จากวิทยานิพนธ์ระดับตำนาน สู่ Playformance ที่คนดูไม่ต้อง “กัดฟันอ่าน”
ถ้าใครเคยพยายามอ่านหนังสือวิชาการหนาเกือบห้าร้อยหน้าแล้วหลับคาหน้าแรก จะเข้าใจดีว่าการเปลี่ยนงานระดับ “The Rise and Decline of Thai Absolutism” ให้กลายเป็นละครเวทีสายฮาแต่วิชาการแน่นคือภารกิจระดับโหดแค่ไหน
งานวิจัยของ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ที่เริ่มจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ SOAS ลอนดอน ถูกพัฒนาเป็นหนังสืออังกฤษ ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์วิชาการระดับโลก แล้วถูกแปล ขยาย เติมภาคผนวกและนามานุกรม กลายเป็นฉบับไทยอย่าง “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย” ก่อนจะถูกฉีกออกมาเป็นเวอร์ชัน “ย่อยง่าย” ผ่านละครเวทีแนว Playformance Lecture เรื่อง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ที่ฉันรู้จัก – MY ABSOLUTE MONARCHY โดยทีม THE MEERKAT
นี่คือการเดินทางอันยาวนานกว่า 20 ปีขององค์ความรู้ที่เริ่มในหอจดหมายเหตุ แล้วจบลงบนเวที ที่ผู้ชมทั้งหัวเราะ ทั้งจด ทั้งอึ้งไปพร้อมกัน
ชุด “สยามพากษ์”: เมื่อหนังสือเถียงกระแสหลักอย่างมีหลักฐาน
“ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย” เป็นเล่มที่ 4 ในชุด “สยามพากษ์” – ชุดหนังสือที่ตั้งใจชวนคนอ่านออกจากขนบเดิม ๆ ของการเล่า “ประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบทางการ”
สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันวางเป้าไว้ชัดว่า หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เห็นพ้อง แต่เกิดมาเพื่อให้ “ต้องอ่าน” และพร้อมให้คนรุ่นหลังเอาไปวิพากษ์ต่อทั้งในเชิงข้อมูลและกรอบทฤษฎี
จุดเด่นของชุดนี้ ไม่ใช่แค่เนื้อหา แต่ยังรวมถึง งานออกแบบปก โดย ประชา สุวีรานนท์ ที่เลือกใช้ตัวพิมพ์ ดีบี โป้งแซ จากยุค 2470 ตัวเดียวกับที่ปรากฏในประกาศคณะราษฎร – เหมือนเป็นการส่งสัญญาณตั้งแต่ปกว่าหนังสือชุดนี้เกิดมาเพื่อท้าทายความทรงจำทางการเมืองเดิม ๆ
ในบรรดา 8 เล่มของชุด “สยามพากษ์” เล่มของกุลลดาจัดว่าเป็นหนึ่งในงาน “หัวแข็ง” ที่สุด ทั้งในแง่ทฤษฎีและการลงไปคลุกฝุ่นกับเอกสารประวัติศาสตร์
ทำไมงานของกุลลดาถึงกลายเป็น “อิฐก้อนแรก” ของกรอบคิดใหม่
นักอ่าน นักวิชาการ และคนทำละครจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า หนังสือเล่มนี้คือหนึ่งในงานที่ เปลี่ยนวิธีมอง “รัฐไทย” แบบยกชุด
บางประเด็นสำคัญที่ถูกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้แก่
งานชิ้นนี้ไม่ได้แค่เล่าเหตุการณ์ แต่นำเสนอ กรอบคิดใหม่ ที่ใช้ระบบ เศรษฐกิจโลก เป็นตัวอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม
แทนที่จะเชื่อคำอธิบายคลาสสิกแบบ “สงครามสร้างรัฐ” งานของกุลลดาเสนอว่า “ระบบทุนนิยมโลกสร้างรัฐ” ต่างหากที่ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างรัฐสมัยใหม่
หนังสือเล่มนี้คลุกฝุ่นในหอจดหมายเหตุ ใช้เอกสารชั้นต้นจำนวนมหาศาล จนกลายเป็นงานที่ทั้ง เข้มงวดด้านข้อมูล และ ทะเยอทะยานด้านทฤษฎี ในเวลาเดียวกัน
นอกจากประวัติศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจ และสถาบัน ยังลงลึกถึง ประวัติศาสตร์สังคม–วัฒนธรรม และการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างละเอียดอ่อน
พูดง่าย ๆ คือ นี่ไม่ใช่งานที่อ่านแล้วจบแค่ “รู้เรื่องยุค ร.5–ร.6” แต่เป็นงานที่ทำให้เรามี ฐานคิด ไว้ใช้มองการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน
แก่นของหนังสือ: รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิด–โต–แตกอย่างไร
สินสวัสดิ์ ยอดบางเตย และจักรพล ผลละออ ต่างช่วยขยายให้เห็นว่า งานของกุลลดาไม่ได้เล่าอดีตแบบไกลตัว แต่พาเราย้อนกลับไปดู ต้นตอปัญหา ของโครงสร้างอำนาจไทยยุคหลัง
ประเด็นใหญ่ ๆ ที่หนังสือชี้ให้เห็นชัดเจน คือ:
- รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยามไม่ได้ลอยมาจากฟ้า แต่เกิดจากการปะทะกันของ
ปัจจัยภายนอก: การเชื่อมสยามเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลก การขยายตัวของจักรวรรดินิยม การค้าข้าว การค้าฝิ่น
ปัจจัยภายใน: ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับขุนนางในระบอบศักดินาเดิม
การปรับตัวสู่ความ “ศิวิไลซ์” ในยุครัชกาลที่ 5 นำมาสู่การสร้าง “ระบบราชการสมัยใหม่” ที่ใช้คนมีการศึกษา มีความสามารถ แต่ยังอยู่ใต้กรอบค่านิยมเรื่องชาติกำเนิดและเครือข่ายอุปถัมภ์
เมื่อรัฐใหม่โตขึ้น ระบบราชการที่ถูกสร้างมาเพื่อเสริมพลังของระบอบ กลับกลายเป็นกลไกสำคัญที่ ผลิต “ความไม่พอใจ” ภายในตัวมันเอง
ความขัดแย้งสะสมในยุครัชกาลที่ 5 ปะทุรุนแรงในยุครัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ปมระหว่างเจ้านายที่ดูแลราชการ ทหาร กองทัพ ไปจนถึงชนชั้นข้าราชการที่รู้สึกว่า “ความรู้” ไม่ได้รับการยอมรับเท่ากับ “ชาติกำเนิด”
ทั้งหมดนี้กลายเป็นเชื้อไฟที่พุ่งไปสู่ กบฏ ร.ศ. 130 – ซึ่งในสายตาของกุลลดา ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ล้มเหลวหนึ่งครั้ง แต่คือ หมุดหมายการเริ่มต้นล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
จากจุดนั้นต่ออีก 20 ปี จึงมีคนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาสานต่อให้การเปลี่ยนแปลงสำเร็จอย่างจริงจัง
จากหอจดหมายเหตุสู่เวที: เมื่อ “รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์” กลายเป็นละครฮาแต่แรง
ตรงนี้คือจุดที่สายดูละครเวทีเริ่มตาลุก – เพราะงานที่ว่ากันว่า “อ่านยากแต่เนื้อแน่น” ถูกแปรรูปเป็น ละครเวทีสายตลกปัญญาชน ที่ยังรักษาแก่นวิชาการไว้ครบ
“สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ที่ฉันรู้จัก : MY ABSOLUTE MONARCHY เลือกฟอร์มเป็น Playformance Lecture – กึ่งละคร กึ่งเลกเชอร์ ที่ให้คนดูหัวเราะไปพร้อมกับค่อย ๆ ประกอบโครงสร้างความคิดในหัวด้วยตัวเอง
เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 6 เชื่อมสงครามนโปเลียน สนธิสัญญาเบาว์ริง การค้าเสรี การผูกขาด การปลดปล่อยแรงงาน ไปจนถึงความตึงเครียดในระบบราชการและกองทัพ
ชีวิตส่วนตัวของกุลลดาในฐานะแม่ลูกอ่อนและนักวิชาการถูกสอดแทรกอย่างมีชีวิตชีวา ทำให้ “ผู้เขียน” หลุดจากภาพนักวิชาการแข็ง ๆ กลายเป็น ตัวละครมีเลือดเนื้อ บนเวที
โทนของละครเป็น คอมเมดี้ ที่ใช้ตัวละครบุคลิกเหมือนการ์ตูน แต่กลับทำให้ ความหลากหลายทางความคิด ดูใกล้ตัวและจับต้องได้มากกว่าที่เคยอ่านในหนังสือ
ตัวละครหลัก: เมื่อคนจริงถูกกลั่นเป็นคาแรกเตอร์บนเวที
ทีมเขียนบทและผู้กำกับใช้วิธีนำ “คนจริง” มาย่อยให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่ชัดและสนุก โดยไม่ทิ้งแก่นทางความคิด
นักแสดงหลักในเรื่อง ได้แก่
ทิพย์ตะวัน อุชัย (เตย) – รับบท อาจารย์กุลลดา: แบกรับบทพูดหนักที่สุด แต่ยังต้องทำให้คนดูยิ้มได้
วรินทร ญารุจนนทน์ (บลูม) – รับบท อาจารย์ดิเรก: นักเรียนเก่าจากอังกฤษ สายหล่อกวน คาแรกเตอร์น่าหมั่นไส้แบบที่คนดูหลงรัก
สวนีย์ อุทุมมา (เอี้ยง) – รับบท อาจารย์ชญาณี: ตัวแทนของคนที่ไม่อินกับกรอบคิดแบบกุลลดา เหมือน “ฝ่ายค้านทางความคิด” ที่จำเป็นต่อเรื่อง
เสฎฐวุฒิ จันทร์เพ็ญสุข (คังโป้ย) – รับบท ปุ๊: นิสิตเนิร์ดขี้สงสัย ทำหน้าที่ตั้งคำถามแทนผู้ชม
ตัวละครทุกคนถูกออกแบบให้มี มุมกลมและเกินจากคาร์ตูนสองมิติ – ร้ายก็ร้ายน่ารัก เห็นต่างก็ยังเป็น “เพื่อนร่วมชาติ” บนเวทีเดียวกัน
Playformance Lecture: Act 1 – เมื่อเลกเชอร์ประวัติศาสตร์กลายเป็นโชว์ที่คนดูไม่เหม่อ
โครงของ Act 1 คือการทำให้คำถามง่าย ๆ แต่หนักมากอย่าง “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์คืออะไรกันแน่?” ถูกตอบผ่านบทสนทนาที่ทั้งฮา ทั้งเฉียบ
ไดนามิกสำคัญบนเวทีมีประมาณนี้:
ปุ๊ คือเสียงของผู้ชมที่ถามคำถามตรง ๆ ทุกข้อที่หลายคนแอบอยากถามแต่ไม่เคยกล้าถามในห้องเรียน
อาจารย์กุลลดา คือผู้ค่อย ๆ คลี่คำอธิบายยาว ๆ จากหนังสือให้กลายเป็นประโยคที่เคี้ยวง่ายและมีชีวิต เช่น การเปลี่ยนจากรัฐศักดินาสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์
อาจารย์ชญาณี โผล่มาในฐานะตัวแทนของเสียงที่ยังยึดกรอบคิดแบบเดิม เช่น การเน้นย้ำพระบารมีมากกว่าปัจจัยโครงสร้าง จนเกิดการโต้เถียงตรง ๆ บนเวที
อาจารย์ดิเรก ช่วยตอบคำถามด้วยมุมมองนักเรียนเก่าอังกฤษ แถมด้วยท่าที “ขิงประวัติการศึกษา” เพื่อเล่นกับอารมณ์คนดู
ประเด็นหนัก ๆ เช่น สนธิสัญญาเบาว์ริง ผลของระบบการค้าเสรี การผูกขาด การเก็บภาษี การคลายแรงงาน ถูกเล่าแบบมีจังหวะมุก ทำให้คนดูเข้าใจว่า
ทำไมขุนนางอย่างตระกูลบุนนาคถึงมีอำนาจมากขึ้น
ทำไมกษัตริย์ต้องต่อรองกับขุนนางและระบบราชการ
ทำไมการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจยังชีพไปสู่เศรษฐกิจการค้าจึงเขย่าฐานอำนาจเดิมอย่างรุนแรง
ทั้งหมดนี้ถูกเล่าแบบที่ คนดูหัวเราะออกมาได้ ทั้งที่กำลังเผชิญกับคอนเทนต์ระดับตำราเรียน
สัญลักษณ์บนเวที: ไฟสีชมพู, Jenga และเวลา 25 ปี
เตชิต หร่มระฤก ในฐานะนักเขียนบทและผู้กำกับ เลือกใช้ภาพและพร็อปบนเวทีเป็น ภาษาอีกชั้นหนึ่ง ของเรื่องเล่า
บางช็อตที่น่าสนใจ ได้แก่
ไฟสีชมพู – ใช้ในฉากที่การรวบอำนาจของรัชกาลที่ 5 เดินทางมาถึงจุดสำคัญ เป็นการใช้ “สีประจำพระชนมวาร” มาเล่าเรื่องอำนาจโดยไม่ต้องพูดตรง ๆ
เกมต่อไม้ Jenga – หอไม้ที่ค่อย ๆ ถูกต่อสูงขึ้นแล้วถูกดึงให้โอนเอน แทนโครงสร้างอำนาจที่
สร้างขึ้นจากชิ้นส่วนมากมาย
ยืนอยู่ได้ด้วยดุลยภาพที่เปราะบาง
และมีโอกาสล้มลงจากแรงดึงเล็ก ๆ ทีละชิ้นที่สะสมมา
ไทม์ไลน์ 25 ปี – การเปลี่ยนจากเพจเจอร์ไปสู่สมาร์ตโฟน การใช้แผ่นใส เครื่องฉาย OHP จอโปรเจกเตอร์ ฯลฯ เป็นการเล่าด้วยภาพว่า การทำวิทยานิพนธ์ชิ้นเดียวกินเวลายาวนานแค่ไหน และโลกข้างนอกเปลี่ยนไปมากเพียงใดในช่วงเดียวกัน
ทั้งหมดนี้ทำให้ละครไม่ใช่แค่ “เล่าประวัติศาสตร์” แต่คือการชวนคนดู รู้สึกถึงน้ำหนักของเวลา และ เปราะบางของโครงสร้างอำนาจ ในแบบที่ตำราเล่มหนาทำได้ยาก
เสียงของผู้ชมและช่วงเสวนา: เมื่อเลกเชอร์ต่อเนื่องจากเวทีสู่ฮอลล์
หลังจบการแสดง ยังมีช่วงพูดคุยกับ รศ.ดร.กุลลดา โดยมี เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ทำหน้าที่พิธีกร ซึ่งกลายเป็นเหมือน “Act พิเศษ” ที่ช่วยปิดวงความคิดให้เต็มวงขึ้นอีกชั้น
ในเวทีเสวนา มีทั้งคำถามจากนิสิตระดับปริญญาเอก นักกฎหมาย และคนดูทั่วไป ตั้งแต่เรื่อง
ความหมายของคำว่า “ชาติ” ที่กุลลดาแบ่งเป็น
ชาติแบบผูกพันกับสถาบันกษัตริย์
ชาติแบบ “ประชาชนในฐานะ community ของผู้คน”
บทบาทของ ขบวนการชาตินิยม ในยุคทุนนิยมเข้มข้น
ความเปลี่ยนแปลงของศูนย์กลางทุนนิยมโลก จากยุคสหรัฐอเมริกาไปสู่จีน
และคำถามใหญ่ที่ค้างคาในสังคมไทย: “ใครคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง?”
คำตอบของกุลลดาไม่ได้ให้สูตรสำเร็จ แต่ชี้ให้เห็นว่าเราทุกคน ยังอยู่ในกระบวนการต่อสู้ ระหว่างพลังต่าง ๆ ที่ไม่มีใครการันตีตอนจบได้ – หน้าที่ของเราคือทำให้ “การรับรู้” กว้างขึ้น และปล่อยให้จุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นจากการสะสมของการกระทำเล็ก ๆ ของผู้คน
เตชิต หร่มระฤก: จากสถาปนิกสู่คนทำละครที่เอาหนังสือ “ย่อยยาก” มาปรุงให้ดูง่าย
เบื้องหลังของ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์ฯ” บนเวทีคือ เตชิต หร่มระฤก – สถาปนิก นักกิจกรรมเก่า และคนทำกราฟิกของทีม THE MEERKAT ที่ตัดสินใจเอาเงินตัวเองลงเป็นทุนสร้าง
จุดยืนของเขาชัดมาก:
ถ้าเริ่มจากเรื่องที่ ยากที่สุดและเสี่ยงที่สุด อย่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ เรื่องอื่นก็ไม่น่ามีอะไรยากกว่านี้แล้ว
เขาเชื่อว่า นักวิชาการในยุคนี้คือ Pop Star – คนที่สังคมควรฟังและดึงมาขึ้นเวทีแทนการทิ้งให้หนังสือวางนิ่งบนชั้น
เขามองว่าศิลปะการแสดงคือหนึ่งในรูปแบบ “การต่อสู้ด้วยความสนุก” ที่มีพลังมากกว่าเสียงด่าบนเวทีปราศรัย
เตชิตและทีมเลือกทำงานแบบ ไม่บิดเนื้อหา แต่เพิ่มเลเยอร์ของความสนุกเข้าไป
บทพูดที่หนักและยาวของกุลลดาต้องยังอยู่กับตัวละคร “อาจารย์กุลลดา” เอง เพื่อรักษาน้ำเสียงทางวิชาการ
ตัวละครอื่น ๆ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วย “หามน้ำหนัก” ให้คนดูไม่จม และมีพื้นที่ให้ฮา
สัญลักษณ์บนเวทีถูกใช้แทนการพูดตรง ๆ เพื่อให้คนดู คิดต่อเอง แทนที่จะถูกยัดคำตอบใส่ปาก
สิ่งที่เตชิตชัดเจนที่สุดคือการปฏิเสธวาทกรรม “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่มักถูกใช้กับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เขาเขียนบทตอนท้ายที่เหมือนให้เสียงของ ปรีดี พนมยงค์ ลอยขึ้นมาบนเวทีอย่างนุ่มแต่ชัดว่า คนที่เติบโตและรับใช้ภายใต้ระบบเดิม ย่อมมองเห็นปัญหาของมันและมีสิทธิอยากเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน
ทำไม “สมบูรณาญาสิทธิราชย์ฯ” คือ “ละครเพื่อการศึกษา” ที่ควรถูกเล่นซ้ำ
ถ้ามองในมุมคนทำงานด้านการศึกษาและศิลปะการแสดง ละครเรื่องนี้แทบจะตอบโจทย์คำว่า Edutainment แบบเต็ม ๆ
เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ละครเรื่องนี้ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเรียนรู้ ได้แก่:
เนื้อหาครอบคลุม ประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงรัชกาลที่ 3–7 เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกอย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่อง “ในวัง” แต่ยึดโยงกับเศรษฐกิจ การค้า และอำนาจระหว่างประเทศ
ให้ฐานสำหรับการวิเคราะห์เชิง รัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยตรง โดยไม่ต้องลดทอนความซับซ้อนของข้อเท็จจริงให้กลายเป็นเพียง “นิยายรักชาติ” แบบที่เราคุ้นจากตำราเรียนทางการ
รูปแบบการเล่าเรื่องถูกออกแบบให้ คนทั่วไปดูรู้เรื่อง – ทั้งมุกขี้เล่น งานกราฟิก เพลง แร็ป และภาษาพูดสมัยใหม่ ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” พาคนดูเข้าไปสู่เนื้อหาหนัก
น้ำเสียงของเรื่อง ไม่เน้นแบ่งขั้ว แต่ให้เห็นความหลากหลายของแนวคิด เปิดพื้นที่ให้คนดูจัดวางตัวเองในแผนที่ความคิดได้อย่างอิสระ
ในสังคมที่ยังติดอยู่กับเงาของโครงสร้างอำนาจเก่า ละครแบบนี้ช่วยทำหน้าที่เป็น เวทีปลอดภัย ให้ผู้คนลองตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยถูกสั่งให้ “ห้ามถาม” มาตลอดชีวิต
นี่คือศิลปะการแสดงที่ไม่ทำตัวเป็น “นักบุญ” แต่ทำหน้าที่เป็น กระจกและคันโยก ในเวลาเดียวกัน
เมื่อศิลปะการแสดงกลายเป็นกลไกต่อรองกับอำนาจ
ในวันที่โครงสร้างอำนาจไทยยังอมพะนำเรื่องตัวเอง และทุนนิยมการค้ายึดครองทุกสำนักคิด ละครอย่าง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์ฯ” ทำหน้าที่แหวกทางเล็ก ๆ ให้คนดูรู้สึกได้ว่า “ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ของไกลตัว”
มันพาเราเห็นว่า
ระบอบที่เคยถูกยกให้สูงส่งกว่าการตั้งคำถาม ถูกสร้างขึ้น–ค้ำจุน–และถูกบ่อนเซาะด้วยกลไกในตัวมันเอง
ความขัดแย้งระหว่างรัฐ ระบบราชการ ทุน และประชาชน ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือ เรื่องยาว ที่เรายังอยู่ในฉากต่อของมัน
ศิลปะการแสดงสามารถกลายเป็นเครื่องมือ ต่อรองกับอำนาจ ได้ หากใช้ความสนุกเป็นเกราะ และใช้ความรู้เป็นแกน
ในโลกที่คนจำนวนมากเหนื่อยกับการเถียงกันบนโซเชียล การนั่งดูละครที่หัวเราะได้ คิดได้ และเดินออกจากโรงไปพร้อมกับคำถามใหม่ ๆ ในหัว อาจเป็นหนึ่งในวิธี “ต่อสู้” ที่อ่อนโยน แต่ยืนยาวที่สุดแบบหนึ่งก็ได้
“สมบูรณาญาสิทธิราชย์ฯ” จึงไม่ได้เป็นแค่ละครของคนรักประวัติศาสตร์ หรือเด็กถาปัดสายตลก แต่มันคือพื้นที่เล็ก ๆ ที่ให้เราลองซ้อมจินตนาการว่า หากชาติ = ประชาชนจริง ๆ เราอยากให้เรื่องเล่าของรัฐไทยในฉากต่อไปเป็นแบบไหนกันแน่.

