Health is Wealth ยุคที่สุขภาพคือการลงทุนระยะยาว
ในปี 2568 เทรนด์สุขภาพและความงามไม่ได้อยู่แค่การ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” อีกต่อไป แต่กำลังเคลื่อนตัวสู่การ “ลงทุนเพื่อป้องกัน” แบบจริงจัง ทั้งในมุมสุขภาพ ผิวพรรณ และไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน
ข้อมูลจากแบบสำรวจ Customer Trend Survey กับสมาชิกมากกว่า 4,000 คน ชี้ให้เห็นภาพเดียวกันว่า คนส่วนใหญ่เริ่มมองสุขภาพเหมือนสินทรัพย์ระยะยาว ยิ่งดูแลเร็ว ยิ่งคุ้มในอนาคต และนี่คือฐานสำคัญของเทรนด์ Health Longevity หรือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว
ผู้บริโภควันนี้ไม่ได้ต้องการแค่ผิวสวย รูปร่างดีแบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องการ “ระบบชีวิต” ที่ดูดีจากข้างในออกมาข้างนอก ทั้งกาย ใจ และวิถีชีวิตในทุกวัน
อินไซต์ใหญ่: จากแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การลงทุนเพื่ออนาคต
พฤติกรรมสำคัญที่เห็นชัด คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ” ไปสู่ “งบลงทุนประจำ” สำหรับดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง
คนรุ่นใหม่ไม่ได้ซื้อวิตามินหรือสกินแคร์เฉพาะตอนมีปัญหา แต่เริ่มมองว่าการดูแลสุขภาพต้องเป็นเรื่องประจำเหมือนการออมเงิน หรือวางแผนการเงินระยะยาว
แกนคิดใหม่ คือสุขภาพดีต้องตอบโจทย์ทั้ง
ร่างกายแข็งแรง
จิตใจสมดุล
ไลฟ์สไตล์ที่ไปด้วยกันได้ในชีวิตจริง
ทั้งหมดนี้ต่อยอดสู่ 3 อินไซต์หลัก ที่กำลังขับเคลื่อนเทรนด์สุขภาพ–ชะลอวัยจนถึงปี 2026
อินไซต์ที่ 1: The Holistic Wellness Era – สุขภาพองค์รวม 360 องศา
ยุคนี้ “สุขภาพ” และ “ความงาม” ไม่ได้ถูกแยกเป็นคนละเรื่องอีกแล้ว แต่ถูกรวมเป็นภาพเดียวกันภายใต้แนวคิด Holistic Wellness หรือการดูแลแบบองค์รวม 360 องศา
ผลสำรวจสะท้อนชัดเจนว่า
ผู้บริโภคกว่า 72% ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากกว่าความงาม
เป้าหมายใหม่ไม่ใช่แค่ “ดูดีตอนนี้” แต่เป็น สุขภาพดีถาวรในระยะยาว
อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญ คือการที่ผู้คนหันมารับประทานวิตามินมากขึ้น
กว่า 52% รับประทานวิตามินเป็นประจำ
ที่เหลือรับประทานเป็นครั้งคราว
นี่คือการขยับจาก “การรักษาชั่วคราว” ไปสู่ “การดูแลต่อเนื่อง” เพื่อสร้างรากฐานสุขภาพระยะยาวอย่างแท้จริง
เป้าหมายสุขภาพที่คนให้ความสำคัญมากที่สุด
เมื่อเจาะลึกลงไปในเป้าหมายด้านสุขภาพ จะพบว่าคนกำลังโฟกัสกับหัวข้อเหล่านี้
ควบคุมน้ำหนัก — 26%
เสริมภูมิคุ้มกัน — 21%
การนอนหลับ — 20%
สุขภาพจิต — 18%
การขับถ่าย — 15%
ทั้งหมดนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากการ “เยียวยาเฉพาะกิจ” ไปสู่การ “ดูแลสุขภาพเชิงลึกและสม่ำเสมอ” อย่างชัดเจน
อินไซต์ที่ 2: The Health Investment – สุขภาพคือทรัพย์สินระยะยาว
การดูแลสุขภาพได้เลื่อนสถานะจาก “ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย” มาเป็น “งบลงทุนประจำ” อย่างเป็นรูปธรรม ผู้บริโภคเริ่มจัดสรรงบด้านสุขภาพเหมือนการกันเงินไว้เที่ยว หรือช้อปความงาม
คนส่วนใหญ่ตั้งงบสุขภาพอยู่ที่ 1,000 – 3,000 บาทต่อเดือน
อีก 14% ลงทุนมากกว่า 3,000 บาทต่อเดือน
เทียบภาพรวมแล้วมากกว่า 63% มีการลงทุนด้านสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสะท้อนว่า การดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินใจแบบวูบวาบอีกต่อไป แต่กลายเป็น กิจวัตรประจำเดือน ที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า
มุมมองใหม่ที่ชัดมาก คือสุขภาพที่ดีคือทรัพย์สินที่ยิ่งดูแลเร็ว ยิ่งเพิ่มมูลค่าต่อชีวิตในระยะยาว
อินไซต์ที่ 3: The Rise of Anti-aging – เมื่อ "ริ้วรอย" แซง "ผิวขาว"
ในโลกความงาม หนึ่งในสัญญาณที่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจคือ การที่ประเด็นเรื่อง “ริ้วรอย” ได้กลายเป็นความกังวลหลัก แซงหน้าความต้องการ “ผิวขาว” ที่เคยครองใจผู้บริโภคมานาน
จากผลสำรวจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยอมรับตรงกันว่า ริ้วรอยคือปัญหาหลัก ที่อยากจัดการ ส่งผลให้สินค้ากลุ่ม Anti-aging ถูกนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ
ที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมการซื้อลงไปอยู่ที่ระดับ “ส่วนผสม” มากกว่า “ชื่อแบรนด์” ซึ่งหมายความว่า ผู้บริโภคมีความรู้เรื่องสกินแคร์เพิ่มขึ้น และเข้าใจผิวตัวเองลึกขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนผสม Anti-aging ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
คนเริ่มเลือกสกินแคร์จากสารสำคัญในสูตรอย่างจริงจัง โดยส่วนผสมที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่
Hyaluronic Acid (25%) — เน้นเติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอิ่มฟู ดูสุขภาพดีจากภายใน
Vitamin C (24%) — ช่วยให้ผิวดูสดใส มีชีวิตชีวา ฟื้นจากความหมองคล้ำ
Retinol (21%) — ตัวท็อปสายลดเลือนริ้วรอย และช่วยฟื้นฟูผิวเสื่อมสภาพ
Niacinamide (17%) — ตัวช่วยปรับสมดุลให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรงขึ้น
BHA/AHA (14%) — ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ช่วยให้ผิวเรียบเนียน
ภาพรวมคือ คนไม่ได้ “ใช้ครีมตามกระแส” อีกต่อไป แต่เลือกอย่างมีข้อมูลรองรับมากขึ้น
ชะลอวัยแบบรอบด้าน: เกินกว่าสกินแคร์บนโต๊ะเครื่องแป้ง
เมื่อมองให้ลึกลงไปว่า ผู้คน “ชะลอวัย” กันอย่างไรในชีวิตจริง จะเห็นชัดว่าความใส่ใจไม่ได้หยุดอยู่แค่ขวดสกินแคร์ แต่ขยายออกไปเป็นไลฟ์สไตล์ทั้งระบบ
กิจกรรมยอดนิยมในการชะลอวัยมีสัดส่วนกระจายค่อนข้างสมดุล เช่น
การใช้สกินแคร์ลดริ้วรอย — 25%
การทานอาหารต้านอนุมูลอิสระ — 23%
การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง — 22%
การรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริม — 21%
ในขณะที่การทำหัตถการเพื่อชะลอวัยมีเพียง 8% เท่านั้น แปลว่าคนส่วนใหญ่กำลังเชื่อใน การดูแลตัวเองทุกวัน มากกว่าการพึ่ง “ทางลัด” ทางการแพทย์อย่างเดียว
หรือพูดง่ายๆ คือ การชะลอวัยกำลังกลายเป็น Daily Habit ไม่ใช่โปรเจกต์ใหญ่ที่ทำปีละครั้ง
ความงามเหนือวัย เริ่มจากข้างในเสมอ
เมื่อถามให้ลึกว่า “ถ้าอยากชะลอวัยจริงๆ ควรเริ่มจากอะไร” คำตอบส่วนใหญ่ของผู้บริโภคชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
31% เชื่อว่าจุดเริ่มต้นคือการมีสุขภาพดี ปราศจากโรค
25% มองว่าต้องป้องกันความเสื่อมตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่รอให้ป่วยก่อน
22% ให้ความสำคัญกับการดูแลจากภายในสู่ภายนอก
21% ยกให้สุขภาพจิตและการจัดการความเครียดเป็นหัวใจสำคัญ
นี่คือการยืนยันอีกครั้งว่า ความงามเหนือวัย ไม่ได้เริ่มที่กระจก แต่มาจากภายในร่างกายและจิตใจ
สรุป: ชะลอวัยในยุคใหม่ ต้องคิดแบบนักลงทุน
เมื่อสุขภาพและความงามถูกยกระดับจากเรื่องชั่วคราว มาเป็น “แผนลงทุนระยะยาวของชีวิต” เทรนด์ใหญ่ทั้ง 3 ข้อนี้จึงไม่ใช่กระแสวูบวาบ แต่คือกรอบคิดใหม่ของทั้งตลาดความงามและเฮลท์แคร์
สุขภาพองค์รวม 360 องศา กลายเป็นพื้นฐานของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
การดูแลสุขภาพถูกจัดอยู่ในหมวด “งบลงทุนประจำ” มากกว่าค่าใช้จ่ายส่วนเกิน
การชะลอวัยขยายจากสกินแคร์สู่วิถีชีวิตที่ครอบคลุมทั้งอาหาร การออกกำลังกาย วิตามิน และสุขภาพจิต
ในยุคใหม่นี้ ใครเข้าใจเทรนด์ และเริ่มลงทุนให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ก่อนคนอื่น ก็จะเป็นคนที่ได้เห็นผลลัพธ์เรื่องสุขภาพ ผิว และความอ่อนเยาว์ไปยาวๆ ในอีกหลายปีข้างหน้าอย่างแท้จริง

