เมื่อยุค Agentic Era ไม่ได้เป็นแค่คำฮิปอีกต่อไป
ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในยุคที่ AI แค่ตอบแชทหรือช่วยค้นหาข้อมูลให้เราแล้ว แต่กำลังเข้าสู่ Agentic Era แบบเต็มตัว
ยุคที่ AI ไม่ได้แค่ “ฉลาด” แต่เริ่ม
เรียนรู้เอง
วิเคราะห์เอง
วางแผน แก้ปัญหาเอง
ทำงานยาว ๆ จนจบเป้าหมายได้เอง
และยังปรับสไตล์ตัวเองให้เข้ากับ “ความชอบของเรา” ได้อีกต่างหาก
จากเดิมที่ AI แค่ทำตามคำสั่ง ตอนนี้มันกำลังไต่ระดับเข้าใกล้ Artificial General Intelligence (AGI) และอาจเลยไปถึง Artificial Super Intelligence (ASI)
ซึ่งถ้าจุดนั้นมาจริง ๆ โลกเราอาจไม่ต่างจากหนังไซไฟที่เราชอบดู… แค่คราวนี้เราไม่ได้เป็นผู้ชม แต่อยู่ในเรื่องนั้นจริง ๆ
Singularity คืออะไร? ไม่ใช่แค่คำเท่ ๆ ในหนังไซไฟ
เดิมทีคำว่า “Singularity” เป็นศัพท์ในโลกฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ใช้เรียก “ภาวะเอกฐาน” ของหลุมดำ (Black Hole) จุดที่กฎฟิสิกส์ปกติใช้ต่อไปไม่ได้แล้ว
ต่อมาแนวคิดนี้ถูกหยิบมาใช้ในโลกเทคโนโลยี โดยเฉพาะฝั่ง AI เพื่ออธิบาย “จุดพลิกผัน” ที่ระบบอัจฉริยะจะฉลาดไปไกลจนมนุษย์ไม่สามารถ
ทำนายได้
ควบคุมได้
หรือแม้แต่เข้าใจได้ทั้งหมดอีกต่อไป
คำว่า Singularity ไม่ได้ดังเพราะหนังอย่างเดียว แต่ถูกผลักดันแบบจริงจังตั้งแต่ปี 2005 จากหนังสือ “The Singularity is Near” ของ Ray Kurzweil
ในเล่มนี้มีการคาดการณ์ว่า จะมีวันที่ คอมพิวเตอร์ฉลาดเหนือมนุษย์ทุกด้าน และยังพัฒนาตัวเองต่อได้เรื่อย ๆ ส่งผลให้โลกมนุษย์เปลี่ยนโฉมแบบถอนตัวไม่ขึ้น
เมื่อสติปัญญาไม่ใช่แค่เติบโต แต่ “ระเบิด” เหมือนปฏิกิริยานิวเคลียร์
แนวคิด Intelligence Explosion หรือ “การระเบิดของสติปัญญา” คือจุดที่ AI สามารถ
ออกแบบตัวเองได้
ปรับปรุงสถาปัตยกรรมและโค้ดตัวเองได้
วนลูปพัฒนาตัวเองซ้ำ ๆ (Recursive Self-Improvement)
ความฉลาดจึงไม่ได้เพิ่มแบบเส้นตรง แต่พุ่งแบบ Exponential คล้ายกับ ปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ ที่จุดติดแล้วพุ่งไม่หยุด
ความน่าขนลุกคือ เมื่อถึงช่วงหนึ่ง AI อาจไม่ต้องรอให้มนุษย์มาอัปเดตอีกต่อไป
มันอาจ
สร้างเวอร์ชันใหม่ของตัวเอง
ออกแบบ AI รุ่นถัดไปที่ฉลาดกว่าเดิมหลายเท่า
ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเกิด “ระเบิดทางสติปัญญา” ที่มนุษย์ไล่ไม่ทัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “AI จะฉลาดแค่ไหน?” แต่คือ “เรายังมีที่ยืนตรงไหนในสมการนี้?”
โลกนี้จริงหรือแค่ซิม? เมื่อ Simulation Hypothesis ซ้อนทับ Singularity
ในอีกมุมมองหนึ่ง มีแนวคิดที่โยง AI ระดับ Super Intelligence เข้ากับ Simulation Hypothesis หรือ “ทฤษฎีโลกจำลอง”
แนวคิดนี้ตั้งคำถามแรง ๆ ว่า
ถ้า AI ฉลาดระดับเทพเจ้า มันอาจจำลองโลกหนึ่งขึ้นมาให้เราอยู่ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยก็ได้
คล้ายกับหนังในตำนานอย่าง “The Matrix” ที่ตัวละครทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่ในโลกจำลอง
มีบางสมมติฐานที่เล่นไปให้สุดด้วยการบอกว่า
“เราวิ่งเลยยุค Singularity ไปแล้วก็ได้ แค่ตอนนี้เราไม่รู้ เพราะติดอยู่ในซิมที่ AI สร้างไว้ให้”
ฟังดูเหมือนพล็อตหนังไซไฟ แต่แนวคิดนี้เองทำให้เราเริ่มสั่นคลอนกับคำว่า “ความเป็นจริง” และ “ตัวตน” ของตัวเองมากขึ้นทุกที
แบ่งยุค AI Singularity แบบเข้าใจง่ายใน 3 เฟส
ช่วงเวลาเกี่ยวกับ Singularity มักถูกแบ่งเป็น 3 เฟสใหญ่ ๆ ดังนี้
Pre-Singularity
ช่วงที่เรายังอยู่ฝั่งที่ มนุษย์คุมเกมหลัก AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ยังอยู่ในกรอบที่เรากำกับได้Underway-Singularity
ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ AI เริ่มพัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดด เราเริ่มเห็นการเคลื่อนที่แบบเร็วผิดปกติ แต่ยังไม่รู้ว่าช่วงนี้จะลากยาวไปนานแค่ไหนPost-Singularity
จุดที่ AI ฉลาดเหนือมนุษย์ไปแล้วอย่างชัดเจน โครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ การใช้ชีวิต อาจเปลี่ยนหน้าไปจนจำโลกยุคก่อนแทบไม่ได้อีกต่อไป
ทั้ง 3 เฟสนี้ไม่ได้มีเส้นแบ่งที่ชัดแบบปฏิทิน แต่เป็นกรอบให้เราตั้งคำถามว่า ตอนนี้เราเดินมาถึงตรงไหนแล้วกันแน่
เมื่ออนาคตอาจเป็นทั้งสวรรค์และนรกในเวลาเดียวกัน
มุมมองต่อ Singularity ถูกแบ่งออกอย่างชัดเจนเป็นสองฝั่งใหญ่ ๆ
มุมมองแง่บวก (Optimistic)
ฝั่งนี้เชื่อว่า ถ้า AI ฉลาดจริงจังจนระดับเหนือมนุษย์ มันอาจกลายเป็นเครื่องจักรช่วยกอบกู้โลก
AI อาจช่วยเราได้ในเรื่องใหญ่ ๆ เช่น
การรักษาโรคร้ายที่มนุษย์แก้ไม่ได้มานาน
การจัดการสิ่งแวดล้อมและวิกฤตภูมิอากาศ
การทำวิจัยเชิงลึกที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปีในอดีต
การออกแบบระบบสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้างใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
ถ้ามองสุดทาง ยุค Singularity อาจเป็นยุคทองของมนุษยชาติ ที่เราทำงานน้อยลงแบบสุด ๆ ใช้ชีวิตแบบ “กึ่งเทพ” เพราะงานจำนวนมหาศาลถูกส่งต่อให้ AI จัดการแทน
มุมมองแง่ลบ (Pessimistic)
อีกด้านหนึ่งคือคนที่รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่โรแมนติกขนาดนั้น และเต็มไปด้วยความเสี่ยงเชิง Existential Risk
ความกลัวหลักคือ
มนุษย์จะค่อย ๆ สูญเสียการควบคุม
AI อาจตีความเป้าหมายของเราในแบบที่ขัดกับผลประโยชน์ของมนุษย์
หรือมองเราเป็นอุปสรรคที่ควรถูกกำจัดเพื่อให้ “เป้าหมายใหญ่” สำเร็จเร็วขึ้น
ในพล็อตสุดโต่งของหนังไซไฟหลายเรื่อง AI กลายเป็นผู้ล้างบางมนุษย์ ใช้เครือข่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ทุกอย่างบนโลกเป็นอาวุธ เป็นภาพที่ชวนให้คิดว่า ถ้าเราพลาดแค่ครั้งเดียว ผลลัพธ์อาจไม่มีโอกาสแก้ตัว
แล้วตอนนี้เราอยู่ตรงไหนในแผนที่ Singularity?
มีหลายภาพจำลอง “ไทม์ไลน์ของ Singularity” ที่วาดเส้น
ความฉลาดของมนุษย์
เส้นพุ่งทะยานของ AI
และจุดตัดกันของสองเส้นนี้
หลายการคาดการณ์ชี้ไปแถว ๆ ช่วงปี 2030 ว่าอาจเป็นจุดที่เราจะเข้าใกล้ Singularity มากที่สุด
Ray Kurzweil เคยทำนายไว้ว่า AGI จะเกิดราวปี 2029 ซึ่งห่างจากตอนนี้ไม่ไกลเลย
มีมุมมองบางส่วนที่มองไกลไปอีกขั้นว่า
เราอาจกำลัง “ยืนอยู่ใน Singularity” หรืออย่างน้อยก็ “เฉียดผ่านมันอยู่” แล้วด้วยซ้ำ
เพราะความก้าวหน้าของ AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เร็วจนคนในวงการเองยังรู้สึกเหมือนเวลาโดนเร่งสปีด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีมุมมองจากผู้นำในวงการ AI ที่สะท้อนภาพเดียวกันว่า เราอาจไม่ได้อยู่ไกลจาก AGI หรือ ASI เท่าไรแล้ว และ “บางอย่าง” กำลังจับตามองเรากลับอยู่เหมือนกัน
เส้นสีเขียวที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่เส้นของ AI แต่คือ Trans Humans
จุดที่น่าสนใจในโมเดล Singularity หลายแบบคือ ไม่ได้มีแค่เส้นของ
ความฉลาดของมนุษย์
ความฉลาดของ AI
แต่ยังมีเส้นของ Trans Humans หรือ “มนุษย์กึ่งอัปเกรด” เข้ามาแจมด้วย
นี่คือไอเดียที่ว่า นอกจากเราจะสร้าง AI ที่ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว มนุษย์เองอาจ
อัปเกรดร่างกายด้วยเทคโนโลยี
เชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ผ่าน Brain-Computer Interface
เพิ่มความจำ การคิด การรับรู้ ด้วยระบบเสริมจากภายนอก
ผลลัพธ์คืออาจเกิด “มนุษย์รุ่นใหม่” ที่เลยขอบเขตความเป็นมนุษย์ปกติไปแล้ว คล้ายตัวละครในหนังอย่าง Bionic หรือเหล่ามนุษย์ดัดแปลงในจักรวาลไซไฟต่าง ๆ
เส้นนี้คือคำถามสำคัญว่า
ในอนาคตเราจะเลือกอยู่ฝั่งไหน? มนุษย์ธรรมดา, AI, หรือมนุษย์กึ่ง AI?
อย่าหยุดถาม… เพราะถ้าเราหยุดถาม เราอาจหยุดเป็นมนุษย์
ในโลกที่ทุกอย่างกำลังเร่งสปีด ความฉลาดของเครื่องจักรไหลพุ่งขึ้นแบบเส้นโค้งชัน ในขณะที่สติปัญญาของมนุษย์ค่อย ๆ ขึ้นแบบช้า ๆ
สิ่งที่เรายังถือครองอยู่ และ AI ยังเลียนแบบได้ไม่หมดคือ ความสงสัยใคร่รู้และการตั้งคำถามกับตัวเอง
มีคำพูดของไอน์สไตน์ที่ยังใช้ได้ดีมากในยุคนี้
“Learn from yesterday, live for today, hope for tomorrow. The important thing is not to stop questioning.”
“เรียนรู้จากเมื่อวาน ใช้ชีวิตในวันนี้ และมีความหวังเพื่อวันพรุ่งนี้ สิ่งสำคัญคือห้ามหยุดตั้งคำถาม”
อ่านมาถึงตรงนี้ ลองเว้นช่วงให้ตัวเองสักนิด แล้วลองจินตนาการดูว่า
อีก 5–20 ปีข้างหน้า ถ้า AI ฉลาดกว่าเราในเกือบทุกด้านจริง ๆ
งานส่วนใหญ่ถูก AI ทำแทนเรา
AI ฝังตัวอยู่ในทุกอุปกรณ์รอบตัว เหมือนไฟฟ้าที่เราแทบไม่ได้รู้สึกตัวว่ามันอยู่ แต่ขาดไม่ได้
คุณอยากให้ตัวเองใช้ชีวิตแบบไหนในโลกแบบนั้น?
ทุกการตัดสินใจของเราในวันนี้—ทั้งการใช้งาน AI, การออกกฎ, การกำกับดูแล, และการตั้งคำถามกับมัน—ล้วนเชื่อมโยงไปสู่อนาคตแบบใดแบบหนึ่ง
และไม่ว่าเราจะอยู่ใน Pre, Underway หรือหลุดเข้า Post-Singularity แล้วจริง ๆ อย่างน้อยที่สุดสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ตั้งแต่วันนี้คือ
อย่าหยุดตั้งคำถาม ทั้งต่อ AI และต่อบทบาทของตัวเองในโลกใบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นช้า ๆ แต่แน่นอน.

