รับแอปรับแอป

สายเจ้าของร้านออนไลน์ต้องรู้! 15 โปรแกรม AI ตัวท็อป ที่ช่วยเพิ่มยอดขายแบบทำงานน้อยลง แต่เงินเข้าเยอะขึ้น

ปกรณ์ชัย พูนผล01-30

เริ่มก่อน รวยก่อน: ทำไมเจ้าของร้านออนไลน์ถึงหนี AI ไม่พ้นแล้ว

ถ้าคุณมีร้านค้าออนไลน์อยู่ตอนนี้ น่าจะคุ้นกับชีวิตแบบ “ทำทุกอย่างเอง” ทั้งเปิดตัวสินค้าใหม่ ทำคอนเทนต์ ทำโฆษณา ตอบลูกค้า เช็กสต๊อก และสารพัดงานเบื้องหลังที่ไม่มีใครเห็น

ตอนนี้ข่าวดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยสองมือแล้ว เพราะมี โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ ให้เลือกใช้เพียบ ช่วยให้คุณ ทำงานได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง แม้จะเป็นทีมเล็ก หรือทำคนเดียวก็ตาม

เครื่องมือเหล่านี้ช่วยทำงานสำคัญแบบอัตโนมัติ เช่น

  • จัดการสต๊อกสินค้า

  • ตอบแชตลูกค้า

  • สร้างคอนเทนต์

  • วิเคราะห์ยอดขายและพฤติกรรมลูกค้า

ที่สำคัญ หลายตัว เริ่มแบบฟรีได้เลย ค่อยอัปเกรดทีหลังเมื่อเห็นผลลัพธ์

ด้านล่างนี้คือการรวบรวมไอเดียการใช้ AI สำหรับร้านออนไลน์ พร้อมตัวอย่างโปรแกรมที่น่าใช้ และแนวทางเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

1. โปรแกรม AI เพื่อเร่งประสิทธิภาพงานหลังบ้านอีคอมเมิร์ซ

AI ไม่ได้มาแย่งงานคน แต่มาช่วยเก็บงานที่ซ้ำๆ น่าเบื่อออกไป เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสเรื่องสำคัญอย่างกลยุทธ์และการเติบโตของร้านแทน

Notion: ศูนย์บัญชาการโปรเจกต์ของร้านออนไลน์

Notion คือ ระบบจัดการโปรเจกต์แบบครบวงจร ที่ฝัง AI เข้าไปในแทบทุกมุมของแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างงานที่ใช้ AI ช่วยได้:

  • สรุปโน้ตประชุมและดึงประเด็นสำคัญ

  • แปลงโน้ตยาวๆ เป็น to-do list พร้อมลงมือ

  • สร้างรายงานจากฐานข้อมูลสินค้า ยอดขาย หรืองานหลังบ้านแบบอัตโนมัติ

  • จัดการ workflow ผ่านมุมมอง Projects ให้คุณเห็นภาพงานแบบครบจอ

คุณสามารถสร้าง workspace เดียวที่รวมทุกอย่างของร้าน เช่น

  • ฐานข้อมูลสินค้าและสต๊อก

  • ฐานข้อมูลออเดอร์และลูกค้า

  • ปฏิทินคอนเทนต์

  • แผนเปิดตัวสินค้าใหม่

จุดแข็งของ Notion คือความยืดหยุ่นสูง ขยายจากการจดโน้ตธรรมดาไปสู่ ระบบหลังบ้านร้านออนไลน์เต็มรูปแบบ ได้เลย

ราคา (ภาพรวม):

  • มีแพ็กเกจฟรี ฟีเจอร์พื้นฐานครบพอเริ่ม

  • แพ็กเกจเสียเงินเริ่มต้นราว $12/ผู้ใช้/เดือน (Plus)

  • ฟีเจอร์ Notion AI แบบจริงจังใช้ได้ในแพ็กเกจ Business ขึ้นไป

จุดเด่น:

  • เทมเพลต workflow สำหรับร้านค้าออนไลน์พร้อมใช้

  • อินเทอร์เฟซสะอาด เข้าใจง่าย

  • เหมาะกับทีมที่ทำงานแบบ asynchronous (ไม่ได้ออนไลน์พร้อมกัน) แต่ยังทำงานร่วมกันได้ลื่นๆ

ข้อควรรู้:

  • ต้องใช้เวลาเรียนรู้โครงสร้างเล็กน้อย

  • ไม่มีโหมดออฟไลน์จริงจัง

  • ไม่เหมาะมากสำหรับชุดข้อมูลที่ใหญ่มากหรือซับซ้อนเกินไป

วิธีเริ่มต้นแบบเร็ว:

  1. สมัคร Notion และสร้าง workspace

  2. สร้างฐานข้อมูลหลัก เช่น สินค้า ออเดอร์ ลูกค้า

  3. ตั้งค่า dashboard รวบยอดเพื่อดูยอดขาย การตลาด งานปฏิบัติการ และการซัพพอร์ตลูกค้าในหน้าเดียว

Otter: แปลงประชุมเป็นข้อมูลใช้งานได้จริง

Otter ช่วย ถอดเสียงประชุมแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะคุยผ่าน Zoom พบปะกับซัพพลายเออร์ หรือนัดทีมกันแบบเจอหน้า คุณจดโน้ตน้อยลง แต่ได้ข้อมูลมากขึ้น

สิ่งที่ Otter ทำได้:

  • ใส่ time stamp ให้บทสนทนา

  • แยกตามผู้พูดแบบอัตโนมัติ

  • สรุปหัวข้อหลัก คำถามสำคัญ และสัดส่วนเวลาที่แต่ละคนพูด

เหมาะมากกับทีมอีคอมเมิร์ซที่ต้องประชุมบ่อย ทั้งเรื่องสินค้าใหม่ เงื่อนไขจากผู้ผลิต และแผนการตลาด

ราคา (ภาพรวม):

  • แพลนฟรี: ถอดเสียงได้ 300 นาที/เดือน จำกัด 30 นาทีต่อครั้ง

  • แพลนเสียเงินเริ่มประมาณ $16.99/เดือน หรือ $100/ปีแบบจ่ายล่วงหน้า

จุดเด่น:

  • ถอดเสียงเร็วและแม่น

  • มี AI แนะนำให้ไฮไลต์ประเด็นสำคัญ

ข้อควรรู้:

  • ตัวเลือกส่งออก/แก้ไขไฟล์ค่อนข้างจำกัดในเวอร์ชันฟรี

แนวทางใช้ Otter ให้คุ้ม:

  • เชื่อมกับ Zoom หรือแอปปฏิทิน ให้ Otter เข้าไปบันทึกคอลอัตโนมัติ

  • ถอดเสียงคอลฝ่ายบริการลูกค้า เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับเทรนทีม

  • บันทึกการคุยกับเวนเดอร์/ผู้ผลิตเก็บรายละเอียดสเปกและกำหนดเวลาชัดเจน

  • ใช้ระหว่างประชุมวางแผนสินค้าและการตลาด เพื่อสร้างโน้ตประชุมอัตโนมัติ

  • ทบทวน transcript เพื่อหา pain point ลูกค้าและจุดที่ธุรกิจต้องปรับ

เคล็ดลับด้านจริยธรรม:

ก่อนบันทึกเสียงประชุม ควรแจ้งให้ผู้เข้าร่วมทุกคนทราบและ ขอความยินยอมอย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดกติกาการเก็บ การเข้าถึง และระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลให้โปร่งใส

Claude: ผู้ช่วย AI ขั้นสูงสำหรับงานคิด งานเขียน และงานวิเคราะห์

Claude คือ Generative AI (GenAI) และตระกูลโมเดลภาษา (LLMs) จาก Anthropic ที่ออกแบบมาให้เก่งทั้งงานเขียนและงานคิดวิเคราะห์

สิ่งที่ร้านออนไลน์ใช้ Claude ทำได้ เช่น

  • เขียนคำอธิบายสินค้าแบบ long-form ที่อ่านแล้วอยากซื้อ

  • ระดมไอเดียแคมเปญการตลาด โปรโมชั่น และคอนเทนต์

  • สรุปข้อมูลดิบ เช่น ไฟล์ยอดขาย รายการสินค้า สัญญากับซัพพลายเออร์

  • ผสานเป็นแชตบอทหน้าร้าน ตอบคำถาม ติดตามสถานะออเดอร์ แนะนำสินค้า

ราคา (ภาพรวม):

  • มีแพ็กเกจฟรี ให้ทดลองใช้โมเดลพื้นฐาน

  • แพ็กเกจเสียเงินเริ่มประมาณ $20/เดือน ใช้งานโมเดล Claude ทุกตัว พร้อมโควตาและฟีเจอร์เพิ่มขึ้น

จุดเด่น:

  • เก่งงานเนื้อหายาวและการสรุปข้อมูลซับซ้อน

  • ความสามารถด้านการให้เหตุผลสูง เหมาะกับงานคิดเชิงกลยุทธ์

ข้อควรรู้:

  • ยังมีขีดจำกัดด้านโควตา แม้ในแผนเสียเงิน

  • ผลลัพธ์อาจไม่แม่นสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทางมากๆ ต้องทดสอบก่อนใช้จริงจัง

แนวทางเริ่มใช้ Claude สำหรับร้าน:

  1. สมัครและสร้าง workspace

  2. ให้ Claude วิเคราะห์ไฟล์ เช่น รายการสินค้า + ยอดขาย เพื่อดึง insight

  3. ใช้เขียนคำอธิบายสินค้า อีเมลหา ลูกค้า คอนเทนต์เว็บไซต์ และโพสต์โซเชียล

  4. ผสานเป็นแชตบอทตอบคำถามลูกค้าและเคสที่พบบ่อย

2. โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์สำหรับการตลาดและดึงลูกค้า

การตลาดที่ดีเริ่มจากการเข้าใจลูกค้า เข้าถูกช่อง ถูกเวลา และสื่อสารได้โดนใจ AI เข้ามาช่วยได้ทั้งด้าน การสื่อสาร การวางแผน และการวัดผล

Shopify Inbox: แชตบอทหน้าร้านที่ช่วยปิดการขายแบบเรียลไทม์

Shopify Inbox คือเครื่องมือแชตในฝั่ง admin ของ Shopify ที่ติดไปกับหน้าร้านโดยตรง เป็นไอคอนแชตมุมจอที่เรามักเห็นคำว่า “ต้องการความช่วยเหลือไหม?”

ลูกค้ามีคำถาม เช่น “มีไซซ์ M ไหม” หรือ “ส่งกี่วันถึง?” ก็ทักถามได้ทันที จากนั้นทีมคุณจะได้รับแจ้งเตือนบนเดสก์ท็อปหรือมือถือ และเลือกตอบเอง หรือให้ AI ช่วยตอบอัตโนมัติ 24 ชม. ก็ได้

แบรนด์จำนวนมากใช้ Inbox เพื่อให้

  • แสดงข้อความต้อนรับผู้เข้าชม

  • ส่งลิงก์ส่วนลดหรือโค้ดโปรโมชัน

  • แนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ลูกค้าดูอยู่

  • เปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นผู้ซื้อ โดยตอบคำถามหน้างานแบบส่วนตัว

คุณยังจัดการแชตได้ทั้งบนคอมและแอปมือถือ แถมมอบหมายให้ทีมแต่ละคนดูแชตคนละส่วนได้ด้วย

ราคา:

  • รวมอยู่ในทุกแพ็กเกจ Shopify ใช้ได้เลยโดยไม่คิดเพิ่ม

จุดเด่น:

  • ผสานกับ Shopify โดยตรง เห็นข้อมูลลูกค้าแบบครบตอนคุย เช่น ชื่อ สินค้าในตะกร้า ประวัติออเดอร์

  • ทำให้การตอบลูกค้าดูเป็นส่วนตัวขึ้นมาก

ข้อควรรู้:

  • ยังไม่รองรับการเชื่อมต่อแพลตฟอร์มภายนอกเชิงลึก ถ้าต้องการฟังก์ชัน contact center ระดับหนัก อาจต้องใช้โซลูชันอื่นเพิ่มเติม

วิธีเริ่มใช้ Shopify Inbox:

  1. ติดตั้งแอป Shopify Inbox จาก App Store

  2. ไปที่ “Apps and sales channels” เพื่อกำหนดค่าการแชตและหน้าตา widget

  3. ตั้งค่าการแจ้งเตือน คำตอบด่วน และข้อความอัตโนมัติ

  4. เปิดใช้งานแชตบนร้าน และปรับข้อความทักทายให้ตรงกับโทนแบรนด์

  5. ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงให้ทีมใช้งานได้ครบ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ลูกค้าก็เริ่มคุยกับคุณผ่านหน้าร้านได้ทันที

HubSpot: แพลตฟอร์มการตลาด + AI ในที่เดียว

HubSpot ถูกออกแบบมาเป็น ศูนย์กลางด้านการตลาดและการขาย โดยมี AI แทรกอยู่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นดึงลีดจนถึงการรักษาลูกค้า

ตัวอย่างที่ AI ช่วยคุณได้:

  • เขียนอีเมลขายและแคมเปญ nurture

  • สร้างบทความบล็อก โพสต์โซเชียล meta description และ CTA

  • สร้างหน้า landing page ทั้งหน้าได้จาก prompt เดียว

  • ใช้ข้อมูลจาก CRM และระบบขายมาวิเคราะห์และทำ personalization แบบลึก

ราคา (ภาพรวม):

  • มีเครื่องมือ AI บางส่วนให้ใช้ฟรี

  • แพ็กเกจ Marketing Hub แบบเสียเงินเริ่มราว $15/ผู้ใช้/เดือน

จุดเด่น:

  • เป็นแพลตฟอร์ม all-in-one เชื่อมการตลาด การขาย และ CRM

  • ขยายได้จากร้านเล็กจนถึงองค์กรใหญ่

ข้อควรรู้:

  • โครงสร้างราคาและฟีเจอร์ค่อนข้างซับซ้อน

  • ฟีเจอร์ A/B testing อยู่ในแพลนระดับสูง ราคาค่อนข้างแรง

วิธีเริ่มต้น HubSpot กับร้านคุณ:

  1. สมัครบัญชีและเชื่อมกับร้านอีคอมเมิร์ซ

  2. สร้างเซกเมนต์ลูกค้าด้วยเครื่องมือ personalization

  3. ใช้ AI เขียนอีเมล นิวส์เลตเตอร์ โพสต์โซเชียล บล็อก

  4. ติดตามผลลัพธ์และดู ROI ของแคมเปญผ่าน predictive analytics

Buffer: ผู้ช่วยวางตารางโพสต์โซเชียลให้ทั้งเดือน

Buffer คือเครื่องมือจัดการโซเชียลที่ช่วยให้เจ้าของร้านออนไลน์ ผลิตและปล่อยคอนเทนต์แบบต่อเนื่อง โดยไม่ต้องนั่งโพสต์เองทุกวัน

คุณทำได้ทั้ง:

  • วางตารางโพสต์บนหลายแพลตฟอร์มในที่เดียว

  • ใช้ AI คิดไอเดียโพสต์ เขียนแคปชัน และแฮชแท็ก

  • ดูการมีส่วนร่วมของแต่ละแคมเปญในแดชบอร์ดเดียว

ราคา (ภาพรวม):

  • แพลนฟรี: เชื่อมได้ 3 ช่องทาง

  • แพลนเสียเงินเริ่มราว $6/ช่องทาง/เดือน

จุดเด่น:

  • ใช้งานง่ายมาก เหมาะกับร้านเล็ก-กลาง

  • ฟีเจอร์ตั้งเวลาโพสต์ทำให้ร้านดู “มีชีวิต” ตลอด

ข้อควรรู้:

  • การวิเคราะห์เชิงลึกและ collaboration เต็มรูปแบบอยู่ในแผนเสียเงิน

วิธีเริ่มต้น:

  1. สมัครบัญชี Buffer แล้วเชื่อม Instagram/TikTok/Pinterest/LinkedIn ของแบรนด์

  2. ใช้ AI ของ Buffer เสนอไอเดียคอนเทนต์และเขียนแคปชัน

  3. ตั้งเวลาโพสต์ทั้งสัปดาห์หรือทั้งเดือน แล้วใช้แดชบอร์ดดูผลและปรับกลยุทธ์

3. โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ด้านงานดูแลลูกค้า

การตอบลูกค้าไวและแก้ปัญหาได้ดีคือหัวใจของการสร้างแบรนด์ที่ลูกค้ารัก AI ช่วยให้คุณ ตอบคำถามซ้ำๆ อัตโนมัติ แล้วให้ทีมไปโฟกัสเคสยากๆ ที่ต้องใช้มนุษย์ดูแทน

Botpress: สร้างแชตบอทเองได้ โดยไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์

Botpress เป็นแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สสำหรับสร้าง เอเจนต์ AI และแชตบอท ที่ยืดหยุ่นและทรงพลัง ใช้เทคโนโลยี NLP เพื่อเข้าใจเจตนาของลูกค้าและตอบได้ตรงคำถามมากขึ้น

ตัวอย่างงานที่ Botpress ช่วยได้:

  • ตอบ FAQ เกี่ยวกับการจัดส่ง การคืนสินค้า วิธีใช้งาน

  • ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะออเดอร์ผ่านแชตได้เอง

  • แนะนำสินค้าที่เหมาะกับความต้องการลูกค้า

มีตัวแก้ไขแบบลาก-วาง ไม่ต้องเขียนโค้ดก็สร้าง flow การสนทนาหลายขั้นตอนซับซ้อนได้ ส่วนคนที่เป็นสายเทคนิคก็เชื่อมต่อผ่าน API เพิ่มความซับซ้อนและผูกเข้ากับระบบต่างๆ ได้เต็มที่

ราคา (ภาพรวม):

  • มีเวอร์ชันโอเพ่นซอร์สให้ใช้ฟรี

  • แพ็กเกจเสียเงินเริ่มราว 2,850 บาทต่อเดือน พร้อมฟีเจอร์ขั้นสูง

จุดเด่น:

  • สร้างแชตบอทแบบ no-code ได้ แต่ก็รองรับการปรับแต่งขั้นสูง

  • เชื่อมกับเครื่องมือภายนอกได้ไม่ยุ่งยาก

  • รองรับหลายภาษา เหมาะกับร้านที่ขายหลายประเทศ

ข้อควรรู้:

  • ถ้าจะใช้ความสามารถขั้นสูง ต้องทำความเข้าใจระบบพอสมควร

  • การเชื่อมต่อแบบ custom บางอย่างต้องใช้ความรู้ด้านโค้ด

วิธีเริ่มต้นกับ Botpress:

  1. สมัครและสร้างบอทใหม่

  2. เลือกว่าจะให้บอทช่วยงานอะไร เช่น FAQ, ตรวจสอบออเดอร์, คืนสินค้า

  3. สร้าง flow บทสนทนาให้ครอบคลุมเคสหลัก

  4. เชื่อมบอทกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และระบบอย่าง CRM หรือคลังสินค้า

  5. ทดสอบด้วยคำถามจริง แล้วค่อยปล่อยบอทลงเว็บไซต์/แอป/โซเชียลของร้าน

Kustomer: ศูนย์รวมประวัติลูกค้า + AI วิเคราะห์เพื่อซัพพอร์ตแบบเฉพาะคน

Kustomer คือแพลตฟอร์มที่รวมทุกบทสนทนาจากหลายช่องทางไว้ในที่เดียว ทั้งอีเมล แชต SMS และโซเชียล เพื่อให้ทีมซัพพอร์ตเห็น ภาพรวมความสัมพันธ์กับลูกค้าแต่ละคนแบบไทม์ไลน์เดียว

ทีมของคุณจะเห็นได้ทันทีว่า ลูกค้าคนนี้เคยสั่งอะไรไปแล้ว คุยเรื่องไหนค้างอยู่ ชอบอะไรเป็นพิเศษ ฯลฯ ทำให้ตอบได้เร็วและส่วนตัวมากขึ้น

ราคา (ภาพรวม):

  • แพ็ก Enterprise เริ่มราว 2,850 บาท/ที่นั่ง/เดือน

  • แพ็ก Ultimate ราว 4,450 บาท/ที่นั่ง/เดือน พร้อมฟีเจอร์เพิ่ม เช่น skill-based routing และ real-time dashboard

จุดเด่น:

  • CRM แบบรวมศูนย์สำหรับงานซัพพอร์ต

  • AI route เคสไปหาคนที่เหมาะที่สุดโดยอัตโนมัติ

  • แดชบอร์ดปรับแต่งได้ตามทีม

ข้อควรรู้:

  • การปรับแต่งเชิงลึกมักต้องพึ่งทีมเทคนิค

  • ราคาค่อนข้างสูงสำหรับร้านเล็กหรือสตาร์ทอัพ

แนวทางเริ่มใช้:

  1. ขอเดโมจากทีม Kustomer

  2. เลือกแพลนและเชื่อมกับร้านอีคอมเมิร์ซ

  3. ตั้งค่า AI assistant และ workflow อัตโนมัติตามเคสที่พบบ่อย

  4. นำข้อมูลซัพพอร์ตเก่ามาสร้างโปรไฟล์ลูกค้าและเทรนระบบ

  5. เทรนทีมซัพพอร์ตให้ใช้แพลตฟอร์มเป็นศูนย์กลางการทำงาน

4. โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์สำหรับงานครีเอทีฟ

งานครีเอทีฟไม่ได้หายไปเพราะมี AI แต่จะ ทำได้เร็วขึ้น ถูกลง และทดสอบไอเดียได้มากขึ้น โรงงานคอนเทนต์ของร้านคุณจะทำงานแบบแทบไม่หยุด ถ้าใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็น

Shopify Magic: ให้ AI เขียนคำอธิบายสินค้าแทนคุณ

สำหรับร้านที่ใช้ Shopify อยู่แล้ว คุณจะมีชุดเครื่องมือ AI ชื่อ Shopify Magic ที่ฝังอยู่ทั่วแพลตฟอร์ม โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

งานที่ Shopify Magic ช่วยได้ เช่น

  • เขียน/ปรับคำอธิบายสินค้า

  • เขียนอีเมลการตลาดและแคมเปญโปรโมชัน

  • ช่วยสร้างคอนเทนต์บนหน้าเว็บหรือบล็อก

  • สร้างรูปภาพ/โลโก้บางส่วนผ่าน media editor

ฟีเจอร์ด้านเนื้อหาหลายส่วนรองรับหลายภาษา เช่น อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส จีนตัวย่อ เป็นต้น

มีเคสที่แบรนด์สินค้าหนังใช้ภาพที่ปรับด้วย AI แทนการถ่ายสินค้า มูลค่าหลายร้อยดอลลาร์ ช่วยลดต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ไปได้มาก

ราคา:

  • ใช้ได้ฟรีในทุกแพ็กเกจ Shopify (Basic, Grow, Advanced, Plus)

จุดเด่น:

  • ผูกกับข้อมูลสินค้าจริงในร้านโดยตรง

  • รองรับหลายภาษาและหลายฟอร์แมตคอนเทนต์

  • ทำให้การสร้างคำอธิบายสินค้าและอีเมลเร็วขึ้นมาก

ข้อควรรู้:

  • ข้อความที่ได้อาจต้องปรับแต่งให้เข้ากับโทนแบรนด์ของคุณ

  • ถ้าเป็นบทความยาวหรือคอนเทนต์ลึกๆ เครื่องมือเฉพาะทางอาจเหมาะกว่า

วิธีเริ่มใช้ Shopify Magic:

  1. ล็อกอิน Shopify admin

  2. ไปที่ Products เลือกสินค้าแล้วกด “Generate text” ในช่องคำอธิบาย

  3. ใส่รายละเอียด/คีย์เวิร์ดที่ต้องการ แล้วให้ AI สร้างข้อความเบื้องต้น

  4. แก้ให้เข้ากับสไตล์แบรนด์ ก่อนกดบันทึก

  5. ทดลองใช้ในส่วนอื่นๆ เช่น Shopify Messaging หรือ theme editor และ media editor

Jasper: โรงงานคอนเทนต์ที่เรียนรู้โทนแบรนด์คุณได้

Jasper เป็นแพลตฟอร์ม AI ที่เน้น การสร้างคอนเทนต์จำนวนมาก สำหรับธุรกิจ ทั้งข้อความสั้น-ยาว และเนื้อหาที่ต้องการความสม่ำเสมอของโทนเสียง

สิ่งที่ Jasper ทำได้ดี:

  • สร้างคอนเทนต์ที่ปรับให้เหมาะกับ SEO

  • เขียนโฆษณา คำอธิบายสินค้า บทความบล็อก อีเมล

  • เรียนรู้ tone of voice ของแบรนด์คุณจากเว็บไซต์ คู่มือสไตล์ และคอนเทนต์เดิม

ในแพ็กเกจระดับสูง คุณตั้งโทนเสียงหลายแบบสำหรับแต่ละช่องทาง เช่น โทนสำหรับสุนทรพจน์ผู้บริหาร กับโทนสำหรับโซเชียลมีเดีย

Jasper ยังมี AI สร้างภาพ ช่วยออกแบบรูปสำหรับใช้งานประกอบคอนเทนต์ต่างๆ ได้ด้วย

ราคา (ภาพรวม):

  • แพ็กเกจ Pro ทดลองฟรี 7 วัน จากนั้นราว 2,200 บาท/เดือน

  • แพ็กเกจ Business เป็นแบบราคา custom ตามงานและทีม

จุดเด่น:

  • รองรับการสร้างคอนเทนต์ในปริมาณมาก ใช้กับทีมได้

  • มีเทมเพลตสำหรับอีคอมเมิร์ซโดยตรง

  • คุณภาพคอนเทนต์โดยเฉลี่ยค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับเครื่องมือทั่วไป

ข้อควรรู้:

  • แพงกว่า AI generic หลายตัว เช่น บางแพ็กของ ChatGPT หรือ Gemini

  • ฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น คู่มือสไตล์ การทำงานร่วมกันในเอกสาร รวมถึง Jasper Studio อยู่ในแพล็น Business

วิธีเริ่มใช้ Jasper:

  1. เลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับทีม หรือเริ่มทดลองใช้ Pro

  2. อัปโหลดเอกสาร tone of voice และตัวอย่างคอนเทนต์ของแบรนด์

  3. เลือกเทมเพลตที่ต้องการ เช่น คำอธิบายสินค้า บทความ โฆษณา อีเมล

  4. ให้ AI สร้างร่าง แล้วปรับแต่งก่อนเผยแพร่

Pictory: เปลี่ยนข้อความให้กลายเป็นวิดีโอโชว์สินค้า

Pictory คือเครื่องมือสร้างและตัดต่อวิดีโอด้วย AI ที่เหมาะกับคนที่ ไม่มีพื้นฐานตัดต่อ แต่อยากได้วิดีโอคุณภาพดีไปใช้ขายของ

คุณเพียงแค่ใส่:

  • คำอธิบายสินค้า

  • ข้อความจากหน้าสินค้า

  • ลิงก์บทความบล็อก

  • สคริปต์วิดีโอ

ระบบก็จะสร้างวิดีโอให้โดยอัตโนมัติ พร้อมเสียงบรรยาย ภาพประกอบ ซับไตเติล และเพลงพื้นหลัง

ยังสามารถนำวิดีโอที่มีอยู่แล้ว เช่น Webinar พอดแคสต์ หรือบันทึก Zoom มาให้ Pictory ถอดเสียง และใช้วิธีแก้ transcript เพื่อแก้วิดีโอได้ง่ายๆ

ราคา (ภาพรวม):

  • Starter: ~800 บาท/เดือน (ผู้ใช้ 1 คน วิดีโอรวม 200 นาที)

  • Professional: ~1,570 บาท/เดือน (ผู้ใช้ 1 คน วิดีโอรวม 600 นาที)

  • Teams: ~3,810 บาท/เดือน (ทีม 3 คนขึ้นไป วิดีโอรวม 1,800 นาที)

  • Enterprise: ราคา custom ตามการใช้งาน

จุดเด่น:

  • สร้างวิดีโอจากสคริปต์/URL/ข้อความได้เลย

  • ทำซับไตเติลและเสียงพากย์ AI ให้อัตโนมัติ

  • ปรับฟอร์แมตวิดีโอให้เหมาะกับแพลตฟอร์มต่างๆ ได้

ข้อควรรู้:

  • เสียงพากย์ AI อาจฟังดูไม่เป็นธรรมชาติในบางภาษา

  • ยังไม่รองรับหลายแทร็กเสียงในวิดีโอเดียวได้เต็มรูปแบบ

วิธีเริ่มใช้:

  1. สมัคร Pictory และเริ่มจากช่วงทดลองใช้ฟรี

  2. ใส่สคริปต์หรือ URL หน้าสินค้า

  3. เลือก/ปรับภาพประกอบ เสียงพากย์ และซับไตเติล

  4. ตั้งค่าฟอร์แมตและสไตล์ให้ตรงกับแบรนด์ แล้ว export ไปใช้บนหน้าเว็บหรือโซเชียลของร้าน

5. โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ด้านวิเคราะห์ข้อมูล

ร้านที่เติบโตคือร้านที่ฟัง “ภาษาตัวเลข” ออก ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ทราฟฟิก หรือพฤติกรรมการคลิกของลูกค้า AI และเครื่องมือ analytics ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ อ่านง่ายขึ้น และเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง

Shopify Analytics & Reporting Dashboards

Shopify Analytics แสดงข้อมูลสำคัญของร้านแบบเรียลไทม์จากใน admin คุณสามารถดูได้ในที่เดียวว่า:

  • ยอดขายรวมวันนี้/เดือนนี้เท่าไหร่

  • อัตรา conversion เป็นอย่างไร

  • ทราฟฟิกมาจากช่องทางไหนบ้าง

  • สินค้าไหนขายดีสุด

  • คนเข้าเว็บจากอุปกรณ์อะไร

จากข้อมูลนี้ คุณจะเริ่มเห็น pattern เช่น

  • ลูกค้าจากบางภูมิภาคเข้าเยอะ แต่ไม่ค่อยซื้อ → อาจต้องทำโฆษณารีทาร์เก็ตเจาะพื้นที่

  • สินค้าบางตัวยอดวิวสูงแต่ขายน้อย → อาจต้องปรับคำอธิบาย รูป หรือราคา

ราคา:

  • ใช้ได้ฟรีในทุกแพ็กเกจ Shopify (แพ็ก Starter มีรายงานจำกัด)

  • รายงานขั้นสูงต้องใช้ Shopify Advanced หรือ Plus

จุดเด่น:

  • ผสานในระบบ Shopify อยู่แล้ว ไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม

  • เป็นศูนย์กลางดูข้อมูลยอดขายและทราฟฟิกจากทุกช่องทางการขาย

  • เชื่อมต่อกับ Google Analytics และเครื่องมือภายนอกได้

ข้อควรรู้:

  • การสร้างรายงานแบบ custom หรือใช้ ShopifyQL ต้องมีพื้นฐานเทคนิคบ้าง

วิธีเริ่มต้น:

  1. เข้าสู่ Shopify admin แล้วไปที่เมนู Analytics

  2. ดูภาพรวมใน Analytics dashboard

  3. ถ้าต้องการดูละเอียด ไปที่ Analytics > Reports

  4. เลือกช่วงวันที่และตัวกรองให้ตรงกับคำถามที่อยากรู้ เช่น สินค้าขายดีตามช่องทาง

Google Looker Studio: เอาข้อมูลหลายที่มารวมเป็นแดชบอร์ดเดียว

Google Looker Studio คือเครื่องมือฟรีที่ช่วยเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็น แดชบอร์ดภาพสวยๆ แบบ interactive คุณจึงดูยอดขาย ทราฟฟิก พฤติกรรมผู้ใช้ และ ROI โฆษณาในที่เดียว

รองรับการดึงข้อมูลจาก:

  • Google Analytics

  • Google Ads

  • BigQuery

  • Facebook Ads

  • Shopify (ผ่านตัวเชื่อมต่อ)

ราคา:

  • เวอร์ชันพื้นฐานฟรี

  • Looker Studio Pro ราว 290 บาท/ผู้ใช้/โปรเจกต์/เดือน พร้อมฟีเจอร์ทีมและซัพพอร์ตเพิ่ม

จุดเด่น:

  • เชื่อมกับ ecosystem ของ Google ง่าย

  • ลาก-วางสร้างแดชบอร์ดได้เอง มีเทมเพลตให้เลือกเยอะ

ข้อควรรู้:

  • ความสามารถวิเคราะห์ขั้นสูงยังสู้ BI ระดับ enterprise ไม่ได้

  • บางครั้งอาจมีปัญหาโหลดช้า หรือข้อมูลคลาดเคลื่อนถ้าเชื่อมหลายแหล่ง

วิธีเริ่มต้น:

  1. ล็อกอิน Looker Studio ด้วยบัญชี Google

  2. เชื่อมต่อแหล่งข้อมูลหลัก เช่น Google Analytics/Ads

  3. เริ่มจากเทมเพลต หรือสร้างรายงานใหม่

  4. แชร์แดชบอร์ดให้ทีม หรือฝังบนหน้า internal

6. วิธีเลือกโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ให้เหมาะกับคุณ

เครื่องมือมีเยอะก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ทุกตัว เลือกแค่ตัวที่ ตอบโจทย์จริง และให้ ROI คุ้ม ก็พอ

ขั้นที่ 1: ประเมินว่าร้านคุณ “เหนื่อย” ตรงไหนที่สุด

ลองถามตัวเองว่า:

  • งานไหนกินเวลามากที่สุดแต่สร้างมูลค่าไม่มาก

  • งานไหนถ้าทำอัตโนมัติได้ จะช่วยให้คุณโฟกัสเรื่องสำคัญขึ้น

ตัวอย่างเช่น:

  • ต้องตอบคำถามเดิมๆ จากลูกค้าซ้ำๆ → ใช้แชตบอทช่วย

  • ต้องนั่งกรอกข้อมูล/ออกใบแจ้งหนี้เอง → ใช้ AI + automation

  • ต้องมานั่งสรุปตัวเลขเองทุกสิ้นเดือน → ใช้เครื่องมือ analytics

จากนั้นดูว่าการทำอัตโนมัติสอดคล้องกับเป้าหมายอะไร เช่น

  • เพิ่ม conversion rate

  • ลดการทิ้งตะกร้า

  • จัดส่งเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลง

ขั้นที่ 2: เช็กว่าเชื่อมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ดีแค่ไหน

สำหรับร้าน Shopify ควรเน้นเครื่องมือที่:

  • มีแอปใน Shopify App Store

  • เชื่อมผ่าน Shopify API ได้ดี

  • ซิงก์ข้อมูลยอดขาย ลูกค้า และสต๊อกได้แบบเรียลไทม์

อย่าลืมดูว่าทำงานเข้ากันได้กับเครื่องมือที่ใช้อยู่แล้ว เช่น CRM ระบบอีเมล และเครื่องมือ analytics เพื่อเลี่ยงปัญหา ข้อมูลแยกส่วน (data silo)

ขั้นที่ 3: คิด ROI แบบคร่าวๆ ก่อนตัดสินใจจ่าย

สูตรคิดง่ายๆ:

ROI = (รายได้ที่เพิ่มขึ้น − ค่าใช้จ่ายของเครื่องมือ) ÷ ค่าใช้จ่ายของเครื่องมือ × 100

ตัวอย่าง:

  • ค่าใช้จ่ายแชตบอท: 500 ดอลลาร์/เดือน (~16,000 บาท)

  • ช่วยลดต้นทุนซัพพอร์ตได้: 2,000 ดอลลาร์/เดือน (~64,000 บาท)

ROI ≈ 300%

อย่าดูแค่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ให้คิดรวมถึง

  • ต้นทุนที่ลดลง

  • จำนวนคำสั่งซื้อที่ไม่หลุด

  • จำนวนตะกร้าที่ถูกกู้กลับมาได้

เคล็ดลับ:

เริ่มจากเครื่องมือที่มี ทดลองใช้ฟรี ก่อนเสมอ ตั้ง KPI ง่ายๆ แล้ววัดผลจริง 2–4 สัปดาห์ ถ้าเห็นผลชัดค่อยขยายการใช้งาน

7. Q&A: ถาม-ตอบเรื่องโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์

AI ใช้กับธุรกิจอะไรได้บ้าง?

AI เอาไปใช้ได้หลากหลายมาก เช่น

  • ทำระบบอัตโนมัติแทนงานซ้ำๆ

  • ใช้แชตบอทตอบแชตลูกค้า

  • ช่วยคิดและเขียนคอนเทนต์การตลาด

  • วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายและพฤติกรรมลูกค้า

ธุรกิจเล็กๆ จะใช้ AI ขยายร้านได้ยังไง?

ถ้าใช้แบบมีแผน AI ช่วยให้ธุรกิจเล็ก ต่อสู้กับรายใหญ่ได้ดีขึ้น เช่น

  • ทำงานหลังบ้านแบบอัตโนมัติ (กรอกข้อมูล ออกบิล ฯลฯ)

  • ใช้ CRM ที่มี AI ช่วยส่งอีเมลอัตโนมัติหรือแชตบอท

  • ให้ AI ช่วยเขียนคอนเทนต์ เว็บไซต์ โพสต์โซเชียล และบล็อก

คุณจึงเอาเวลาไปโฟกัสเรื่องวางกลยุทธ์และการสร้างแบรนด์แทน

เครื่องมือ AI อะไรเหมาะกับการเขียนแผนธุรกิจ?

มีเครื่องมือหลายตัวที่ช่วยด้านนี้ เช่น

  • เครื่องมือเจาะจงด้าน business plan โดยตรง (เช่นแพลตฟอร์มที่ช่วยจัดโครงแผนธุรกิจ)

  • หรือใช้เครื่องมือเขียนด้วย AI ที่ช่วยจัดโครง แบ่งส่วน และเรียบเรียงข้อมูลให้เป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ตัวแทนการรีเสิร์ชตลาด คุณยังต้องหาข้อมูลจริง มาวิเคราะห์ร่วมด้วยเสมอ

AI ตัวไหนดีสุดสำหรับธุรกิจ?

คำตอบขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ เช่น

  • เน้นเขียนคำอธิบายสินค้า + อีเมล → Shopify Magic

  • เน้นบทความยาว/ไกด์/เอกสารกลยุทธ์ → Jasper หรือ Claude

  • เน้นแชตบอทตอบลูกค้า → Botpress หรือโซลูชันแชตบอทอื่นๆ

ไม่มี AI ตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกเคส มีแต่ “เหมาะกับงานไหนที่สุด” มากกว่า

ChatGPT ยังน่าใช้สำหรับธุรกิจอยู่ไหม?

ChatGPT ยังเป็นผู้ช่วยอเนกประสงค์ที่ดีมากสำหรับ:

  • ระดมไอเดีย

  • เขียนและปรับคอนเทนต์

  • ตอบคำถามและช่วยคิดโครง

  • ช่วยเขียนโค้ดบางส่วน

แต่สำหรับงานเฉพาะทางด้านอีคอมเมิร์ซ เครื่องมืออย่าง Jasper, Shopify Magic หรือ Claude มักจะ มีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะงานมากกว่า เช่น การเรียนรู้โทนแบรนด์ หรือเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มร้านค้าโดยตรง

5 โปรแกรม Generative AI ที่น่าใช้สำหรับอีคอมเมิร์ซ

ตัวอย่างเครื่องมือยอดนิยม:

  1. Shopify Magic – เน้นคำอธิบายสินค้าและอีเมล

  2. Jasper – ทำคอนเทนต์หลากรูปแบบตามโทนแบรนด์

  3. Claude – เก่งงานเนื้อหายาวและช่วยวางแผนเชิงกลยุทธ์

  4. Pictory – แปลงบทความ/สคริปต์ให้เป็นวิดีโอ

  5. ChatGPT – ผู้ช่วยสารพัดประโยชน์สำหรับรีเสิร์ช ไอเดีย เขียน และโค้ด

ตัวอย่างโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ แยกตามงาน

  • ด้านประสิทธิภาพการทำงาน: Notion, Claude, Otter

  • ด้านการตลาด: HubSpot, Buffer, Jasper

  • ด้านบริการลูกค้า: Botpress, Kustomer

  • ด้านงานครีเอทีฟ: Shopify Magic, Pictory, Jasper

  • ด้านวิเคราะห์ข้อมูล: Shopify Analytics, Google Looker Studio

สรุป: เล่น AI ให้เป็น ร้านเล็กก็สเกลได้แบบมืออาชีพ

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ แปลว่าคุณกำลังคิดเหมือนเจ้าของกิจการยุคใหม่ส่วนใหญ่ว่า “ถึงเวลาปล่อยให้ AI ช่วยแบกงานแทนเราแล้ว”

ลองเริ่มจากคำถามง่ายๆ:

  • วันนี้งานไหนที่คุณทำซ้ำๆ แล้วรู้สึกเสียเวลา

  • งานไหนที่ถ้าให้ AI ช่วย จะทำให้คุณมีเวลาคิดเรื่องการเติบโตมากขึ้น

เริ่มจากเครื่องมือเดียว ทดลองในสcope เล็กๆ วัดผล แล้วค่อยขยายไปส่วนอื่นของธุรกิจ อย่าลืมว่าเป้าหมายไม่ใช่ใช้ AI ให้เยอะที่สุด แต่คือใช้ให้คุ้มที่สุด

สุดท้าย ร้านที่ชนะไม่ใช่ร้านที่ใช้เทคโนโลยีแพงที่สุด แต่คือร้านที่ ใช้เทคโนโลยีได้ฉลาดที่สุด นั่นเอง