รับแอปรับแอป

จากห้องเรียนสู่เวที FaraTALK: ฟาโรสถอดสูตรเล่าเรื่องให้คนดูรัก และชีวิตไม่เบิร์นเอาท์

ปกรณ์ พูนผล01-31

จุดเริ่มต้นของคนเล่าเรื่องที่ไม่ตั้งใจจะเป็นครีเอเตอร์

ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ ฟาโรส เจ้าของ FAROSE studio และเจ้าของ 3 ช่อง YouTube อย่าง Farose, Farose podcast และ Jito คือครีเอเตอร์สายวิชาการที่ทำเรื่องยากให้ฟังง่ายจนมีคนติดตามมากกว่า 8 แสนคน

จากเด็กกิจกรรมในมหาวิทยาลัย สู่อาจารย์สอนหนังสือ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนทางเดินมาเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่เล่าเรื่องแบบสนุก มีสาระ แถมยังต่อยอดไปถึงการทำทอล์กโชว์ประจำปีอย่าง FaraTALK ที่ขายบัตรหมดทุกรอบ

ชีวิตของฟาโรสไม่ได้พุ่งตรงสู่ความสำเร็จในทันที แต่ประกอบด้วย “จุดเล็กๆ” มากมายที่ค่อยๆ ร้อยเรียงกันเป็นภาพใหญ่ของวันนี้

ถ้าเราอยากเขียนเส้นทางความสำเร็จของตัวเอง การมองย้อนกลับไปทีละจุดในชีวิตแบบฟาโรส ก็อาจช่วยให้เรามองเห็นทางของตัวเองชัดขึ้นเหมือนกัน

จุดที่ 1: ความคิดสร้างสรรค์ + การทำงานกับคนอื่น

รั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์ ไม่ได้ให้แค่ “ความรู้ในตำรา” แต่ยังหล่อหลอมให้ฟาโรสเป็นคนที่ ชอบเรียนรู้เชิงลึก ชอบค้นคว้า และหลงใหลการอ่าน

แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่เหมือนเด็กอักษรทั่วไปคือ เขา ชอบทำกิจกรรมนอกคณะ และพร้อมจะเข้าไปเจอโจทย์ยากๆ ที่ตัวเองไม่คุ้นเคย

เขาเล่าว่าในช่วงมหาวิทยาลัย

  • ชอบทำกิจกรรมเยอะมาก

  • ไม่ได้อยู่แต่ในคณะตัวเอง แต่เดินเข้าไปคลุกกับคณะอื่นๆ

  • ได้รับโจทย์ยากๆ จากอาจารย์และมหาวิทยาลัย เช่น การจัดงานใหม่ๆ

หนึ่งในโปรเจกต์ที่ช่วยฝึกเขาคือ

  • การริเริ่มงาน CU Music Festival

  • การแข่งขันทำคัตเอาต์วันลอยกระทงของแต่ละคณะ

กิจกรรมเหล่านี้กลายเป็นสนามฝึก ความคิดสร้างสรรค์ และ สกิลทำงานกับคนหลากหลายแบบ ซึ่งต่อมาเป็นฐานสำคัญของงานเล่าเรื่องและการทำคอนเทนต์ของเขา

จุดที่ 2: แปลงเรื่องยากให้เข้าใจง่ายคืออาวุธลับ

ก่อนจะมีช่องยูทูบ ฟาโรสเริ่มจากการเป็นติวเตอร์ภาษาอังกฤษ เปิดสถาบันในชื่อ Farose Academy โดยมีแนวคิดชัดเจนว่า:

  • ไม่สอนให้ “ท่องจำ” อย่างเดียว

  • เน้นให้เข้าใจ รากศัพท์ ที่มา และวิธีใช้ ของคำ

  • ฝึกให้คนเรียน “คิดเป็น” และ “สื่อสารเป็น” มากกว่าจะจำตามตำรา

ช่วงเวลานั้นทำให้เขาได้ฝึก

  • การ “สรุป” เรื่องเยอะๆ ให้กลายเป็นภาพรวมที่เข้าใจง่าย

  • การ “อธิบาย” เรื่องยากๆ ให้คนฟังไม่รู้สึกกลัว

เขายอมรับว่า การย่อยข้อมูล และทำเรื่องยากให้ฟังง่าย น่าจะมาจากประสบการณ์สอนหนังสือกว่า 10 ปีเต็ม

ในห้องเรียนเขายังใช้วิธีการสอนแบบ “คุยกับนักเรียน” มากกว่าการบรรยายฝ่ายเดียว

  • ชอบตั้งคำถามกับนักเรียน

  • เลือกคำถามให้บรรยากาศไม่กดดัน

  • ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นบทสนทนา

ทักษะเหล่านี้ถูกยกมาต่อยอดบนยูทูบแบบแทบไม่รู้ตัว เพียงแต่เปลี่ยนจากนักเรียนในห้องเรียนมาเป็นผู้ชมหน้าจอเท่านั้นเอง

เขายังเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า เขา ไม่ได้เคยวาดฝันว่าจะเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ตั้งแต่แรก แต่สิ่งที่เขามีคือ

  • การช่างสังเกต

  • การเปิดโอกาสให้ตัวเองลองอะไรใหม่ๆ

ช่วงเริ่มทำวิดีโอ เขาเองก็เคยท้อ เคยอยากหยุดเหมือนกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขากลับรู้สึกดีที่ตัวเองได้เรียนรู้สกิลใหม่อยู่ตลอด

สุดท้ายเขามองสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ว่าเป็นผลจาก “การสำรวจตัวเอง” ว่าเรามีอะไรอยู่แล้ว และยังพัฒนาอะไรต่อได้บ้าง เพื่อพาเราไปสู่ “จุดถัดไปของชีวิต” อย่างไม่หยุดนิ่ง

จุดที่ 3: รู้ตัวก่อนเบิร์นเอาท์ แล้วกล้ากระโดดไปเรียนของใหม่

ในเส้นทางการสอนหนังสือกว่า 10 ปี ฟาโรสยอมรับว่า จุดอิ่มตัว เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เขาเป็นคนที่เบื่อง่าย และงานสอนที่มีรูปแบบซ้ำๆ ทุกวัน ก็ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกลายเป็น “หุ่นยนต์”

ก่อนที่อาการ Burnout จะพังทุกอย่าง เขาเลือก หาอะไรใหม่ๆ ให้ตัวเองเรียนรู้

สิ่งที่เขาเลือกคือ การเรียนตัดต่อวิดีโอ ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งต้นของเส้นทางใหม่ในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์

แต่แน่นอนว่า “ชีวิตจริง” มักมาพร้อมเงื่อนไขเรื่องงานและเงิน ฟาโรสมองภาพนี้อย่างมีสติว่า

  • งานบางอย่างทำเพื่อ ความมั่นคงในชีวิต

  • งานบางอย่างทำเพื่อ หล่อเลี้ยงหัวใจและความเชื่อของตัวเอง

ในช่วงรอยต่อระหว่างการสอนกับการทำยูทูบ เขาโชคดีที่มี “ทุน” จากงานสอนหนังสือ ทำให้สามารถใช้เงินจากตรงนั้นพาตัวเองไปเที่ยวและทำรายการ ไกลบ้าน ได้

เขาย้ำว่า ยูทูบคงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่เคยทำ Farose Academy มาก่อน เพราะสถาบันติวคือฐานที่ทำให้เขารู้สึกมั่นคงทั้งเรื่องชีวิตและการเงิน จนกล้าที่จะลองสร้างเส้นทางใหม่

จุดที่ 4: ฟังผู้ชมเป็น วิเคราะห์ข้อมูลเป็น แล้วค่อยคุยกับอัลกอริทึม

เมื่อเริ่มจับทางการตัดต่อได้ ฟาโรสก็เริ่มอัปโหลดรายการลงช่องหลัก

เนื้อหาที่ทดลองทำในช่วงแรก ได้แก่

  • รายการ ไปเรื่อย

  • รายการ ไกลบ้าน

พอเริ่มมีคนติดตาม ช่องก็มีฐานแฟนที่เขาเรียกว่า “ชาวช่อง” ที่ตามดูคอนเทนต์ของเขาอย่างสม่ำเสมอ

ช่วงนั้น Farose ยังเป็นช่องเดียว เน้น Vlog เป็นหลัก จนกระทั่งเขาลองเอารายการแนวพูดคุยอย่าง People You May Know มาลงในช่องเดียวกัน

ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • มีทั้งคนที่อินกับรายการพูดคุยยาวๆ

  • และคนที่อยากดู Vlog สนุกๆ มากกว่า

จากการสังเกต พฤติกรรมผู้ชม และข้อมูลหลังบ้าน เขาจึงตัดสินใจแตกช่องใหม่เป็น Farose podcast เพื่อแยกประเภทคอนเทนต์ให้ชัดเจนขึ้น

เขามองว่าแพลตฟอร์มสมัยนี้ให้ข้อมูลหลังบ้านละเอียดมาก ถ้าเรา “รู้จักอ่าน” ก็จะเข้าใจคนดูและ “คุยกับอัลกอริทึม” ได้ดีขึ้นแทนที่จะกลัวมัน

อีกหนึ่งช่องที่เกิดจากการฟังเสียงคนดูก็คือ Jito

  • ตัวจุดเริ่มคือการมองเห็น “ความชอบและความถนัด” ของ พี่ต่อ ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกประจำช่องหลัก

  • พี่ต่อมีฐานแฟนคลับของตัวเอง ชาวช่องก็เรียกร้องอยากเห็นเขาบ่อยขึ้น

ฟาโรสจึงตัดสินใจแตกช่องให้พี่ต่อมีพื้นที่ของตัวเอง โดยวางคอนเซ็ปต์เป็นเหมือนช่อง “กุฏิ” ที่พูดถึง

  • เรื่องปกิณกะโบราณ

  • ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

  • เนื้อหาที่เกี่ยวกับพระไตรปิฎก

ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนฐานที่สำคัญมากคือ การเคารพตัวตนของคนทำคอนเทนต์ และ การรับฟังผู้ชมอย่างจริงใจ

จุดที่ 5: จากชาวช่องสู่งานทอล์กโชว์ที่ต่อยอดได้ไม่รู้จบ

ในวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์ การจัดงาน Meet and Greet เป็นเหมือนอีกหนึ่งหมุดหมายที่ยืนยันว่า คนดูไม่ได้แค่ “กดไลก์แล้วผ่านไป” แต่ผูกพันกับคอนเทนต์และคนทำอย่างแท้จริง

สำหรับฟาโรส งานนั้นคือ FaraTALK

จุดเริ่มต้นคือเขาและทีมอยากเจอชาวช่องตัวเป็นๆ แต่ถ้าจะจัดแบบมีตติ้งธรรมดาๆ ก็ไม่ใช่สไตล์ของเขา

ฟาโรสสังเกตว่ารายการของเขามักจะแทรก เกร็ดความรู้ อยู่ตลอด แต่ด้วยข้อจำกัดด้านความยาววิดีโอ หลายครั้งเนื้อหาส่วนที่ลึกและน่าสนใจต้องถูกตัดทิ้งไป

  • คนทำเสียดาย

  • คนดูก็รู้สึกว่า “อยากฟังต่อ”

เขาเลยเอาสองอย่างนี้มารวมกัน กลายเป็นคอนเซ็ปต์ของ FaraTALK ทอล์กโชว์ที่เอาเรื่องเล่าและเกร็ดความรู้ที่ยังเล่าไม่จบในวิดีโอมาขยายต่อบนเวที

สำหรับครั้งล่าสุด เขาย้อนกลับมาสำรวจตัวเองอีกครั้งว่า “เราหยิบอะไรมาเล่าได้บ้าง” และค้นพบว่าตัวเองมักเริ่มบทสนทนาด้วยคำว่า “ชื่ออะไร” อยู่บ่อยๆ

จากจุดสังเกตเล็กๆ นี้ เขาเลยตั้งธีมงานว่า What’s in a name? เพื่อชวนผู้ชมขบคิดเรื่อง “ชื่อ” ในมิติที่ลึกกว่าที่เคย

FaraTALK ทั้ง 3 ครั้งไม่ใช่แค่การจัดอีเวนต์ แต่เป็นการ ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นและลึกขึ้น

  • เนื้อหาที่ถูกกลั่นกรองอย่างตั้งใจ

  • การเชื่อมโยงเข้ากับวงการอื่น เช่น แฟชั่น

ฟาโรสมองว่าแฟชั่นไม่ใช่เรื่องผิวเผิน แต่คือ ภาษาหนึ่งของการเล่าเรื่อง

ใน FaraTALK เขาใช้เสื้อผ้าเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารบนเวที

  • ร่วมทำงานกับแบรนด์ POEM เพื่อให้เสื้อผ้าช่วยเล่าเรื่องไปพร้อมกับคำพูด

  • ดีไซน์องค์ประกอบเวทีและลุคของแขกรับเชิญให้สัมพันธ์กัน

หนึ่งในตัวอย่างคือเซกชันของ พี่ก๊อตจิ ที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมจีน

  • ชุดจะมีซิลลูเอตแบบกี่เพ้า

  • ใช้โทนสีโอลด์โรส

  • เมื่อยืนหน้ากราฟิกบนเวที ทุกองค์ประกอบส่งเสริมกันจนเกิดเป็นภาพเล่าเรื่องครบวงจร

บทเรียนจากฟาโรส: เส้นทางสำเร็จคือการต่อจุดเล็กๆ ในชีวิต

การได้ฟังฟาโรสเล่า ทำให้เห็นชัดว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจาก “จุดเดียวใหญ่ๆ” แต่เกิดจาก จุดเล็กๆ หลายจุดที่เรายอมให้ตัวเองลอง เดิน สำรวจ และเรียนรู้

  • จากเด็กกิจกรรม → ฝึกคิด ฝึกทำงานกับคน

  • จากติวเตอร์ภาษาอังกฤษ → ฝึกสรุปและอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย

  • จากผู้สอนที่เกือบเบิร์นเอาท์ → กระโดดไปเรียนตัดต่อ

  • จากช่องเดียว → แตกออกเป็นหลายช่องตามความสนใจและพฤติกรรมคนดู

  • จากคลิปในจอ → เติบโตเป็นทอล์กโชว์อย่าง FaraTALK ที่เชื่อมโลกความรู้เข้ากับแฟชั่นและประสบการณ์สดบนเวที

ความฝันเป็นภาพใหญ่ที่เราจินตนาการได้ แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการยอมให้ตัวเอง

  • ลองย้อนมองว่าเรามีจุดไหนในชีวิตที่กำลัง “ฝึกเราโดยไม่รู้ตัว”

  • ให้เวลาในการค้นหาความสามารถของตัวเองทีละนิด

  • พร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ๆ และกล้าต่อยอดในจังหวะที่เหมาะสม

สุดท้ายแล้ว “ศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง” ไม่ได้อยู่แค่ในคลิปหรือบนเวที แต่อยู่ใน วิธีที่เราเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ผ่านการกระทำในแต่ละช่วงเวลา — ทีละจุด ทีละก้าว จนภาพในฝันเริ่มชัดขึ้นทุกวัน