รับแอปรับแอป

ฟาสต์แฟชั่นกำลังท่วมโลก แต่เราเปลี่ยนเกมได้: คู่มือเอาตัวรอดจากขยะแฟชั่นสู่แฟชั่นรักษ์โลก

ชุติมา วงศ์ดี01-29

แฟชั่นสวย แต่โลกไม่ไหวแล้ว

วงการแฟชั่นเติบโตไม่หยุด เทรนด์ใหม่มาไวไปไว แต่ในอีกมุมคือภูเขาขยะเสื้อผ้าที่ล้นโลก ทั้งเสื้อผ้าเก่า สินค้าค้างสต็อก รวมถึงของเสียจากโรงงานที่รีไซเคิลไม่ทัน

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแนวคิด แฟชั่นยั่งยืน เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นทั่วโลก เป้าหมายไม่ใช่หยุดแต่งตัวสวย แต่คือทำอย่างไรให้แฟชั่นไม่ทำร้ายโลกจนเกินไป

บทความนี้ชวนมาดูทั้งตัวเลขโหดๆ ของขยะแฟชั่น ไปจนถึงตัวอย่างธุรกิจรักษ์โลก และไอเดียที่เราทุกคนเอาไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

10 สถิติ Fast Fashion ที่อ่านแล้วเสียวโลกสั่น

คำว่า Fast Fashion คือแฟชั่นที่ผลิตเร็ว ราคาถูก ใส่ไม่กี่ครั้งก็ตกเทรนด์แล้วทิ้ง รวมถึงของเสียจากกระบวนการผลิตอย่างเศษผ้า น้ำเสียจากสีย้อม และขยะบรรจุภัณฑ์ต่างๆ

1. ขยะสิ่งทอพุ่งแตะ 92 ล้านตันต่อปี

ทุกปีมีเสื้อผ้าถูกผลิตมากถึงระดับแสนล้านตัน และกว่า 92 ล้านตัน จบชีวิตด้วยการเป็นขยะที่ถูกฝังกลบ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตัวเลขนี้อาจขึ้นไปถึง 134 ล้านตัน ต่อปีในอนาคต

2. มลพิษจากเสื้อผ้าจะเพิ่มอีก 50% ภายในปี 2030

ไม่ใช่แค่ปริมาณขยะ แต่โรงงานสิ่งทอยังปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งก๊าซเรือนกระจกและน้ำเสีย ซึ่งยังไม่มีมาตรการจัดการที่จริงจังเพียงพอ

3. คนอเมริกันหนึ่งคนทิ้งเสื้อผ้า 81.5 ปอนด์ต่อปี

เฉพาะในสหรัฐฯ มีขยะสิ่งทอเฉลี่ยปีละ 11.3 ล้านตัน หรือราว 85% ของขยะสิ่งทอทั้งหมดที่ถูกฝังกลบ เทียบออกมาได้ว่า คนหนึ่งคนทิ้งเสื้อผ้าราว 37 กิโลกรัมต่อปี

4. เสื้อผ้ามือสองจำนวนมากไม่เคยได้กลับมาใช้ใหม่

ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา มีเสื้อผ้ามือสองกว่า 36% ที่ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ ซ้ำร้ายเสื้อผ้าที่ผู้บริโภคซื้อมา มักถูกใส่เพียง 7–10 ครั้ง ก่อนถูกโยนทิ้ง

5. แฟชั่นปล่อยน้ำเสียโลกถึง 20%

ขั้นตอนย้อมสีและผลิตเส้นใยใช้ทั้งสารเคมีและพลังงานสูง ทำให้แฟชั่นปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 3% ของโลก และสร้างมลพิษทางน้ำถึง 20% ยังไม่รวมการใช้เชื้อเพลิงจำนวนมากในทุกขั้นตอน

6. น้ำ 20,000 ลิตร เพื่อผ้าฝ้าย 1 กิโลกรัม

กว่าจะได้เสื้อยืดผ้าฝ้ายหนึ่งตัว ใช้น้ำถึง 2,700 ลิตร ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่มนุษย์คนหนึ่งดื่มได้ราว 900 วัน นี่คือรอยเท้าน้ำ (water footprint) ที่เราแทบไม่เคยเห็น

7. เสียเงิน 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เพราะไม่รีไซเคิลเสื้อผ้า

มีเพียงประมาณ 12% ของเสื้อผ้าเก่าที่ถูกนำไปคัดแยกและรีไซเคิล ส่วนที่เหลือถูกทำลายโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งที่มูลค่าของเสื้อผ้าที่ไม่ถูกรีไซเคิลสูญหายไปมากถึง 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

สาเหตุหนึ่งมาจากโครงสร้างเสื้อผ้าที่ซับซ้อน ระบบเส้นใยผสมทั้งธรรมชาติ สังเคราะห์ พลาสติก และชิ้นส่วนประกอบอื่นๆ ที่ทำให้การรีไซเคิลทั้งตัวชิ้นเป็นเรื่องยุ่งยาก

8. ไมโครพลาสติกจากเสื้อผ้าท่วมทะเล

เสื้อผ้าที่ทำจากไนลอนและโพลีเอสเตอร์จะปล่อย ไมโครฟิลาเมนต์ ทุกครั้งที่ซักและปั่นแห้ง เศษเล็กๆ เหล่านี้เล็ดรอดไปตามระบบบำบัดน้ำเสียลงสู่มหาสมุทร

มีการคาดการณ์ว่าในแต่ละปีมีไมโครพลาสติกจากสิ่งทอปนเปื้อนในทะเลราว 5 แสนล้านตัน เทียบเท่าขวดพลาสติกมากกว่า 5 หมื่นล้านขวด

9. ปีเดียวในสหรัฐฯ มีเสื้อผ้า 2.6 ล้านตันถูกฝังกลบ

สินค้าจำนวนมหาศาลถูกลูกค้าตีกลับ และแทนที่จะนำกลับมาขายต่อ หลายแบรนด์เลือกขุดหลุมฝังกลบเพราะกลัวเรื่องค่าปรับหรือปัญหาโลจิสติกส์

บริษัทด้านโลจิสติกส์ย้อนกลับอย่าง Optoro ประเมินว่าการขนส่งสินค้าตีกลับในปี 2020 ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 16 ล้านตัน เท่ากับรถยนต์ 3.5 ล้านคัน วิ่งบนถนนตลอดทั้งปี

10. การผลิต Fast Fashion เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตั้งแต่ปี 2000

เสื้อผ้าผลิตเร็วขึ้น ถูกลง ขยะก็เพิ่มขึ้นตาม มีเศษผ้าจากการตัดเย็บที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มากถึง 15% ของการผลิตทั้งหมด และมีเสื้อผ้ามากกว่า 150,000 ล้านชิ้น ถูกผลิตออกมาทุกปี ก่อนจะถูกทิ้งอีกครั้งในเวลาไม่นาน

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เรากำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในขณะที่สายพานการผลิตยังเดินหน้าด้วยความเร็วเท่าเดิม (หรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ)

ขยะแฟชั่นคืออะไร (เกินกว่าแค่เสื้อเก่าในตู้)

หลายคนคิดว่าขยะแฟชั่นคือเสื้อผ้าที่ไม่ใส่แล้วเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันครอบคลุมตั้งแต่โรงงานจนถึงตู้เสื้อผ้าบ้านเรา

ประเภทหลักๆ ของขยะแฟชั่น ได้แก่

  • เสื้อผ้าเก่า – เสื้อผ้าชำรุด ใส่ไม่ได้ หรือไม่ต้องการแล้ว

  • สินค้าในสต็อก – ของที่ผลิตมาเกิน เทรนด์ตกไปแล้ว หรือขายไม่ทันฤดูกาล

  • ชุดทำงาน/เครื่องแบบ – ชุดยูนิฟอร์ม ชุดนักเรียน ชุดราชการ ที่หมดอายุการใช้งาน

ทำไมขยะแฟชั่นถึงเยอะขนาดนี้

รากของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตู้เสื้อผ้าแค่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบทั้งหมดของอุตสาหกรรมแฟชั่น

  • ผลิตมากเกินไป เพราะต้องการให้ทันเทรนด์ที่เปลี่ยนเร็ว

  • สินค้าต้นทุนต่ำ ราคาถูก ทำให้คนซื้อบ่อย แต่ใส่ไม่กี่ครั้ง

  • วัฒนธรรม ใช้แล้วทิ้ง แทนที่จะซ่อมแซมหรือนำกลับมาใช้ใหม่

  • ค้าปลีกจำนวนมากสั่งของเข้าสต็อกเกินความจำเป็น จนต้องเคลียร์ด้วยการทิ้งหรือทำลาย

เมื่อเสื้อผ้าราคาถูกเกินไป ผู้บริโภคจำนวนมากจึงรู้สึกว่า ซื้อใหม่ง่ายกว่าเอาไปซ่อม นั่นคือจุดเริ่มต้นของภูเขาขยะที่เราเห็นในวันนี้

ใครสร้างขยะแฟชั่นมากที่สุดบนโลกใบนี้

สถิติบอกเราว่า มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ก็เป็นมหาอำนาจด้านขยะเช่นกัน โดยประเทศที่สร้างขยะแฟชั่นมากที่สุด 7 อันดับแรก ได้แก่

  • จีน – 20 ล้านตัน

  • สหรัฐอเมริกา – 17 ล้านตัน

  • อินเดีย – 7.8 ล้านตัน

  • อิตาลี – 465,925 ตัน

  • เยอรมนี – 391,752 ตัน

  • ฝรั่งเศส – 210,000 ตัน

  • สหราชอาณาจักร – 206,456 ตัน

ในสหราชอาณาจักรซึ่งเต็มไปด้วยดีไซเนอร์ระดับตำนานอย่าง Vivienne Westwood, Stella McCartney, Paul Smith หรือ Alexander McQueen กลับติดอันดับต้นๆ ของยุโรปด้านขยะแฟชั่นเช่นกัน

แม้จะมีร้านการกุศลที่รับบริจาคเสื้อผ้าจำนวนมาก แต่เสื้อผ้าที่ขายไม่ออกสุดท้ายก็จบลงด้วยการฝังกลบหรือเผาอยู่ดี ชาวอังกฤษหนึ่งคนทิ้งเสื้อผ้าเฉลี่ยปีละ 1 กิโลกรัม และกว่า 30% ของขยะสิ่งทอทั้งหมดถูกนำไปฝังกลบ มูลค่าเสื้อผ้าที่ถูกฝังกลบในหนึ่งปีสูงถึง 140 ล้านปอนด์ ขณะที่มีไม่ถึง 20% ที่ถูกรีไซเคิลอย่างจริงจัง

ใส่นานขึ้น 9 เดือน ช่วยโลกได้เป็นสิบเปอร์เซ็นต์

ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคชี้ว่าหากเราเพียงแค่ ใช้เสื้อผ้าที่มีอยู่ให้นานขึ้นอย่างน้อย 9 เดือน จะช่วยลดทั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปริมาณขยะเสื้อผ้าได้ราว 20–30%

ในปัจจุบัน ขยะแฟชั่นทั่วโลกมีชะตากรรมประมาณนี้

  • 25% ถูกนำไปเผา

  • 8% ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำ

  • 10% ถูกรีไซเคิล

แถมเสื้อผ้าหลายชนิดใช้เวลาย่อยสลายนานมาก โดยเฉพาะเมื่อถูกฝังกลบ ต้องใช้เวลาราว 200 ปี ในการย่อยสลาย ขณะเดียวกันกว่า 60% ของเสื้อผ้ายุคนี้ทำมาจากพลาสติก และเสื้อหนึ่งตัวที่ควรใส่ได้ 100–200 ครั้ง มักถูกทิ้งก่อนถึงครึ่งทางด้วยซ้ำ

ขยะสิ่งทอ: ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่ทั้งบ้าน

เมื่อพูดถึงสิ่งทอ เราไม่ได้หมายถึงแค่เสื้อผ้าเท่านั้น แต่รวมถึงชุดเครื่องนอน ผ้าขนหนู ผ้าม่าน และสิ่งทอในบ้านอื่นๆ ด้วย

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับขยะสิ่งทอ ได้แก่

  • มีขยะสิ่งทอที่ถูกฝังกลบราว 5%

  • การผลิตสิ่งทอปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 2 พันล้านตันต่อปี

  • ทุกปีมีขยะพลาสติกจากสิ่งทอราว 42 ล้านตัน

  • ไมโครพลาสติกจากสิ่งทอไหลลงสู่มหาสมุทรประมาณ 10% ของไมโครพลาสติกทั้งหมด

  • ในยุโรปมีขยะสิ่งทอที่ถูกรีไซเคิลไม่ถึง 13% ส่วนกว่า 72% ถูกฝังกลบ

  • ในอินเดีย ขยะสิ่งทอเป็นประเภทขยะใหญ่เป็นอันดับ 3 ที่ถูกนำไปฝังกลบ

  • เส้นใยธรรมชาติย่อยสลายได้เร็ว เช่น ฝ้าย (ประมาณ 3 เดือน) ลินิน (ไม่กี่สัปดาห์) ไหม (1–2 ปี)

  • เส้นใยสังเคราะห์ย่อยสลายช้ามาก เช่น โพลีเอสเตอร์ 20–200 ปี ไนลอน 30–40 ปี และยาง 50–80 ปี

แฟชั่นยั่งยืนในอาเซียน: เทรนด์ใหม่ที่ทำกำไรได้จริง

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนวคิด แฟชั่นยั่งยืน เริ่มถูกพัฒนาเป็นธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะต้องแข่งขันกับเสื้อผ้ามือสองราคาถูก แต่ธุรกิจสายรักษ์โลกเหล่านี้กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

แม้อุตสาหกรรมแฟชั่นจะไม่ได้สร้างขยะมากที่สุดในโลก แต่ก็อยู่ใน อันดับ 6 ของอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษ และกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน

ในประเทศไทยเอง ตลาดเสื้อผ้ามือสองบนโซเชียลเติบโตแรง ขณะเดียวกัน Fast Fashion ก็เร่งผลิตเส้นใยสังเคราะห์มากขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 58 ล้านตันในปี 2000 พุ่งเป็น 109 ล้านตันในปี 2020 เส้นใยเหล่านี้แม้ผลิตง่าย ราคาถูก แต่เป็นภัยเงียบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั่วโลกอุตสาหกรรมแฟชั่นมีมูลค่าสูงถึง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีแรงงานมากกว่า 75 ล้านคน โดย 75% อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นั่นหมายความว่าเมื่อแบรนด์หันมา “รักษ์โลก” มากขึ้น ห่วงโซ่แรงงานทั้งหมดก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

ตลาดแฟชั่นมือสองในอาเซียนจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอย่าง Carousell ที่โฟกัสสินค้าแฟชั่นมือสองและมองว่าตลาดนี้มีความยั่งยืนระยะยาวมากกว่า

งานวิจัยของ MDPI ปี 2021 พบว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ยินดีจ่ายเงินให้กับ Slow Fashion เพื่อมีส่วนร่วมในการปกป้องสิ่งแวดล้อม และตลาดแฟชั่นมือสองเติบโตเร็วกว่าแฟชั่นหลักถึง 3 เท่า คาดว่าจะเติบโตได้ถึง 127% ภายในปี 2026 และมีแนวโน้มแซงหน้าฟาสต์แฟชั่น

อย่างไรก็ตาม ในอาเซียนยังมีความแตกต่างระหว่างประเทศค่อนข้างมาก

  • เวียดนามและอินโดนีเซียมีฐานประชากรมหาศาล แต่การซื้อแฟชั่นมือสองยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

  • สิงคโปร์และมาเลเซียเป็นตลาดแฟชั่นมือสองที่ร้อนแรงที่สุด มีแพลตฟอร์มใหญ่เช่น Carousell และ Refash และมาเลเซียยังนำเข้าสินค้ามือสองจากอเมริกาเข้ามาจำหน่ายจำนวนมาก

Upcycle, Thrift, Swap, Mend: วงจรใหม่ของตู้เสื้อผ้าเรา

ในอาเซียนเริ่มเห็นรูปแบบการจัดการเสื้อผ้าแบบใหม่ที่มากกว่าแค่ “ซื้อ–ใส่–ทิ้ง” โดยแบ่งออกเป็นหลายแนวทาง

การอัพไซเคิล (Upcycling)

ธุรกิจไทยอย่าง Moreloop ใช้เศษผ้าคุณภาพดีจากโรงงานเสื้อผ้ามาผลิตเป็นสินค้าใหม่ในราคาสมเหตุสมผล เปลี่ยนของเหลือใช้ให้กลับมามีมูลค่า

อีกแบรนด์คือ “Sorore Fashion” แฟชั่นสำหรับผู้หญิงที่ไม่สต็อกของล่วงหน้า แต่ผลิตตามออเดอร์เท่านั้น เพื่อลดปัญหาสินค้าค้างสต็อก แถมยังใช้ผ้ารีไซเคิลจากส่วนเกินในโรงงานเป็นวัตถุดิบหลัก

ความประหยัดแบบมีสไตล์ (Thrifting)

  • Thryffy แอปซื้อขายเสื้อผ้าแฟชั่นที่เปิดให้คนทั่วไปโพสต์ของในตู้เสื้อผ้ามาขายได้ ปัจจุบันเปิดให้บริการในบรูไนและมาเลเซีย เสริมวัฒนธรรมแฟชั่นแบบยั่งยืนในภูมิภาค

  • ในสิงคโปร์มีร้านเสื้อผ้ามือสองขนาดใหญ่ชื่อ “Refash” ก่อตั้งในปี 2016 สามารถสร้างรายได้ถึง 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แสดงให้เห็นว่าธุรกิจมือสองไม่ได้มีดีแค่เรื่องรักษ์โลก แต่ ทำเงินได้จริง

การแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า (Swapping)

Fashion Revolution Thailand จัดอีเวนต์แลกเปลี่ยนเสื้อผ้าในกรุงเทพฯ มีคนเข้าร่วมมากกว่าหมื่นคน ชวนให้คนกลับมามองเสื้อผ้ามือสองในมุมใหม่ ว่าไม่จำเป็นต้อง “เชย” หรือ “จน” อีกต่อไป

มีแพลตฟอร์มอย่าง “Swoop Buddy” ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนเสื้อผ้าออนไลน์ในไทย และยังร่วมมือกับแบรนด์อย่าง Pomelo รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์และธุรกิจเพื่อสังคมต่างๆ ในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างจริงจัง

การซ่อมแซม (Mending)

Reviv Thailand ทำให้การ “ซ่อมเสื้อผ้า” กลับมาเท่ได้อีกครั้ง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่รับซ่อม ดัดแปลง และฟื้นชีวิตเสื้อผ้าเก่า พร้อมส่งเสริมให้คนทุกเพศทุกวัยเรียนรู้การดูแลเสื้อผ้าของตัวเอง

เส้นใยผ้าที่ยั่งยืน (Sustainable Fibers)

แบรนด์ไทยเองก็เริ่มใช้วัสดุและกระบวนการผลิตที่เคารพสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น

  • “Sucette” แบรนด์โอตกูตูร์จากผ้าไหมไทย ใช้ช่างฝีมือและวัสดุท้องถิ่น ไม่เหลือเศษผ้าจากการตัดเย็บ ตั้งเป้า Zero Waste ใช้สีย้อมจากพืชธรรมชาติ และใช้น้ำน้อยที่สุดในการผลิต

  • “Folkcharm” เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ร่วมมือกับเกษตรกรปลูกฝ้าย ช่างทอ และกลุ่มสตรีท้องถิ่น ผลิตผ้าฝ้ายทอมือ 100% ไม่มีการใช้สีย้อมเคมี แสดงห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน

แม้แต่กัมพูชาเองก็มีความพยายามฟื้นฟูมรดกการทอผ้าไหมสีทอง ที่ใช้เวลาและกระบวนการละเอียดอ่อน ตั้งแต่เลี้ยงหนอนไหมจนถึงการทอ ซึ่งต้องแข่งขันกับโรงงานสิ่งทอราคาถูกจากต่างชาติที่เข้ามาตั้งในประเทศ

e-Commerce กับด้านกลับของความสะดวกสบาย

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียนระหว่างปี 2021–2025 มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องราว 20–30% โดยเฉพาะในมาเลเซีย ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ พร้อมกับกลยุทธ์จูงใจอย่าง “ซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง” หรือผ่อนชำระ ทำให้การซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ง่ายขึ้นกว่าที่เคย

ความสะดวกนี้แม้ดีต่อยอดขาย แต่ก็ตั้งคำถามต่อความยั่งยืน เพราะการซื้อที่ง่ายเกินไป อาจยิ่งผลักให้เราซื้อเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัว

อีกด้านหนึ่ง ปัญหาของแฟชั่นยั่งยืนในอาเซียนคือ

  • ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ ทำให้แบรนด์ต่างชาติใช้เป็นฐานผลิตเสื้อผ้าจำนวนมหาศาล

  • เสื้อผ้าจำนวนมากขายไม่ออกและกลายเป็นขยะค้างสต็อก

  • แบรนด์แฟชั่นยั่งยืนยังมีราคาสูง เป็นกระแสเฉพาะกลุ่ม ยังเข้าไม่ถึงคนส่วนใหญ่

ดังนั้น แฟชั่นยั่งยืนที่แท้จริงจึงต้องคิดทั้งในมุม เศรษฐศาสตร์ แรงงาน และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่เปลี่ยนไปใช้ผ้า “เขียวๆ” แล้วจบ

แบรนด์ใหญ่สู้กับขยะแฟชั่นอย่างไร

เมื่อแรงกดดันจากสังคมเพิ่มขึ้น แบรนด์แฟชั่นยักษ์ใหญ่ก็เริ่มต้องลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อกองขยะที่เกิดจากสายผลิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการรับซื้อคืน นำไปรีไซเคิล หรือหาวิธีให้เสื้อผ้าใช้ได้นานขึ้น

ต่อไปนี้คือตัวอย่างแบรนด์ที่เริ่มลงมือจริงจัง

Patagonia: ซื้อให้น้อย แต่ใช้ให้นาน

ปี 2017 แบรนด์สายเอาต์ดอร์อย่าง Patagonia เปิดตัวแพลตฟอร์ม “Worn Wear” ให้ลูกค้าซื้อ–ขาย–แลกเปลี่ยนสินค้ามือสองของแบรนด์เอง และในปี 2019 ก็เปิดร้าน Pop-up ขายของมือสองโดยเฉพาะ

แนวคิดสำคัญของ Patagonia คือ

สิ่งที่รับผิดชอบได้มากที่สุดในฐานะผู้ผลิต คือทำให้คุณ ไม่จำเป็นต้องซื้อของใหม่เพิ่ม

พวกเขารับซื้อสินค้าจากลูกค้ากลับไปรีไซเคิล ออกแบบใหม่ หรือขายต่อ เพื่อยืดอายุการใช้งานและป้องกันไม่ให้เสื้อผ้าถูกฝังกลบอย่างไร้ค่า

H&M: จุดรับรีไซเคิลในหน้าร้าน

แบรนด์ Fast Fashion ยักษ์ใหญ่อย่าง H&M เลือกเปิดจุดรับเสื้อผ้าเก่าที่ร้านตัวเองกว่า 4,200 สาขาทั่วโลก รับทุกแบรนด์ ไม่จำกัดยี่ห้อ เพื่อไม่ให้เสื้อผ้าเหล่านี้จบลงที่หลุมฝังกลบ

ในปี 2022 H&M สามารถรวบรวมสิ่งทอได้ราว 15,000 ตัน สำหรับนำไปรีไซเคิล เทียบเท่าเสื้อยืดประมาณ 75 ล้านตัว พร้อมทั้งให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกที่นำเสื้อผ้าเก่ามาฝากทิ้ง เป็นการดึงผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง

Ecoalf: เปลี่ยนขยะทะเลให้กลายเป็นเสื้อผ้า

Ecoalf คือแบรนด์ที่เล่นใหญ่ด้วยการใช้ อวนจับปลา ขยะทะเล และขวดพลาสติก มาเป็นวัตถุดิบหลัก เป้าหมายของแบรนด์คือการนำขยะจากมหาสมุทรกว่า 500 ตัน และขวดพลาสติกกว่า 120 ล้านขวด มารีไซเคิลเป็นผ้าและเสื้อผ้าคุณภาพดี

นี่คือการดึงขยะออกจากระบบนิเวศมาเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าที่คนอยากใส่จริง ไม่ใช่แค่ของที่ดูดีบนโปสเตอร์รักษ์โลก

Madewell: ยีนส์เก่ากลายเป็นฉนวนบ้าน

แบรนด์ Madewell จับมือกับโครงการ “Blue Jeans Go Green” ของ Cotton และองค์กร Habitat for Humanity เพื่อรับกางเกงยีนส์เก่ามารีไซเคิลเป็น ฉนวนกันความร้อนในบ้าน

จนถึงตอนนี้มีการรีไซเคิลกางเกงยีนส์แล้วกว่า 830,714 ตัว ลดขยะฝังกลบได้ราว 415 ตัน พร้อมทั้งให้เครดิตมูลค่า 20 ดอลลาร์กับลูกค้าที่นำยีนส์มาบริจาค เป็นการให้ทั้งโลกและให้ทั้งลูกค้าในครั้งเดียว

The North Face: Clothes The Loop

The North Face เปิดโครงการ “Clothes The Loop” เชิญชวนให้ลูกค้านำเสื้อผ้าและรองเท้าที่ไม่ใช้แล้วมาฝากไว้ที่ร้าน จากนั้นจะส่งต่อให้กับองค์กร Soles4Souls เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ผู้ขาดแคลน

จนถึงตอนนี้ มีเสื้อผ้าและรองเท้ากว่า 95,000 ปอนด์ ถูกส่งต่อไปสู่มือคนที่ต้องการ แทนที่จะลงเอยที่กองขยะ พร้อมกับให้เครดิต 10 ดอลลาร์สำหรับการซื้อครั้งต่อไปแก่ผู้ที่นำของมาบริจาค

สรุป: แฟชั่นที่แท้จริง คือแฟชั่นที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

โลกวันนี้ไม่ได้ต้องการให้เราหยุดแต่งตัว แต่ต้องการให้เราคิดมากขึ้นอีกนิดก่อนจะซื้อ ก่อนจะทิ้ง และก่อนจะปล่อยให้เสื้อผ้ากลายเป็นภาระของโลกไปอีกหลายร้อยปี

เราทุกคนมีส่วนช่วยได้แบบไม่ต้องเป็นนักออกแบบหรือเจ้าของแบรนด์ แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่น

  • ใส่เสื้อผ้าเดิมให้นานขึ้นอย่างน้อย 9 เดือน

  • เลือกซื้อของมือสองหรือ Slow Fashion เมื่อเป็นไปได้

  • ซ่อม แก้ทรง ดัดแปลง ก่อนจะทิ้ง

  • แบ่งปันให้คนอื่น ถ้าเราไม่ได้ใช้แล้ว

ถ้าแฟชั่นคือภาษาที่เราใช้บอกตัวตน งั้นก็ถึงเวลาที่เราจะใช้มันบอกว่า “เราห่วงโลกใบนี้ด้วย” ไม่ใช่แค่ห่วงภาพลักษณ์ตัวเองเท่านั้น

เมื่อเสื้อผ้าหนึ่งตัวเดินทางต่อจากเราไปสู่คนถัดไป แทนที่จะจบที่หลุมฝังกลบ นั่นแหละคือแฟชั่นที่หมุนเวียนอย่างแท้จริง และเป็นเทรนด์เดียวที่ไม่มีวันตกยุค