รับแอปรับแอป

ลำไส้อักเสบเฉียบพลันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ! รู้ทันอาการ เสริมภูมิด้วยสาหร่ายเกลียวทอง

ณัฐวดี ชูศรี01-29

ลำไส้กำลังขอความช่วยเหลือ แบบที่เราไม่รู้ตัว

“โรคภัยไข้เจ็บ” ไม่มีใครอยากได้ แต่ “สุขภาพที่แข็งแรง” คือสิ่งที่ทุกคนอยากเป็นเจ้าของ เพราะเมื่อร่างกายดี เราก็ใช้ชีวิตได้เต็มที่ มีพลังไปทำสิ่งที่รักได้แบบไม่ต้องกังวล

บางครั้ง ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็ซื้อสุขภาพย้อนกลับมาไม่ได้ การดูแลตัวเองตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่าง อาหารการกินและความสะอาด จึงสำคัญมาก ยิ่งทุกวันนี้เราต้องเจอเชื้อโรคจากอากาศ น้ำ อาหาร รวมถึงมือที่สัมผัสสิ่งต่าง ๆ ทั้งวัน แล้วเอาเข้าปากโดยไม่รู้ตัว

ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจรุนแรงกว่าที่คิด หนึ่งในนั้นคือ “โรคลำไส้อักเสบเฉียบพลัน” โรคที่มากับอาหารและน้ำสกปรก และสามารถทำอันตรายถึงชีวิตได้เลย

“ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน” มักมีที่มาจาก “น้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารพิษ” แพทย์มักไล่ดูจากอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเริ่มมีอาการ

เรามาดูกันให้ละเอียดว่า

  • อาการเตือนเป็นแบบไหน

  • มีวิธีป้องกันอย่างไร

  • และ สาหร่ายเกลียวทอง อาหารยอดฮิตของสายสุขภาพ จะช่วยดูแลลำไส้เราได้อย่างไรบ้าง

ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน มีกี่แบบกันแน่?

“โรคลำไส้อักเสบเฉียบพลัน” แบ่งใหญ่ ๆ ได้เป็น 2 ชนิด

  • แบบ ติดเชื้อ

  • แบบ ไม่ติดเชื้อ

1. ลำไส้อักเสบเฉียบพลันชนิดติดเชื้อ

ชนิดนี้เกิดจากการถูกโจมตีโดย

  • เชื้อแบคทีเรีย ที่เข้าไปทำลายผิวลำไส้ (Invasive)

  • หรือ การติดเชื้อไวรัส (Viral gastroenteritis) เช่น Rota virus, Adenovirus, Norovirus

อาการที่มักเจอในคนติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่

  • ปวดท้องบิดอย่างรุนแรง

  • ท้องร่วง และอาจปวดเกร็งแบบถี่ ๆ

  • มีไข้สูง

  • ถ่ายอุจจาระมากกว่า 10 ลิตรต่อวัน

  • อุจจาระมีมูกเลือดและมีกลิ่นเหม็นแรง

ภาวะนี้ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่ชั่วโมงอาจเข้าสู่ ภาวะช็อก ได้เลย

ส่วนการติดเชื้อไวรัส มักมีอาการ

  • ท้องร่วง

  • ปวดท้อง

  • คลื่นไส้

  • มีไข้

  • ปวดเมื่อยตัว

ในอดีตมักพบในเด็กเล็กเป็นหลัก แต่ปัจจุบัน ผู้ใหญ่ก็เป็นกันมากขึ้น แล้วเช่นกัน

2. ลำไส้อักเสบเฉียบพลันชนิดไม่ติดเชื้อ

ชนิดนี้ไม่ได้มาจากเชื้อโรคโดยตรง แต่มาจากการรับสารพิษหรือของที่ร่างกายรับไม่ไหว เช่น

  • เห็ดพิษบางชนิด

  • พิษจากปลาทะเลบางชนิด

  • สารโลหะหนัก

  • กินยาผิด หรือกินเกินขนาด

อาการที่พบบ่อยคือ

  • คลื่นไส้อาเจียน

  • ปวดท้อง

มักเริ่มแสดงอาการภายใน 2–4 ชั่วโมง หลังได้รับสารพิษเข้าไป หากรุนแรง เชื้อและการอักเสบอาจลุกลามไปส่วนอื่นของร่างกายได้ และมีโอกาสถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

จุดเริ่มต้นของโรค: เมื่อภูมิคุ้มกันเริ่มรวน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด “ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน” ในหลาย ๆ กรณี มาจาก ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดจังหวะ

โดยปกติ ระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมอย่าง

  • เชื้อไวรัส

  • เชื้อแบคทีเรีย

  • เชื้อโรคอื่น ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย

แต่เมื่อภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ตัวดักจับเชื้อโรคทำงานได้ไม่เต็มที่ เชื้อจึงเล็ดรอดเข้าไปก่อเรื่องในลำไส้ได้ง่าย เกิดการติดเชื้อและอักเสบ

ถ้าปล่อยให้ภูมิคุ้มกันรวนแบบนี้นาน ๆ ไม่ดูแลสุขภาพให้ดีพอ จากภาวะเฉียบพลันก็มีสิทธิ์กลายเป็น “ลำไส้อักเสบเรื้อรัง” ตามมาได้

5 สัญญาณเตือน ว่าลำไส้ไม่โอแล้ว

ถ้าร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเหล่านี้ อย่าคิดว่าแค่ท้องเสียธรรมดา เพราะอาจเป็น “ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน” แบบเต็มตัวได้เลย

  1. ปวดท้องบิดเป็นระยะ ๆ แล้วตามด้วยท้องเสีย จากนั้นอาจกลายเป็นปวดท้องต่อเนื่องจนไม่มีช่วงให้ได้พัก

  2. คลื่นไส้อาเจียน กินอะไรไม่ลง รู้สึกพะอืดพะอม ดื่มน้ำก็ไม่ได้ ภาวะนี้ทำให้ร่างกายขาดน้ำ เสี่ยงต่อการช็อก

  3. ท้องเสียร่วมกับอ่อนเพลียมาก หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม ปากแห้ง แต่มือเท้ากลับเย็น แปลว่าร่างกายกำลังสูญเสียน้ำหนักมากจากการถ่ายเหลว และอาจหมดสติได้

  4. ท้องร่วงแบบมีมูกเลือด รู้สึกปวดหน่วงแถวทวารหนักบ่อย ๆ

  5. มีไข้สูง หนาวสั่นทั้งที่อากาศปกติ แสดงว่าอาการติดเชื้อในลำไส้เริ่มรุนแรงแล้ว

ถ้าเช็กแล้วใช่หลายข้อ อย่ารอให้หายเอง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

6 วิธีป้องกันลำไส้อักเสบเฉียบพลันที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน

แม้จะป้องกันโรคนี้ได้ไม่ 100% แต่เราลดโอกาสเสี่ยงได้มาก ถ้าเราใส่ใจสุขอนามัยของตัวเองให้ดีพอ

นี่คือ 6 วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงลำไส้อักเสบเฉียบพลัน

  1. กินอาหารที่สะอาดและสุกทั่วถึง หลีกเลี่ยงของดิบ ๆ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ

  2. รักษาความสะอาดของครัวและอุปกรณ์ทำอาหาร รวมถึงพื้น โต๊ะ เขียง มีด จานชามทุกอย่างที่เกี่ยวกับอาหาร

  3. เลือกดื่มน้ำสะอาด ถ้าชอบกินน้ำใส่น้ำแข็ง แนะนำทำน้ำแข็งเองจะชัวร์กว่า

  1. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนกินข้าว หลังทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ

  2. ถ้าต้อง เดินทางไปต่างประเทศหรือทำงานต่างพื้นที่ ควรหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอาหาร น้ำดื่ม และสุขอนามัยในที่นั้นก่อน

  3. ขับถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะทุกครั้ง เพื่อลดโอกาสเกิดโรคระบาดที่แพร่ทางอุจจาระ

11 กลุ่มอาหารที่ควร “เลือก” เมื่อมีปัญหาลำไส้

ผู้ป่วยลำไส้อักเสบเฉียบพลันมักเจอปัญหา

  • ขาดน้ำ

  • ขาดสารอาหาร

  • เกลือแร่ในร่างกายเสียสมดุล

ดังนั้น การ เลือกอาหารให้เหมาะ จึงสำคัญมาก มาดูกลุ่มอาหารที่เป็นมิตรกับลำไส้และร่างกายในช่วงนี้กัน

กลุ่มอาหารโปรตีนสูง
เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน (หมู วัว ไก่) และไข่ ผู้ป่วยลำไส้อักเสบเฉียบพลันมักเสียโปรตีนอย่างหนัก การเติมโปรตีนให้พอจึงช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดี

กลุ่มอาหารโอเมก้า 3
เช่น ปลาแซลมอน ทูน่า แมกเคอเรล ซาดีน ปลาสำลี ปลาช่อน ปลาจาระเม็ดขาว ปลากระพง ถั่ววอลนัท เมล็ดแฟลกซ์ ช่วยลดการอักเสบของลำไส้ในช่วงที่โรคกำเริบ

กลุ่มอาหารไขมันต่ำ
เช่น เนื้อไก่ ไข่ขาว ถั่วลันเตา ผักและผลไม้ ไขมันต่ำช่วยไม่กระตุ้นโรค ในขณะที่ไขมันสูงมักทำให้อาการกำเริบได้ง่าย

กลุ่มอาหารไฟเบอร์ต่ำ
เช่น ข้าวขัดขาว ขนมปังขาว แตงโม มะละกอ ย่อยง่าย ลำไส้ทำงานไม่หนักมาก ช่วยลดการปวดท้องและท้องร่วง

กลุ่มอาหารโซเดียมต่ำ
เช่น ผักผลไม้สด เนื้อสัตว์ที่ไม่ปรุงเค็ม อาหารไม่ใส่เกลือเยอะ ลดภาระร่างกาย ไม่ให้บวมน้ำ

กลุ่มอาหารแคลอรี่สูง
เช่น นมข้นจืด เนยถั่ว มันฝรั่ง ดาร์กช็อกโกแลต คุกกี้ ไอศกรีม พุดดิ้ง คัสตาร์ด ผู้ป่วยมักกินได้น้อย น้ำหนักลดเร็ว การเพิ่มแคลอรี่ที่เหมาะสมจึงช่วยไม่ให้ร่างกายโทรมเกินไป

กลุ่มอาหารปราศจากแล็กโทส (Lactose-free)
เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำนมข้าว เพราะผู้ป่วยบางคนย่อยน้ำตาลแล็กโทสไม่ได้ การหลีกเลี่ยงจึงช่วยให้อาการดีขึ้น

กลุ่มอาหารปราศจากกลูเตน
เช่น ผักและผลไม้สด เนื้อปลา เนื้อสัตว์ปีก ไข่ ผู้ป่วยบางรายอาจแพ้กลูเตน การเลี่ยงไว้จึงปลอดภัยกว่า

กลุ่มอาหารประเภทโพรไบโอติกส์ (Probiotics)
เช่น โยเกิร์ตที่น้ำตาลน้อย หรือชนิดไขมันต่ำ แบคทีเรียดีในกลุ่มนี้ช่วยเรื่องการย่อยและสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (แต่ต้องระวังน้ำตาลสูง เพราะอาจกระตุ้นอาการได้)

กลุ่มผักและผลไม้บางชนิด
เช่น อะโวคาโด กล้วย ที่ให้โปรตีนและไขมันดี มีแคลอรี่พอเหมาะ ไขมันต่ำ มีน้ำสูง ย่อยง่าย และช่วยระบบย่อยอาหาร

น้ำเปล่าสะอาด
ผู้ป่วยลำไส้อักเสบเฉียบพลันมักดูดซึมของเหลวได้ไม่ดี จึงต้องจิบน้ำสะอาดตลอดวัน ในปริมาณเพียงพอ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ

6 วิธีรับประทานอาหาร เพื่อเยียวยาลำไส้

วิธีการกินสำคัญไม่แพ้ประเภทอาหาร การจัดมื้อให้เหมาะจะช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวได้ไวขึ้น

  1. เน้นอาหารที่ย่อยง่ายและรสอ่อน
    เช่น อาหารเนื้อนิ่ม หั่นชิ้นเล็กหรือสับหยาบ ผักนึ่งให้นิ่มอย่างหน่อไม้ฝรั่ง กวางตุ้ง ฟักทอง และอาหารที่ปรุงสุกใหม่ รสไม่จัด เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดีโดยไม่ต้องทำงานหนัก

  2. เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ
    เพราะมีไขมันดีอย่างโอเมก้า 3 ที่ช่วยลดการอักเสบของลำไส้ เช่น ปลา ไก่ ไข่ หมูไม่ติดมัน กุ้ง หอย ปลาน้ำจืดและปลาทะเลบางชนิด ผิวหนาอย่างปลาดุก ปลาสวาย

  3. เลือกข้าวและแป้งที่ผ่านการขัดสี
    เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือจะเปลี่ยนเป็นแครอทต้ม มันต้ม เผือกต้ม ฟักทองต้ม เพื่อทดแทนแป้งก็ได้ เพราะย่อยง่ายกว่าในช่วงลำไส้อักเสบ

  4. แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ
    กินครั้งละน้อย แต่บ่อยขึ้น จะช่วยไม่ให้ลำไส้และระบบย่อยต้องทำงานหนักเกินไป และยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

  5. โฟกัสการดื่มน้ำเปล่า
    ควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละประมาณ 8 แก้ว โดยเฉพาะผู้ป่วยที่สูญเสียน้ำจากการท้องร่วง อาจจิบน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้หวานน้อยร่วมด้วยได้ แต่ควรดื่มแบบค่อย ๆ จิบ ไม่ดื่มรวดเดียวเพื่อไม่ให้ระบบย่อยทำงานหนัก

  6. จดบันทึกอาหารที่กิน
    อาหารแต่ละชนิดส่งผลต่อแต่ละคนไม่เหมือนกัน การจดว่า “ก่อนกิน–หลังกิน” รู้สึกอย่างไร จะช่วยให้เราเห็นชัดว่าอาหารไหนทำให้ดีขึ้น แย่ลง หรือกระตุ้นอาการ และยังเป็นข้อมูลที่ดีให้แพทย์ช่วยวิเคราะห์ได้ด้วย

สาหร่ายเกลียวทอง: เพื่อนรักของลำไส้และระบบย่อย

ถ้าพูดถึง “สุดยอดอาหารในปัจจุบันและอนาคต” ชื่อของ สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) ต้องติดลิสต์แน่นอน เพราะสารอาหารในสาหร่ายเกลียวทองนั้น

  • ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ 5 หมู่

  • มีคุณค่าทางอาหารสูง

  • ย่อยง่าย และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

การรับประทานเป็นประจำช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ระบบต่าง ๆ ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง การดูแล “ลำไส้” โดยตรง จุดเด่นของสาหร่ายเกลียวทองมีดังนี้

  1. มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics)
    เป็นแบคทีเรียดีที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานราบรื่น ย่อยได้ดีขึ้น ลดปัญหาลำไส้แปรปรวนจากจุลินทรีย์เสีย

  2. อุดมด้วยคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) สูง
    ช่วยให้ลำไส้บีบรัดตัวได้ดีขึ้น ช่วยการขับของเสียที่ค้างในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ส่วนปลาย ช่วยทำความสะอาด ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และช่วยลดการอักเสบในลำไส้

  3. ช่วยเสริมสร้างแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus)
    แลคโตบาซิลลัสในลำไส้มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น

    • ทำให้ลำไส้ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น

    • ย่อยและดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น

    • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

    • ป้องกันการติดเชื้อและยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรคและเชื้อราที่เป็นอันตราย

    การกินสาหร่ายเกลียวทองเป็นประจำยังช่วยให้ลำไส้ ดูดซึมวิตามินบี 1 และวิตามินอื่น ๆ ได้ดีขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแลคโตบาซิลลัสในลำไส้ได้มากขึ้นด้วย

  4. โปรตีนสูง แต่ย่อยง่ายและไม่มีคอเลสเตอรอล
    โปรตีนจากสาหร่ายเกลียวทองมีอัตราการย่อยได้สูงถึงประมาณ 95% สูงกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถึง 2 เท่า ทำให้ลำไส้ไม่ต้องทำงานหนักเกินไปในการย่อย

  5. ให้สารอาหารครบ ในปริมาณที่ “พอดีและดีพอ”
    เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารดีและย่อยง่าย น้ำย่อยก็ไม่จำเป็นต้องหลั่งออกมาเยอะเกิน ทำให้ลำไส้ไม่ระคายเคืองเพิ่ม และยังได้รับจุลินทรีย์ดีช่วยเสริมระบบย่อยอีกทาง

  6. อัดแน่นด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น
    เช่น วิตามินบี 1, บี2, บี3, บี5, บี6, บี12 (รวมถึงโครเมียมที่ช่วยสร้าง B12), วิตามิน C, วิตามิน H, วิตามิน D, เบต้าแคโรทีน, ธาตุเหล็ก, สังกะสี, แคลเซียม, แมกนีเซียม, โฟเลต และแคโรทีนอยด์รูปแบบต่าง ๆ ที่ทั้งย่อยง่ายและดูดซึมง่าย

มีการทดลองที่ญี่ปุ่นพบว่า

  • หนูที่ได้รับอาหารผสมสาหร่ายเกลียวทอง 5% ต่อเนื่อง 100 วัน มีแลคโตบาซิลลัสในลำไส้มากกว่าหนูที่ไม่ได้กินถึง 3 เท่า

  • แลคโตบาซิลลัสเพิ่มขึ้นถึง 327%

  • น้ำหนักของ “ซีกัม” (Cecum – กระเปาะลำไส้ใหญ่ส่วนต้นต่อจากลำไส้เล็กส่วนไอเลียม) เพิ่มขึ้น 13%

  • วิตามินบี 1 ในซีกัมเพิ่มขึ้น 43%

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การกินสาหร่ายเกลียวทองอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้นอย่างเห็นภาพ ทั้งเรื่องจุลินทรีย์ดี วิตามิน และโครงสร้างของลำไส้เอง

สุขภาพลำไส้ดี = คุณภาพชีวิตดี

เวลาร่างกายป่วย มันไม่ใช่แค่เรื่องของ “อวัยวะส่วนที่มีปัญหา” เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อ

  • ระบบอื่น ๆ ในร่างกาย

  • พลังงานในชีวิตประจำวัน

  • และที่ลึกที่สุดคือ สภาพจิตใจ ที่อาจย่ำแย่ลงแบบไม่รู้ตัว

ในทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะสุขภาพดีหรือกำลังป่วย “อาหาร” คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลระยะยาวต่อร่างกายเรา การเลือกของที่มีคุณภาพ ย่อยง่าย สารอาหารครบถ้วน และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือการลงทุนระยะยาวให้กับสุขภาพของตัวเราเอง

ดูแลลำไส้วันนี้ คือดูแลทั้งภูมิคุ้มกัน อารมณ์ และพลังชีวิตของเราในทุกวันเช่นกัน