เสียงเล็ก ๆ ที่กลายเป็นจักรวาลซินธ์ป๊อป
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ “อิ้งค์ วรันธร เปานิล” หรือ INK WARUNTORN กลายเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงสาย T-POP ที่แทบไม่มีใครไม่รู้จัก ทั้งเอกลักษณ์เสียงร้อง บุคลิกอบอุ่น และเสน่ห์บนเวทีที่ทำให้คนฟังเผลอตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จากเพลง “เหงา เหงา (Insomnia)” จนถึงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุดในชื่อ “10 ปีว่าไม่เท่าตาเห็น” เส้นทางของเธอไม่ใช่แค่เรื่องของความดัง แต่คือเรื่องของการเติบโต การลองผิดลองถูก และการไม่เคยทิ้งความรักในดนตรีเลยแม้แต่วินาทีเดียว
บทความนี้จะพาย้อนฟังเรื่องราวของเด็กหญิงที่เคยยืนร้องคอรัสอยู่หลังไมค์ จนกลายมาเป็น เจ้าหญิงซินธ์ป๊อปแห่งวงการ T-POP ในวันนี้
อิ้งค์ วรันธร ในเวอร์ชัน “รู้จักกันให้มากขึ้น”
อิ้งค์ วรันธร เปานิล เกิดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2537 จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก เอกขับร้องคลาสสิก จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2
ก่อนจะมาเป็น INK WARUNTORN อย่างที่รู้จักกันทุกวันนี้ เส้นทางของอิ้งค์เริ่มต้นจากการขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงครั้งแล้วครั้งเล่า สั่งสมประสบการณ์ทั้งด้านการร้องและการแสดงไปพร้อม ๆ กัน


ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก เธอไม่ได้แค่ชอบร้องเพลง แต่ยังจริงจังถึงขั้นเรียนร้องเพลง ฝึกร้อง ฝึกฟัง ฝึกอ่านทำนองเสนาะอย่างต่อเนื่อง จนทุกอย่างค่อย ๆ ปูทางให้เธอเดินเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัวในเวลาต่อมา
ก่อนมะลิบาน : เสียงคอรัส ป.2 ที่ทุกคนเคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร
ผลงานแรกในวงการของอิ้งค์ ไม่ได้เริ่มจากการเป็นศิลปินหน้าเวที แต่เริ่มจากการเป็น คอรัสเด็กตัวเล็ก ๆ ในเพลง “ก่อนมะลิบาน” ของวง TIME เมื่อปี 2548 ตอนนั้นอิ้งค์ยังเรียนอยู่แค่ ป.2 เท่านั้น
กับท่อนฮุกที่หลายคนร้องได้ขึ้นใจว่า
“ก็อยากให้ไฟแดงนานกว่านี้หน่อย เผื่อว่าจะได้ขายมาลัยให้หมด… ไม่มีใครอยากซื้อมะลิบาน ๆ”
เบื้องหลังโอกาสครั้งนั้นมาจากเพื่อนสนิทสมัยประถมที่นั่งข้างกัน ซึ่งเป็นลูกของ โอ๊บ-เพิ่มศักดิ์ พิสิษฐ์สังฆการ มือคีย์บอร์ดวง TIME เขาสังเกตเห็นแววการร้องเพลงของอิ้งค์ ทั้งจากการร้องและการอ่านทำนองเสนาะ เลยแนะนำให้ลองไปแคสต์
ผลก็คือ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในเสียงบนเพลงฮิตที่คนทั้งประเทศเคยได้ยิน โดยที่ตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้เลยว่า วันหนึ่งเสียงนี้จะกลายเป็นเจ้าหญิงซินธ์ป๊อปของวงการ
Chilli White Choc : ศิลปินวัยใสยุคกามิกาเซ่
หลังจากผ่านประสบการณ์คอรัสในวัยเด็ก อิ้งค์ยังคงเดินหน้าประกวดร้องเพลง เรียนร้องเพลง และเก็บประสบการณ์บนเวทีอย่างต่อเนื่อง
จนเมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยม เธอได้ก้าวสู่การเป็น “ศิลปินเต็มตัว” กับค่ายเพลงวัยรุ่นในตำนานอย่าง กามิกาเซ่ (Kamikaze) แห่งอาร์เอส (RS)
เส้นทางตรงนี้เริ่มจากการที่อิ้งค์เรียนร้องเพลงกับ ครูกานต์ KPN (กานต์ จั่นทอง) แล้วมีทีมแคสติ้งของ Kamikaze ตระเวนมองหาศิลปินหน้าใหม่ตามโรงเรียนสอนร้องเพลง จนมาสะดุดกับอิ้งค์ และดึงตัวไปเป็นหนึ่งในสมาชิกวง Chilli White Choc (ชิลลี่ไวท์ช็อก)
เพลงอย่าง Chatsanova และ Special Friend กลายเป็นเพลงที่แฟน ๆ สาย Kamikaze ยุค 2000 จำได้ดี และทำให้หลายคนเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตาเด็กผู้หญิงเสียงใสคนนี้เป็นครั้งแรก
จากศิลปินวัยรุ่น สู่การตัดสินใจ “พักไมค์” ชั่วคราว
แม้จะได้เดบิวต์ในฐานะศิลปินแล้ว แต่อิ้งค์ก็ไม่ได้เดินบนทางสายนี้แบบราบรื่นตลอดเวลา เธอเคยเล่าว่า หลังจบงานอัลบั้มแรกในช่วง ม.3 ผลการเรียนของตัวเองไม่ดีจนเริ่มกังวลว่ามันจะกลายเป็นอุปสรรคต่ออนาคต
สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจ ถอยออกจากการเป็นศิลปินชั่วคราว เพื่อกลับมาโฟกัสเรื่องเรียนอย่างจริงจัง เลือกเดินในทางที่ตัวเองรักอยู่แล้ว นั่นคือสายดุริยางคศิลป์และการร้องเพลง
จากการเลือกสายการเรียนตอนมัธยมปลาย จนถึงการสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ทุกอย่างถูกวางบนฐานเดียวกันคือ “ขอไม่ทิ้งดนตรี” แต่เปลี่ยนจากเวทีจริงเป็นการเรียนอย่างลึกซึ้งในห้องเรียนแทน
ระหว่างนั้น เธอยังได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ อีกหลายบทบาท เช่น
การเป็นคฑากรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การเล่นละครเวที
การเป็นครูสอนร้องเพลงในโรงเรียนดนตรี
ทั้งหมดนี้ค่อย ๆ หล่อหลอมเธอให้เข้าใจทั้งศาสตร์ของการร้อง และศิลป์ของการเล่าเรื่องผ่านเสียงเพลงมากขึ้นเรื่อย ๆ
SNAP แค่…ได้คิดถึง : จากไมค์สู่กล้อง และ Chapter ใหม่ในฐานะนักแสดง
พอเข้าช่วงมหาวิทยาลัย โอกาสในวงการบันเทิงก็เดินกลับเข้ามาหาอิ้งค์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ในฐานะนักร้อง หากเป็น “นางเอกภาพยนตร์”
เธอได้รับบทนำในหนังเรื่อง “SNAP แค่…ได้คิดถึง” ของผู้กำกับฝีมือจัดจ้านอย่าง คงเดช จาตุรันต์รัศมี ซึ่งเคยเล่าว่า ตอนแรกที่เห็นคลิปแคสต์ของอิ้งค์ก็รู้สึกว่ายังไม่เวิร์กเต็มร้อย แต่กลับมีบางอย่างที่ทำให้เขาอยากทำความรู้จักมากขึ้น
เมื่อได้ลองนั่งคุยกันจริง ๆ เขาพบว่า สามารถคุยกับอิ้งค์ได้นานเป็นชั่วโมง และยังรู้สึกว่า “อยากคุยต่อ” แม้จะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะคุยอะไรต่อดี
คงเดชมองว่า ถ้าอิ้งค์กลายเป็นนักแสดงจริง ๆ เธอยังมีอีกหลาย Chapter ให้ค้นต่อ และปีนั้นคือเวลาที่เหมาะจะพิมพ์บทใหม่ ๆ ให้คนได้เห็นเธอในมุมที่ต่างออกไป
หลังจาก SNAP แล้ว ทั้งสองยังได้กลับมาร่วมงานกันอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น
การแสดงรับเชิญในภาพยนตร์สั้น “สตราโตสเฟียร์” ที่ต่อยอดจากเรื่อง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”
การกลับมาในฐานะนักแสดงหลักอีกครั้งในเรื่อง “แอน (Faces of Anne)”
เรียกได้ว่า เส้นทางการแสดงก็เป็นอีกสนามหนึ่งที่อิ้งค์พิสูจน์ตัวเองได้อย่างน่าจับตามอง
กลับบ้านที่คำว่า “ศิลปิน” : INK WARUNTORN x BOXX MUSIC
หลังจากโลดแล่นบนจอเงินแล้ว บทใหม่ในฐานะศิลปินก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “น้าโอ๊บ” เพิ่มศักดิ์ ชวนอิ้งค์กลับมาทำเพลง โดยเริ่มจากซิงเกิล “เพลงรักเพลงแรก” ในสังกัด Music Move (ปัจจุบันคือ Move Records)
จากตรงนั้น อิ้งค์ก็ก้าวเข้าสู่การเป็น ศิลปินเดี่ยวเต็มตัว ภายใต้ค่าย BOXX MUSIC (ในเครือ Muzik Move) เมื่อปี 2559 พร้อมกับผลงานสร้างชื่ออย่าง “เหงา เหงา (Insomnia)”
ตั้งแต่เพลงแรกจนถึงปัจจุบัน แนวดนตรีของอิ้งค์ถูกขับเคลื่อนด้วยโทนหลักคือ ซินธ์ป๊อป (Synth Pop) ดนตรีที่ใช้เสียงสังเคราะห์และอิเล็กทรอนิกมาช่วยสร้างบรรยากาศให้เพลงลอย ๆ เหงา ๆ แต่ยังอบอุ่นอยู่ในที
และแนวดนตรีนี้เองที่กลายเป็น ลายเซ็นประจำตัว จนหลายคนพร้อมใจกันเรียกเธอว่า “เจ้าหญิงซินธ์ป๊อป (Princess of Synth Pop)”
ตลอดเส้นทางตั้งแต่ปี 2559 อิ้งค์ปล่อยเพลงออกมามากมาย และหลายเพลงกลายเป็นบทเพลงประจำความทรงจำของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็น
ดีใจด้วยนะ (Glad)
ลบไม่ได้ช่วยให้ลืม (Erase)
เกี่ยวกันไหม (You?)
สายตาหลอกกันไม่ได้ (Eyes Don’t Lie)
ชอบอยู่คนเดียว
พบรัก
ฝากใจ
นอกจากผลงานเพลง อิ้งค์ยังขยายตัวตนไปสู่หลายสนาม ไม่ว่าจะเป็น
ซีรีส์อย่าง “อนาคต ตอน นิราศแกะดำ”
การพากย์เสียงแอนิเมชั่น โดยเฉพาะเรื่อง “WISH พรมหัศจรรย์” ในปี 2566
การเป็นพรีเซนเตอร์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับหลายแบรนด์ ตั้งแต่รถยนต์ แฟชั่น ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ
ในเวลาเดียวกัน รางวัลก็เริ่มทยอยตามมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น
ศิลปินหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี จากงาน Guitar Mag Awards 2021
Best Asian Artist Thailand จากงาน 2020 MAMA (Mnet Asian Music Awards)
Most Played (เพลง “พบรัก”) จากเวที Line Melody Music Awards 2025


ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าความสำเร็จของอิ้งค์ไม่ได้มาจากกระแสชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือผลลัพธ์ของการสั่งสมฝีมือและความตั้งใจมาตลอดหลายปี
คอนเสิร์ตแล้ว คอนเสิร์ตเล่า ก่อนจะมาถึง 10 ปีว่าไม่เท่าตาเห็น
ถ้าจะให้เล่าการเดินทางของ INK WARUNTORN ในฐานะศิลปินเดี่ยวให้ครบ หนึ่งในหมุดหมายที่ขาดไม่ได้คือ โลกของคอนเสิร์ต
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อิ้งค์ผ่านคอนเสิร์ตใหญ่และโชว์สำคัญ ๆ มาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น
Just A Little Bliss Concert (2561)
INK WARUNTORN SECRET BETWEEN US CONCERT (2562)
INKSYLAND ดินแดนขยี้ใจ (2565)
Ink Waruntorn ‘Close Up’ Concert (2567)
กระทั่งมาถึงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุดอย่าง “INK WARUNTORN 10 ปีว่าไม่เท่าตาเห็น” ที่จัดขึ้นในวันที่ 2-3 สิงหาคม 2568 ซึ่งบัตรก็ขายหมดอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ยืนยันว่าฐานแฟนเพลงของเธอนั้นแน่นและอบอุ่นแค่ไหน
อิ้งค์เคยเล่าว่า
10 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปไวมาก
เธอเริ่มจากศูนย์พร้อมกับทีมในค่ายและเติบโตไปด้วยกันทุกปี
แฟน ๆ เองก็เติบโตไปพร้อมกับเธอ ทำให้มี “ก้อนความทรงจำร่วมกัน” ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ เธอมองว่าไม่ใช่แค่การฉลองครบรอบ แต่คือ โอกาสที่จะได้ “เจอกันจริง ๆ” กับคนที่ฟังเพลงของเธอมานาน บางคนติดตามมาหลายปีแต่ไม่เคยได้ดูคอนเสิร์ตใหญ่เลยสักครั้ง
เธอเชื่อว่า “การฟังเพลงอยู่บ้าน กับการมาดูคอนเสิร์ตแล้วได้สบตากัน มันให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันจริง ๆ” และนี่แหละคือความหมายหนึ่งของคำว่า “ไม่เท่าตาเห็น” ที่ถูกแปะไว้บนชื่อคอนเสิร์ต

ทำไม 10 ปีของ INK WARUNTORN ถึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความดัง”
หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทาง 10 ปีของอิ้งค์ วรันธร ในฐานะศิลปินเดี่ยว จะเห็นภาพสำคัญหลายอย่างชัดเจนขึ้น
เธอไม่เคยหยุดเรียนรู้เรื่องการร้องเพลงและการแสดงเลย ไม่ว่าจะอยู่บนเวทีไหน
ความสำเร็จของเธอไม่ได้มาจากการ “ไวรัลแล้วหายไป” แต่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป จนมีฐานแฟนที่จริงจังและเหนียวแน่น
บุคลิกที่ทั้งน่ารัก สดใส และใส่ใจแฟนคลับ คืออีกเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากพร้อมจะเดินข้างเธอไปเรื่อย ๆ
ในยุคที่ศิลปินหลายคนถูกผลักให้วิ่งแข่งกับกระแสสั้น ๆ ที่เกิดไวและดับไว การที่อิ้งค์สามารถรักษาตัวตนไว้ได้ พร้อมพิสูจน์ฝีมือตัวเองอย่างสม่ำเสมอ คือสิ่งที่น่าชื่นชมไม่แพ้ยอดสตรีมหรือจำนวนรางวัล
10 ปีของ INK WARUNTORN จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขของเวลา แต่คือเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่เลือกจะไม่หยุดวิ่ง และไม่ยอมทิ้งความรักในดนตรีไปกลางทาง
และถ้าวันนี้คุณยังไม่เคยดูเธอบนเวทีจริง ๆ สักครั้ง อาจถึงเวลาพิสูจน์ด้วยตาตัวเองแล้วว่า…
“10 ปีว่า ไม่เท่าตาเห็น” จริงหรือเปล่า

