รับแอปรับแอป

เปิดโลก AI-OCR: จากรูปถ่ายเอกสาร สู่ดาต้าที่ธุรกิจเอาไปใช้ต่อได้จริง

ชลธิชา บุญมา01-30

ทำไมทุกธุรกิจยุคดิจิทัลต้องรู้จัก OCR และ AI-OCR

ทุกวันนี้ธุรกิจแทบทุกประเภทต้องเจอกับงานเอกสารเป็นภูเขา ทั้งใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ สัญญา หรือเอกสารราชการต่าง ๆ ถ้าต้องมานั่งคีย์ข้อมูลทีละบรรทัด มีหวังเสียทั้งเวลาและพลังงานแบบไม่รู้ตัว

ตรงนี้แหละที่ OCR และ AI-OCR เข้ามาช่วยพลิกเกม ทำให้ “ภาพเอกสาร” กลายเป็น “ข้อมูลดิจิทัลที่ค้นหาและเอาไปใช้ต่อได้จริง” แบบอัตโนมัติ

OCR คืออะไรกันแน่?

OCR (Optical Character Recognition) หรือการรู้จำอักขระด้วยแสง คือเทคโนโลยีที่ช่วยแปลงภาพที่มีตัวหนังสือ เช่น

  • รูปถ่ายเอกสาร

  • ไฟล์สแกน PDF

  • ภาพใบเสร็จหรือบิล

ให้กลายเป็นข้อความ (Text) ที่สามารถ

  • แก้ไขได้

  • ค้นหาได้

  • นำไปประมวลผลต่อในระบบคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ได้ทันที

ตัวอย่างการใช้งานในธุรกิจ เช่น

  • แปลงรูปใบเสร็จให้กลายเป็นตัวเลขเข้าโปรแกรมบัญชีออนไลน์

  • ดึงข้อมูลจากเอกสารบัญชีต่าง ๆ

  • นำเข้าข้อมูลเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ (Workflow Automation) โดยไม่ต้องคีย์เอง

พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่คุณต้องนั่งอ่านและพิมพ์เอง ตอนนี้ให้ระบบอ่านแทน แล้วส่งข้อมูลเข้าเครื่องมือที่คุณใช้ทำงานอยู่ได้เลย

สองแนวทางหลักในการทำงานของ OCR

การทำงานของ OCR แบ่งใหญ่ ๆ ได้เป็น 2 แนวทางสำคัญ คือ Pattern Recognition และ Feature Detection ทั้งสองอย่างนี้คือหัวใจที่ทำให้คอมพิวเตอร์ “อ่าน” ตัวอักษรจากภาพได้

1. Pattern Recognition

แนวทางนี้คือการให้ระบบ “จำหน้าตา” ตัวอักษร โดยนำภาพตัวอักษรที่เห็นไปเทียบกับฐานข้อมูลรูปแบบตัวอักษรที่เก็บไว้ล่วงหน้า

เมื่อระบบเจอภาพตัวอักษรที่หน้าตาคล้ายกับตัว “A” ในฐานข้อมูล ระบบก็จะสรุปว่ามันคือ “A” ทันที

จุดเด่นของวิธีนี้

  • เหมาะกับเอกสารที่ใช้ฟอนต์มาตรฐาน ตัวหนังสือคมชัด เช่น
    • ใบแจ้งหนี้

    • สัญญาทางธุรกิจ

    • เอกสารราชการที่ใช้ฟอนต์เดียวกันทั้งชุด

ข้อจำกัดคือ

  • ถ้าฟอนต์แปลกตา ตัวหนังสือเบลอ หรือหมึกจาง เช่น ใบเสร็จที่สแกนไม่ชัด ระบบอาจอ่านผิดได้ง่าย

2. Feature Detection (หรือ ICR)

Feature Detection หรือ ICR (Intelligence Character Recognition) คือเวอร์ชันที่ฉลาดขึ้นไปอีกระดับ

แทนที่จะดูรูปทั้งตัว ระบบจะโฟกัสที่ “ลักษณะเด่น” (Features) ของตัวอักษร เช่น

  • เส้นตรง

  • เส้นโค้ง

  • จุด

  • มุม

เช่น ตัว “A” จะถูกมองเป็นเส้นตรงสองเส้นที่มาบรรจบกันด้านบน และมีเส้นขวางอีกหนึ่งเส้นตรงกลาง

ข้อดีของวิธีนี้คือ

  • จัดการกับตัวอักษรที่
    • เขียนด้วยลายมือ

    • ใช้ฟอนต์หลากหลาย

    • มีรูปแบบแตกต่างกัน

ได้ดีกว่าแบบ Pattern Recognition เพราะระบบไม่ได้ยึดติดกับรูปทั้งตัว แต่ดูจากองค์ประกอบสำคัญแทน

ตัวอย่างงานที่เหมาะมาก เช่น

  • ลายเซ็นบนเช็ค

  • ใบสั่งยา

  • แบบฟอร์มที่เขียนด้วยลายมือ

องค์กรที่มีเอกสารลายมือเยอะ ๆ จึงลดภาระการคีย์ข้อมูลเองได้แบบชัดเจน

เบื้องหลังการทำงานของ OCR แบบเป็นขั้นเป็นตอน

การทำงานของ OCR ไม่ได้จบแค่การ “สแกนแล้วอ่าน” แต่เต็มไปด้วยหลายขั้นตอนเบื้องหลัง เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างแม่นยำ

โดยทั่วไปจะมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

1. การเตรียมภาพ (Preprocessing)

ก่อนจะเริ่มให้ระบบรู้จำตัวอักษร ต้องจัดระเบียบคุณภาพภาพก่อน เช่น

  • แปลงภาพให้เป็นขาวดำ

  • กำจัดจุดรบกวน (Noise)

  • ปรับความคมชัดของภาพ

  • ทำการ “deskew” หรือแก้ไขภาพที่เอียงให้ตรง

ขั้นตอนนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำของการอ่านข้อมูลแบบเห็นผล

2. การแยกบรรทัดและตัวอักษร (Segmentation)

จากภาพใหญ่ ๆ ระบบจะเริ่มแบ่งออกเป็นส่วนย่อย ๆ คือ

  • ระดับบรรทัด

  • ระดับคำ

  • ระดับตัวอักษร

เพื่อให้ขั้นตอนถัดไปสามารถวิเคราะห์ได้ละเอียดขึ้น และลดโอกาสอ่านผิดตำแหน่ง

3. การรู้จำตัวอักษร (Character Recognition)

เมื่อแยกได้แล้ว ระบบจะเอาข้อมูลแต่ละส่วนไปให้โมเดล AI หรือ Machine Learning วิเคราะห์ด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น

  • Pattern matching

  • Feature extraction

  • Neural Networks (เช่น CNN, RNN, Transformer)

เทคนิคเหล่านี้ช่วยให้ OCR สมัยใหม่อ่านได้แม่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการฝึกด้วยข้อมูลจำนวนมาก

4. การประมวลผลหลังการรู้จำ (Post-processing)

หลังจากระบบอ่านตัวอักษรได้แล้ว ยังมีการเกลาและตรวจทานผลลัพธ์อีกชั้น เช่น

  • ตรวจคำผิดด้วย Dictionary

  • ดึงเฉพาะข้อมูลที่ต้องใช้ (Information Extraction)

  • ปรับให้เข้ากับกฎทางภาษาศาสตร์ เช่น โครงสร้างประโยคหรือไวยากรณ์

ขั้นตอนนี้ทำให้ข้อความที่ได้ อ่านรู้เรื่องมากขึ้น ใช้งานได้จริงมากขึ้น

5. การแปลงเป็นข้อมูลที่ใช้งานได้

สุดท้าย ข้อมูลที่อ่านได้จะถูกแปลงเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น

  • ข้อความ (Text)

  • ไฟล์ TXT, DOCX

  • ข้อมูล JSON สำหรับนำเข้าเข้าสู่ระบบต่าง ๆ

จุดนี้เองที่ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อ OCR เข้ากับระบบบัญชี ระบบจัดการเอกสาร หรือระบบหลังบ้านอื่น ๆ ได้แบบอัตโนมัติ

เมื่อ OCR จับมือกับ AI: กำเนิด AI-Powered OCR (AI-OCR)

ลองนึกภาพว่า OCR เป็น “ดวงตา” ที่แปลงข้อความในภาพให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล ส่วน AI เป็น “สมอง” ที่เอาข้อมูลนั้นไปคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจต่อ

เมื่อรวมกันจึงกลายเป็น AI-Powered OCR หรือ AI-OCR ที่ไม่ได้แค่ “อ่าน” ตัวหนังสือ แต่ยัง

  • เข้าใจบริบทของข้อมูล

  • แยกประเภทข้อมูลได้

  • ใช้ผลลัพธ์ไปต่อยอดแบบอัตโนมัติ

ตัวอย่างเช่น

  • สรุปข้อมูลในใบแจ้งหนี้ให้เลยว่ามียอดรวมเท่าไหร่ ภาษีเท่าไหร่

  • จัดหมวดหมู่เอกสาร เช่น แยกว่าไฟล์นี้เป็นใบกำกับภาษี อีกไฟล์เป็นใบเสนอราคา

เมื่อยกระดับเป็น AI-OCR การจัดการข้อมูลจากภาพจึงไม่ใช่แค่แปลงตัวอักษร แต่กลายเป็นระบบช่วยทำงานอัตโนมัติที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลเต็มตัว

จุดเด่นของ AI-Powered OCR ในการทำงานจริง

AI-OCR ถูกนำมาใช้เพื่ออัปเกรดศักยภาพการจัดการข้อมูลในหลายด้าน เช่น

  • จัดการเอกสารซับซ้อนได้ดีขึ้น
    อ่านเอกสารที่ไม่มีฟอร์มตายตัว (unstructured documents) ได้ เช่น ใบเสร็จที่จัดวางไม่เหมือนกันเลยแต่ละร้าน หรือเอกสารที่เขียนด้วยมือ

  • ดึงข้อมูลเชิงลึก (Data Extraction)
    ไม่ใช่แค่แปลงภาพเป็นข้อความ แต่ยังรู้ได้ด้วยว่า ข้อความไหนคือ

    • ชื่อผู้ติดต่อ

    • ที่อยู่

    • เลขที่ใบเสร็จ

    • ยอดรวม

    ทำให้ข้อมูลพร้อมเอาไปใช้ต่อในระบบอื่นทันที

  • เพิ่มความแม่นยำโดยเรียนรู้จากข้อมูลจริง
    AI สามารถเรียนรู้จากตัวอย่างหลากหลายรูปแบบ ทำให้ลดความผิดพลาดที่เคยเกิดกับ OCR แบบเดิม ๆ ผลลัพธ์ที่ได้จึงถูกต้องและน่าเชื่อถือกว่าอย่างชัดเจน

ประโยชน์ของ OCR ที่ธุรกิจสัมผัสได้จริง

เมื่อเอา OCR เข้ามาใช้ในงานจริง หลายธุรกิจจะเริ่มรู้สึกได้ทันทีว่าหลายอย่าง “เบา” ลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะงานเอกสารที่เคยกินเวลามหาศาล

ประโยชน์หลัก ๆ มีดังนี้

  • ลดเวลาและภาระจากงานพิมพ์
    ไม่ต้องมานั่งคีย์ข้อมูลจากเอกสารทีละบรรทัด ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ ใบสัญญา หรือแบบฟอร์มต่าง ๆ ทำให้ทีมสามารถเอาเวลาไปโฟกัสงานสำคัญกว่าได้

  • ลดข้อผิดพลาดจากการคีย์มือ
    งานคีย์ข้อมูลด้วยคนย่อมมีโอกาสกดผิด อ่านผิด พิมพ์ตกหล่น แต่ OCR ช่วยลดจุดเสี่ยงเหล่านี้ลง และให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอมากกว่า (แม้จะยังต้องตรวจทานอยู่บ้าง แต่โดยรวมแม่นยำขึ้นมาก)

  • เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเอกสาร
    เมื่อเอกสารถูกแปลงเป็นดิจิทัลแล้ว การค้นหาก็ง่ายขึ้นแค่เสิร์ชชื่อไฟล์หรือคำสำคัญ ไม่ต้องรื้อกองแฟ้มจริงให้เสียเวลา

  • ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูล
    เอกสารดิจิทัลสำรองได้ง่าย ตั้งสิทธิ์การเข้าถึงได้ ลดความเสี่ยงเอกสารหายหรือชำรุดเมื่อเทียบกับกระดาษ

OCR กับงานบัญชี: คู่หูที่นักบัญชีไม่ควรมองข้าม

สายบัญชีและภาษีต้องเจอกับเอกสารไม่รู้จบ ทั้ง

  • ใบเสร็จรับเงิน

  • ใบกำกับภาษี

  • ใบแจ้งหนี้

เมื่อเอา OCR มาใช้ร่วมกับ โปรแกรมบัญชีที่มี AI จะช่วยเปลี่ยนงานบัญชีจาก “งานคีย์” เป็น “งานวิเคราะห์” ได้แบบจริงจัง

ตัวอย่างการใช้งาน เช่น

  • 1. ดึงข้อมูลอัตโนมัติจากเอกสาร
    OCR สามารถอ่านข้อความสำคัญ แล้วดึงไปใส่ในช่องที่ต้องใช้ในโปรแกรมบัญชี เช่น

    • วันที่เอกสาร

    • เลขที่เอกสาร

    • ชื่อผู้ขาย

    • รายการสินค้า/บริการ

    • ยอดรวม

  • 2. ตรวจสอบความถูกต้องด้วย AI
    เมื่อผสาน OCR เข้ากับ AI ระบบสามารถช่วยตรวจเช็คข้อมูลให้เพิ่ม เช่น

    • เทียบยอดรวมในบิลกับข้อมูลที่ดึงมา

    • ตรวจสอบเลขประจำตัวผู้เสียภาษีว่าถูกต้องหรือไม่

  • 3. ลดงานซ้ำซ้อนของนักบัญชี
    จากเดิมที่ต้องนั่งคีย์ทีละบรรทัด กลายเป็นแค่ตรวจทานและอนุมัติ ทำให้นักบัญชีเอาเวลาไปวิเคราะห์ตัวเลข วางแผนภาษี หรือช่วยธุรกิจวางกลยุทธ์ได้มากขึ้น

ผลลัพธ์คือ งานบัญชีเร็วขึ้น เอกสารแม่นขึ้น และทีมบัญชีมีเวลาไปทำงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจจริง ๆ

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับเทคโนโลยี OCR

1. OCR ใช้ทำอะไรได้บ้างในธุรกิจ?

OCR ถูกเอาไปใช้ได้หลากหลายมาก เช่น

  • จัดการงานเอกสารให้เป็นดิจิทัล

  • สแกนบิลใบเสร็จ แล้วดึงข้อมูลเข้าโปรแกรม

  • อ่านข้อมูลจากบัตรประชาชนหรือเอกสารยืนยันตัวตน

  • เก็บเอกสารสำคัญในรูปแบบดิจิทัล

  • วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบฟอร์มต่าง ๆ

เรียกได้ว่าถ้ามี “ตัวหนังสือในภาพ” ก็มีโอกาสเอา OCR เข้าไปช่วยลดงานคนได้เกือบทุกเคส

2. ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับการใช้ OCR?

เหมาะกับธุรกิจที่มีงานเอกสารเยอะเป็นพิเศษ เช่น

  • ธนาคารและสถาบันการเงิน

  • โรงพยาบาลและคลินิกที่มีประวัติคนไข้จำนวนมาก

  • บริษัทประกันภัย

  • สำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย

  • ธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่งที่ต้องจัดการใบส่งของและเอกสารประกอบเยอะ

  • ธุรกิจที่ต้องจัดการข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการเงินจำนวนมาก

3. OCR เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ไหม?

เหมาะมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่มีคนทำงานไม่เยอะ แต่มีเอกสารต้องจัดการเรื่อย ๆ

OCR ช่วยให้

  • ลดเวลาคีย์ข้อมูล

  • ลดความผิดพลาด

  • เก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล ค้นหาย้อนหลังได้ง่าย

เมื่อทำงานร่วมกับ โปรแกรมบัญชีที่ใช้ AI ก็ยิ่งช่วยให้

  • งานบัญชีง่ายขึ้น

  • ข้อมูลแม่นขึ้น

  • ประหยัดต้นทุนค่าแรงและเวลาได้มากสำหรับธุรกิจเล็ก

4. OCR ต่างจากการสแกนธรรมดายังไง?

  • การสแกนธรรมดา: ได้เป็นแค่ “ภาพ” ของเอกสาร (Image)
    คุณจะเปิดดูได้ แต่ค้นหาคำหรือดึงข้อมูลไปใช้ต่อไม่ได้ง่าย

  • OCR: แปลงข้อความในภาพให้กลายเป็น “ตัวอักษรจริง” ที่

    • แก้ไขได้

    • ค้นหาคำได้

    • นำไปประมวลผลต่อในระบบอื่น ๆ ได้

ดังนั้นถ้ามองเรื่องการใช้งานระยะยาว OCR จะตอบโจทย์มากกว่าการสแกนอย่างเดียวแบบเทียบกันไม่ติด

5. OCR มีข้อจำกัดอะไรบ้างเมื่อใช้กับภาษาไทย?

ภาษาไทยถือว่าเป็นหนึ่งในภาษาท้าทายสำหรับ OCR เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้การรู้จำยากขึ้น เช่น

  • สระและวรรณยุกต์ อยู่เหนือ ใต้ หน้า หลังพยัญชนะ ทำให้การแบ่งแยกตัวอักษรในภาพซับซ้อนกว่าภาษาที่เขียนในบรรทัดเดียว

  • ตัวอักษรคล้ายกัน หลายตัว เช่น ก–ถ–ภ หรือ พ–ฟ ถ้าภาพไม่ชัดอาจถูกอ่านผิดได้ง่าย

  • ไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ ทำให้ระบบต้องใช้เทคนิคการตัดคำเพิ่มเติม ซึ่งเพิ่มโอกาสผิดพลาดได้อีกขั้น

นอกจากนี้ เอกสารที่มี

  1. ตารางซับซ้อน

  2. กราฟ หรือหลายคอลัมน์ในหน้าเดียว

อาจทำให้ระบบสับสนเรื่องตำแหน่งข้อมูลและดึงออกมาผิดรูปแบบได้เช่นกัน

เพราะเหตุผลทั้งหมดนี้ ผู้ใช้จึงยังควรตรวจทานผลลัพธ์จาก OCR ก่อนนำไปใช้งานจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้กับงานสำคัญ เช่น เอกสารบัญชี ภาษี หรือเอกสารทางกฎหมาย

สรุป: จากภาพกระดาษ สู่ดาต้าที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ

OCR ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีสแกนตัวหนังสือ แต่มันคือสะพานเชื่อมจาก “โลกกระดาษ” ไปสู่ “โลกดิจิทัล” ที่ข้อมูลทุกอย่างเอาไปต่อยอดได้

เมื่อยกระดับเป็น AI-Powered OCR และเชื่อมเข้ากับระบบบัญชีหรือระบบจัดการข้อมูลอื่น ๆ ธุรกิจจะได้ทั้ง

  • ความรวดเร็วในการทำงาน

  • ความแม่นยำของข้อมูล

  • การลดงานซ้ำ ๆ ที่กินเวลามหาศาล

ในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยดาต้า การปล่อยให้ทีมยังนั่งคีย์จากกระดาษทีละบรรทัด อาจไม่ใช่เรื่องของความขยัน แต่เป็นเรื่องของ ต้นทุนโอกาสที่กำลังเสียไปแบบเงียบ ๆ

ใครที่มองเห็นจุดนี้ก่อน และเริ่มใช้ OCR หรือ AI-OCR เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลก่อน ก็ย่อมได้เปรียบในการวิ่งนำหน้าคู่แข่งไปอีกหลายก้าว