เริ่มก่อน รวยก่อน: ทำไมเจ้าของร้านออนไลน์ถึงหนี AI ไม่พ้นแล้ว

ถ้าคุณมีร้านค้าออนไลน์อยู่ตอนนี้ น่าจะคุ้นกับชีวิตแบบ “ทำทุกอย่างเอง” ทั้งเปิดตัวสินค้าใหม่ ทำคอนเทนต์ ทำโฆษณา ตอบลูกค้า เช็กสต๊อก และสารพัดงานเบื้องหลังที่ไม่มีใครเห็น
ตอนนี้ข่าวดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยสองมือแล้ว เพราะมี โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ ให้เลือกใช้เพียบ ช่วยให้คุณ ทำงานได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง แม้จะเป็นทีมเล็ก หรือทำคนเดียวก็ตาม
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยทำงานสำคัญแบบอัตโนมัติ เช่น
จัดการสต๊อกสินค้า
ตอบแชตลูกค้า
สร้างคอนเทนต์
วิเคราะห์ยอดขายและพฤติกรรมลูกค้า
ที่สำคัญ หลายตัว เริ่มแบบฟรีได้เลย ค่อยอัปเกรดทีหลังเมื่อเห็นผลลัพธ์
ด้านล่างนี้คือการรวบรวมไอเดียการใช้ AI สำหรับร้านออนไลน์ พร้อมตัวอย่างโปรแกรมที่น่าใช้ และแนวทางเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
1. โปรแกรม AI เพื่อเร่งประสิทธิภาพงานหลังบ้านอีคอมเมิร์ซ
AI ไม่ได้มาแย่งงานคน แต่มาช่วยเก็บงานที่ซ้ำๆ น่าเบื่อออกไป เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสเรื่องสำคัญอย่างกลยุทธ์และการเติบโตของร้านแทน
Notion: ศูนย์บัญชาการโปรเจกต์ของร้านออนไลน์
Notion คือ ระบบจัดการโปรเจกต์แบบครบวงจร ที่ฝัง AI เข้าไปในแทบทุกมุมของแพลตฟอร์ม
ตัวอย่างงานที่ใช้ AI ช่วยได้:
สรุปโน้ตประชุมและดึงประเด็นสำคัญ
แปลงโน้ตยาวๆ เป็น to-do list พร้อมลงมือ
สร้างรายงานจากฐานข้อมูลสินค้า ยอดขาย หรืองานหลังบ้านแบบอัตโนมัติ
จัดการ workflow ผ่านมุมมอง Projects ให้คุณเห็นภาพงานแบบครบจอ
คุณสามารถสร้าง workspace เดียวที่รวมทุกอย่างของร้าน เช่น
ฐานข้อมูลสินค้าและสต๊อก
ฐานข้อมูลออเดอร์และลูกค้า
ปฏิทินคอนเทนต์
แผนเปิดตัวสินค้าใหม่
จุดแข็งของ Notion คือความยืดหยุ่นสูง ขยายจากการจดโน้ตธรรมดาไปสู่ ระบบหลังบ้านร้านออนไลน์เต็มรูปแบบ ได้เลย

ราคา (ภาพรวม):
มีแพ็กเกจฟรี ฟีเจอร์พื้นฐานครบพอเริ่ม
แพ็กเกจเสียเงินเริ่มต้นราว $12/ผู้ใช้/เดือน (Plus)
ฟีเจอร์ Notion AI แบบจริงจังใช้ได้ในแพ็กเกจ Business ขึ้นไป
จุดเด่น:
เทมเพลต workflow สำหรับร้านค้าออนไลน์พร้อมใช้
อินเทอร์เฟซสะอาด เข้าใจง่าย
เหมาะกับทีมที่ทำงานแบบ asynchronous (ไม่ได้ออนไลน์พร้อมกัน) แต่ยังทำงานร่วมกันได้ลื่นๆ
ข้อควรรู้:
ต้องใช้เวลาเรียนรู้โครงสร้างเล็กน้อย
ไม่มีโหมดออฟไลน์จริงจัง
ไม่เหมาะมากสำหรับชุดข้อมูลที่ใหญ่มากหรือซับซ้อนเกินไป
วิธีเริ่มต้นแบบเร็ว:
สมัคร Notion และสร้าง workspace
สร้างฐานข้อมูลหลัก เช่น สินค้า ออเดอร์ ลูกค้า
ตั้งค่า dashboard รวบยอดเพื่อดูยอดขาย การตลาด งานปฏิบัติการ และการซัพพอร์ตลูกค้าในหน้าเดียว
Otter: แปลงประชุมเป็นข้อมูลใช้งานได้จริง

Otter ช่วย ถอดเสียงประชุมแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะคุยผ่าน Zoom พบปะกับซัพพลายเออร์ หรือนัดทีมกันแบบเจอหน้า คุณจดโน้ตน้อยลง แต่ได้ข้อมูลมากขึ้น
สิ่งที่ Otter ทำได้:
ใส่ time stamp ให้บทสนทนา
แยกตามผู้พูดแบบอัตโนมัติ
สรุปหัวข้อหลัก คำถามสำคัญ และสัดส่วนเวลาที่แต่ละคนพูด
เหมาะมากกับทีมอีคอมเมิร์ซที่ต้องประชุมบ่อย ทั้งเรื่องสินค้าใหม่ เงื่อนไขจากผู้ผลิต และแผนการตลาด
ราคา (ภาพรวม):
แพลนฟรี: ถอดเสียงได้ 300 นาที/เดือน จำกัด 30 นาทีต่อครั้ง
แพลนเสียเงินเริ่มประมาณ $16.99/เดือน หรือ $100/ปีแบบจ่ายล่วงหน้า
จุดเด่น:
ถอดเสียงเร็วและแม่น
มี AI แนะนำให้ไฮไลต์ประเด็นสำคัญ
ข้อควรรู้:
ตัวเลือกส่งออก/แก้ไขไฟล์ค่อนข้างจำกัดในเวอร์ชันฟรี
แนวทางใช้ Otter ให้คุ้ม:
เชื่อมกับ Zoom หรือแอปปฏิทิน ให้ Otter เข้าไปบันทึกคอลอัตโนมัติ
ถอดเสียงคอลฝ่ายบริการลูกค้า เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับเทรนทีม
บันทึกการคุยกับเวนเดอร์/ผู้ผลิตเก็บรายละเอียดสเปกและกำหนดเวลาชัดเจน
ใช้ระหว่างประชุมวางแผนสินค้าและการตลาด เพื่อสร้างโน้ตประชุมอัตโนมัติ
ทบทวน transcript เพื่อหา pain point ลูกค้าและจุดที่ธุรกิจต้องปรับ
เคล็ดลับด้านจริยธรรม:
ก่อนบันทึกเสียงประชุม ควรแจ้งให้ผู้เข้าร่วมทุกคนทราบและ ขอความยินยอมอย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดกติกาการเก็บ การเข้าถึง และระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลให้โปร่งใส
Claude: ผู้ช่วย AI ขั้นสูงสำหรับงานคิด งานเขียน และงานวิเคราะห์

Claude คือ Generative AI (GenAI) และตระกูลโมเดลภาษา (LLMs) จาก Anthropic ที่ออกแบบมาให้เก่งทั้งงานเขียนและงานคิดวิเคราะห์
สิ่งที่ร้านออนไลน์ใช้ Claude ทำได้ เช่น
เขียนคำอธิบายสินค้าแบบ long-form ที่อ่านแล้วอยากซื้อ
ระดมไอเดียแคมเปญการตลาด โปรโมชั่น และคอนเทนต์
สรุปข้อมูลดิบ เช่น ไฟล์ยอดขาย รายการสินค้า สัญญากับซัพพลายเออร์
ผสานเป็นแชตบอทหน้าร้าน ตอบคำถาม ติดตามสถานะออเดอร์ แนะนำสินค้า
ราคา (ภาพรวม):
มีแพ็กเกจฟรี ให้ทดลองใช้โมเดลพื้นฐาน
แพ็กเกจเสียเงินเริ่มประมาณ $20/เดือน ใช้งานโมเดล Claude ทุกตัว พร้อมโควตาและฟีเจอร์เพิ่มขึ้น
จุดเด่น:
เก่งงานเนื้อหายาวและการสรุปข้อมูลซับซ้อน
ความสามารถด้านการให้เหตุผลสูง เหมาะกับงานคิดเชิงกลยุทธ์
ข้อควรรู้:
ยังมีขีดจำกัดด้านโควตา แม้ในแผนเสียเงิน
ผลลัพธ์อาจไม่แม่นสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทางมากๆ ต้องทดสอบก่อนใช้จริงจัง
แนวทางเริ่มใช้ Claude สำหรับร้าน:
สมัครและสร้าง workspace
ให้ Claude วิเคราะห์ไฟล์ เช่น รายการสินค้า + ยอดขาย เพื่อดึง insight
ใช้เขียนคำอธิบายสินค้า อีเมลหา ลูกค้า คอนเทนต์เว็บไซต์ และโพสต์โซเชียล
ผสานเป็นแชตบอทตอบคำถามลูกค้าและเคสที่พบบ่อย
2. โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์สำหรับการตลาดและดึงลูกค้า
การตลาดที่ดีเริ่มจากการเข้าใจลูกค้า เข้าถูกช่อง ถูกเวลา และสื่อสารได้โดนใจ AI เข้ามาช่วยได้ทั้งด้าน การสื่อสาร การวางแผน และการวัดผล
Shopify Inbox: แชตบอทหน้าร้านที่ช่วยปิดการขายแบบเรียลไทม์
Shopify Inbox คือเครื่องมือแชตในฝั่ง admin ของ Shopify ที่ติดไปกับหน้าร้านโดยตรง เป็นไอคอนแชตมุมจอที่เรามักเห็นคำว่า “ต้องการความช่วยเหลือไหม?”
ลูกค้ามีคำถาม เช่น “มีไซซ์ M ไหม” หรือ “ส่งกี่วันถึง?” ก็ทักถามได้ทันที จากนั้นทีมคุณจะได้รับแจ้งเตือนบนเดสก์ท็อปหรือมือถือ และเลือกตอบเอง หรือให้ AI ช่วยตอบอัตโนมัติ 24 ชม. ก็ได้

แบรนด์จำนวนมากใช้ Inbox เพื่อให้
แสดงข้อความต้อนรับผู้เข้าชม
ส่งลิงก์ส่วนลดหรือโค้ดโปรโมชัน
แนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ลูกค้าดูอยู่
เปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นผู้ซื้อ โดยตอบคำถามหน้างานแบบส่วนตัว
คุณยังจัดการแชตได้ทั้งบนคอมและแอปมือถือ แถมมอบหมายให้ทีมแต่ละคนดูแชตคนละส่วนได้ด้วย
ราคา:
รวมอยู่ในทุกแพ็กเกจ Shopify ใช้ได้เลยโดยไม่คิดเพิ่ม
จุดเด่น:
ผสานกับ Shopify โดยตรง เห็นข้อมูลลูกค้าแบบครบตอนคุย เช่น ชื่อ สินค้าในตะกร้า ประวัติออเดอร์
ทำให้การตอบลูกค้าดูเป็นส่วนตัวขึ้นมาก
ข้อควรรู้:
ยังไม่รองรับการเชื่อมต่อแพลตฟอร์มภายนอกเชิงลึก ถ้าต้องการฟังก์ชัน contact center ระดับหนัก อาจต้องใช้โซลูชันอื่นเพิ่มเติม
วิธีเริ่มใช้ Shopify Inbox:
ติดตั้งแอป Shopify Inbox จาก App Store
ไปที่ “Apps and sales channels” เพื่อกำหนดค่าการแชตและหน้าตา widget
ตั้งค่าการแจ้งเตือน คำตอบด่วน และข้อความอัตโนมัติ
เปิดใช้งานแชตบนร้าน และปรับข้อความทักทายให้ตรงกับโทนแบรนด์
ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงให้ทีมใช้งานได้ครบ
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ลูกค้าก็เริ่มคุยกับคุณผ่านหน้าร้านได้ทันที
HubSpot: แพลตฟอร์มการตลาด + AI ในที่เดียว

HubSpot ถูกออกแบบมาเป็น ศูนย์กลางด้านการตลาดและการขาย โดยมี AI แทรกอยู่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นดึงลีดจนถึงการรักษาลูกค้า
ตัวอย่างที่ AI ช่วยคุณได้:
เขียนอีเมลขายและแคมเปญ nurture
สร้างบทความบล็อก โพสต์โซเชียล meta description และ CTA
สร้างหน้า landing page ทั้งหน้าได้จาก prompt เดียว
ใช้ข้อมูลจาก CRM และระบบขายมาวิเคราะห์และทำ personalization แบบลึก
ราคา (ภาพรวม):
มีเครื่องมือ AI บางส่วนให้ใช้ฟรี
แพ็กเกจ Marketing Hub แบบเสียเงินเริ่มราว $15/ผู้ใช้/เดือน
จุดเด่น:
เป็นแพลตฟอร์ม all-in-one เชื่อมการตลาด การขาย และ CRM
ขยายได้จากร้านเล็กจนถึงองค์กรใหญ่
ข้อควรรู้:
โครงสร้างราคาและฟีเจอร์ค่อนข้างซับซ้อน
ฟีเจอร์ A/B testing อยู่ในแพลนระดับสูง ราคาค่อนข้างแรง
วิธีเริ่มต้น HubSpot กับร้านคุณ:
สมัครบัญชีและเชื่อมกับร้านอีคอมเมิร์ซ
สร้างเซกเมนต์ลูกค้าด้วยเครื่องมือ personalization
ใช้ AI เขียนอีเมล นิวส์เลตเตอร์ โพสต์โซเชียล บล็อก
ติดตามผลลัพธ์และดู ROI ของแคมเปญผ่าน predictive analytics
Buffer: ผู้ช่วยวางตารางโพสต์โซเชียลให้ทั้งเดือน

Buffer คือเครื่องมือจัดการโซเชียลที่ช่วยให้เจ้าของร้านออนไลน์ ผลิตและปล่อยคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง โดยไม่ต้องนั่งโพสต์เองทุกวัน
คุณทำได้ทั้ง:
วางตารางโพสต์บนหลายแพลตฟอร์มในที่เดียว
ใช้ AI คิดไอเดียโพสต์ เขียนแคปชัน และแฮชแท็ก
ดูการมีส่วนร่วมของแต่ละแคมเปญในแดชบอร์ดเดียว
ราคา (ภาพรวม):
แพลนฟรี: เชื่อมได้ 3 ช่องทาง
แพลนเสียเงินเริ่มราว $6/ช่องทาง/เดือน
จุดเด่น:
ใช้งานง่ายมาก เหมาะกับร้านเล็ก-กลาง
ฟีเจอร์ตั้งเวลาโพสต์ทำให้ร้านดู “มีชีวิต” ตลอด
ข้อควรรู้:
การวิเคราะห์เชิงลึกและ collaboration เต็มรูปแบบอยู่ในแผนเสียเงิน
วิธีเริ่มต้น:
สมัครบัญชี Buffer แล้วเชื่อม Instagram/TikTok/Pinterest/LinkedIn ของแบรนด์
ใช้ AI ของ Buffer เสนอไอเดียคอนเทนต์และเขียนแคปชัน
ตั้งเวลาโพสต์ทั้งสัปดาห์หรือทั้งเดือน แล้วใช้แดชบอร์ดดูผลและปรับกลยุทธ์
3. โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ด้านงานดูแลลูกค้า
การตอบลูกค้าไวและแก้ปัญหาได้ดีคือหัวใจของการสร้างแบรนด์ที่ลูกค้ารัก AI ช่วยให้คุณ ตอบคำถามซ้ำๆ อัตโนมัติ แล้วให้ทีมไปโฟกัสเคสยากๆ ที่ต้องใช้มนุษย์ดูแทน
Botpress: สร้างแชตบอทเองได้ โดยไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์

Botpress เป็นแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สสำหรับสร้าง เอเจนต์ AI และแชตบอท ที่ยืดหยุ่นและทรงพลัง ใช้เทคโนโลยี NLP เพื่อเข้าใจเจตนาของลูกค้าและตอบได้ตรงคำถามมากขึ้น
ตัวอย่างงานที่ Botpress ช่วยได้:
ตอบ FAQ เกี่ยวกับการจัดส่ง การคืนสินค้า วิธีใช้งาน
ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะออเดอร์ผ่านแชตได้เอง
แนะนำสินค้าที่เหมาะกับความต้องการลูกค้า
มีตัวแก้ไขแบบลาก-วาง ไม่ต้องเขียนโค้ดก็สร้าง flow การสนทนาหลายขั้นตอนซับซ้อนได้ ส่วนคนที่เป็นสายเทคนิคก็เชื่อมต่อผ่าน API เพิ่มความซับซ้อนและผูกเข้ากับระบบต่างๆ ได้เต็มที่
ราคา (ภาพรวม):
มีเวอร์ชันโอเพ่นซอร์สให้ใช้ฟรี
แพ็กเกจเสียเงินเริ่มราว 2,850 บาทต่อเดือน พร้อมฟีเจอร์ขั้นสูง
จุดเด่น:
สร้างแชตบอทแบบ no-code ได้ แต่ก็รองรับการปรับแต่งขั้นสูง
เชื่อมกับเครื่องมือภายนอกได้ไม่ยุ่งยาก
รองรับหลายภาษา เหมาะกับร้านที่ขายหลายประเทศ
ข้อควรรู้:
ถ้าจะใช้ความสามารถขั้นสูง ต้องทำความเข้าใจระบบพอสมควร
การเชื่อมต่อแบบ custom บางอย่างต้องใช้ความรู้ด้านโค้ด
วิธีเริ่มต้นกับ Botpress:
สมัครและสร้างบอทใหม่
เลือกว่าจะให้บอทช่วยงานอะไร เช่น FAQ, ตรวจสอบออเดอร์, คืนสินค้า
สร้าง flow บทสนทนาให้ครอบคลุมเคสหลัก
เชื่อมบอทกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และระบบอย่าง CRM หรือคลังสินค้า
ทดสอบด้วยคำถามจริง แล้วค่อยปล่อยบอทลงเว็บไซต์/แอป/โซเชียลของร้าน
Kustomer: ศูนย์รวมประวัติลูกค้า + AI วิเคราะห์เพื่อซัพพอร์ตแบบเฉพาะคน

Kustomer คือแพลตฟอร์มที่รวมทุกบทสนทนาจากหลายช่องทางไว้ในที่เดียว ทั้งอีเมล แชต SMS และโซเชียล เพื่อให้ทีมซัพพอร์ตเห็น ภาพรวมความสัมพันธ์กับลูกค้าแต่ละคนแบบไทม์ไลน์เดียว
ทีมของคุณจะเห็นได้ทันทีว่า ลูกค้าคนนี้เคยสั่งอะไรไปแล้ว คุยเรื่องไหนค้างอยู่ ชอบอะไรเป็นพิเศษ ฯลฯ ทำให้ตอบได้เร็วและส่วนตัวมากขึ้น
ราคา (ภาพรวม):
แพ็ก Enterprise เริ่มราว 2,850 บาท/ที่นั่ง/เดือน
แพ็ก Ultimate ราว 4,450 บาท/ที่นั่ง/เดือน พร้อมฟีเจอร์เพิ่ม เช่น skill-based routing และ real-time dashboard
จุดเด่น:
CRM แบบรวมศูนย์สำหรับงานซัพพอร์ต
AI route เคสไปหาคนที่เหมาะที่สุดโดยอัตโนมัติ
แดชบอร์ดปรับแต่งได้ตามทีม
ข้อควรรู้:
การปรับแต่งเชิงลึกมักต้องพึ่งทีมเทคนิค
ราคาค่อนข้างสูงสำหรับร้านเล็กหรือสตาร์ทอัพ
แนวทางเริ่มใช้:
ขอเดโมจากทีม Kustomer
เลือกแพลนและเชื่อมกับร้านอีคอมเมิร์ซ
ตั้งค่า AI assistant และ workflow อัตโนมัติตามเคสที่พบบ่อย
นำข้อมูลซัพพอร์ตเก่ามาสร้างโปรไฟล์ลูกค้าและเทรนระบบ
เทรนทีมซัพพอร์ตให้ใช้แพลตฟอร์มเป็นศูนย์กลางการทำงาน
4. โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์สำหรับงานครีเอทีฟ
งานครีเอทีฟไม่ได้หายไปเพราะมี AI แต่จะ ทำได้เร็วขึ้น ถูกลง และทดสอบไอเดียได้มากขึ้น โรงงานคอนเทนต์ของร้านคุณจะทำงานแบบแทบไม่หยุด ถ้าใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็น
Shopify Magic: ให้ AI เขียนคำอธิบายสินค้าแทนคุณ

สำหรับร้านที่ใช้ Shopify อยู่แล้ว คุณจะมีชุดเครื่องมือ AI ชื่อ Shopify Magic ที่ฝังอยู่ทั่วแพลตฟอร์ม โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
งานที่ Shopify Magic ช่วยได้ เช่น
เขียน/ปรับคำอธิบายสินค้า
เขียนอีเมลการตลาดและแคมเปญโปรโมชัน
ช่วยสร้างคอนเทนต์บนหน้าเว็บหรือบล็อก
สร้างรูปภาพ/โลโก้บางส่วนผ่าน media editor
ฟีเจอร์ด้านเนื้อหาหลายส่วนรองรับหลายภาษา เช่น อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส จีนตัวย่อ เป็นต้น
มีเคสที่แบรนด์สินค้าหนังใช้ภาพที่ปรับด้วย AI แทนการถ่ายสินค้า มูลค่าหลายร้อยดอลลาร์ ช่วยลดต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ไปได้มาก
ราคา:
ใช้ได้ฟรีในทุกแพ็กเกจ Shopify (Basic, Grow, Advanced, Plus)
จุดเด่น:
ผูกกับข้อมูลสินค้าจริงในร้านโดยตรง
รองรับหลายภาษาและหลายฟอร์แมตคอนเทนต์
ทำให้การสร้างคำอธิบายสินค้าและอีเมลเร็วขึ้นมาก
ข้อควรรู้:
ข้อความที่ได้อาจต้องปรับแต่งให้เข้ากับโทนแบรนด์ของคุณ
ถ้าเป็นบทความยาวหรือคอนเทนต์ลึกๆ เครื่องมือเฉพาะทางอาจเหมาะกว่า
วิธีเริ่มใช้ Shopify Magic:
ล็อกอิน Shopify admin
ไปที่ Products เลือกสินค้าแล้วกด “Generate text” ในช่องคำอธิบาย
ใส่รายละเอียด/คีย์เวิร์ดที่ต้องการ แล้วให้ AI สร้างข้อความเบื้องต้น
แก้ให้เข้ากับสไตล์แบรนด์ ก่อนกดบันทึก
ทดลองใช้ในส่วนอื่นๆ เช่น Shopify Messaging หรือ theme editor และ media editor
Jasper: โรงงานคอนเทนต์ที่เรียนรู้โทนแบรนด์คุณได้

Jasper เป็นแพลตฟอร์ม AI ที่เน้น การสร้างคอนเทนต์จำนวนมาก สำหรับธุรกิจ ทั้งข้อความสั้น-ยาว และเนื้อหาที่ต้องการความสม่ำเสมอของโทนเสียง
สิ่งที่ Jasper ทำได้ดี:
สร้างคอนเทนต์ที่ปรับให้เหมาะกับ SEO
เขียนโฆษณา คำอธิบายสินค้า บทความบล็อก อีเมล
เรียนรู้ tone of voice ของแบรนด์คุณจากเว็บไซต์ คู่มือสไตล์ และคอนเทนต์เดิม
ในแพ็กเกจระดับสูง คุณตั้งโทนเสียงหลายแบบสำหรับแต่ละช่องทาง เช่น โทนสำหรับสุนทรพจน์ผู้บริหาร กับโทนสำหรับโซเชียลมีเดีย
Jasper ยังมี AI สร้างภาพ ช่วยออกแบบรูปสำหรับใช้งานประกอบคอนเทนต์ต่างๆ ได้ด้วย
ราคา (ภาพรวม):
แพ็กเกจ Pro ทดลองฟรี 7 วัน จากนั้นราว 2,200 บาท/เดือน
แพ็กเกจ Business เป็นแบบราคา custom ตามงานและทีม
จุดเด่น:
รองรับการสร้างคอนเทนต์ในปริมาณมาก ใช้กับทีมได้
มีเทมเพลตสำหรับอีคอมเมิร์ซโดยตรง
คุณภาพคอนเทนต์โดยเฉลี่ยค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับเครื่องมือทั่วไป
ข้อควรรู้:
แพงกว่า AI generic หลายตัว เช่น บางแพ็กของ ChatGPT หรือ Gemini
ฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น คู่มือสไตล์ การทำงานร่วมกันในเอกสาร รวมถึง Jasper Studio อยู่ในแพล็น Business
วิธีเริ่มใช้ Jasper:
เลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับทีม หรือเริ่มทดลองใช้ Pro
อัปโหลดเอกสาร tone of voice และตัวอย่างคอนเทนต์ของแบรนด์
เลือกเทมเพลตที่ต้องการ เช่น คำอธิบายสินค้า บทความ โฆษณา อีเมล
ให้ AI สร้างร่าง แล้วปรับแต่งก่อนเผยแพร่
Pictory: เปลี่ยนข้อความให้กลายเป็นวิดีโอโชว์สินค้า

Pictory คือเครื่องมือสร้างและตัดต่อวิดีโอด้วย AI ที่เหมาะกับคนที่ ไม่มีพื้นฐานตัดต่อ แต่อยากได้วิดีโอคุณภาพดีไปใช้ขายของ
คุณเพียงแค่ใส่:
คำอธิบายสินค้า
ข้อความจากหน้าสินค้า
ลิงก์บทความบล็อก
สคริปต์วิดีโอ
ระบบก็จะสร้างวิดีโอให้โดยอัตโนมัติ พร้อมเสียงบรรยาย ภาพประกอบ ซับไตเติล และเพลงพื้นหลัง
ยังสามารถนำวิดีโอที่มีอยู่แล้ว เช่น Webinar พอดแคสต์ หรือบันทึก Zoom มาให้ Pictory ถอดเสียง และใช้วิธีแก้ transcript เพื่อแก้วิดีโอได้ง่ายๆ
ราคา (ภาพรวม):
Starter: ~800 บาท/เดือน (ผู้ใช้ 1 คน วิดีโอรวม 200 นาที)
Professional: ~1,570 บาท/เดือน (ผู้ใช้ 1 คน วิดีโอรวม 600 นาที)
Teams: ~3,810 บาท/เดือน (ทีม 3 คนขึ้นไป วิดีโอรวม 1,800 นาที)
Enterprise: ราคา custom ตามการใช้งาน
จุดเด่น:
สร้างวิดีโอจากสคริปต์/URL/ข้อความได้เลย
ทำซับไตเติลและเสียงพากย์ AI ให้อัตโนมัติ
ปรับฟอร์แมตวิดีโอให้เหมาะกับแพลตฟอร์มต่างๆ ได้
ข้อควรรู้:
เสียงพากย์ AI อาจฟังดูไม่เป็นธรรมชาติในบางภาษา
ยังไม่รองรับหลายแทร็กเสียงในวิดีโอเดียวได้เต็มรูปแบบ
วิธีเริ่มใช้:
สมัคร Pictory และเริ่มจากช่วงทดลองใช้ฟรี
ใส่สคริปต์หรือ URL หน้าสินค้า
เลือก/ปรับภาพประกอบ เสียงพากย์ และซับไตเติล
ตั้งค่าฟอร์แมตและสไตล์ให้ตรงกับแบรนด์ แล้ว export ไปใช้บนหน้าเว็บหรือโซเชียลของร้าน
5. โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ด้านวิเคราะห์ข้อมูล
ร้านที่เติบโตคือร้านที่ฟัง “ภาษาตัวเลข” ออก ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ทราฟฟิก หรือพฤติกรรมการคลิกของลูกค้า AI และเครื่องมือ analytics ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ อ่านง่ายขึ้น และเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง
Shopify Analytics & Reporting Dashboards

Shopify Analytics แสดงข้อมูลสำคัญของร้านแบบเรียลไทม์จากใน admin คุณสามารถดูได้ในที่เดียวว่า:
ยอดขายรวมวันนี้/เดือนนี้เท่าไหร่
อัตรา conversion เป็นอย่างไร
ทราฟฟิกมาจากช่องทางไหนบ้าง
สินค้าไหนขายดีสุด
คนเข้าเว็บจากอุปกรณ์อะไร
จากข้อมูลนี้ คุณจะเริ่มเห็น pattern เช่น
ลูกค้าจากบางภูมิภาคเข้าเยอะ แต่ไม่ค่อยซื้อ → อาจต้องทำโฆษณารีทาร์เก็ตเจาะพื้นที่
สินค้าบางตัวยอดวิวสูงแต่ขายน้อย → อาจต้องปรับคำอธิบาย รูป หรือราคา
ราคา:
ใช้ได้ฟรีในทุกแพ็กเกจ Shopify (แพ็ก Starter มีรายงานจำกัด)
รายงานขั้นสูงต้องใช้ Shopify Advanced หรือ Plus
จุดเด่น:
ผสานในระบบ Shopify อยู่แล้ว ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม
เป็นศูนย์กลางดูข้อมูลยอดขายและทราฟฟิกจากทุกช่องทางการขาย
เชื่อมต่อกับ Google Analytics และเครื่องมือภายนอกได้
ข้อควรรู้:
การสร้างรายงานแบบ custom หรือใช้ ShopifyQL ต้องมีพื้นฐานเทคนิคบ้าง
วิธีเริ่มต้น:
เข้าสู่ Shopify admin แล้วไปที่เมนู Analytics
ดูภาพรวมใน Analytics dashboard
ถ้าต้องการดูละเอียด ไปที่ Analytics > Reports
เลือกช่วงวันที่และตัวกรองให้ตรงกับคำถามที่อยากรู้ เช่น สินค้าขายดีตามช่องทาง
Google Looker Studio: เอาข้อมูลหลายที่มารวมเป็นแดชบอร์ดเดียว

Google Looker Studio คือเครื่องมือฟรีที่ช่วยเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็น แดชบอร์ดภาพสวยๆ แบบ interactive คุณจึงดูยอดขาย ทราฟฟิก พฤติกรรมผู้ใช้ และ ROI โฆษณาในที่เดียว
รองรับการดึงข้อมูลจาก:
Google Analytics
Google Ads
BigQuery
Facebook Ads
Shopify (ผ่านตัวเชื่อมต่อ)
ราคา:
เวอร์ชันพื้นฐานฟรี
Looker Studio Pro ราว 290 บาท/ผู้ใช้/โปรเจกต์/เดือน พร้อมฟีเจอร์ทีมและซัพพอร์ตเพิ่ม
จุดเด่น:
เชื่อมกับ ecosystem ของ Google ง่าย
ลาก-วางสร้างแดชบอร์ดได้เอง มีเทมเพลตให้เลือกเยอะ
ข้อควรรู้:
ความสามารถวิเคราะห์ขั้นสูงยังสู้ BI ระดับ enterprise ไม่ได้
บางครั้งอาจมีปัญหาโหลดช้า หรือข้อมูลคลาดเคลื่อนถ้าเชื่อมหลายแหล่ง
วิธีเริ่มต้น:
ล็อกอิน Looker Studio ด้วยบัญชี Google
เชื่อมต่อแหล่งข้อมูลหลัก เช่น Google Analytics/Ads
เริ่มจากเทมเพลต หรือสร้างรายงานใหม่
แชร์แดชบอร์ดให้ทีม หรือฝังบนหน้า internal
6. วิธีเลือกโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ให้เหมาะกับคุณ
เครื่องมือมีเยอะก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ทุกตัว เลือกแค่ตัวที่ ตอบโจทย์จริง และให้ ROI คุ้ม ก็พอ
ขั้นที่ 1: ประเมินว่าร้านคุณ “เหนื่อย” ตรงไหนที่สุด
ลองถามตัวเองว่า:
งานไหนกินเวลามากที่สุดแต่สร้างมูลค่าไม่มาก
งานไหนถ้าทำอัตโนมัติได้ จะช่วยให้คุณโฟกัสเรื่องสำคัญขึ้น
ตัวอย่างเช่น:
ต้องตอบคำถามเดิมๆ จากลูกค้าซ้ำๆ → ใช้แชตบอทช่วย
ต้องนั่งกรอกข้อมูล/ออกใบแจ้งหนี้เอง → ใช้ AI + automation
ต้องมานั่งสรุปตัวเลขเองทุกสิ้นเดือน → ใช้เครื่องมือ analytics
จากนั้นดูว่าการทำอัตโนมัติสอดคล้องกับเป้าหมายอะไร เช่น
เพิ่ม conversion rate
ลดการทิ้งตะกร้า
จัดส่งเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลง
ขั้นที่ 2: เช็กว่าเชื่อมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ดีแค่ไหน
สำหรับร้าน Shopify ควรเน้นเครื่องมือที่:
มีแอปใน Shopify App Store
เชื่อมผ่าน Shopify API ได้ดี
ซิงก์ข้อมูลยอดขาย ลูกค้า และสต๊อกได้แบบเรียลไทม์
อย่าลืมดูว่าทำงานเข้ากันได้กับเครื่องมือที่ใช้อยู่แล้ว เช่น CRM ระบบอีเมล และเครื่องมือ analytics เพื่อเลี่ยงปัญหา ข้อมูลแยกส่วน (data silo)
ขั้นที่ 3: คิด ROI แบบคร่าวๆ ก่อนตัดสินใจจ่าย
สูตรคิดง่ายๆ:
ROI = (รายได้ที่เพิ่มขึ้น − ค่าใช้จ่ายของเครื่องมือ) ÷ ค่าใช้จ่ายของเครื่องมือ × 100
ตัวอย่าง:
ค่าใช้จ่ายแชตบอท: 500 ดอลลาร์/เดือน (~16,000 บาท)
ช่วยลดต้นทุนซัพพอร์ตได้: 2,000 ดอลลาร์/เดือน (~64,000 บาท)
ROI ≈ 300%
อย่าดูแค่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ให้คิดรวมถึง
ต้นทุนที่ลดลง
จำนวนคำสั่งซื้อที่ไม่หลุด
จำนวนตะกร้าที่ถูกกู้กลับมาได้
เคล็ดลับ:
เริ่มจากเครื่องมือที่มี ทดลองใช้ฟรี ก่อนเสมอ ตั้ง KPI ง่ายๆ แล้ววัดผลจริง 2–4 สัปดาห์ ถ้าเห็นผลชัดค่อยขยายการใช้งาน
7. Q&A: ถาม-ตอบเรื่องโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์
AI ใช้กับธุรกิจอะไรได้บ้าง?
AI เอาไปใช้ได้หลากหลายมาก เช่น
ทำระบบอัตโนมัติแทนงานซ้ำๆ
ใช้แชตบอทตอบแชตลูกค้า
ช่วยคิดและเขียนคอนเทนต์การตลาด
วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายและพฤติกรรมลูกค้า
ธุรกิจเล็กๆ จะใช้ AI ขยายร้านได้ยังไง?
ถ้าใช้แบบมีแผน AI ช่วยให้ธุรกิจเล็ก ต่อสู้กับรายใหญ่ได้ดีขึ้น เช่น
ทำงานหลังบ้านแบบอัตโนมัติ (กรอกข้อมูล ออกบิล ฯลฯ)
ใช้ CRM ที่มี AI ช่วยส่งอีเมลอัตโนมัติหรือแชตบอท
ให้ AI ช่วยเขียนคอนเทนต์ เว็บไซต์ โพสต์โซเชียล และบล็อก
คุณจึงเอาเวลาไปโฟกัสเรื่องวางกลยุทธ์และการสร้างแบรนด์แทน
เครื่องมือ AI อะไรเหมาะกับการเขียนแผนธุรกิจ?
มีเครื่องมือหลายตัวที่ช่วยด้านนี้ เช่น
เครื่องมือเจาะจงด้าน business plan โดยตรง (เช่นแพลตฟอร์มที่ช่วยจัดโครงแผนธุรกิจ)
หรือใช้เครื่องมือเขียนด้วย AI ที่ช่วยจัดโครง แบ่งส่วน และเรียบเรียงข้อมูลให้เป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ตัวแทนการรีเสิร์ชตลาด คุณยังต้องหาข้อมูลจริง มาวิเคราะห์ร่วมด้วยเสมอ
AI ตัวไหนดีสุดสำหรับธุรกิจ?
คำตอบขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ เช่น
เน้นเขียนคำอธิบายสินค้า + อีเมล → Shopify Magic
เน้นบทความยาว/ไกด์/เอกสารกลยุทธ์ → Jasper หรือ Claude
เน้นแชตบอทตอบลูกค้า → Botpress หรือโซลูชันแชตบอทอื่นๆ
ไม่มี AI ตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกเคส มีแต่ “เหมาะกับงานไหนที่สุด” มากกว่า
ChatGPT ยังน่าใช้สำหรับธุรกิจอยู่ไหม?
ChatGPT ยังเป็นผู้ช่วยอเนกประสงค์ที่ดีมากสำหรับ:
ระดมไอเดีย
เขียนและปรับคอนเทนต์
ตอบคำถามและช่วยคิดโครง
ช่วยเขียนโค้ดบางส่วน
แต่สำหรับงานเฉพาะทางด้านอีคอมเมิร์ซ เครื่องมืออย่าง Jasper, Shopify Magic หรือ Claude มักจะ มีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะงานมากกว่า เช่น การเรียนรู้โทนแบรนด์ หรือเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มร้านค้าโดยตรง
5 โปรแกรม Generative AI ที่น่าใช้สำหรับอีคอมเมิร์ซ
ตัวอย่างเครื่องมือยอดนิยม:
Shopify Magic – เน้นคำอธิบายสินค้าและอีเมล
Jasper – ทำคอนเทนต์หลากรูปแบบตามโทนแบรนด์
Claude – เก่งงานเนื้อหายาวและช่วยวางแผนเชิงกลยุทธ์
Pictory – แปลงบทความ/สคริปต์ให้เป็นวิดีโอ
ChatGPT – ผู้ช่วยสารพัดประโยชน์สำหรับรีเสิร์ช ไอเดีย เขียน และโค้ด
ตัวอย่างโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ แยกตามงาน
ด้านประสิทธิภาพการทำงาน: Notion, Claude, Otter
ด้านการตลาด: HubSpot, Buffer, Jasper
ด้านบริการลูกค้า: Botpress, Kustomer
ด้านงานครีเอทีฟ: Shopify Magic, Pictory, Jasper
ด้านวิเคราะห์ข้อมูล: Shopify Analytics, Google Looker Studio
สรุป: เล่น AI ให้เป็น ร้านเล็กก็สเกลได้แบบมืออาชีพ
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ แปลว่าคุณกำลังคิดเหมือนเจ้าของกิจการยุคใหม่ส่วนใหญ่ว่า “ถึงเวลาปล่อยให้ AI ช่วยแบกงานแทนเราแล้ว”
ลองเริ่มจากคำถามง่ายๆ:
วันนี้งานไหนที่คุณทำซ้ำๆ แล้วรู้สึกเสียเวลา
งานไหนที่ถ้าให้ AI ช่วย จะทำให้คุณมีเวลาคิดเรื่องการเติบโตมากขึ้น
เริ่มจากเครื่องมือเดียว ทดลองในสcope เล็กๆ วัดผล แล้วค่อยขยายไปส่วนอื่นของธุรกิจ อย่าลืมว่าเป้าหมายไม่ใช่ใช้ AI ให้เยอะที่สุด แต่คือใช้ให้คุ้มที่สุด
สุดท้าย ร้านที่ชนะไม่ใช่ร้านที่ใช้เทคโนโลยีแพงที่สุด แต่คือร้านที่ ใช้เทคโนโลยีได้ฉลาดที่สุด นั่นเอง

