รับแอปรับแอป

เมื่อวิทยานิพนธ์โคตรหนัก กลายเป็นละครเวทีที่คนดูฮาแล้วหัวสว่าง

ธิดารัตน์ คำดี01-31

จากวิทยานิพนธ์ระดับตำนาน สู่ Playformance ที่คนดูไม่ต้อง “กัดฟันอ่าน”

ถ้าใครเคยพยายามอ่านหนังสือวิชาการหนาเกือบห้าร้อยหน้าแล้วหลับคาหน้าแรก จะเข้าใจดีว่าการเปลี่ยนงานระดับ “The Rise and Decline of Thai Absolutism” ให้กลายเป็นละครเวทีสายฮาแต่วิชาการแน่นคือภารกิจระดับโหดแค่ไหน

งานวิจัยของ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ที่เริ่มจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ SOAS ลอนดอน ถูกพัฒนาเป็นหนังสืออังกฤษ ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์วิชาการระดับโลก แล้วถูกแปล ขยาย เติมภาคผนวกและนามานุกรม กลายเป็นฉบับไทยอย่าง “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย” ก่อนจะถูกฉีกออกมาเป็นเวอร์ชัน “ย่อยง่าย” ผ่านละครเวทีแนว Playformance Lecture เรื่อง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ที่ฉันรู้จัก – MY ABSOLUTE MONARCHY โดยทีม THE MEERKAT

นี่คือการเดินทางอันยาวนานกว่า 20 ปีขององค์ความรู้ที่เริ่มในหอจดหมายเหตุ แล้วจบลงบนเวที ที่ผู้ชมทั้งหัวเราะ ทั้งจด ทั้งอึ้งไปพร้อมกัน

ชุด “สยามพากษ์”: เมื่อหนังสือเถียงกระแสหลักอย่างมีหลักฐาน

“ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย” เป็นเล่มที่ 4 ในชุด “สยามพากษ์” – ชุดหนังสือที่ตั้งใจชวนคนอ่านออกจากขนบเดิม ๆ ของการเล่า “ประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบทางการ”

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันวางเป้าไว้ชัดว่า หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เห็นพ้อง แต่เกิดมาเพื่อให้ “ต้องอ่าน” และพร้อมให้คนรุ่นหลังเอาไปวิพากษ์ต่อทั้งในเชิงข้อมูลและกรอบทฤษฎี

จุดเด่นของชุดนี้ ไม่ใช่แค่เนื้อหา แต่ยังรวมถึง งานออกแบบปก โดย ประชา สุวีรานนท์ ที่เลือกใช้ตัวพิมพ์ ดีบี โป้งแซ จากยุค 2470 ตัวเดียวกับที่ปรากฏในประกาศคณะราษฎร – เหมือนเป็นการส่งสัญญาณตั้งแต่ปกว่าหนังสือชุดนี้เกิดมาเพื่อท้าทายความทรงจำทางการเมืองเดิม ๆ

ในบรรดา 8 เล่มของชุด “สยามพากษ์” เล่มของกุลลดาจัดว่าเป็นหนึ่งในงาน “หัวแข็ง” ที่สุด ทั้งในแง่ทฤษฎีและการลงไปคลุกฝุ่นกับเอกสารประวัติศาสตร์

ทำไมงานของกุลลดาถึงกลายเป็น “อิฐก้อนแรก” ของกรอบคิดใหม่

นักอ่าน นักวิชาการ และคนทำละครจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า หนังสือเล่มนี้คือหนึ่งในงานที่ เปลี่ยนวิธีมอง “รัฐไทย” แบบยกชุด

บางประเด็นสำคัญที่ถูกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้แก่

  • งานชิ้นนี้ไม่ได้แค่เล่าเหตุการณ์ แต่นำเสนอ กรอบคิดใหม่ ที่ใช้ระบบ เศรษฐกิจโลก เป็นตัวอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม

  • แทนที่จะเชื่อคำอธิบายคลาสสิกแบบ “สงครามสร้างรัฐ” งานของกุลลดาเสนอว่า “ระบบทุนนิยมโลกสร้างรัฐ” ต่างหากที่ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างรัฐสมัยใหม่

  • หนังสือเล่มนี้คลุกฝุ่นในหอจดหมายเหตุ ใช้เอกสารชั้นต้นจำนวนมหาศาล จนกลายเป็นงานที่ทั้ง เข้มงวดด้านข้อมูล และ ทะเยอทะยานด้านทฤษฎี ในเวลาเดียวกัน

  • นอกจากประวัติศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจ และสถาบัน ยังลงลึกถึง ประวัติศาสตร์สังคม–วัฒนธรรม และการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างละเอียดอ่อน

พูดง่าย ๆ คือ นี่ไม่ใช่งานที่อ่านแล้วจบแค่ “รู้เรื่องยุค ร.5–ร.6” แต่เป็นงานที่ทำให้เรามี ฐานคิด ไว้ใช้มองการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน

แก่นของหนังสือ: รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิด–โต–แตกอย่างไร

สินสวัสดิ์ ยอดบางเตย และจักรพล ผลละออ ต่างช่วยขยายให้เห็นว่า งานของกุลลดาไม่ได้เล่าอดีตแบบไกลตัว แต่พาเราย้อนกลับไปดู ต้นตอปัญหา ของโครงสร้างอำนาจไทยยุคหลัง

ประเด็นใหญ่ ๆ ที่หนังสือชี้ให้เห็นชัดเจน คือ:

  • รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยามไม่ได้ลอยมาจากฟ้า แต่เกิดจากการปะทะกันของ
    • ปัจจัยภายนอก: การเชื่อมสยามเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลก การขยายตัวของจักรวรรดินิยม การค้าข้าว การค้าฝิ่น

    • ปัจจัยภายใน: ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับขุนนางในระบอบศักดินาเดิม

  • การปรับตัวสู่ความ “ศิวิไลซ์” ในยุครัชกาลที่ 5 นำมาสู่การสร้าง “ระบบราชการสมัยใหม่” ที่ใช้คนมีการศึกษา มีความสามารถ แต่ยังอยู่ใต้กรอบค่านิยมเรื่องชาติกำเนิดและเครือข่ายอุปถัมภ์

  • เมื่อรัฐใหม่โตขึ้น ระบบราชการที่ถูกสร้างมาเพื่อเสริมพลังของระบอบ กลับกลายเป็นกลไกสำคัญที่ ผลิต “ความไม่พอใจ” ภายในตัวมันเอง

  • ความขัดแย้งสะสมในยุครัชกาลที่ 5 ปะทุรุนแรงในยุครัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ปมระหว่างเจ้านายที่ดูแลราชการ ทหาร กองทัพ ไปจนถึงชนชั้นข้าราชการที่รู้สึกว่า “ความรู้” ไม่ได้รับการยอมรับเท่ากับ “ชาติกำเนิด”

  • ทั้งหมดนี้กลายเป็นเชื้อไฟที่พุ่งไปสู่ กบฏ ร.ศ. 130 – ซึ่งในสายตาของกุลลดา ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ล้มเหลวหนึ่งครั้ง แต่คือ หมุดหมายการเริ่มต้นล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

จากจุดนั้นต่ออีก 20 ปี จึงมีคนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาสานต่อให้การเปลี่ยนแปลงสำเร็จอย่างจริงจัง

จากหอจดหมายเหตุสู่เวที: เมื่อ “รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์” กลายเป็นละครฮาแต่แรง

ตรงนี้คือจุดที่สายดูละครเวทีเริ่มตาลุก – เพราะงานที่ว่ากันว่า “อ่านยากแต่เนื้อแน่น” ถูกแปรรูปเป็น ละครเวทีสายตลกปัญญาชน ที่ยังรักษาแก่นวิชาการไว้ครบ

“สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ที่ฉันรู้จัก : MY ABSOLUTE MONARCHY เลือกฟอร์มเป็น Playformance Lecture – กึ่งละคร กึ่งเลกเชอร์ ที่ให้คนดูหัวเราะไปพร้อมกับค่อย ๆ ประกอบโครงสร้างความคิดในหัวด้วยตัวเอง

  • เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ ยุครัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 6 เชื่อมสงครามนโปเลียน สนธิสัญญาเบาว์ริง การค้าเสรี การผูกขาด การปลดปล่อยแรงงาน ไปจนถึงความตึงเครียดในระบบราชการและกองทัพ

  • ชีวิตส่วนตัวของกุลลดาในฐานะแม่ลูกอ่อนและนักวิชาการถูกสอดแทรกอย่างมีชีวิตชีวา ทำให้ “ผู้เขียน” หลุดจากภาพนักวิชาการแข็ง ๆ กลายเป็น ตัวละครมีเลือดเนื้อ บนเวที

  • โทนของละครเป็น คอมเมดี้ ที่ใช้ตัวละครบุคลิกเหมือนการ์ตูน แต่กลับทำให้ ความหลากหลายทางความคิด ดูใกล้ตัวและจับต้องได้มากกว่าที่เคยอ่านในหนังสือ

ตัวละครหลัก: เมื่อคนจริงถูกกลั่นเป็นคาแรกเตอร์บนเวที

ทีมเขียนบทและผู้กำกับใช้วิธีนำ “คนจริง” มาย่อยให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่ชัดและสนุก โดยไม่ทิ้งแก่นทางความคิด

นักแสดงหลักในเรื่อง ได้แก่

  • ทิพย์ตะวัน อุชัย (เตย) – รับบท อาจารย์กุลลดา: แบกรับบทพูดหนักที่สุด แต่ยังต้องทำให้คนดูยิ้มได้

  • วรินทร ญารุจนนทน์ (บลูม) – รับบท อาจารย์ดิเรก: นักเรียนเก่าจากอังกฤษ สายหล่อกวน คาแรกเตอร์น่าหมั่นไส้แบบที่คนดูหลงรัก

  • สวนีย์ อุทุมมา (เอี้ยง) – รับบท อาจารย์ชญาณี: ตัวแทนของคนที่ไม่อินกับกรอบคิดแบบกุลลดา เหมือน “ฝ่ายค้านทางความคิด” ที่จำเป็นต่อเรื่อง

  • เสฎฐวุฒิ จันทร์เพ็ญสุข (คังโป้ย) – รับบท ปุ๊: นิสิตเนิร์ดขี้สงสัย ทำหน้าที่ตั้งคำถามแทนผู้ชม

ตัวละครทุกคนถูกออกแบบให้มี มุมกลมและเกินจากคาร์ตูนสองมิติ – ร้ายก็ร้ายน่ารัก เห็นต่างก็ยังเป็น “เพื่อนร่วมชาติ” บนเวทีเดียวกัน

Playformance Lecture: Act 1 – เมื่อเลกเชอร์ประวัติศาสตร์กลายเป็นโชว์ที่คนดูไม่เหม่อ

โครงของ Act 1 คือการทำให้คำถามง่าย ๆ แต่หนักมากอย่าง “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์คืออะไรกันแน่?” ถูกตอบผ่านบทสนทนาที่ทั้งฮา ทั้งเฉียบ

ไดนามิกสำคัญบนเวทีมีประมาณนี้:

  • ปุ๊ คือเสียงของผู้ชมที่ถามคำถามตรง ๆ ทุกข้อที่หลายคนแอบอยากถามแต่ไม่เคยกล้าถามในห้องเรียน

  • อาจารย์กุลลดา คือผู้ค่อย ๆ คลี่คำอธิบายยาว ๆ จากหนังสือให้กลายเป็นประโยคที่เคี้ยวง่ายและมีชีวิต เช่น การเปลี่ยนจากรัฐศักดินาสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

  • อาจารย์ชญาณี โผล่มาในฐานะตัวแทนของเสียงที่ยังยึดกรอบคิดแบบเดิม เช่น การเน้นย้ำพระบารมีมากกว่าปัจจัยโครงสร้าง จนเกิดการโต้เถียงตรง ๆ บนเวที

  • อาจารย์ดิเรก ช่วยตอบคำถามด้วยมุมมองนักเรียนเก่าอังกฤษ แถมด้วยท่าที “ขิงประวัติการศึกษา” เพื่อเล่นกับอารมณ์คนดู

ประเด็นหนัก ๆ เช่น สนธิสัญญาเบาว์ริง ผลของระบบการค้าเสรี การผูกขาด การเก็บภาษี การคลายแรงงาน ถูกเล่าแบบมีจังหวะมุก ทำให้คนดูเข้าใจว่า

  • ทำไมขุนนางอย่างตระกูลบุนนาคถึงมีอำนาจมากขึ้น

  • ทำไมกษัตริย์ต้องต่อรองกับขุนนางและระบบราชการ

  • ทำไมการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจยังชีพไปสู่เศรษฐกิจการค้าจึงเขย่าฐานอำนาจเดิมอย่างรุนแรง

ทั้งหมดนี้ถูกเล่าแบบที่ คนดูหัวเราะออกมาได้ ทั้งที่กำลังเผชิญกับคอนเทนต์ระดับตำราเรียน

สัญลักษณ์บนเวที: ไฟสีชมพู, Jenga และเวลา 25 ปี

เตชิต หร่มระฤก ในฐานะนักเขียนบทและผู้กำกับ เลือกใช้ภาพและพร็อปบนเวทีเป็น ภาษาอีกชั้นหนึ่ง ของเรื่องเล่า

บางช็อตที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ไฟสีชมพู – ใช้ในฉากที่การรวบอำนาจของรัชกาลที่ 5 เดินทางมาถึงจุดสำคัญ เป็นการใช้ “สีประจำพระชนมวาร” มาเล่าเรื่องอำนาจโดยไม่ต้องพูดตรง ๆ

  • เกมต่อไม้ Jenga – หอไม้ที่ค่อย ๆ ถูกต่อสูงขึ้นแล้วถูกดึงให้โอนเอน แทนโครงสร้างอำนาจที่

    • สร้างขึ้นจากชิ้นส่วนมากมาย

    • ยืนอยู่ได้ด้วยดุลยภาพที่เปราะบาง

    • และมีโอกาสล้มลงจากแรงดึงเล็ก ๆ ทีละชิ้นที่สะสมมา

  • ไทม์ไลน์ 25 ปี – การเปลี่ยนจากเพจเจอร์ไปสู่สมาร์ตโฟน การใช้แผ่นใส เครื่องฉาย OHP จอโปรเจกเตอร์ ฯลฯ เป็นการเล่าด้วยภาพว่า การทำวิทยานิพนธ์ชิ้นเดียวกินเวลายาวนานแค่ไหน และโลกข้างนอกเปลี่ยนไปมากเพียงใดในช่วงเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ทำให้ละครไม่ใช่แค่ “เล่าประวัติศาสตร์” แต่คือการชวนคนดู รู้สึกถึงน้ำหนักของเวลา และ เปราะบางของโครงสร้างอำนาจ ในแบบที่ตำราเล่มหนาทำได้ยาก

เสียงของผู้ชมและช่วงเสวนา: เมื่อเลกเชอร์ต่อเนื่องจากเวทีสู่ฮอลล์

หลังจบการแสดง ยังมีช่วงพูดคุยกับ รศ.ดร.กุลลดา โดยมี เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ทำหน้าที่พิธีกร ซึ่งกลายเป็นเหมือน “Act พิเศษ” ที่ช่วยปิดวงความคิดให้เต็มวงขึ้นอีกชั้น

ในเวทีเสวนา มีทั้งคำถามจากนิสิตระดับปริญญาเอก นักกฎหมาย และคนดูทั่วไป ตั้งแต่เรื่อง

  • ความหมายของคำว่า “ชาติ” ที่กุลลดาแบ่งเป็น

    • ชาติแบบผูกพันกับสถาบันกษัตริย์

    • ชาติแบบ “ประชาชนในฐานะ community ของผู้คน”

  • บทบาทของ ขบวนการชาตินิยม ในยุคทุนนิยมเข้มข้น

  • ความเปลี่ยนแปลงของศูนย์กลางทุนนิยมโลก จากยุคสหรัฐอเมริกาไปสู่จีน

  • และคำถามใหญ่ที่ค้างคาในสังคมไทย: “ใครคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง?”

คำตอบของกุลลดาไม่ได้ให้สูตรสำเร็จ แต่ชี้ให้เห็นว่าเราทุกคน ยังอยู่ในกระบวนการต่อสู้ ระหว่างพลังต่าง ๆ ที่ไม่มีใครการันตีตอนจบได้ – หน้าที่ของเราคือทำให้ “การรับรู้” กว้างขึ้น และปล่อยให้จุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นจากการสะสมของการกระทำเล็ก ๆ ของผู้คน

เตชิต หร่มระฤก: จากสถาปนิกสู่คนทำละครที่เอาหนังสือ “ย่อยยาก” มาปรุงให้ดูง่าย

เบื้องหลังของ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์ฯ” บนเวทีคือ เตชิต หร่มระฤก – สถาปนิก นักกิจกรรมเก่า และคนทำกราฟิกของทีม THE MEERKAT ที่ตัดสินใจเอาเงินตัวเองลงเป็นทุนสร้าง

จุดยืนของเขาชัดมาก:

  • ถ้าเริ่มจากเรื่องที่ ยากที่สุดและเสี่ยงที่สุด อย่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ เรื่องอื่นก็ไม่น่ามีอะไรยากกว่านี้แล้ว

  • เขาเชื่อว่า นักวิชาการในยุคนี้คือ Pop Star – คนที่สังคมควรฟังและดึงมาขึ้นเวทีแทนการทิ้งให้หนังสือวางนิ่งบนชั้น

  • เขามองว่าศิลปะการแสดงคือหนึ่งในรูปแบบ “การต่อสู้ด้วยความสนุก” ที่มีพลังมากกว่าเสียงด่าบนเวทีปราศรัย

เตชิตและทีมเลือกทำงานแบบ ไม่บิดเนื้อหา แต่เพิ่มเลเยอร์ของความสนุกเข้าไป

  • บทพูดที่หนักและยาวของกุลลดาต้องยังอยู่กับตัวละคร “อาจารย์กุลลดา” เอง เพื่อรักษาน้ำเสียงทางวิชาการ

  • ตัวละครอื่น ๆ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วย “หามน้ำหนัก” ให้คนดูไม่จม และมีพื้นที่ให้ฮา

  • สัญลักษณ์บนเวทีถูกใช้แทนการพูดตรง ๆ เพื่อให้คนดู คิดต่อเอง แทนที่จะถูกยัดคำตอบใส่ปาก

สิ่งที่เตชิตชัดเจนที่สุดคือการปฏิเสธวาทกรรม “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่มักถูกใช้กับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เขาเขียนบทตอนท้ายที่เหมือนให้เสียงของ ปรีดี พนมยงค์ ลอยขึ้นมาบนเวทีอย่างนุ่มแต่ชัดว่า คนที่เติบโตและรับใช้ภายใต้ระบบเดิม ย่อมมองเห็นปัญหาของมันและมีสิทธิอยากเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน

ทำไม “สมบูรณาญาสิทธิราชย์ฯ” คือ “ละครเพื่อการศึกษา” ที่ควรถูกเล่นซ้ำ

ถ้ามองในมุมคนทำงานด้านการศึกษาและศิลปะการแสดง ละครเรื่องนี้แทบจะตอบโจทย์คำว่า Edutainment แบบเต็ม ๆ

เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ละครเรื่องนี้ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเรียนรู้ ได้แก่:

  • เนื้อหาครอบคลุม ประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงรัชกาลที่ 3–7 เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกอย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่อง “ในวัง” แต่ยึดโยงกับเศรษฐกิจ การค้า และอำนาจระหว่างประเทศ

  • ให้ฐานสำหรับการวิเคราะห์เชิง รัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยตรง โดยไม่ต้องลดทอนความซับซ้อนของข้อเท็จจริงให้กลายเป็นเพียง “นิยายรักชาติ” แบบที่เราคุ้นจากตำราเรียนทางการ

  • รูปแบบการเล่าเรื่องถูกออกแบบให้ คนทั่วไปดูรู้เรื่อง – ทั้งมุกขี้เล่น งานกราฟิก เพลง แร็ป และภาษาพูดสมัยใหม่ ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” พาคนดูเข้าไปสู่เนื้อหาหนัก

  • น้ำเสียงของเรื่อง ไม่เน้นแบ่งขั้ว แต่ให้เห็นความหลากหลายของแนวคิด เปิดพื้นที่ให้คนดูจัดวางตัวเองในแผนที่ความคิดได้อย่างอิสระ

  • ในสังคมที่ยังติดอยู่กับเงาของโครงสร้างอำนาจเก่า ละครแบบนี้ช่วยทำหน้าที่เป็น เวทีปลอดภัย ให้ผู้คนลองตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยถูกสั่งให้ “ห้ามถาม” มาตลอดชีวิต

นี่คือศิลปะการแสดงที่ไม่ทำตัวเป็น “นักบุญ” แต่ทำหน้าที่เป็น กระจกและคันโยก ในเวลาเดียวกัน

เมื่อศิลปะการแสดงกลายเป็นกลไกต่อรองกับอำนาจ

ในวันที่โครงสร้างอำนาจไทยยังอมพะนำเรื่องตัวเอง และทุนนิยมการค้ายึดครองทุกสำนักคิด ละครอย่าง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์ฯ” ทำหน้าที่แหวกทางเล็ก ๆ ให้คนดูรู้สึกได้ว่า “ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ของไกลตัว”

มันพาเราเห็นว่า

  • ระบอบที่เคยถูกยกให้สูงส่งกว่าการตั้งคำถาม ถูกสร้างขึ้น–ค้ำจุน–และถูกบ่อนเซาะด้วยกลไกในตัวมันเอง

  • ความขัดแย้งระหว่างรัฐ ระบบราชการ ทุน และประชาชน ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือ เรื่องยาว ที่เรายังอยู่ในฉากต่อของมัน

  • ศิลปะการแสดงสามารถกลายเป็นเครื่องมือ ต่อรองกับอำนาจ ได้ หากใช้ความสนุกเป็นเกราะ และใช้ความรู้เป็นแกน

ในโลกที่คนจำนวนมากเหนื่อยกับการเถียงกันบนโซเชียล การนั่งดูละครที่หัวเราะได้ คิดได้ และเดินออกจากโรงไปพร้อมกับคำถามใหม่ ๆ ในหัว อาจเป็นหนึ่งในวิธี “ต่อสู้” ที่อ่อนโยน แต่ยืนยาวที่สุดแบบหนึ่งก็ได้

“สมบูรณาญาสิทธิราชย์ฯ” จึงไม่ได้เป็นแค่ละครของคนรักประวัติศาสตร์ หรือเด็กถาปัดสายตลก แต่มันคือพื้นที่เล็ก ๆ ที่ให้เราลองซ้อมจินตนาการว่า หากชาติ = ประชาชนจริง ๆ เราอยากให้เรื่องเล่าของรัฐไทยในฉากต่อไปเป็นแบบไหนกันแน่.