จากความผิดพลาดไม่ตั้งใจ สู่บทเพลงขอโทษจากหัวใจ
วง 5 หนุ่ม CORNBOI แห่งค่าย Wayfer Records ใต้ชายคา Warner Music (ประเทศไทย) เดินทางไกลจากวันเริ่มต้นแบบเล่นสนุกๆ กับเพื่อน มาถึงวันที่มีเพลงฮิตเต็มเพลย์ลิสต์ ไม่ว่าจะเป็น เป็นเพียงเพราะ (Reminisce), โบจจิ (Rainy), ก่อนที่, Postcard, หมอน, อีกสักครั้ง, บอกทีได้ไหม?, ทุกวันเหมือนเดิม ไปจนถึง หยุดเปลี่ยนฉันให้เป็นใคร (Toxic) ที่ทั้งยอดสตรีมทะลุล้านและกลายเป็นกระแสถล่ม TikTok
วันนี้พวกเขากลับมาพร้อมซิงเกิลใหม่ “ขอโทษที่” เพลงที่เล่าเรื่องความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ และการได้สำนึกในวันที่คำว่า “ขอโทษ” อาจมาช้าไปนิด แต่ยังสำคัญเหมือนเดิม
2 ปีจาก ‘โนเนม’ สู่วันที่คนทั้งฮอลล์ร้องตาม
สองปีหลังเดบิวต์กับ Wayfer Records คือช่วงเวลาที่ CORNBOI โตขึ้นในทุกมิติ ทั้งในฐานะวงดนตรีและในฐานะคนคนหนึ่ง
เสิร์ช (กีตาร์): จากวงที่เริ่มทำกันขำๆ กับเพื่อน จากคนที่ไม่ได้เป็น “ซัมวัน” ในวงการเพลงไทย พอทำไปทุกปีมันค่อยๆ โตขึ้นจริงๆ ทั้งยอดผู้ติดตาม คนที่รอฟังเพลงใหม่ และภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลมากกว่าแค่เล่นดนตรีอย่างเดียว ต้องคิด MV ต้องคิดงานหลายด้าน มันเลยกลายเป็นงานจริงจังที่ยังเต็มไปด้วยความสนุก เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ดีใจทุกครั้งที่เห็นคนมาฟังเพลงเราเยอะขึ้น
บอย (กีตาร์): ตอนเริ่มทำเพลงกันคือโคตรนิวบี้ เริ่มอัดเพลงกันตั้งแต่ปี 2 มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นยังเด็กมาก ไม่มีภาระอะไรมาก แต่ตอนนี้พออายุเข้าวัย 25–26 ทั้งร่างกายและความคิดมันโตขึ้น เราทำสิ่งนี้ต่อเพราะมันคือสิ่งที่ชอบจริงๆ และอยากให้มันเป็นอาชีพ การที่วันนี้ยังยืนทำตรงนี้อยู่ได้ คือหลักฐานชัดๆ ว่าเรา รักมันมากจริงๆ
ภูมิ (ร้องนำ): ความฝันตั้งแต่เด็กคือการได้ยืนบนเวทีใหญ่ๆ มีเพลงของตัวเองที่คนร้องตามได้ พอทำมาเรื่อยๆ แล้วเห็นคนร้องเพลงเราได้มากขึ้น จาก ‘โนบอดี้’ จนกลายเป็น ‘ซัมวัน’ มันเติมเต็มสุดๆ ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาทัก มารู้จัก หรือร้องเพลงเราได้ตอนเล่นคอนเสิร์ต มันคือโมเมนต์ที่โคตรดี
“ขอโทษที่”: เมื่อคนทำผิดอยากได้โอกาสพูดสักครั้ง
เพลง “ขอโทษที่” หยิบเอาความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ตั้งใจมาขยายให้เห็นชัดขึ้น กลายเป็นเพลงในมุม ‘คนผิด’ ที่ยังอยากบอก “ขอโทษ” แบบตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ CORNBOI ยังไม่เคยเล่ามาก่อน
เสือ (กลอง): เลือกเพลงนี้เพราะรู้สึกว่ามุมมองของคนที่ “รู้สึกผิดและอยากขอโทษ” ยังไม่ค่อยมีคนหยิบมาพูดตรงๆ แบบนี้ มันเป็นช่องว่างที่เราคิดว่าทำออกมาได้ดี และคนฟังน่าจะอิน
ภูมิ (ร้องนำ): เราไม่เคยมีเพลงฟีลแบบรู้สึกผิดหรืออยากขอโทษจริงๆ มาก่อน พอแต่งออกมาก็รู้สึกว่าเวิร์ก เลยเอาไปเสนอเพื่อนๆ ทุกคนก็ชอบ เลยหยิบมาทำเต็มๆ
เบื้องหลังเพลงนี้มาจาก ประสบการณ์จริง ของภูมิ เขาเล่าว่า เวลาตัวเองแต่งเพลง มักใช้เรื่องจริงเป็นแกน แล้วค่อยเติมด้วยจินตนาการตามภาพในหัว ทำให้ความรู้สึกในเพลงนี้ยิ่งฟังยิ่งเข้าใกล้ชีวิตจริงของใครหลายคน
คำขอโทษที่มาช้า…ยังมีค่าอยู่ไหม?
“ขอโทษที่” พาเรามาสำรวจคำง่ายๆ ที่หลายคนพูดไม่ออก ทั้งที่ควรจะพูดตั้งนานแล้ว
ภูมิ (ร้องนำ): จุดเริ่มของเพลงมาจากประสบการณ์ตรง เราเคยทำอะไรบางอย่างมาเรื่อยๆ โดยไม่เคยคิดว่ามันผิด พอวันหนึ่งเพิ่งมารู้ว่าพฤติกรรมของเราทำให้ใครบางคนรู้สึกแย่ ก็เลยเพิ่ง ‘รีอะไลซ์’ ว่าควรขอโทษนานแล้ว
โฟน (เบส): เรื่องแบบนี้ทุกคนต้องเจอในชีวิตประจำวัน บางครั้งเป็นเรื่องใหญ่ บางครั้งเป็นเรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม เราเองเป็นคนที่ชอบพูดขอโทษบ่อย เพราะรู้สึกว่าการปล่อยผ่านแม้จะเป็นเรื่องเล็กมันก็ไม่ค่อยโอเค ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ถ้าผิดก็ขอโทษไปก่อน
เสือ (กลอง): ทุกวันนี้เจอคนที่ “ไม่ค่อยยอมรับผิด” เยอะมาก หลายคนคิดว่าที่ตัวเองทำไม่ได้กระทบใคร แต่จริงๆ อาจมีคนเจ็บเงียบๆ อยู่ การที่เรายืนกรานว่า “เราไม่ได้ผิด” ทำให้คำขอโทษหายไปจากความสัมพันธ์ เพลงนี้เลยเหมือนส่ง Message ว่า การขอโทษ แม้กับเรื่องเล็กๆ ก็ยังดีกว่าไม่พูดอะไรเลย มันคือการแสดงความใส่ใจและทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น
ภูมิ (ร้องนำ): การพูดคำว่า “ขอโทษ” ออกไป บางทีมันอาจไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นทันที แต่ มันดีกว่าการไม่พูดอะไรเลย
เบื้องหลังห้องอัด: เมื่ออารมณ์คือเครื่องดนตรีชิ้นที่หก
การจะถ่ายทอด “ความผิดแล้วสำนึกได้” ให้ชัดในเพลง “ขอโทษที่” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่วงก็มีวิธีดึงอารมณ์กันแบบเฉพาะตัว
เสือ (กลอง): ต้องเซ็ตมู้ดพอสมควร โดยเฉพาะตัวผมเองที่ชอบเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเรื่องของเพลง เพื่อให้อินกับสิ่งที่กำลังเล่า เหมือนเราเป็นตัวละครในเพลงและกำลังเจอเหตุการณ์นั้นจริงๆ เสียงที่ออกมาจะได้เป็นความรู้สึกจากข้างในจริงๆ
บอย (กีตาร์): ทุกคนเตรียมเรื่องอารมณ์กันมา แต่อีกด้านมันคือเรื่องเทคนิคการเล่นด้วย ตั้งแต่ตอนเดโม่แล้วเราเริ่มคิดกันแล้วว่าแต่ละพาร์ทต้องเป็นยังไง
ภูมิ (ร้องนำ): พาร์ทดนตรีอาจไม่ได้ใช้อารมณ์ตอนอัดเยอะเท่าพาร์ทร้อง เพราะมักจะวางตั้งแต่ตอนทำเดโม่ว่าจะเรียงโน้ตยังไงให้พาอารมณ์ไปถึงจุดที่ต้องการ แต่ตอนร้องคือใช้ทุกอย่างในโมเมนต์นั้นจริงๆ ต้องอินในจังหวะที่กำลังกดไมค์อยู่เลย ใส่อารมณ์หนัก เพื่อให้น้ำเสียงมันตรงกับความรู้สึกของเพลง เวลาขึ้นเล่นสด บางเพลงก็ปล่อยเต็มที่ให้คนร้องตามสนุก แต่ถ้าเป็นเพลงเศร้า ก็จะดึงให้เศร้าจริงแบบไม่มียั้ง
MV “ขอโทษที่”: ความเรียบง่ายที่ทิ่มใจแบบไม่ต้องดราม่าเยอะ
มิวสิกวิดีโอของ “ขอโทษที่” ไม่ได้พยายามเล่าเรื่องให้ซับซ้อน แต่กลับตรงไปตรงมาในแบบที่ค่อยๆ บีบหัวใจคนดู
โฟน (เบส): ส่วนร่วมของวงคือช่วยบอก Key Message ของเพลง เล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ผู้กำกับฟัง แล้วปล่อยให้ทีมผู้กำกับไปต่อยอด เราเลยได้ MV ที่ดูเรียบง่ายแต่จริงใจ เพราะแก่นของเพลงคือ “ขอโทษด้วยความจริงใจ” อยากให้คนดูโฟกัสที่อารมณ์ของนักแสดงตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นความเศร้าที่ค่อยๆ โผล่ออกมาจากข้างใน ไม่ได้ใส่ลูกเล่นอะไรซับซ้อน แค่อยากให้มันดูเรียลที่สุด
เพลงไหนคือ “ตัวตน” ของ CORNBOI กันแน่?
พอถามว่าเพลงไหนสะท้อนตัวตนของวงได้ชัดที่สุด คำตอบที่ได้ก็หลากหลายไม่แพ้แนวเพลงที่วงทำ
เสิร์ช (กีตาร์): ยกให้เพลง ‘วัยกว่านี้’ เป็นตัวแทนความสนุกของวง ชวนไปลองฟังกัน
ภูมิ (ร้องนำ): สำหรับเขาแล้ว ทุกเพลงคือ CORNBOI หมด แต่ถ้าวัดจากมุมของการแต่งเพลงที่เป็นตัวเองสุดๆ เขาเลือก ‘แค่เพียงบังเอิญ’ เพราะชอบวิธีเล่าที่รู้สึกว่าตรงกับตัวเองมากที่สุด
โฟน (เบส): โอนเอียงไปทางเพลงเร็วๆ เป็นหลัก เพราะตั้งแต่เริ่มทำเพลงและเล่นโชว์ เราเป็นวงที่ชอบเล่นเพลงสนุกมากกว่าจะยืนเศร้าหน้าไมค์
เสือ (กลอง): ชอบ ‘แค่เพียงบังเอิญ’ เหมือนภูมิ แต่ถ้าต้องเลือกอีกเพลง จะเป็น ‘อีกสักครั้ง’ เพราะมันคือ CORNBOI ในโหมดที่ดิ่งสุด เศร้าสุด เป็นด้านที่หม่นและมืดที่สุดที่วงเคยทำ
บอย (กีตาร์): แบ่งมองเป็น 2 พาร์ท ทั้งเนื้อร้องและซาวด์ ซึ่งเขายกให้ ‘วัยกว่านี้’ เป็นภาพชัดของ CORNBOI ในโหมดเพื่อนสนิทจอมขี้เล่น เนื้อเพลงมีความ “มาสายหน่อย โทษทีนะ” คุยกันเอาฮา บางทีก็พูดแบบไม่เป๊ะ แต่ทุกคนกลับเข้าใจกันดี ส่วนเรื่องซาวด์ เขานิยามวงแบบโคตรสั้นว่า “เราเป็นมวยวัด…แต่เป็นมวยวัดที่มีพระดี”
ทำเพลงหลากหลายไม่ใช่ปัญหา เพราะ “ทุกอย่างคือ CORNBOI”
CORNBOI ทำเพลงได้ทั้งอบอุ่น เหงา เศร้า สนุก ไปจนถึงเพลงที่ติดเทรนด์ TikTok ด้วยความหลากหลายนี้เอง เคยทำให้พวกเขาแอบกังวลว่าคนจะจับตัวตนวงไม่ถูกไหม
ภูมิ (ร้องนำ): ช่วงแรกๆ กังวลมาก เพราะเพลงหลากหลายจนเหมือนยังเซ็ตภาพจำชัดๆ ไม่ได้ ไม่ได้เป็นวงที่มีฟีลแบบเดียวตลอด บางทีดนตรีกับมู้ดก็สวิงไปมา จนมีผลกับการจัดโชว์ และเคยเครียดจริงจังว่าคนจะจำเราได้ในแบบไหน แต่พักหลังเริ่มตกผลึกว่า “ทำอะไรมันก็ออกมาเป็นเราอยู่ดี” ทำงานให้มีความสุขไว้ก่อน เพราะเดี๋ยวเรื่องเครียดในชีวิตมันก็มีอีกเยอะ
เสือ (กลอง): ถ้าฟังครบทุกเพลงสุดท้ายจะสัมผัสได้เองว่ามันคือ “มวลอารมณ์ของ CORNBOI” ทั้งนั้น แค่ตอนนี้ CORNBOI อาจกำลังสนุก กำลังขอโทษ หรือกำลังดิ่งดาว ทุกอย่างยังเป็น CORNBOI เหมือนคนหนึ่งคนที่มีหลายอารมณ์ สุดท้ายคนฟังจะจับได้เองว่าช่วงไหนเรากำลังอยู่ในโหมดไหน
เมื่อถามถึงนิยามของวง โฟน (เบส) ตอบสั้นๆ ว่า “วงป๊อป น่ารัก ที่มีหัวใจเป็นชาวร็อก” ส่วน เสือ (กลอง) เสริมว่า “เสียงร้องของภูมิและวิธีแต่งเพลงของภูมิ” นี่แหละ คือ DNA ของ CORNBOI
วรรคทองที่แฟนจำขึ้นใจ
แฟนของ CORNBOI ผูกพันกับเนื้อเพลงเป็นพิเศษ หลายท่อนถูกหยิบไปใช้ซ้ำๆ ในวันที่หัวใจยังไม่พร้อมจะพูดแทนตัวเอง
เสือ (กลอง): ยกให้ท่อนฮุกของ ‘โบจจิ’ – “อยากที่จะรู้เพราะฉันใช่ไหมสาเหตุความเสียใจ” เป็นประโยคที่แฟนๆ ชอบเอาไปใช้แทนความเศร้าของตัวเองบ่อยมาก
ภูมิ (ร้องนำ): ช่วงหลังจะเห็นคนหยิบท่อนฮุกของ ‘หยุดเปลี่ยนฉันให้เป็นใคร (Toxic)’ – “หยุดเปลี่ยนให้ฉันเป็นใครจะได้ไหม” ไปเล่นคอนเทนต์บน TikTok เยอะมาก ท่อนสั้นๆ ที่แทนความอึดอัดของคนที่ไม่อยากถูกบังคับให้เป็นคนอื่น
อิสระที่ค่ายให้: หัวใจเบื้องหลังเพลงทุกเพลง
การได้ทำงานกับ Wayfer Records ทำให้ CORNBOI รู้สึกถึงพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการทดลองและสร้างสรรค์
ภูมิ (ร้องนำ): ค่ายให้อิสระในการทำเพลงเยอะมาก เรามักเริ่มจากการทำในแบบที่เราอยากทำเต็มที่ก่อน แล้วค่อยเอาไปเสนอค่าย บางทีค่ายจะมีคำแนะนำเพิ่ม เช่น ลองคิดแบบนี้ไหม ลองทำอีกเวอร์ชันไหม ไม่ได้ออกคำสั่งว่าต้องทำนู่นนี่ แต่ช่วยเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น สุดท้ายค่ายก็ยังให้เราเลือกเอง ถ้าเราเชื่อในไอเดียตัวเอง เราก็สู้ พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมอยากให้เป็นแบบนั้น
จดหมายขอโทษจากใจสมาชิกทั้งห้า
ในเมื่อเพลง “ขอโทษที่” พูดถึงการขอโทษจากใจจริง ถ้าให้สมาชิกแต่ละคนเขียนจดหมายขอโทษถึงใครสักคนในชีวิตจริง เขาอยากบอกอะไรกับใครกันบ้าง
เสิร์ช (กีตาร์): อยากขอโทษแฟนเก่า ที่เคยทำตัวไม่ดีจนต้องจบความสัมพันธ์ลงแบบนั้น ยอมรับตรงๆ ว่าผมผิดเอง
ภูมิ (ร้องนำ): อยากขอโทษตัวเองในอดีต ตอนมัธยมที่เล่นบาสโดยไม่ใส่รองเท้าบาส ใส่รองเท้านักเรียนพื้นแบนๆ กระโดดลงมาแล้วเข่ากระแทกจนตอนนี้เข่าเสียไปแล้ว เป็นเรื่องเล็กๆ ที่กลายเป็นรอยจำในระยะยาวแบบไม่คุ้มเอาเลย
โฟน (เบส): อยากขอโทษแม่ ที่เคยขอตังค์บอกว่าจะเอาไปซื้อเบส แต่สุดท้ายไม่ได้เอาไปซื้อเบสจริงๆ และบอกแม่ไม่ได้ด้วยว่าเอาไปทำอะไร
เสือ (กลอง): อยากขอโทษป๊า ที่ตัวเองไม่สามารถเป็นแบบที่ป๊าอยากให้เป็นได้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตในแบบที่เป็นจริงๆ ไม่สามารถเป็นเงาของป๊าหรือเป็นป๊าเวอร์ชันที่สองได้ สุดท้ายต้องเลือกเป็นตัวเอง
บอย (กีตาร์): อยากเขียนถึงพ่อ เรื่องคำพูดแรงๆ ในช่วงที่ตัวเองยังเด็กและอารมณ์ร้อน เวลาเจอกันแล้วชอบเถียงกลับแบบ “ทำไมวะ” ทั้งที่อีกฝ่ายอาจกำลังแบกความกดดันและความเครียดจากหลายด้าน ในฐานะหัวหน้าครอบครัว เขาก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้พร้อมไปหมดทุกเรื่อง วันนี้เลยอยากขอโทษในวันที่ตัวเองไม่ได้น่ารักเท่าไหร่
บทสรุป: วงที่ไม่ได้มีแค่เพลงเพราะ แต่มีหัวใจที่จริงกับความรู้สึก
CORNBOI แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาไม่ใช่แค่วงที่ทำเพลงเพราะติดหูเท่านั้น แต่ยังเป็นวงที่ กล้าเล่าความรู้สึกจริงๆ ทั้งด้านสว่างและด้านดิ่ง ผ่านเนื้อเพลงที่สัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์ของคนทำเพลง
เพลง “ขอโทษที่” เลยไม่ได้เป็นแค่เพลงเศร้า แต่เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนให้เราได้ย้อนมองตัวเองว่า มีใครบ้างที่เราควรกลับไปพูดคำว่า “ขอโทษ” ให้ทัน ก่อนจะสายเกินไปอีกครั้งหนึ่ง
และไม่ว่าจะในเพลงไหน อารมณ์ไหน ในที่สุดทุกอย่างก็วนกลับไปที่ประโยคเดียวที่นิยามวงนี้ได้ตรงที่สุดว่า
ทุกอย่างที่คุณได้ยิน…มันคือ CORNBOI นี่แหละ

