รับแอปรับแอป

iPhone 18 Pro อาจไม่ขึ้นราคา หลัง Apple คุมต้นทุนหนัก แม้เจอวิกฤตราคา DRAM

Phanuphong.T02-11

ท่ามกลางกระแสข่าวว่าต้นทุนชิ้นส่วนเทคโนโลยีกำลังพุ่ง โดยเฉพาะหน่วยความจำ (DRAM) ที่ราคาผันผวนหนัก ล่าสุดมีรายงานจากนักวิเคราะห์ซัพพลายเชนระบุว่า Apple พยายามอย่างเต็มที่เพื่อ “ตรึงราคา” iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ไม่ให้แพงไปกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง iPhone 17 Pro

ถ้าข้อมูลนี้เป็นจริง เท่ากับว่า iPhone 18 Pro อาจยังเปิดตัวที่ราคาเริ่มต้น 1,099 ดอลลาร์ และ iPhone 18 Pro Max ที่ 1,199 ดอลลาร์เหมือนเดิม แม้ต้นทุนหลายส่วนจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

คำถามคือ Apple ทำได้อย่างไร? แล้วเรื่องนี้สำคัญกับผู้ใช้แค่ไหน? มาดูภาพรวมทั้งหมดแบบเข้าใจง่ายกัน


เกิดอะไรขึ้น: Apple พยายามกันไม่ให้ iPhone 18 Pro แพงขึ้น

รายงานล่าสุดจาก Jeff Pu นักวิเคราะห์ของ GF Securities ระบุว่า Apple ได้ใช้มาตรการควบคุมต้นทุน (Cost Management) หลายด้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาของ iPhone 18 รุ่น Pro และ Pro Max

เป้าหมายของ Apple คือทำให้ “ราคาเริ่มต้น” ของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max อยู่ในระดับเดียวกับ iPhone 17 รุ่นปัจจุบัน หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงที่สุด

ก่อนหน้านี้ Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ชื่อดังจาก TF International Securities ก็เคยเปิดเผยว่า Apple กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะจากปัญหา “วิกฤตราคา DRAM”

DRAM คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา?

DRAM (Dynamic Random Access Memory) คือหน่วยความจำหลักที่ใช้ในสมาร์ตโฟน ทำหน้าที่เก็บข้อมูลชั่วคราวเวลารันแอปหรือใช้งานต่าง ๆ

ถ้าอธิบายง่าย ๆ DRAM ก็เหมือนโต๊ะทำงานของมือถือ ยิ่งโต๊ะกว้าง ก็ทำงานได้ลื่นขึ้น เปิดหลายแอปพร้อมกันได้ดีขึ้น

ปัญหาคือ ตอนนี้ราคา DRAM ไม่เสถียรเหมือนเดิม
เดิมที Apple สามารถทำสัญญาซื้อ DRAM แบบ 6 เดือนต่อรอบได้ แต่ปัจจุบันราคามีการปรับทุก 3 เดือน ทำให้ต้นทุนควบคุมยากขึ้นมาก

ซัพพลายเออร์รายใหญ่ของ Apple เช่น Samsung และ SK hynix ก็อยู่ในสถานการณ์ที่ต้นทุนและกำลังผลิตผันผวนเช่นกัน


ใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง

เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ Apple ฝั่งเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

1. Apple

เป็นผู้ผลิตและกำหนดราคาขาย iPhone โดยตรง ต้องบริหารต้นทุนให้สมดุลระหว่างกำไรกับความสามารถในการแข่งขัน

2. ผู้ผลิตหน่วยความจำ (Samsung, SK hynix)

เป็นผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ของโลก ราคาของพวกเขาส่งผลต่อราคาสมาร์ตโฟนโดยตรง

3. นักวิเคราะห์ตลาด

Jeff Pu และ Ming-Chi Kuo เป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลจากซัพพลายเชน และประเมินทิศทางราคาของ iPhone 18

4. ผู้บริโภคทั่วโลก

ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ซื้อ iPhone


Apple แก้เกมอย่างไร เพื่อไม่ให้ iPhone 18 Pro ขึ้นราคา

รายงานระบุว่า Apple ใช้ “อำนาจตลาด” ของตัวเองต่อรองต้นทุนชิ้นส่วนอย่างจริงจัง

มีข้อมูลว่า Apple ถึงขั้นส่งผู้บริหารไปประจำอยู่ใกล้ซัพพลายเออร์ เพื่อเจรจาข้อตกลงระยะยาวกับผู้ผลิตหน่วยความจำโดยตรง

นี่สะท้อนว่า Apple มองเรื่องราคาขาย iPhone 18 Pro เป็นประเด็นสำคัญมาก

แนวคิดที่นักวิเคราะห์เสนอ

Ming-Chi Kuo เคยเสนอว่า Apple อาจต้อง “ยอมลดกำไรบางส่วน” เพื่อรักษาราคาให้แข่งขันได้

พูดง่าย ๆ คือ Apple อาจเลือกกินกำไรน้อยลงในบางรุ่น เพื่อรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มส่วนแบ่งตลาด

เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นเต็มที่ การขึ้นราคาแม้เพียง 50–100 ดอลลาร์ อาจทำให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจได้ทันที


ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับตลาดสมาร์ตโฟน

1. ตลาดระดับพรีเมียมแข่งขันหนัก

กลุ่มมือถือราคาเกิน 1,000 ดอลลาร์ เป็นตลาดที่แข่งขันดุเดือด ทั้ง Samsung Galaxy Ultra, แบรนด์จีนระดับเรือธง และผู้เล่นรายอื่น

ถ้า Apple ขึ้นราคา iPhone 18 Pro มากเกินไป อาจเปิดช่องให้คู่แข่งแย่งลูกค้าได้ง่ายขึ้น

2. ต้นทุนชิป A20 ขนาด 2nm ก็แพงขึ้น

อีกปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนสูงคือชิป A20 รุ่นใหม่ ที่คาดว่าจะผลิตด้วยเทคโนโลยี 2 นาโนเมตร (2nm)

เทคโนโลยีการผลิตระดับ 2nm เป็นขั้นก้าวหน้ามาก ทำให้ชิปแรงขึ้น ประหยัดพลังงานขึ้น แต่ก็มีต้นทุนการผลิตสูงมากเช่นกัน

เมื่อรวมกับราคา DRAM ที่ผันผวน ยิ่งทำให้แรงกดดันต้นทุนเพิ่มขึ้นไปอีก


Apple อาจแยกเปิดตัว iPhone 18 เป็น 2 ช่วง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มีแนวโน้มว่า Apple จะ “แยกไทม์ไลน์เปิดตัว” iPhone 18 ออกเป็นสองรอบ

  • iPhone 18 Pro และ Pro Max เปิดตัวช่วงปลายปีนี้

  • iPhone 18 รุ่นปกติ และ iPhone 18e เปิดตัวช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027

การแบ่งแบบนี้ช่วยกระจายแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ DRAM ยังขาดแคลน และชิป 2nm ยังมีต้นทุนสูง

พูดง่าย ๆ คือ Apple ไม่ต้องเร่งผลิตทุกรุ่นพร้อมกัน ลดความเสี่ยงต้นทุนพุ่งแบบกะทันหัน


ผลกระทบต่อผู้ใช้ iPhone

ถ้าราคาไม่ขึ้นจริง

ผู้บริโภคจะรู้สึกว่า iPhone 18 Pro “คุ้มค่า” มากขึ้น เมื่อเทียบกับสเปกที่แรงขึ้น แต่ราคาเท่าเดิม

ถ้า Apple ยอมลดกำไร

ในระยะสั้น ผู้ใช้ได้ประโยชน์
แต่ในระยะยาว Apple อาจต้องปรับกลยุทธ์ด้านอื่น เช่น

  • เพิ่มรายได้จากบริการ (Services)

  • ดันอุปกรณ์เสริม

  • ปรับราคาบางประเทศแทน


บริบทภาพใหญ่: ยุคที่ต้นทุนเทคโนโลยีไม่แน่นอน

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกยังอยู่ในช่วงผันผวน

บางช่วงเกิดภาวะล้นตลาด
บางช่วงกลับขาดแคลน

การที่ราคา DRAM ปรับทุก 3 เดือน สะท้อนว่าตลาดยังไม่เสถียร

สำหรับบริษัทอย่าง Apple ซึ่งขายสินค้าเป็นสิบ ๆ ล้านเครื่องต่อไตรมาส ความผันผวนเพียงเล็กน้อยก็แปลว่า “ต้นทุนเพิ่มหลายพันล้านดอลลาร์” ได้ทันที

ดังนั้น การตรึงราคา iPhone 18 Pro จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระดับองค์กร


สรุปภาพรวม: iPhone 18 Pro จะเป็นบททดสอบสำคัญของ Apple

จากข้อมูลล่าสุด

  • Apple พยายามควบคุมต้นทุนอย่างหนัก

  • มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะไม่ให้ iPhone 18 Pro และ Pro Max ขึ้นราคา

  • ต้องรับมือทั้งวิกฤตราคา DRAM และต้นทุนชิป 2nm

  • อาจแยกเปิดตัวรุ่นต่าง ๆ เพื่อลดแรงกดดันต้นทุน

หาก Apple ทำได้จริง iPhone 18 Pro จะกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้ “พลังต่อรองในตลาด” เพื่อรักษาราคาให้แข่งขันได้

แต่ถ้าต้นทุนพุ่งแรงกว่าคาด เราอาจได้เห็นการปรับราคาหรือกลยุทธ์ใหม่ในช่วงเปิดตัว

ช่วงปลายปีนี้จึงเป็นอีกจังหวะสำคัญที่ตลาดเทคโนโลยีจับตาอย่างใกล้ชิด