Paradise ที่เขาอยู่ทุกตำแหน่ง
ทั้งหมดแทบทุกเครดิตในมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Paradise’ สไตล์ทรอปิคัลป็อปของ กองทัพ พีค ตั้งแต่การเป็นศิลปิน ไปจนถึงการกำกับและตัดต่อ ล้วนมีชื่อของเขาอยู่เบื้องหลังเกือบทุกขั้นตอน
ผลงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการยืนอยู่หน้ากล้อง แต่คือการรับผิดชอบทั้งภาพรวมของเพลงและภาพใน MV ตั้งแต่จินตนาการไปจนถึงงานโพสต์โปรดักชัน
พีคเล่าว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยลองกำกับและตัดต่อเพลง ‘VIP’ มาก่อน ทำให้เห็นข้อบกพร่องของตัวเองอย่างชัดเจน พอมาถึง ‘Paradise’ เขาเลยตั้งใจใช้ทุกสิ่งที่เคยพลาดมาเป็นเช็กลิสต์ในการพัฒนางานของตัวเอง
“ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จในสถานการณ์ที่เราต้องอยู่เบื้องหลังด้วย เพราะเราได้เรียนรู้จากข้อบกพร่องของตัวเองแล้วเอามาปรับใช้” เขาเล่าอย่างภูมิใจ
ชีวิตที่ถูกออกแบบให้ ‘ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา’
จังหวะชีวิตของพีคเหมือนถูกวางมาให้ต้องเรียนรู้ไม่หยุด ตั้งแต่การไปใช้ชีวิตต่างแดนคนเดียวตั้งแต่อายุ 11 ปี การลองสกิลใหม่ๆ ทั้งที่ชอบและไม่ชอบตอนเรียนที่อังกฤษ การฝึกหนักในช่วงแข่งขันรายการเรียลลิตี้ที่เกาหลี ไปจนถึงการเรียนรู้ศาสตร์การแสดงเมื่อเริ่มเข้าวงการนักแสดง
ในโลกของดนตรีที่เขาฝันถึงมาตั้งแต่เด็กก็ไม่ต่างกัน ทุกโปรเจกต์คือห้องเรียนใหม่ ที่ทำให้เขาต้องอัปสกิลตัวเองอยู่เสมอ
“เพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดครับ” คือประโยคสั้นๆ ที่ทำให้วัย 24 ปีของเขากลายเป็นช่วงเวลาที่โตขึ้นแบบไม่หยุดนิ่ง แต่ก็ยังเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
จากเดโมเกาหลี สู่เวอร์ชันอังกฤษและไทย
เพลง Paradise เป็นหนึ่งในเพลงที่พีคทำงานกับโปรดิวเซอร์เกาหลีตั้งแต่เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เดิมเพลงนี้ถูกแต่งเป็นภาษาเกาหลี ก่อนจะถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วกลับมาเป็นเกาหลีอีกครั้ง
พีคเสนอไอเดียกับโปรดิวเซอร์ว่า อยากลองทำเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนฟังเข้าใจความหมายตรงๆ มากขึ้น เขาลองเขียนเนื้อเอง แล้วโปรดิวเซอร์ดันชอบ จึงกลายเป็นเวอร์ชันที่ปล่อยออกมาก่อน
หลังจากนั้นยังมีเวอร์ชันภาษาไทยที่เขาลงมือเขียนเองทั้งหมด รวมถึงยังเตรียมเวอร์ชัน spin-off เอาไว้ต่อยอดด้วย
แรงบันดาลใจแรกเริ่มของเพลงมาจากธีมทะเล พีคเลยตีความออกมาแบบ “เอาฟีล” กับท่อนจำอย่าง
Like a paradise. Watching sunrise, blue eyes, the ocean.
คำว่า ‘Ocean’ ยังแทนชื่อแฟนคลับของเขาไปพร้อมกันด้วย เวลาเขาเขียนเพลงนี้ เขาจึงคิดเสมอว่า กำลังเขียนให้โอเชี่ยนฟังโดยเฉพาะ
และเขาแอบเปรยไว้แล้วว่า หลังจากเพลงนี้ไป งานคัมแบ็กหน้า จะเป็นเพลงที่พีคแต่งเองทั้งหมด ทั้งเนื้อร้องและทำนอง
สไตล์ K-pop? สำหรับเขา นั่นคือการเรียนรู้
ถ้ามีคนมาบอกว่า “ชอบเพลงนี้เพราะมันเหมือนเพลงเกาหลี” พีคไม่ได้รู้สึกขัดใจเลย เพราะเวอร์ชันแรกก็คือเกาหลี โปรดิวเซอร์ก็เป็นคนเกาหลี จะมีกลิ่นอาย K-pop ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
สำหรับเขา เพลงนี้คือบทเรียนหนึ่งของการทำงานกับโปรดิวเซอร์เกาหลี เขามองอีกฝ่ายเหมือน ครูด้านโปรดักชันเพลง คนสำคัญของตัวเอง
เพลงต่อไป: ตัวตนที่ชัดขึ้น และการทำงานแบบมืออาชีพ
เมื่อถามถึงเพลงที่แต่งเองและเตรียมปล่อยต่อจากนี้ พีคบอกว่ามีหลายแนว หลายคอนเซปต์ เพราะอยากลอง explore ให้หลากหลายที่สุด ไม่อยากให้ทุกเพลงวนอยู่ในโหมดเดิม
สิ่งที่ชัดเจนคือ ต่อจากนี้จะเป็นตัวตนของพีคแบบเต็มๆ เพราะเขาแต่งทั้งเนื้อร้องและทำนอง
บางช่วงจะส่งให้คนอื่นช่วยเรียบเรียงในวันที่ไม่มีเวลา
ไม่ใช่เพราะทำเองไม่ได้ แต่เพราะอยากเห็นมุมมองใหม่ๆ จากคนอื่น
เขาเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมงานใส่เครื่องดนตรี หรือสไตล์ที่คิดว่าเหมาะเข้ามา
การทำงานแบบ collaboration แบบนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้ทั้งมุมมองดนตรีใหม่ๆ และวิธีการทำงานแบบมืออาชีพในอีกระดับหนึ่ง
เมโลดี้ที่มาจากเสียงประตู
ไอเดียการเขียนเพลงของพีคมักมาจากสิ่งรอบตัว เขามองว่านี่เป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง แม้จะฟังดูแปลกสำหรับคนอื่น
เขาเล่าว่าเสียงหลายอย่างในชีวิตประจำวันถูกแปลเป็นโน้ตในหัวโดยอัตโนมัติ แม้แต่เสียงเปิดประตูก็กลายเป็นท่อนเมโลดี้ได้
ข้อดีก็คือไอเดียดนตรีจึงโผล่มาได้จากแทบทุกอย่างรอบตัว แต่ข้อเสียคือเขาได้ยินอะไรเยอะกว่าคนปกติ บางจังหวะเลยต้องใส่หูฟัง ทั้งที่ไม่ได้เปิดเพลง เพื่อให้เสียงรอบข้างเบาลงบ้าง
ทำไมต้องกำกับและตัดต่อ Paradise เอง
เมื่อถามว่าทำไมถึงตัดสินใจลงมากำกับและตัดต่อ MV Paradise เอง พีคตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า เขาอยากพาเพลงนี้ไปให้ถึงฝั่ง เพราะมันเป็นเพลงที่ใช้เวลากับมันมานานมากแล้ว
เขาคุยกับทีมงานตรงๆ ว่าไม่ได้อยากทำเองทุกอย่างเพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง แต่เพราะอยากให้เพลงนี้ออกมา ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยและช่วยกันซัพพอร์ตเต็มที่
อยู่หน้ากล้อง + คุมหลังจอ: โหลดสองเท่าที่ต้องเอาอยู่
การเป็นทั้งคนหน้ากล้องและผู้กำกับในเวลาเดียวกันไม่ใช่เรื่องเบา พีคยอมรับตรงๆ ว่า ยากกว่าการอยู่เบื้องหน้าอย่างเดียวเยอะ
เพราะในกองถ่าย เขาต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน
เพอร์ฟอร์มต่อหน้ากล้องให้ดีที่สุด
กำกับภาพรวมของทุกซีน
เป็นคนตัดสินใจหลักในกองถ่าย
เขาเลยพยายามกระจายงานให้ทีมมากที่สุด เพื่อให้ในวันถ่ายจริงตัวเองได้โฟกัสอยู่ที่การกำกับและการแสดงเต็มๆ โดยไม่ถูกดึงสมาธิไปเรื่องอื่นเกินไป
จากประสบการณ์กำกับเพลง VIP และ Escape (ที่มาในรูปแบบ concept film) ทำให้เขารู้ว่าตัวเองยังขาดอะไรในมุมของผู้กำกับ พอถึงคิว Paradise เขาก็หยิบข้อผิดพลาดเก่ามาเช็กใหม่ทีละจุด
บางอย่างที่เคยเสียดายว่า “ทำไมวันนั้นเราไม่ถ่ายช็อตนี้นะ” เขาก็เพิ่มเข้าไปในกองถ่ายของ Paradise
เขาให้ความสำคัญกับการมีเทคที่สมบูรณ์สำหรับใช้ในห้องตัดต่อ
อีกหนึ่งบทเรียนใหญ่จากการกำกับคือ การตัดสินใจให้เด็ดขาด
ต้องเผื่อทางเลือกไว้ก็จริง แต่ก็ต้องรู้ว่าตรงไหน “พอแล้ว”
บางซีนต้องตัดสินใจหน้างานทันที ไม่มีเวลาคิดนาน
อย่างซีนเต้นบนโป๊ะกลางทะเล และซีนที่อยู่เกาะกลางทะเลที่ต้องพายเรือคายัคไปถ่าย เขายอมรับว่าตอนดูโลเกชันยังไม่ได้วางแผนภาพเหล่านี้ไว้ด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นโป๊ะยังสร้างไม่เสร็จ แต่พอเห็นสถานที่จริงในวันถ่าย เขาตัดสินใจเพิ่มทันที และมันกลายเป็น magic moment ของ MV เพลงนี้
Artist หรือ Actor? สำหรับเขาคือ “Entertainer”
หลายคนรู้จักพีคจากงานแสดง ขณะอีกหลายคนผูกชื่อเขาไว้กับงานเพลง แต่ถ้าถามว่าเขานิยามตัวเองอย่างไร คำตอบคือ “entertainer” และ “artist”
สำหรับเขา คำนี้ครอบคลุมทั้งสองบทบาท
ด้านการแสดง คือการสวมเป็นตัวละครอื่น ลดความเป็นตัวเองลงเพื่อให้เรื่องเล่าชัดที่สุด
ด้านงานเพลง คือการเอาตัวตนของตัวเองออกมาให้เห็นแบบเต็มเฟรม
ถึงจะใช้คนละศาสตร์ แต่สุดท้ายทั้งสองอย่างก็โคจรมาบรรจบกัน เพราะเวลาเขาทำเพลงแต่ละเพลง ก็จะมีคอนเซปต์เฉพาะที่ต้องเอามาสวมทับลงบนตัวตนอีกที คล้ายกับการเล่นบทหนึ่งๆ บนเวทีหรือในซีรีส์
ตัวตนของเขาในเพลง Paradise
ถ้าอยากรู้ว่าตัวตนของพีคเป็นแบบไหน เขาบอกว่าดูได้จากเพลงที่ปล่อยมาเลย เพลง VIP คืออีกด้านหนึ่ง ในขณะที่ Paradise ก็สะท้อนตัวตนอีกแบบหนึ่ง
แต่ถ้าเป็นตัวเขาในชีวิตจริง เขาบอกว่าคล้ายกับโทนของเพลง Paradise ที่มีความชิล ขี้เล่น และเต็มไปด้วยความขำๆ
ภายนอกอาจดูเป็นคนไม่ค่อยพูด
แต่ถ้าเริ่มพูดเมื่อไร ก็แทบจะหยุดไม่ได้เหมือนกัน
มีความซุ่มซ่ามอยู่ในตัว จนคนรอบข้างชอบเรียกว่า “บ๊อกแบ๊ก”
ถ้าเป็นเรื่องงาน พีคจะเป็นคนคิดเยอะและคิดตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันจะรู้สึกว่า “อะไรที่ไม่โอเคก็ปล่อยไป”
เขายังบอกอีกว่าตัวเองเป็นคนหลับง่ายมาก ตั้งแต่เด็กแล้ว บางวันร่างกายล้า สมองยังวิ่งไม่หยุด เขาจะใช้วิธีสวดมนต์ให้สมองค่อยๆ ผ่อนคลาย แล้วก็หลับได้ง่ายขึ้น
ถ้าจะทำอะไร ต้องรู้จริงและไปให้สุด
จากที่ได้คุยกัน พีคเหมือนเป็นคนที่พอเอาจริงกับอะไรแล้ว ก็จะลงลึกในเรื่องนั้นแบบสุดทาง
เขายอมรับว่าติดนิสัยว่า ถ้าจะทำอะไร ต้องรู้จริงก่อน ถึงจะกล้าลงมือ
ตอนเริ่มทำบริษัท เขาต้องเข้าใจภาพรวมทั้งหมดก่อนถึงจะลุย
ทำเพลง ทำโชว์ ก็ต้องรู้เรื่องระบบเครื่องเสียง
พอทำมิวสิกวิดีโอ ก็ต้องศึกษากล้องอย่างจริงจัง แถมปกติยังชอบกล้องอยู่แล้ว ถึงขั้นซื้อเลนส์มาประกอบเองบ้าง
ทั้งหมดนี้ทำให้เขาไม่ได้เป็นแค่ศิลปินที่อยู่หน้ากล้อง แต่เป็นคนที่เข้าใจงานเบื้องหลังแบบลงรายละเอียดด้วย
ความยากในตอนนี้: บริหารงาน และบริหารคน
ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ยากสำหรับเขาไม่ใช่การขึ้นเวทีหรือเข้าสตูดิโอเท่านั้น แต่คือการบริหาร
ต้องจัดการคน จัดการทีม
แบ่งหน้าที่ให้ทุกอย่างเดินไปได้ โดยไม่ทำให้ตัวเองโหลดเกินไป
เพราะงานของเขาไม่ใช่แค่ในพาร์ตศิลปิน แต่ยังรวมถึงเรื่องบริษัทด้วย ซึ่งทำให้เขาต้องโตขึ้น และรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย
จัดการพลังของตัวเองบนเวที
หลายคนอาจสังเกตได้ว่า เวลาอยู่บนเวทีพีคคือคนที่มี energy สูงมาก เขาเล่าว่าตัวเองเป็น คนบ้าพลัง เต้นทีไรโดนทีมงานแซวตลอด เพราะช่วงแรกคุมพลังตัวเองแทบไม่ได้ ใส่หมดแบบเอาตาย
แต่พอเริ่มมีโชว์ที่ยาวขึ้น ตั้งแต่ 45 นาทีจนถึงระดับ 1 ชั่วโมง เขาก็เริ่มเรียนรู้วิธีจัดการพลังของตัวเอง
รู้แล้วว่าตรงไหนต้องผ่อนเพื่อเซฟแรง
ตรงไหนควรใส่เต็มไม่ยั้ง
การรู้จังหวะ “เร่ง – ผ่อน” ทำให้เขาสามารถรักษามาตรฐานโชว์ไปได้จนจบแบบไม่เสียคุณภาพ
จากแรงบันดาลใจวัยเด็ก สู่แพสชันที่อยาก ‘ทำบุญผ่านงานเพลง’
พีคเคยประทับใจ จัสติน บีเบอร์ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นแพสชันที่ทำให้อยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้เมื่อเขาได้ทำงานในสิ่งที่ฝันไว้แล้ว แพสชันของเขาเลยค่อยๆ เปลี่ยนรูป
ตอนนี้เขาบอกว่า แพสชันอยู่ที่การ มอบความสุขให้คนอื่น
สำหรับเขา การเป็นไอดอล เป็นศิลปิน คือความฝันที่ได้ทำจริงแล้ว ดังนั้นในวันนี้ ความรู้สึกจึงคล้ายกับการได้ทำบุญ
ทุกครั้งที่มีคนบอกว่าเขาทำให้พวกเขามีความสุข ไม่ว่าจะจากงานเพลง หรืองานสัมภาษณ์ มันคือความรู้สึกที่ดีมากๆ
ในงานแฟนมีตล่าสุด มีแฟนคลับคนหนึ่งบอกเขาว่า “ขอบคุณที่เป็นจุดมุ่งหมายในชีวิต ขอบคุณที่ทำให้ยังอยากมีชีวิตอยู่มาจนถึงวันนี้” ซึ่งทำให้เขาซึ้งมาก
หลายครั้งเขายังได้ยินเรื่องราวน่ารักๆ อย่างเด็กๆ ที่บอกว่า “หนูสอบเข้าได้เพราะพี่พีค หนูสัญญากับพ่อแม่ว่าถ้าสอบได้ เขาต้องพามาติ่งพี่พีค” แล้วพ่อแม่ก็พามาจริงๆ หรือคนที่เข้ามาทักว่า ดูละครแล้วชอบมาก ทำให้เขาดีใจที่ผลงานของตัวเองเข้าไปเป็นช่วงเวลาดีๆ ในชีวิตใครสักคนได้
บางครั้งเรื่องเล็กๆ ของเรา กลับทำให้เขามีวันที่ดีไปทั้งวัน และสิ่งที่เขาส่งกลับมาให้เราเพื่อขอบคุณสำหรับความสุขที่เราให้ มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก จนเราอยากตอบแทนเขาด้วยผลงานที่มีคุณภาพกว่าเดิมทุกครั้ง
สู้กับความขี้เกียจ เพื่อให้งานดีขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อภาระและบทบาทเพิ่มขึ้น คำถามคือเขาจัดการเวลายังไงให้ผลงานยังดีต่อเนื่อง
คำตอบของพีคเรียบง่าย แต่ตรงไปตรงมา เขาบอกว่ามันอยู่ที่ว่า ใจเราสู้กับตัวเองได้แค่ไหน
ทุกคนมีช่วงขี้เกียจ เขาเองก็มี แต่สิ่งที่ต้องทำคือไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นชนะ
ถ้ามีเวลาว่าง แทนที่จะกลับบ้านเลย อาจเอาเวลานั้นไปซ้อมต่ออีกนิด
ถ้ามีช่วงที่ไม่ได้ทำอะไรจริงๆ เขาจะเอาเวลานั้นมาทำเพลงแทน
สุดท้ายเขาก็ได้ทั้งงาน และได้ความสุขจากการทำงานเพลงไปพร้อมกัน
กองทัพ พีค จึงไม่ใช่แค่ศิลปินที่ยืนหน้ากล้อง หรือเด็กที่หลงรักเวทีตั้งแต่เด็ก แต่คือคนที่เลือกเรียนรู้ทุกบทบาท ตั้งแต่การคิด ควบคุม ไปจนถึงตัดต่อชิ้นงานของตัวเอง เพื่อให้ทุกเฟรมที่ออกไปถึงแฟนคลับ คือสิ่งที่เขาตั้งใจที่สุดแล้วในเวลานั้น

