ทำไมทุกธุรกิจยุคดิจิทัลต้องรู้จัก OCR และ AI-OCR
ทุกวันนี้ธุรกิจแทบทุกประเภทต้องเจอกับงานเอกสารเป็นภูเขา ทั้งใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ สัญญา หรือเอกสารราชการต่าง ๆ ถ้าต้องมานั่งคีย์ข้อมูลทีละบรรทัด มีหวังเสียทั้งเวลาและพลังงานแบบไม่รู้ตัว
ตรงนี้แหละที่ OCR และ AI-OCR เข้ามาช่วยพลิกเกม ทำให้ “ภาพเอกสาร” กลายเป็น “ข้อมูลดิจิทัลที่ค้นหาและเอาไปใช้ต่อได้จริง” แบบอัตโนมัติ
OCR คืออะไรกันแน่?
OCR (Optical Character Recognition) หรือการรู้จำอักขระด้วยแสง คือเทคโนโลยีที่ช่วยแปลงภาพที่มีตัวหนังสือ เช่น
รูปถ่ายเอกสาร
ไฟล์สแกน PDF
ภาพใบเสร็จหรือบิล
ให้กลายเป็นข้อความ (Text) ที่สามารถ
แก้ไขได้
ค้นหาได้
นำไปประมวลผลต่อในระบบคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ได้ทันที
ตัวอย่างการใช้งานในธุรกิจ เช่น
แปลงรูปใบเสร็จให้กลายเป็นตัวเลขเข้าโปรแกรมบัญชีออนไลน์
ดึงข้อมูลจากเอกสารบัญชีต่าง ๆ
นำเข้าข้อมูลเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ (Workflow Automation) โดยไม่ต้องคีย์เอง
พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่คุณต้องนั่งอ่านและพิมพ์เอง ตอนนี้ให้ระบบอ่านแทน แล้วส่งข้อมูลเข้าเครื่องมือที่คุณใช้ทำงานอยู่ได้เลย
สองแนวทางหลักในการทำงานของ OCR
การทำงานของ OCR แบ่งใหญ่ ๆ ได้เป็น 2 แนวทางสำคัญ คือ Pattern Recognition และ Feature Detection ทั้งสองอย่างนี้คือหัวใจที่ทำให้คอมพิวเตอร์ “อ่าน” ตัวอักษรจากภาพได้
1. Pattern Recognition
แนวทางนี้คือการให้ระบบ “จำหน้าตา” ตัวอักษร โดยนำภาพตัวอักษรที่เห็นไปเทียบกับฐานข้อมูลรูปแบบตัวอักษรที่เก็บไว้ล่วงหน้า
เมื่อระบบเจอภาพตัวอักษรที่หน้าตาคล้ายกับตัว “A” ในฐานข้อมูล ระบบก็จะสรุปว่ามันคือ “A” ทันที
จุดเด่นของวิธีนี้
- เหมาะกับเอกสารที่ใช้ฟอนต์มาตรฐาน ตัวหนังสือคมชัด เช่น
ใบแจ้งหนี้
สัญญาทางธุรกิจ
เอกสารราชการที่ใช้ฟอนต์เดียวกันทั้งชุด
ข้อจำกัดคือ
ถ้าฟอนต์แปลกตา ตัวหนังสือเบลอ หรือหมึกจาง เช่น ใบเสร็จที่สแกนไม่ชัด ระบบอาจอ่านผิดได้ง่าย
2. Feature Detection (หรือ ICR)
Feature Detection หรือ ICR (Intelligence Character Recognition) คือเวอร์ชันที่ฉลาดขึ้นไปอีกระดับ
แทนที่จะดูรูปทั้งตัว ระบบจะโฟกัสที่ “ลักษณะเด่น” (Features) ของตัวอักษร เช่น
เส้นตรง
เส้นโค้ง
จุด
มุม
เช่น ตัว “A” จะถูกมองเป็นเส้นตรงสองเส้นที่มาบรรจบกันด้านบน และมีเส้นขวางอีกหนึ่งเส้นตรงกลาง
ข้อดีของวิธีนี้คือ
- จัดการกับตัวอักษรที่
เขียนด้วยลายมือ
ใช้ฟอนต์หลากหลาย
มีรูปแบบแตกต่างกัน
ได้ดีกว่าแบบ Pattern Recognition เพราะระบบไม่ได้ยึดติดกับรูปทั้งตัว แต่ดูจากองค์ประกอบสำคัญแทน
ตัวอย่างงานที่เหมาะมาก เช่น
ลายเซ็นบนเช็ค
ใบสั่งยา
แบบฟอร์มที่เขียนด้วยลายมือ
องค์กรที่มีเอกสารลายมือเยอะ ๆ จึงลดภาระการคีย์ข้อมูลเองได้แบบชัดเจน
เบื้องหลังการทำงานของ OCR แบบเป็นขั้นเป็นตอน
การทำงานของ OCR ไม่ได้จบแค่การ “สแกนแล้วอ่าน” แต่เต็มไปด้วยหลายขั้นตอนเบื้องหลัง เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างแม่นยำ
โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้
1. การเตรียมภาพ (Preprocessing)
ก่อนจะเริ่มให้ระบบรู้จำตัวอักษร ต้องจัดระเบียบคุณภาพภาพก่อน เช่น
แปลงภาพให้เป็นขาวดำ
กำจัดจุดรบกวน (Noise)
ปรับความคมชัดของภาพ
ทำการ “deskew” หรือแก้ไขภาพที่เอียงให้ตรง
ขั้นตอนนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำของการอ่านข้อมูลแบบเห็นผล
2. การแยกบรรทัดและตัวอักษร (Segmentation)
จากภาพใหญ่ ๆ ระบบจะเริ่มแบ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ คือ
ระดับบรรทัด
ระดับคำ
ระดับตัวอักษร
เพื่อให้ขั้นตอนถัดไปสามารถวิเคราะห์ได้ละเอียดขึ้น และลดโอกาสอ่านผิดตำแหน่ง
3. การรู้จำตัวอักษร (Character Recognition)
เมื่อแยกได้แล้ว ระบบจะเอาข้อมูลแต่ละส่วนไปให้โมเดล AI หรือ Machine Learning วิเคราะห์ด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น
Pattern matching
Feature extraction
Neural Networks (เช่น CNN, RNN, Transformer)
เทคนิคเหล่านี้ช่วยให้ OCR สมัยใหม่อ่านได้แม่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการฝึกด้วยข้อมูลจำนวนมาก
4. การประมวลผลหลังการรู้จำ (Post-processing)
หลังจากระบบอ่านตัวอักษรได้แล้ว ยังมีการเกลาและตรวจทานผลลัพธ์อีกชั้น เช่น
ตรวจคำผิดด้วย Dictionary
ดึงเฉพาะข้อมูลที่ต้องใช้ (Information Extraction)
ปรับให้เข้ากับกฎทางภาษาศาสตร์ เช่น โครงสร้างประโยคหรือไวยากรณ์
ขั้นตอนนี้ทำให้ข้อความที่ได้ อ่านรู้เรื่องมากขึ้น ใช้งานได้จริงมากขึ้น
5. การแปลงเป็นข้อมูลที่ใช้งานได้
สุดท้าย ข้อมูลที่อ่านได้จะถูกแปลงเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น
ข้อความ (Text)
ไฟล์ TXT, DOCX
ข้อมูล JSON สำหรับนำเข้าเข้าสู่ระบบต่าง ๆ
จุดนี้เองที่ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อ OCR เข้ากับระบบบัญชี ระบบจัดการเอกสาร หรือระบบหลังบ้านอื่น ๆ ได้แบบอัตโนมัติ
เมื่อ OCR จับมือกับ AI: กำเนิด AI-Powered OCR (AI-OCR)
ลองนึกภาพว่า OCR เป็น “ดวงตา” ที่แปลงข้อความในภาพให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล ส่วน AI เป็น “สมอง” ที่เอาข้อมูลนั้นไปคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจต่อ
เมื่อรวมกันจึงกลายเป็น AI-Powered OCR หรือ AI-OCR ที่ไม่ได้แค่ “อ่าน” ตัวหนังสือ แต่ยัง
เข้าใจบริบทของข้อมูล
แยกประเภทข้อมูลได้
ใช้ผลลัพธ์ไปต่อยอดแบบอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น
สรุปข้อมูลในใบแจ้งหนี้ให้เลยว่ามียอดรวมเท่าไหร่ ภาษีเท่าไหร่
จัดหมวดหมู่เอกสาร เช่น แยกว่าไฟล์นี้เป็นใบกำกับภาษี อีกไฟล์เป็นใบเสนอราคา
เมื่อยกระดับเป็น AI-OCR การจัดการข้อมูลจากภาพจึงไม่ใช่แค่แปลงตัวอักษร แต่กลายเป็นระบบช่วยทำงานอัตโนมัติที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลเต็มตัว
จุดเด่นของ AI-Powered OCR ในการทำงานจริง
AI-OCR ถูกนำมาใช้เพื่ออัปเกรดศักยภาพการจัดการข้อมูลในหลายด้าน เช่น
จัดการเอกสารซับซ้อนได้ดีขึ้น
อ่านเอกสารที่ไม่มีฟอร์มตายตัว (unstructured documents) ได้ เช่น ใบเสร็จที่จัดวางไม่เหมือนกันเลยแต่ละร้าน หรือเอกสารที่เขียนด้วยมือดึงข้อมูลเชิงลึก (Data Extraction)
ไม่ใช่แค่แปลงภาพเป็นข้อความ แต่ยังรู้ได้ด้วยว่า ข้อความไหนคือชื่อผู้ติดต่อ
ที่อยู่
เลขที่ใบเสร็จ
ยอดรวม
ทำให้ข้อมูลพร้อมเอาไปใช้ต่อในระบบอื่นทันที
เพิ่มความแม่นยำโดยเรียนรู้จากข้อมูลจริง
AI สามารถเรียนรู้จากตัวอย่างหลากหลายรูปแบบ ทำให้ลดความผิดพลาดที่เคยเกิดกับ OCR แบบเดิม ๆ ผลลัพธ์ที่ได้จึงถูกต้องและน่าเชื่อถือกว่าอย่างชัดเจน
ประโยชน์ของ OCR ที่ธุรกิจสัมผัสได้จริง
เมื่อเอา OCR เข้ามาใช้ในงานจริง หลายธุรกิจจะเริ่มรู้สึกได้ทันทีว่าหลายอย่าง “เบา” ลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะงานเอกสารที่เคยกินเวลามหาศาล
ประโยชน์หลัก ๆ มีดังนี้
ลดเวลาและภาระจากงานพิมพ์
ไม่ต้องมานั่งคีย์ข้อมูลจากเอกสารทีละบรรทัด ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ ใบสัญญา หรือแบบฟอร์มต่าง ๆ ทำให้ทีมสามารถเอาเวลาไปโฟกัสงานสำคัญกว่าได้ลดข้อผิดพลาดจากการคีย์มือ
งานคีย์ข้อมูลด้วยคนย่อมมีโอกาสกดผิด อ่านผิด พิมพ์ตกหล่น แต่ OCR ช่วยลดจุดเสี่ยงเหล่านี้ลง และให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอมากกว่า (แม้จะยังต้องตรวจทานอยู่บ้าง แต่โดยรวมแม่นยำขึ้นมาก)เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเอกสาร
เมื่อเอกสารถูกแปลงเป็นดิจิทัลแล้ว การค้นหาก็ง่ายขึ้นแค่เสิร์ชชื่อไฟล์หรือคำสำคัญ ไม่ต้องรื้อกองแฟ้มจริงให้เสียเวลายกระดับความปลอดภัยของข้อมูล
เอกสารดิจิทัลสำรองได้ง่าย ตั้งสิทธิ์การเข้าถึงได้ ลดความเสี่ยงเอกสารหายหรือชำรุดเมื่อเทียบกับกระดาษ
OCR กับงานบัญชี: คู่หูที่นักบัญชีไม่ควรมองข้าม
สายบัญชีและภาษีต้องเจอกับเอกสารไม่รู้จบ ทั้ง
ใบเสร็จรับเงิน
ใบกำกับภาษี
ใบแจ้งหนี้
เมื่อเอา OCR มาใช้ร่วมกับ โปรแกรมบัญชีที่มี AI จะช่วยเปลี่ยนงานบัญชีจาก “งานคีย์” เป็น “งานวิเคราะห์” ได้แบบจริงจัง
ตัวอย่างการใช้งาน เช่น
1. ดึงข้อมูลอัตโนมัติจากเอกสาร
OCR สามารถอ่านข้อความสำคัญ แล้วดึงไปใส่ในช่องที่ต้องใช้ในโปรแกรมบัญชี เช่นวันที่เอกสาร
เลขที่เอกสาร
ชื่อผู้ขาย
รายการสินค้า/บริการ
ยอดรวม
2. ตรวจสอบความถูกต้องด้วย AI
เมื่อผสาน OCR เข้ากับ AI ระบบสามารถช่วยตรวจเช็คข้อมูลให้เพิ่ม เช่นเทียบยอดรวมในบิลกับข้อมูลที่ดึงมา
ตรวจสอบเลขประจำตัวผู้เสียภาษีว่าถูกต้องหรือไม่
3. ลดงานซ้ำซ้อนของนักบัญชี
จากเดิมที่ต้องนั่งคีย์ทีละบรรทัด กลายเป็นแค่ตรวจทานและอนุมัติ ทำให้นักบัญชีเอาเวลาไปวิเคราะห์ตัวเลข วางแผนภาษี หรือช่วยธุรกิจวางกลยุทธ์ได้มากขึ้น
ผลลัพธ์คือ งานบัญชีเร็วขึ้น เอกสารแม่นขึ้น และทีมบัญชีมีเวลาไปทำงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจจริง ๆ
คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเทคโนโลยี OCR
1. OCR ใช้ทำอะไรได้บ้างในธุรกิจ?
OCR ถูกเอาไปใช้ได้หลากหลายมาก เช่น
จัดการงานเอกสารให้เป็นดิจิทัล
สแกนบิลใบเสร็จ แล้วดึงข้อมูลเข้าโปรแกรม
อ่านข้อมูลจากบัตรประชาชนหรือเอกสารยืนยันตัวตน
เก็บเอกสารสำคัญในรูปแบบดิจิทัล
วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบฟอร์มต่าง ๆ
เรียกได้ว่าถ้ามี “ตัวหนังสือในภาพ” ก็มีโอกาสเอา OCR เข้าไปช่วยลดงานคนได้เกือบทุกเคส
2. ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับการใช้ OCR?
เหมาะกับธุรกิจที่มีงานเอกสารเยอะเป็นพิเศษ เช่น
ธนาคารและสถาบันการเงิน
โรงพยาบาลและคลินิกที่มีประวัติคนไข้จำนวนมาก
บริษัทประกันภัย
สำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย
ธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่งที่ต้องจัดการใบส่งของและเอกสารประกอบเยอะ
ธุรกิจที่ต้องจัดการข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการเงินจำนวนมาก
3. OCR เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ไหม?
เหมาะมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่มีคนทำงานไม่เยอะ แต่มีเอกสารต้องจัดการเรื่อย ๆ
OCR ช่วยให้
ลดเวลาคีย์ข้อมูล
ลดความผิดพลาด
เก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล ค้นหาย้อนหลังได้ง่าย
เมื่อทำงานร่วมกับ โปรแกรมบัญชีที่ใช้ AI ก็ยิ่งช่วยให้
งานบัญชีง่ายขึ้น
ข้อมูลแม่นขึ้น
ประหยัดต้นทุนค่าแรงและเวลาได้มากสำหรับธุรกิจเล็ก
4. OCR ต่างจากการสแกนธรรมดายังไง?
การสแกนธรรมดา: ได้เป็นแค่ “ภาพ” ของเอกสาร (Image)
คุณจะเปิดดูได้ แต่ค้นหาคำหรือดึงข้อมูลไปใช้ต่อไม่ได้ง่ายOCR: แปลงข้อความในภาพให้กลายเป็น “ตัวอักษรจริง” ที่
แก้ไขได้
ค้นหาคำได้
นำไปประมวลผลต่อในระบบอื่น ๆ ได้
ดังนั้นถ้ามองเรื่องการใช้งานระยะยาว OCR จะตอบโจทย์มากกว่าการสแกนอย่างเดียวแบบเทียบกันไม่ติด
5. OCR มีข้อจำกัดอะไรบ้างเมื่อใช้กับภาษาไทย?
ภาษาไทยถือว่าเป็นหนึ่งในภาษาท้าทายสำหรับ OCR เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้การรู้จำยากขึ้น เช่น
สระและวรรณยุกต์ อยู่เหนือ ใต้ หน้า หลังพยัญชนะ ทำให้การแบ่งแยกตัวอักษรในภาพซับซ้อนกว่าภาษาที่เขียนในบรรทัดเดียว
ตัวอักษรคล้ายกัน หลายตัว เช่น ก–ถ–ภ หรือ พ–ฟ ถ้าภาพไม่ชัดอาจถูกอ่านผิดได้ง่าย
ไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ ทำให้ระบบต้องใช้เทคนิคการตัดคำเพิ่มเติม ซึ่งเพิ่มโอกาสผิดพลาดได้อีกขั้น
นอกจากนี้ เอกสารที่มี
ตารางซับซ้อน
กราฟ หรือหลายคอลัมน์ในหน้าเดียว
อาจทำให้ระบบสับสนเรื่องตำแหน่งข้อมูลและดึงออกมาผิดรูปแบบได้เช่นกัน
เพราะเหตุผลทั้งหมดนี้ ผู้ใช้จึงยังควรตรวจทานผลลัพธ์จาก OCR ก่อนนำไปใช้งานจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้กับงานสำคัญ เช่น เอกสารบัญชี ภาษี หรือเอกสารทางกฎหมาย
สรุป: จากภาพกระดาษ สู่ดาต้าที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ
OCR ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีสแกนตัวหนังสือ แต่มันคือสะพานเชื่อมจาก “โลกกระดาษ” ไปสู่ “โลกดิจิทัล” ที่ข้อมูลทุกอย่างเอาไปต่อยอดได้
เมื่อยกระดับเป็น AI-Powered OCR และเชื่อมเข้ากับระบบบัญชีหรือระบบจัดการข้อมูลอื่น ๆ ธุรกิจจะได้ทั้ง
ความรวดเร็วในการทำงาน
ความแม่นยำของข้อมูล
การลดงานซ้ำ ๆ ที่กินเวลามหาศาล
ในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยดาต้า การปล่อยให้ทีมยังนั่งคีย์จากกระดาษทีละบรรทัด อาจไม่ใช่เรื่องของความขยัน แต่เป็นเรื่องของ ต้นทุนโอกาสที่กำลังเสียไปแบบเงียบ ๆ
ใครที่มองเห็นจุดนี้ก่อน และเริ่มใช้ OCR หรือ AI-OCR เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลก่อน ก็ย่อมได้เปรียบในการวิ่งนำหน้าคู่แข่งไปอีกหลายก้าว

