จากงานในวงการเริ่มแผ่ว สู่เพจสตรีทฟู้ดที่คนทั้งประเทศรู้จัก
ถ้าเอ่ยถึงอินฟลูเอนเซอร์สายกินของไทยตอนนี้ ชื่อที่เด้งขึ้นมาในหัวใครหลายคนน่าจะหนีไม่พ้น วิน มาวิน ทวีผล เจ้าของเพจ Mawinfinferrr ที่มีผู้ติดตามแตะเกือบ 4 ล้านคน
จุดสตาร์ตของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน ตอนที่งานในวงการบันเทิงของวินเริ่มน้อยลง รายได้หดจนเจ้าตัวถึงกับถามตัวเองว่า
จะอยู่ยังไง แล้วจะคบกับภรรยายังไง ในเมื่อเงินเดือนเหลือไม่ถึงสามหมื่น?
จากความกดดันนั้น กลายเป็นแรงผลักให้เขาหาทางใหม่ในชีวิต และเริ่มต้นเปิดเพจของตัวเอง
ถ้าเอาแต่ตามคนอื่น ก็ไม่มีวันนำ
ในช่วงที่ใคร ๆ ก็อยาก “ตามเทรนด์” วินกลับเลือกจะ ไม่ตามใคร เขาเชื่อว่าถ้าเดินตามคนอื่น เราก็จะเป็นได้แค่ผู้ตาม
สิ่งที่เขาย้ำกับตัวเองเสมอคือ
ต้อง สร้างตัวตนให้ชัด
ต้อง ทำแบรนด์ให้แข็งแรง
ต้องกล้าที่จะ “แยกตัวออกมา” จากทางที่คนส่วนใหญ่เดิน
เขายอมรับว่าตัวเองเป็นคนไม่ค่อยเออออตามใคร มีความคิดของตัวเองชัดเจน เพราะเชื่อว่าถ้าอยาก Lead คนอื่น ต้องเริ่มจากการกล้าคิดต่างก่อน
ช่วงแรกของการทำเพจ วินมีทั้งข้อจำกัดเรื่องเงินและโอกาส เขาเล่าว่ารีวิวแรก ๆ ทำได้แค่ ร้านข้างทาง งบไม่เกิน 300 บาท แต่จุดเล็ก ๆ ตรงนั้นแหละที่กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเขา
ในตลาดที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์สายกินจุ กินโชว์ หรือรีวิวดุเดือด วินเลือกจะทำตรงข้าม คือ รีวิวแบบให้พลังบวกกับร้านค้า
เขาเคยผ่านช่วงล้มละลายจนแทบไม่มีจะกิน แค่ข้าวจานใหญ่ น้ำปลาพริกจัด ๆ กับไส้กรอกชิ้นละ 20 บาท ก็ทำให้ “อิ่ม” ได้ เลยเข้าใจคุณค่าของอาหารจานเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ใครสักคนมีแรงไปต่อ
เพราะเคย “ไม่มี” มาก่อน เขาเลยตั้งใจใช้ปากของตัวเองเพื่อส่งต่อพลังดี ๆ ให้คนขาย
เชื่อในตัวเอง และเดินต่อให้สุด
กว่าชื่อ ‘วิน’ จะดังแบบทุกวันนี้ มันไม่ได้ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ แต่คือการสะสมทีละก้าว
เขาได้รับการสนับสนุนจากภรรยาที่ช่วยวางแผนและถ่ายทำให้ตั้งแต่วันแรก ๆ พร้อมเตือนเสมอว่า
สิ่งที่คิด มันไม่มีทางสำเร็จภายใน 1-2 ปี ต้องค่อย ๆ สร้าง ต้องสะสมพลังในตัวเอง และที่สำคัญคือ ต้องไม่วอกแวก
แนวคิดที่วินใช้กับงาน และสอนลูกอยู่เสมอ คือ
อย่ากลัวที่จะพลาด
พลาดได้ แต่ต้อง ไม่พลาดแบบเดิมซ้ำ
กล้าที่จะก้าวออกจาก เซฟโซน แล้วลงมือทำ
เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จไม่มีใครสอนได้สำเร็จ มันเป็นเรื่องของ ประสบการณ์ ที่ต้องใช้เวลาในการสร้างเอง
เขาเปรียบชีวิตไว้อย่างน่าสนใจว่า
เราอาจไม่ได้เดินจาก 1 ไป 10 แบบตรง ๆ เสมอไป บางทีอาจเป็นการทำเลข 5 สองครั้ง แล้วค่อยบวกกันให้ได้ 10
หน้าจอแบบไหน ตัวจริงแบบนั้น
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้วินครองใจคนดูจำนวนมาก คือเขาเลือกใช้ ความเป็นมนุษย์ นำหน้า และวาง อีโก้ ทิ้งไว้ข้างหลัง
เขาตั้งใจให้ตัวเองเป็นคนที่ แฟนคลับเข้าถึงได้จริง ภาพบนหน้าจอกับตัวจริงต้องไม่หลอกกัน เพื่อสร้างความรู้สึกสบายใจให้ทั้งคนที่รู้จักแล้ว และคนที่เพิ่งเจอครั้งแรก
เขามีวิธีง่าย ๆ ที่ทำมาตลอดคือ
ถ้าเดิน ๆ แล้วมีคนยิ้มให้ เขาจะเป็นฝ่ายเดินเข้าไปถามก่อนเลยว่า “ถ่ายรูปกับผมมั้ย” ไม่กลัวหน้าแตก เพราะถึงเจอกันแค่ครั้งเดียว อย่างน้อยเขาอยากให้คนคนนั้นมีความทรงจำดี ๆ ติดกลับไป
ภาพลักษณ์ที่จริงใจ แบบนี้ คือหัวใจสำคัญของการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว
เล่นทุกแพลตฟอร์ม เพราะคนดูอยู่หลายที่
วันนี้ วินไม่ได้ยืนอยู่แค่แพลตฟอร์มเดียวอีกต่อไป แต่ขยายไปแทบทุกที่ ทั้ง Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok
เขามองว่าการมีตัวตนครบทุกช่องทาง เป็นการ
ขยายฐานคนดู
ทดลองรูปแบบคอนเทนต์ใหม่ ๆ
ฝึกตัวเองให้ออกจากเซฟโซนอยู่เรื่อย ๆ
แต่การอยู่หลายที่ ไม่ใช่การก็อปคอนเทนต์ไปวางเฉย ๆ เขาต้อง ปรับรูปแบบให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น
YouTube: คลิปยาว 20–30 นาที คนดูเต็มใจใช้เวลาอยู่ด้วยนาน ๆ
Facebook: ย่อยคอนเทนต์ให้กระชับ เหลือประมาณ 5 นาที
Instagram / Reels และ TikTok: บีบเนื้อหาให้เหลือประมาณ 1.30 นาที แต่ยังต้องครบอารมณ์
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือฐานแฟนคลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
เมื่อก่อนแทบไม่มีเด็กประถมรู้จักเขา แต่พอมี TikTok เด็กต่างจังหวัดเริ่มบอกว่า follow พี่อยู่ กลายเป็นการสร้างฐานผู้ชมรุ่นใหม่ขึ้นมา
เมื่อสายอาหารแน่นแล้ว ก็ขยับไปสายอื่นบ้าง
ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นราชาสตรีทฟู้ด แต่คอนเทนต์ของวินไม่ได้หยุดอยู่แค่การรีวิวอาหาร
เขายังเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยจุดกระแส อาร์ตทอย ในไทยด้วย เพราะมองว่า เมื่ออยู่ในสายอาหารจนถึงจุดที่ไปได้สูงสุดแล้ว คำถามต่อมาคือ
จะทำยังไงให้คนในวงการอื่นรู้จักเราเพิ่มขึ้น?
เขาเริ่มจากการเดินงานอาร์ตทอยแบบเงียบ ๆ ในวันที่แทบไม่มีใครรู้จัก ก่อนจะตัดสินใจ “ข้ามสาย” อย่างจริงจัง เพื่อ
เพิ่มฐานผู้ติดตามในกลุ่มใหม่
ให้คนเห็นว่าเขาทำได้มากกว่าการเป็นแค่สายกิน
ผลคือยอดผู้ติดตามใน Instagram จากราว 6 แสน ขยับขึ้นแตะระดับล้านในเวลาไม่นาน
ยืนข้างร้าน ไม่เอาลิ้นตัวเองไปตัดสินใคร
แม้วันนี้จะมีชื่อเสียงและงานหลั่งไหลเข้ามา แต่หัวใจของวินยังคงอยู่ที่ ร้านริมทาง เหมือนเดิม
เพราะสำหรับเขา การรีวิวไม่ใช่แค่การไปกินข้าว แต่คือการ
ซื้อประสบการณ์
ได้คุยกับพ่อค้าแม่ค้า
เห็นการเติบโตของแต่ละร้านต่อหน้าตัวเอง
บางร้านเริ่มจากแค่รถเข็นธรรมดา พอเขาแวะไปอีกครั้งก็มีเก้าอี้ มีโต๊ะ มีการพัฒนาไปทีละขั้น จนบางเจ้าปลดหนี้ได้ ส่งลูกเรียนได้
มันกลายเป็น ความสุขทางใจ ที่เงินซื้อไม่ได้
พร้อมกันนั้น เขาก็ไม่ลืมความจริงข้อหนึ่งว่า เงินคือปัจจัยหลักที่ทำให้ต้องทำงาน แต่เลือกได้ว่า
จะหาเงินแบบไหน โดย ไม่เบียดเบียนใคร
เขาย้ำหลักคิดที่ใช้กับตัวเองและคนที่มาขอคำปรึกษาเรื่องรีวิวเสมอว่า
“ผมจะยืนอยู่ข้างร้านค้าเสมอ ร้านคืออู่ข้าวอู่น้ำของครอบครัวเขา คนรีวิวไม่มีสิทธิ์เอาแต่ลิ้นตัวเองไปตัดสินชีวิตใคร”
ถ้ากินแล้วไม่ถูกปาก เขาเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ
ลองมองรอบ ๆ ว่าคนอื่นยังยิ้มและหัวเราะกับอาหารตรงหน้าหรือเปล่า
ถ้าใช่ แปลว่าอาจเป็นเราที่อยู่ผิดที่
สิ่งที่ควรทำคือ ลุกออกมา แล้วไปกินร้านอื่น แทนที่จะสร้างปัญหาให้เจ้าของร้าน
บทสรุป: สูตรลับจากราชาสตรีทฟู้ด
เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกัน เส้นทางของ “มาวิน” ไม่ได้สร้างจากดราม่า แต่สร้างจาก 4 อย่างหลัก ๆ คือ
ความจริงใจ กับคนดูและร้านค้า
ความกล้าคิดต่าง ไม่เดินตามสูตรสำเร็จของใคร
ความไม่หยุดนิ่ง กล้าออกจากเซฟโซนทั้งเรื่องคอนเทนต์และแพลตฟอร์ม
ความเป็นมนุษย์ ที่ไม่ปล่อยให้อีโก้มาบังตัวตน
นี่แหละคือเหตุผลที่จากงบรีวิวไม่ถึง 300 บาทในวันนั้น เขาสามารถยืนอยู่บนบัลลังก์ราชาสตรีทฟู้ดของไทยในวันนี้ได้อย่างสง่างาม โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบใครขึ้นมาเลย

