มะเร็งผิวหนังคืออะไร? ทำไมคนรักแดดต้องระวัง
มะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer) คือภาวะที่เซลล์ผิวหนังกลายพันธุ์ แบ่งตัวผิดปกติ จนกลายเป็นก้อนเนื้องอก ซึ่งอาจอยู่เฉพาะบนผิว หรือแพร่กระจายลึกไปยังอวัยวะอื่นได้
โรคนี้เกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่จะพบมากในคนผิวขาว คนที่ต้องเจอแดดจัดเป็นประจำ หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนังมาก่อน
มะเร็งผิวหนังหลัก ๆ แบ่งเป็น 3 ชนิดสำคัญ:
Basal Cell Carcinoma (BCC)
เริ่มจากเซลล์ฐานของผิวหนัง
มักเจอบริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น ใบหน้า ใบหู คอ
Squamous Cell Carcinoma (SCC)
เกิดจากเซลล์ผิวนอกชั้นบน
พบได้ที่ริมฝีปากหรือผิวหนังส่วนที่โดนแดดจัด
Malignant Melanoma (เมลาโนมา)
เป็นชนิดที่ดุร้ายที่สุด
เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี (เมลาโนไซต์)
มักเริ่มจากไฝหรือปานที่มีความผิดปกติ
ยิ่งเจอเร็ว โอกาสรอดยิ่งสูง ดังนั้นคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือออกแดดบ่อย ต้องยิ่งสังเกตผิวตัวเองให้มากขึ้น
ผิวหนัง VS แดด: เกราะป้องกันที่อาจกลายเป็นจุดอ่อน
ผิวหนังไม่ใช่แค่เปลือกหุ้มร่างกาย แต่เป็นเกราะด่านแรกที่ช่วยป้องกันเชื้อโรค สารเคมี ความร้อน และรังสีจากภายนอก รวมถึงช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายด้วย
เม็ดสีเมลานินในผิวทำหน้าที่ช่วยกรองรังสี UV จากแสงแดด แต่ถ้าเรา รับแสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVA/UVB มากเกินไป เซลล์ผิวจะเริ่มเสียหาย เกิดการกลายพันธุ์ และมีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งผิวหนังได้
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
โดนแดดจัดต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 10.00–16.00 น.
ผิวขาวหรือผิวไม่คล้ำ รวมถึงเชื้อชาติยุโรปหรือคนที่ผิวไวต่อแดด
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง
เคยมีแผลเรื้อรังที่ผิว หรือเคยได้รับรังสี เช่น X-ray ในปริมาณสูง
มีภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน
สรุปง่าย ๆ คือ: ยิ่งผิวคุณเจอแดดโดยไม่มีการป้องกันนานเท่าไร ความเสี่ยงก็ยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น
สัญญาณเตือนมะเร็งผิวหนังที่ต้องรีบหาหมอ
ช่วงระยะแรก มะเร็งผิวหนังอาจดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติชัดเจน แต่ถ้าเริ่มเห็นอาการเหล่านี้ อย่าปล่อยผ่าน:
มีก้อนหรือแผลที่ผิวหนังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ และเป็นอยู่นาน
- ไฝหรือปานที่:
ขอบไม่เรียบ ไม่สมส่วน
สีไม่สม่ำเสมอ
โตเร็วผิดปกติ
มีเลือดออกหรือเป็นแผลง่าย
มีรอยแดงหรือปื้นขรุขระบนผิว โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดบ่อย แผลหายช้า
ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโตขึ้น แต่คลำแล้วไม่เจ็บ
หลักการคือ ถ้ามีแผลหรือไฝบางจุดบนผิวที่ “ไม่เหมือนเดิม” และอยู่แบบนั้นนานเกินไป ต้องตรวจให้ชัวร์
เช็กเมลาโนมาด้วยกฎ ABCDE
เมลาโนมาเป็นมะเร็งผิวหนังที่อันตรายมาก จึงมีเกณฑ์ง่าย ๆ ให้สังเกตไฝหรือปานผิดปกติ คือ ABCDE:
A – Asymmetry: สองข้างไม่สมมาตร รูปร่างเบี้ยว
B – Border: ขอบไม่ชัด ขอบหยักเป็นแฉก ไม่เรียบ
C – Color: สีไม่สม่ำเสมอ มีหลายเฉดในจุดเดียว
D – Diameter: เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 6 มม.
E – Evolving: มีการเปลี่ยนแปลง เช่น โตขึ้น เข้มขึ้น นูนขึ้น หรือมีเลือดออก
ถ้าไฝหรือปานของคุณเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารอดูเอง ให้ไปพบแพทย์ผิวหนังทันที
การวินิจฉัยและการดูระยะของโรค
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์มักจะเริ่มจากการถามประวัติและตรวจผิวอย่างละเอียด พร้อมพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น:
ตรวจร่างกายและซักประวัติ
ดูลักษณะแผลหรือก้อนที่ผิว
ถามประวัติแผลที่เคยเป็น การโดนแดด และประวัติครอบครัว
การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)
ตัดเนื้อเยื่อบางส่วนจากบริเวณที่น่าสงสัย
ส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และเป็นชนิดใด
การตรวจภาพภายใน เช่น CT, MRI, Ultrasound, PET scan
ใช้เมื่อต้องการประเมินการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น
การแบ่งระยะของมะเร็งผิวหนัง (TNM staging)
ระยะ 0: การเปลี่ยนแปลงยังจำกัดอยู่ที่ผิวชั้นบนสุด
ระยะ I–II: ขนาดก้อนใหญ่ขึ้น (ประมาณน้อยกว่า 2–4 ซม. ตามเกณฑ์ย่อย)
ระยะ III: เซลล์มะเร็งเริ่มลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
ระยะ IV: แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด หรือสมอง
สำหรับเมลาโนมา จะใช้ Breslow Depth (ความลึกของก้อนมะเร็ง) ร่วมกับการประเมินการแพร่กระจายเพื่อพยากรณ์ความรุนแรงของโรค
วิธีรักษามะเร็งผิวหนัง: มีอะไรบ้าง?
การรักษาจะถูกวางแผนตามชนิดของมะเร็ง ระยะโรค ตำแหน่งที่เกิด และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยแนวทางหลัก ๆ มีดังนี้
5.1 การผ่าตัด (Surgery)
Excision
ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกพร้อมผิวหนังรอบ ๆ ในระยะความกว้างที่ปลอดภัย
เหมาะกับก้อนที่ยังไม่ลามมาก
Mohs micrographic surgery
เทคนิคผ่าตัดที่เก็บเนื้อมะเร็งออกทีละชั้น พร้อมตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ไปทีละรอบ
เหมาะสำหรับบริเวณสำคัญ เช่น ใบหน้า เพราะช่วย รักษาเนื้อดีไว้ได้มาก แผลเล็ก ฟื้นตัวง่าย
5.2 การใช้รังสีรักษา (Radiotherapy)
ใช้รังสีเพื่อกำจัดหรือควบคุมเซลล์มะเร็ง มักใช้ในกรณีที่:
ผ่าตัดออกได้ไม่หมด
ผู้ป่วยไม่เหมาะกับการผ่าตัด
5.3 เคมีบำบัด (Chemotherapy)
ใช้เมื่อ:
ก้อนมีขนาดใหญ่
มีการแพร่กระจาย
ใช้ร่วมกับวิธีอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
5.4 ยากลุ่ม Targeted therapy และ Immunotherapy
ใช้กับเมลาโนมาที่มีการกลายพันธุ์เฉพาะ เช่น กลุ่ม BRAF, MEK inhibitors
มีกลุ่มยาที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เช่น ยากลุ่ม PD-1, CTLA-4 ซึ่งช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น
5.5 การรักษาแบบอื่น ๆ
Cryotherapy และเลเซอร์
ใช้กับรอยโรคขนาดเล็กหรือในระยะเริ่มต้น
Photodynamic therapy
ใช้กับแผลที่เป็น Superficial BCC หรือ SCC ระยะตื้น ๆ
การรักษาที่เหมาะสมที่สุดต้องให้แพทย์เป็นคนประเมินเป็นราย ๆ ไป อย่าตัดสินใจเองจากการส่องกระจกหรืออ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียว
กันแดดอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็งผิวหนัง
การป้องกันยังคงเป็น “อาวุธสำคัญ” โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องออกแดดเป็นประจำ หรือสายบิวตี้ที่รักผิวสวยระยะยาว
หลีกเลี่ยงแดดจัดช่วง 10.00–16.00 น. ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ลดเวลาอยู่กลางแดดให้สั้นที่สุด
ใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด แขนยาว กางเกงขายาว หมวกปีกกว้าง และแว่นกันแดดที่กันรังสี UV ได้
ทาครีมกันแดดเป็นประจำ เลือกชนิดที่กันได้ทั้ง UVA/UVB และมีค่า SPF ≥ 30
ทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15–20 นาที
ทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้ามีเหงื่อหรือโดนน้ำ
เลี่ยงการใช้เตียงอบผิว (Tanning bed) หรือหลอด UV พลังงานสูง
ตรวจเช็กผิวตัวเองเดือนละครั้ง ถ้ามีไฝหรือก้อนผิดปกติให้บันทึกภาพไว้เปรียบเทียบ
ตรวจสุขภาพกับแพทย์เป็นประจำปี เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยส่องดูผิวให้ด้วย
กันแดดไม่ได้มีไว้แค่ไม่ให้หน้าดำ แต่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังในระยะยาวอย่างจริงจัง
แนวโน้มโรคและโอกาสรอดชีวิต
มะเร็งชนิด BCC และ SCC
ถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและรักษาเหมาะสม
มีโอกาสหายขาดสูงมากกว่า 90%
มะเร็งชนิด เมลาโนมา
ถ้าพบช้าและมีการแพร่กระจายแล้ว
อัตรารอดชีวิต 5 ปีจะลดลงเหลือประมาณ 20–60% ขึ้นกับความลึกของก้อนและการลุกลาม
จุดสำคัญคือ การสังเกตตัวเองและตรวจเร็ว เพราะมะเร็งผิวหนังหลายกรณี หากเจอตั้งแต่ต้น โอกาสรักษาหายสูงมาก
เคสตัวอย่างที่เตือนให้เราไม่ประมาทแดด
ผู้ชายอายุ 70 ปี ผิวขาว เจอก้อนเล็ก ๆ ไม่เจ็บบนแก้ม
ตรวจพบว่าเป็น SCC ระยะ II
รักษาด้วยการผ่าตัดกว้างและฉายรังสีร่วม
ติดตามต่อเนื่องครบ 5 ปี ไม่เจอการลุกลาม
ผู้หญิงอายุ 45 ปี สังเกตว่าไฝข้างลำตัวโตเร็วขึ้น
ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ พบว่าเป็นเมลาโนมา Breslow 1.8 มม. ระยะ II
รักษาด้วยการผ่าตัดและให้ Immunotherapy ร่วม
ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงติดตามผลต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด
ทั้งสองเคสมีจุดร่วมคือ “เจ้าตัวสังเกตความผิดปกติของผิวทัน” เลยมีโอกาสรับการรักษาอย่างรวดเร็ว
FAQ: คำถามยอดฮิตเรื่องมะเร็งผิวหนัง
Q1: มะเร็งผิวหนังเกิดตรงไหนของร่างกายได้บ้าง?
สามารถเกิดได้ทุกบริเวณที่มีผิวหนัง เช่น ใบหน้า หนังศีรษะ ลำตัว แขน ขา มือ เท้า หรือแม้กระทั่งอวัยวะที่เราไม่ค่อยทันคิดถึงก็มีโอกาสได้เช่นกัน
Q2: ใครบ้างที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง?
คนผิวขาวหรือผิวไวต่อแดด
ผู้ที่ผิวแพ้ง่ายหรือไหม้แดดง่าย
คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง
ผู้ที่เคยไหม้แดดรุนแรง โดยเฉพาะตอนวัยเด็กหรือวัยรุ่น
คนที่ทำงานกลางแดดจัดเป็นประจำ
Q3: จะรู้ได้อย่างไรว่าไฝหรือหูดที่มีอยู่เป็นปกติหรือผิดปกติ?
ใช้หลัก ABCDE ช่วยเช็ก:
Asymmetry
Border
Color
Diameter
Evolving
ถ้าเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งหรือสงสัย ให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินเพิ่มเติม อย่าพยายามวินิจฉัยเอง
Q4: ครีมกันแดดช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้จริงไหม?
ครีมกันแดดช่วยลดความเสียหายจากรังสี UV ได้ดีมาก และช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนัง แต่ไม่ได้ป้องกันได้ 100% ดังนั้นควรใช้ควบคู่กับการหลบแดดและการแต่งกายป้องกัน
Q5: ถ้ามีแผลที่ผิวหนังหายช้าควรทำอย่างไร?
ถ้าเป็นแผลเรื้อรัง หายช้า เลือดออกง่าย หรือมีอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจว่ามีภาวะผิดปกติที่ต้องระวังหรือไม่
Q6: เมลาโนมาน่ากลัวแค่ไหน?
เมลาโนมาเป็นมะเร็งผิวหนังที่ถือว่ารุนแรงที่สุด เพราะสามารถแพร่กระจายเร็วไปยังอวัยวะอื่นได้
หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก โอกาสรอดชีวิตจะสูงมาก
แต่ถ้าปล่อยไว้จนแพร่กระจายแล้ว การรักษาจะยากขึ้นและผลการรักษามักไม่ดีเท่าในระยะต้น
สรุปท้ายสุด: การทาครีมกันแดด ตรวจผิวตัวเองสม่ำเสมอ และรีบพบแพทย์เมื่อเจอความผิดปกติเล็ก ๆ บนผิว อาจเป็นสิ่งที่ช่วยเซฟชีวิตคุณในระยะยาวได้จริง ๆ

