เครื่องมือ AI Scribe หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยบันทึกบทสนทนาระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในวงการสาธารณสุข เพราะช่วยลดภาระงานเอกสารและทำให้แพทย์มีเวลาโฟกัสกับการรักษาคนไข้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลออสเตรเลียได้ออกมาแสดงความกังวลว่า เทคโนโลยีดังกล่าวอาจสร้างความเสี่ยงด้าน ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ป่วย ความถูกต้องของข้อมูล และการกำกับดูแล หากใช้งานโดยไม่มีมาตรฐานที่เหมาะสม
AI Scribe คืออะไร
AI Scribe คือซอฟต์แวร์ที่ใช้ AI (Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์) ฟังบทสนทนาระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย จากนั้นถอดเสียง สรุปข้อมูล และสร้างบันทึกเวชระเบียนอัตโนมัติ
เครื่องมือประเภทนี้ช่วยลดเวลาที่แพทย์ต้องพิมพ์บันทึกหลังตรวจคนไข้ ทำให้สามารถใช้เวลากับผู้ป่วยได้มากขึ้น และช่วยลดภาวะหมดไฟจากงานเอกสาร ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา
รัฐบาลออสเตรเลียกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลและการกำกับดูแล
เอกสารภายในของกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียที่ถูกเปิดเผยผ่านกฎหมายข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information) ระบุว่า AI Scribe หลายผลิตภัณฑ์ยังอยู่ใน "พื้นที่สีเทา" ของการกำกับดูแล เนื่องจากบางระบบไม่ได้ถูกจัดเป็นอุปกรณ์การแพทย์ (Medical Device) ทำให้ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อบังคับเดียวกับเครื่องมือทางการแพทย์อื่น ๆ
หน่วยงานยังตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ให้บริการบางรายอ้างว่าระบบของตนสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่กลับมีข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่ไม่โปร่งใส รวมถึงบางรายอาจส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่นอกประเทศออสเตรเลีย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย

ความแม่นยำของ AI ยังเป็นอีกประเด็นสำคัญ
นอกจากเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว กระทรวงสาธารณสุขยังเตือนว่า AI Scribe ใช้เทคโนโลยี Large Language Model (LLM) ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่สร้างข้อความและสรุปข้อมูลจากรูปแบบภาษา โดยโมเดลประเภทนี้ยังมีข้อจำกัดด้านความถูกต้อง และอาจตีความข้อมูลผิดหรือสรุปรายละเอียดทางการแพทย์คลาดเคลื่อนได้
ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นว่า AI ควรเป็นเพียง "ผู้ช่วย" ในการจัดทำเอกสาร ขณะที่การตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูลยังคงเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วย
การขอความยินยอมจากผู้ป่วยยังไม่เป็นมาตรฐาน
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การขอความยินยอม (Consent) จากผู้ป่วยก่อนใช้ AI Scribe
เอกสารของรัฐบาลระบุว่า ปัจจุบันแต่ละคลินิกมีแนวปฏิบัติแตกต่างกัน บางแห่งอธิบายรายละเอียดและขอความยินยอมอย่างชัดเจน ขณะที่บางแห่งแจ้งข้อมูลเพียงเล็กน้อย หรือมีรายงานว่าผู้ป่วยบางรายถูกปฏิเสธการรักษาหากไม่ยินยอมให้ใช้ AI Scribe ซึ่งสร้างข้อกังวลด้านสิทธิของผู้ป่วย
นักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นยังระบุว่า การขอความยินยอมควรครอบคลุมทั้งการบันทึกเสียง การประมวลผลข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพ ซึ่งถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของออสเตรเลีย
หน่วยงานกำกับดูแลกำลังทบทวนกฎเกณฑ์
ปัจจุบัน Therapeutic Goods Administration (TGA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของออสเตรเลีย กำลังศึกษาว่า AI Scribe ควรถูกจัดเป็นอุปกรณ์การแพทย์หรือไม่ และควรอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นหรือเปล่า โดยผลการทบทวนคาดว่าจะเผยแพร่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ขณะเดียวกัน Australian Commission on Safety and Quality in Health Care ก็ได้เผยแพร่แนวทางการใช้งาน AI สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ โดยแนะนำให้มีการประเมินความเสี่ยง ตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI ทุกครั้ง และไม่ใช้ AI เป็นผู้ตัดสินใจแทนแพทย์

AI Scribe ยังมีข้อดี แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง
แม้จะมีข้อกังวลหลายด้าน แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ไม่ได้เสนอให้ยุติการใช้ AI Scribe เพราะเครื่องมือดังกล่าวสามารถช่วยลดภาระงานเอกสาร เพิ่มเวลาพบผู้ป่วย และลดความเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์ได้ หากใช้งานอย่างเหมาะสมและมีการกำกับดูแลที่เพียงพอ
ประเด็นสำคัญคือ ผู้ให้บริการและสถานพยาบาลต้องมีความโปร่งใสในการจัดการข้อมูลผู้ป่วย มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ชัดเจน และให้แพทย์เป็นผู้ตรวจสอบบันทึกทุกครั้งก่อนนำไปใช้จริง
บทสรุป
คำเตือนจากรัฐบาลออสเตรเลียสะท้อนให้เห็นว่า แม้ AI จะเข้ามาช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมาก แต่การนำ AI มาใช้กับข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง จำเป็นต้องมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยควบคู่กันไป
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมสาธารณสุขทั่วโลก เพราะหลายประเทศกำลังเริ่มนำ AI Scribe มาใช้งานในวงกว้าง สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้คือผลการทบทวนกฎระเบียบของออสเตรเลีย ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบของการกำกับดูแล AI ทางการแพทย์ในประเทศอื่น ๆ ในอนาคต
ที่มา digitaltrends


ความคิดเห็น