กรุงเทพฯ จากเมืองท่องเที่ยวสู่ฮับเทคท่องเที่ยวระดับโลก
กรุงเทพฯ วันนี้ไม่ได้เป็นแค่เมืองที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกแวะมาเช็กอินอีกต่อไป แต่กำลังถูกรีดีไซน์ให้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีท่องเที่ยวของโลก โดยมี Agoda เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดึง AI เข้ามายกระดับทั้งระบบหลังบ้าน การพัฒนาซอฟต์แวร์ และประสบการณ์ลูกค้าแบบครบลูป
Agoda ไม่ได้คิดแค่จะเป็นแพลตฟอร์ม OTA สำหรับจองโรงแรมหรือเที่ยวบิน แต่กำลังเดินเกมยาวเพื่อผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็น “Silicon Valley แห่งเอเชีย” ฮับที่รวมทั้งทาเลนท์ระดับโลกและคนเก่งสายเทคในไทยมาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
AI: การลงทุนระยะยาวที่ไม่ได้มีดีแค่ให้เขียนโค้ด
ซีอีโอของ Agoda, Omry Morgenshtern มองว่า Generative AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของคนทั้งองค์กร โดยเฉพาะวิศวกรรุ่นใหม่ แต่เขาไม่เชื่อว่า AI จะมาแทนที่คนได้เต็มตัวในเร็ววันนี้
AI เขียนโค้ดได้เยอะจริง แต่ในโลกขององค์กรขนาดใหญ่ มนุษย์ยังสำคัญมากกับการรีวิวโค้ด ปิดช่องโหว่ และดูแลเรื่องความปลอดภัย เพราะซอฟต์แวร์ที่ใช้งานจริงไม่ได้จบที่การกด Generate โค้ดเท่านั้น
การพัฒนาซอฟต์แวร์เต็มรูปแบบยังต้องมีขั้นตอนอย่างเช่น:
การทดสอบอย่างละเอียด (testing)
การรีวิวโค้ด (code review)
การดีไซน์สถาปัตยกรรมระบบ
การประชุมตกลง requirement ที่เปลี่ยนได้ตลอดเวลา
AI จึงเป็นตัวบูสต์ประสิทธิภาพ ไม่ใช่ตัวแทนวิศวกร โดยเฉพาะในระดับองค์กรที่เดิมพันสูงและเสี่ยงไม่ได้กับบั๊กหรือช่องโหว่ความปลอดภัย
วัดผลงาน Dev ด้วย “ความหนาแน่นของบั๊ก” + ความเร็วที่ AI ช่วยดัน
แม้ AI จะเริ่มทำงานแทบทุกจุดในทีมเทค แต่ KPI ของนักพัฒนา ใน Agoda ยังยึดแกนเดิมคือ
ความหนาแน่นของบั๊ก (จำนวนบั๊กเมื่อเทียบกับขนาดโค้ด)
ความเร็วในการปล่อยฟีเจอร์ใหม่
จุดที่น่าสนใจคือ GenAI ถูกใช้เพื่อช่วยให้ทีมทำ KPI ได้ดีขึ้นและแม่นขึ้น ทั้งด้านคุณภาพและสปีด
ตอนนี้ Agoda เลือกใช้ LLM ขนาดใหญ่แบบสาธารณะ เป็นหลัก เพราะ:
ปรับแต่งให้เข้ากับ use case ส่วนใหญ่ได้ดี
ลดเวลาในการสร้างโมเดลเองตั้งแต่ศูนย์
แต่ในระยะยาว เมื่อ AI ซับซ้อนขึ้นและ use case ลึกขึ้นเรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มสูงว่า Agoda จะต้อง
พัฒนา โมเดลเฉพาะของตัวเอง
ฟิตให้ตรงกับงานภายในที่ละเอียดอ่อนและเฉพาะทางมากขึ้น
“AI กำลังทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น และสร้างสิ่งที่เมื่อก่อนแทบคิดไม่ออกว่าจะทำได้ แต่ในระดับองค์กร งานไม่ได้จบที่การเขียนโค้ด ยังมีการทดสอบ การตรวจสอบ และการประชุมที่ซับซ้อนเสมอ” – Omry Morgenshtern
กรุงเทพฯ ในเวอร์ชัน “Silicon Valley ฉบับเอเชีย”
Agoda ใช้โมเดลทีมแบบ 50/50 ผสมผสานระหว่าง
วิศวกรระดับโลก ที่มีประสบการณ์จากตลาดเทคใหญ่
บัณฑิตและทาเลนท์โลคอลชั้นนำ ในไทยและภูมิภาค
ผลลัพธ์คือการสร้าง “Silicon Valley ในกรุงเทพฯ” ตามคำของ Omry ที่ไม่ได้มีแค่คนเก่งจากต่างประเทศบินเข้ามา แต่ยังเปิดโอกาสให้คนเก่งในไทยได้ทำงานบนปัญหาระดับโลกในเมืองของตัวเอง
ถึง AI จะเขียนโค้ดได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ Agoda ยังย้ำชัดว่า ต้องมีวิศวกรมนุษย์คอยรีวิว ตรวจสอบความปลอดภัย และดูแลคุณภาพ เสมอ ทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการไม่ใช่แค่ “ใช้ได้” แต่ แม่นยำ ปลอดภัย และพร้อมสเกล
เมื่อบริการลูกค้าไม่ใช่แค่แชตบอต แต่เป็นเกราะกันฝันพังของลูกค้า
ในโลกท่องเที่ยว การจองทริปหนึ่งครั้งไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเล็กๆ แต่คือ “Big ticket” ที่มาพร้อมความฝันและความคาดหวังมหาศาลของผู้ใช้
เพราะฉะนั้น เวลาอะไรผิดพลาดเล็กน้อย เช่น:
การจองผิดวัน
เช็กอินไม่ได้
ทริปล่มเพราะดีเทลเล็กๆ
ความรู้สึกของผู้ใช้มักจะ “เจ็บแรง” กว่าธุรกรรมออนไลน์ทั่วไป
ตรงนี้เองที่ AI ถูกดึงมาเป็นเกราะป้องกันประสบการณ์แย่ๆ
ตอนนี้ AI ใน Agoda ถูกใช้เพื่อ:
แปลภาษาแบบเรียลไทม์
ปรับโทนการสื่อสารให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน
สรุปเคสและหาทางออกให้เร็วขึ้น
ผลคือการตอบกลับลูกค้าแบบ เร็ว ตรงจุด และคม ทั้งในมุมอารมณ์และข้อมูล ทำให้ความเชื่อมั่นและความพึงพอใจต่อแบรนด์สูงขึ้นแบบยั่งยืน
นอกจากแก้ปัญหาแล้ว AI ยังช่วยสร้าง ประสบการณ์เชิงรุกและเฉพาะบุคคล (personalization) เช่น
แนะนำร้านอาหารที่เหมาะกับสไตล์ของครอบครัว
เสนอที่พักที่สอดคล้องกับนิสัยการเที่ยวและความชอบเชิงลึกของผู้ใช้
Agoda อยากให้ผู้ใช้รู้สึกว่าแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นแค่แอป แต่เป็นเหมือน “เพื่อนสนิทสายเที่ยวที่รู้ใจเรา”
ในมุมวิสัยทัศน์ เขายังมองว่าแอปท่องเที่ยวในอนาคตจะขยับไปสู่คอนเซ็ปต์ “Connected Trip” ที่ระบบเข้าใจผู้ใช้และช่วยจัดการทุกจุดของการเดินทาง ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ใช้ต้องไล่กดจองทุกอย่างเองทีละขั้น
ตัวอย่างการใช้ AI แบบลึกขึ้น เช่น:
กรองตัวเลือกที่พักให้เหลือเฉพาะที่ตรงกับความต้องการจริง
ตอบคำถามเกี่ยวกับโรงแรมหรือโลเคชันแบบละเอียด
ช่วยเคลียร์ปัญหาการจ่ายเงินและขั้นตอนที่ยุ่งยาก
เป้าหมายปลายทางคือการทำให้ Agoda กลายเป็นผู้ช่วยท่องเที่ยวส่วนตัว ที่คุยได้ทั้งด้วยข้อความและเสียง เช่น ถ้าลูกคุณชอบพิซซ่า ระบบก็จะแนะนำร้านดีๆ ในเมืองนั้น พร้อมจองให้เสร็จได้เลย
Agoda กับบทบาทใหม่: จาก OTA สู่ “Travel Bank”
Agoda ในฐานะหนึ่งใน OTA ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นส่วนหนึ่งของ Booking Holdings กำลังฉลองครบรอบ 20 ปีแบบไม่ธรรมดา เพราะไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นแพลตฟอร์มจองอย่างเดียวอีกแล้ว
Omry มองว่าอนาคตของ OTA คือการผสาน บริการทางการเงินเข้ากับการเดินทาง จนกลายเป็นสิ่งที่คล้าย “Travel Bank” เช่น
สินเชื่อเพื่อการเดินทาง
บริการจ่ายเงินข้ามประเทศที่ทั้งเร็วและคุ้มค่า
ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่แข่งขันได้
โปรแกรม Agoda VIP ที่เมื่อก่อนเน้นส่วนลดและสิทธิประโยชน์ด้านราคา ก็ถูกต่อยอดให้กลายเป็นแพ็กเกจความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ผ่าน
บริการการเงินที่ช่วยให้เดินทางง่ายขึ้น
เครื่องมือที่ทำให้การจ่ายเงินและจองทริป “ลื่น” แบบไม่มีสะดุด
OTA คืออะไร? และทำไมถึงทรงพลังขนาดนี้
OTA (Online Travel Agency) คือเอเจนซี่ท่องเที่ยวที่ย้ายทุกอย่างขึ้นมาอยู่บนโลกออนไลน์ ทำให้ผู้ใช้สามารถ:
จองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน รถเช่า ทัวร์ และกิจกรรม
เปรียบเทียบราคาได้หลายเจ้าพร้อมกัน
ดูรีวิวจริงก่อนตัดสินใจ
จบทุกอย่างได้ในแอปหรือเว็บเดียว
ตัวอย่าง OTA ที่คนคุ้นชื่อกันดี เช่น
Agoda
Expedia
Traveloka
จุดแข็งสำคัญของ OTA คือ
ความสะดวก จองได้ทุกที่ทุกเวลา
รวมดีลและโปรโมชันจากหลายฝั่งไว้ในที่เดียว
มีรีวิวผู้ใช้จริงช่วยลดความเสี่ยง
ในฝั่งหลังบ้าน Agoda ยังใช้ระบบจัดการอินเวนทอรีโรงแรมแบบเข้มข้น ทำให้
การอัปเดตราคาห้องและจำนวนห้องว่างเป็นแบบเรียลไทม์
แก้ไขและจัดการได้ถึงเกือบ 99.99% ของเคส
ส่วนที่พักระยะสั้นบางประเภทอาจยังเป็น “จองตามคำขอ” (ต้องรอเจ้าของยืนยัน) แต่ก็ถือเป็นเซกเมนต์ที่กำลังโตเร็วตามเทรนด์การเดินทางในสหรัฐฯ และยุโรป
โดยรวมแล้ว Agoda จึงสามารถให้
ราคาที่แข่งขันได้สูง
ความมั่นใจว่าที่พักพร้อมจองจริง
โครงสร้างรองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวระยะยาว
AI ในชีวิตซีอีโอ และตลาดที่น่าจับตา
น่าสนใจตรงที่ซีอีโอ Agoda เองก็เป็น สายใช้ AI หนักมาก ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว
เขาใช้ AI เพื่อ:
กลั่นข้อมูลจากงานวิจัยและอินไซต์มหาศาล
ช่วยคิดกลยุทธ์ธุรกิจ
แม้แต่ขอคำแนะนำเรื่องการเลี้ยงลูก
เขายังเล่าว่ามักเลือกใช้ Claude เพราะตอบตรงประเด็นและไม่เยิ่นเย้อ ในขณะที่เขามองว่า ChatGPT มักจะอธิบายยาวเกินที่ต้องการ
ด้านกลยุทธ์ตลาด Agoda ให้ความสำคัญกับประเทศหลักอย่าง
ไทย
ญี่ปุ่น
เกาหลี
ไต้หวัน
อินเดีย
ออสเตรเลีย
แต่เวียดนามคือประเทศที่ Omry เน้นย้ำว่ากำลังมาแรงมาก ด้วยการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระยะยาวกว่า 15 ปี ที่มีทั้ง
การออกแบบกฎวีซ่า
การเจรจาเส้นทางสายการบิน
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่องเที่ยว
ตลาด OTA โลก: โตแรง ยาวลึก และเอเชียคือพระเอก
ตลาด OTA ทั่วโลกในปี 2025 ถูกประเมินว่ามีมูลค่าราว 490,000 – 510,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีแนวโน้มโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยปีละประมาณ 5.4–7.9%
หากเทรนด์ยังไปต่อแบบนี้ มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2034 มูลค่าตลาดอาจ:
แตะระดับ 530,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่านั้น
บางฉากทัศน์ถึงขั้นมองว่าอาจทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้
ภูมิภาคที่โดดเด่นมากคือ เอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งบูมจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศ และการขยายตัวของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและสมาร์ตโฟน โดยมีผู้เล่นใหญ่อย่าง Trip.com ในจีนเป็นหัวขบวน
ฝั่งอื่นๆ ก็ยังแข็งแรง:
อเมริกาเหนือ: การเข้าถึง OTA สูง ตลาดโตแบบมั่นคง
ยุโรป: อ่อนไหวต่อราคา แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือสูง
แรงผลักสำคัญของตลาด OTA มาจาก:
การใช้สมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
ความต้องการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ “ทำได้ทุกอย่างในที่เดียว”
การปรับประสบการณ์ให้ตรงกับผู้ใช้แต่ละคน (personalization)
การเชื่อมต่อบริการเที่ยวบิน โรงแรม กิจกรรม และการจ่ายเงินใน ecosystem เดียว
OTA ยังจับมือร่วมกับ สายการบิน ระบบราง และฟินเทค เพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงและทำให้การชำระเงินและการสะสม loyalty ราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
OTA ยึด 40% ของตลาดท่องเที่ยวโลก และผู้เล่นใหญ่คือใครบ้าง
งานวิจัยจากหลายแหล่งระบุว่าในปี 2025 OTA ครองสัดส่วนราว 40% ของตลาดท่องเที่ยวโลก ครอบคลุมทั้ง:
โรงแรมและที่พัก
สายการบิน
แพ็กเกจทัวร์
รถไฟ
เรือนำเที่ยวและเรือสำราญ
ผู้เล่นระดับโลกที่ครองส่วนแบ่งสำคัญในปี 2025 ได้แก่:
Booking Holdings
Airbnb
Expedia
Tongcheng
MakeMyTrip
Tripadvisor
Webjet
eDreams
Despegar
เมื่อมองตามภูมิภาค:
ยุโรป ครองสัดส่วนตลาด OTA ราว 31.87% ในปี 2024 ด้วยพื้นฐานโครงสร้างท่องเที่ยวที่แข็งแรงและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูง
อเมริกาเหนือ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ครองมากกว่า 75% ของตลาด OTA ในภูมิภาค
เอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะจีนและอินเดีย เป็นโซนที่โตเร็วที่สุด และมีศักยภาพจะกลับขึ้นมาคุมเกมในฐานะตลาดท่องเที่ยวใหญ่สุดของโลก
สรุป: กรุงเทพฯ, AI และอนาคตของการเดินทางแบบ “รู้ใจเรามากกว่าที่เราคิด”
ภาพที่กำลังก่อตัวชัดขึ้นเรื่อยๆ คือโลกที่ AI ไม่ได้มาแย่งงาน dev หรือเอเจนซี่ท่องเที่ยว แต่เข้ามาเปลี่ยนบทบาทให้ทุกอย่าง:
เร็วขึ้น
แม่นยำขึ้น
เฉพาะบุคคลมากขึ้น
กรุงเทพฯ ถูกใช้เป็นฐานในการสร้างทีมเทคระดับโลก ผสมกับทาเลนท์ไทย ในขณะที่ AI กลายเป็นตัวคูณพลังทั้งฝั่งการพัฒนา ระบบภายใน และการบริการลูกค้าที่เดิมพันด้วย “ฝัน” ของผู้คน
และถ้าเทรนด์นี้เดินต่อไปแบบที่ตัวเลขตลาด OTA สะท้อนอยู่ วันนี้เราอาจกำลังมองดูช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์การท่องเที่ยว ที่ แอปจองทริปธรรมดาๆ กำลังกลายร่างเป็นผู้ช่วยเดินทางส่วนตัว + ธนาคารท่องเที่ยว ที่รู้จักเราดีกว่าใคร

