวผ่านความยากลำบาก

  • ส่วนคำว่า “เอื้อ” สื่อด้วยลายรูป สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนซ้อนกัน 3 ชั้น เป็นลายนูนที่แทน ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ระหว่างผู้คนในชุมชน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ผ้าขอเอื้อจะถูกมองเป็นผ้าที่ ถักทอทั้งเรื่องราว วัฒนธรรม และความผูกพันของผู้คน ลงไปในทุกเส้นฝ้าย

ผ้ามหาอำนาจจากไม้มงคล 9 ชนิด

สิ่งที่ทำให้ผ้าขอเอื้อโดดเด่นยิ่งขึ้น คือการต่อยอดด้วยแนวคิด เพิ่มคุณค่าทางความเชื่อและจิตวิญญาณลงในผืนผ้า ผ่านการใช้สีจากไม้มงคล

มีการนำ ไม้มงคล 9 ชนิด มาย้อมผ้า ได้แก่

  • ต้นสัก

  • ต้นพะยูง

  • ต้นราชพฤกษ์

  • ต้นขนุน

  • ต้นยอ

  • ต้นมะยม

  • ต้นจานเหลือง

  • ต้นกล้วย

  • ครั่ง

การย้อมด้วยไม้มงคลเหล่านี้ ทำให้ผ้าขอเอื้อได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผ้ามหาอำนาจ” ซึ่งสอดคล้องกับชื่อจังหวัดอำนาจเจริญ และเชื่อกันว่า เสริมบารมี เสริมความเป็นสิริมงคลให้ผู้สวมใส่

นอกจากมิติทางวัฒนธรรมและความเชื่อแล้ว การพัฒนาผ้าในลักษณะนี้ยังช่วย เพิ่มมูลค่าสินค้าได้เกือบ 3 เท่า จากผ้าทอธรรมดาที่ไม่มีเรื่องราวหรือตัวตนชัดเจน

จากปลูกฝ้ายจนถึงขายออนไลน์: ปั้นห่วงโซ่ผ้าขอเอื้อทั้งระบบ

สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการไม่ได้เรียนรู้แค่การทอผ้า แต่ถูกออกแบบให้เข้าใจทุกขั้นตอนของการสร้างผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงการขายปลายทาง

เนื้อหาการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งด้าน ทักษะ วิชาการ และการตลาด ได้แก่

  • การปลูกฝ้ายอย่างเหมาะสมกับพื้นที่

  • การย้อมสีจากธรรมชาติและไม้มงคล

  • เทคนิคการทอมือให้ได้คุณภาพและลวดลายประณีต

  • การแปรรูปผ้าขอเอื้อให้เป็นสินค้าใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

  • การพัฒนาคุณภาพผ้าให้มาตรฐานสม่ำเสมอ

  • การวางแผนการตลาดและสร้างแบรนด์ชุมชน

ผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากผ้าขอเอื้อมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ผ้าพันคอ

  • ผ้าคลุมไหล่

  • ของที่ระลึกสำหรับงานสำคัญต่าง ๆ

และยังมีแผนในอนาคตที่จะ ต่อยอดสู่ตลาดออนไลน์ เพื่อให้ผ้าขอเอื้อจากชุมชนเล็ก ๆ ในจังหวัดอำนาจเจริญได้เดินทางไปถึงผู้คนในวงกว้าง ทั้งในและนอกพื้นที่

จากผ้าพื้นถิ่น สู่สินค้ามีแบรนด์ที่เล่าเรื่องได้ นี่คือหัวใจสำคัญของการออกแบบโครงการ

เชื่อมผืนผ้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

เบื้องหลังการสานต่อโครงการผ้าขอเอื้อ ไม่ได้จบแค่การสร้างอาชีพ แต่ยังเชื่อมโยงกับ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) อย่างชัดเจน

ผลงานจากโครงการนี้หนุนเสริมโดยตรงต่อ

  • SDG 8: Decent Work and Economic Growth

    • สร้างงานที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสด้านรายได้ให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์

    • ใช้ภูมิปัญญาชุมชนเป็นฐานในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

  • SDG 11: Sustainable Cities and Communities

    • พัฒนาชุมชนในจังหวัดอำนาจเจริญให้เข้มแข็งจากภายใน

    • รักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมผ่านลายผ้าท้องถิ่น

    • ทำให้เมืองและชุมชนเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าผ้าขอเอื้อไม่ได้เป็นเพียงผ้าทอมือที่มีลายสวยงามเท่านั้น แต่เป็น โมเดลตัวอย่างของการใช้วัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม อย่างมียุทธศาสตร์

สรุป: ผ้าหนึ่งผืนที่เปลี่ยนได้ทั้งชีวิตและชุมชน

เมื่อผืนผ้าที่เกิดจากภูมิปัญญาเดิม ๆ ถูกเติมด้วยแนวคิดใหม่ การจัดการที่เป็นระบบ และการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาและภาคส่วนต่าง ๆ ผ้าขอเอื้อจึงกลายเป็นมากกว่าเครื่องแต่งกาย

มันคือ

  • พื้นที่เรียนรู้ ให้ผู้ขาดโอกาสได้สร้างทักษะและอาชีพ

  • เวทีสร้างรายได้ ให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง

  • สื่อวัฒนธรรม ที่บอกเล่าอัตลักษณ์ของจังหวัดอำนาจเจริญ

  • ต้นแบบ ของการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยงานผ้า

ผ้าหนึ่งผืนจึงไม่ใช่แค่สิ่งทอ แต่คือเรื่องราวของผู้คน ความร่วมมือ และความหวังของทั้งชุมชนที่ถูกถักทอไว้อย่างงดงามในทุกเส้นด้ายของผ้าขอเอื้อ.