รับแอปรับแอป

กันแดดไม่เป็น ใช้ชีวิตเสี่ยง! คู่มือมะเร็งผิวหนังที่สายสกินแคร์ต้องรู้ก่อนออกแดด

อนุชา วัฒนกุล01-29

มะเร็งผิวหนังคืออะไร? ทำไมคนรักแดดต้องระวัง

มะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer) คือภาวะที่เซลล์ผิวหนังกลายพันธุ์ แบ่งตัวผิดปกติ จนกลายเป็นก้อนเนื้องอก ซึ่งอาจอยู่เฉพาะบนผิว หรือแพร่กระจายลึกไปยังอวัยวะอื่นได้

โรคนี้เกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่จะพบมากในคนผิวขาว คนที่ต้องเจอแดดจัดเป็นประจำ หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนังมาก่อน

มะเร็งผิวหนังหลัก ๆ แบ่งเป็น 3 ชนิดสำคัญ:

  • Basal Cell Carcinoma (BCC)

    • เริ่มจากเซลล์ฐานของผิวหนัง

    • มักเจอบริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น ใบหน้า ใบหู คอ

  • Squamous Cell Carcinoma (SCC)

    • เกิดจากเซลล์ผิวนอกชั้นบน

    • พบได้ที่ริมฝีปากหรือผิวหนังส่วนที่โดนแดดจัด

  • Malignant Melanoma (เมลาโนมา)

    • เป็นชนิดที่ดุร้ายที่สุด

    • เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี (เมลาโนไซต์)

    • มักเริ่มจากไฝหรือปานที่มีความผิดปกติ

ยิ่งเจอเร็ว โอกาสรอดยิ่งสูง ดังนั้นคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือออกแดดบ่อย ต้องยิ่งสังเกตผิวตัวเองให้มากขึ้น

ผิวหนัง VS แดด: เกราะป้องกันที่อาจกลายเป็นจุดอ่อน

ผิวหนังไม่ใช่แค่เปลือกหุ้มร่างกาย แต่เป็นเกราะด่านแรกที่ช่วยป้องกันเชื้อโรค สารเคมี ความร้อน และรังสีจากภายนอก รวมถึงช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายด้วย

เม็ดสีเมลานินในผิวทำหน้าที่ช่วยกรองรังสี UV จากแสงแดด แต่ถ้าเรา รับแสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVA/UVB มากเกินไป เซลล์ผิวจะเริ่มเสียหาย เกิดการกลายพันธุ์ และมีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งผิวหนังได้

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

  • โดนแดดจัดต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 10.00–16.00 น.

  • ผิวขาวหรือผิวไม่คล้ำ รวมถึงเชื้อชาติยุโรปหรือคนที่ผิวไวต่อแดด

  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง

  • เคยมีแผลเรื้อรังที่ผิว หรือเคยได้รับรังสี เช่น X-ray ในปริมาณสูง

  • มีภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน

สรุปง่าย ๆ คือ: ยิ่งผิวคุณเจอแดดโดยไม่มีการป้องกันนานเท่าไร ความเสี่ยงก็ยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น

สัญญาณเตือนมะเร็งผิวหนังที่ต้องรีบหาหมอ

ช่วงระยะแรก มะเร็งผิวหนังอาจดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติชัดเจน แต่ถ้าเริ่มเห็นอาการเหล่านี้ อย่าปล่อยผ่าน:

  • มีก้อนหรือแผลที่ผิวหนังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ และเป็นอยู่นาน

  • ไฝหรือปานที่:
    • ขอบไม่เรียบ ไม่สมส่วน

    • สีไม่สม่ำเสมอ

    • โตเร็วผิดปกติ

    • มีเลือดออกหรือเป็นแผลง่าย

  • มีรอยแดงหรือปื้นขรุขระบนผิว โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดบ่อย แผลหายช้า

  • ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโตขึ้น แต่คลำแล้วไม่เจ็บ

หลักการคือ ถ้ามีแผลหรือไฝบางจุดบนผิวที่ “ไม่เหมือนเดิม” และอยู่แบบนั้นนานเกินไป ต้องตรวจให้ชัวร์

เช็กเมลาโนมาด้วยกฎ ABCDE

เมลาโนมาเป็นมะเร็งผิวหนังที่อันตรายมาก จึงมีเกณฑ์ง่าย ๆ ให้สังเกตไฝหรือปานผิดปกติ คือ ABCDE:

  • A – Asymmetry: สองข้างไม่สมมาตร รูปร่างเบี้ยว

  • B – Border: ขอบไม่ชัด ขอบหยักเป็นแฉก ไม่เรียบ

  • C – Color: สีไม่สม่ำเสมอ มีหลายเฉดในจุดเดียว

  • D – Diameter: เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 6 มม.

  • E – Evolving: มีการเปลี่ยนแปลง เช่น โตขึ้น เข้มขึ้น นูนขึ้น หรือมีเลือดออก

ถ้าไฝหรือปานของคุณเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารอดูเอง ให้ไปพบแพทย์ผิวหนังทันที

การวินิจฉัยและการดูระยะของโรค

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์มักจะเริ่มจากการถามประวัติและตรวจผิวอย่างละเอียด พร้อมพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น:

  1. ตรวจร่างกายและซักประวัติ

    • ดูลักษณะแผลหรือก้อนที่ผิว

    • ถามประวัติแผลที่เคยเป็น การโดนแดด และประวัติครอบครัว

  2. การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)

    • ตัดเนื้อเยื่อบางส่วนจากบริเวณที่น่าสงสัย

    • ส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และเป็นชนิดใด

  3. การตรวจภาพภายใน เช่น CT, MRI, Ultrasound, PET scan

    • ใช้เมื่อต้องการประเมินการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น

การแบ่งระยะของมะเร็งผิวหนัง (TNM staging)

  • ระยะ 0: การเปลี่ยนแปลงยังจำกัดอยู่ที่ผิวชั้นบนสุด

  • ระยะ I–II: ขนาดก้อนใหญ่ขึ้น (ประมาณน้อยกว่า 2–4 ซม. ตามเกณฑ์ย่อย)

  • ระยะ III: เซลล์มะเร็งเริ่มลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

  • ระยะ IV: แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด หรือสมอง

สำหรับเมลาโนมา จะใช้ Breslow Depth (ความลึกของก้อนมะเร็ง) ร่วมกับการประเมินการแพร่กระจายเพื่อพยากรณ์ความรุนแรงของโรค

วิธีรักษามะเร็งผิวหนัง: มีอะไรบ้าง?

การรักษาจะถูกวางแผนตามชนิดของมะเร็ง ระยะโรค ตำแหน่งที่เกิด และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยแนวทางหลัก ๆ มีดังนี้

5.1 การผ่าตัด (Surgery)

  • Excision

    • ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกพร้อมผิวหนังรอบ ๆ ในระยะความกว้างที่ปลอดภัย

    • เหมาะกับก้อนที่ยังไม่ลามมาก

  • Mohs micrographic surgery

    • เทคนิคผ่าตัดที่เก็บเนื้อมะเร็งออกทีละชั้น พร้อมตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ไปทีละรอบ

    • เหมาะสำหรับบริเวณสำคัญ เช่น ใบหน้า เพราะช่วย รักษาเนื้อดีไว้ได้มาก แผลเล็ก ฟื้นตัวง่าย

5.2 การใช้รังสีรักษา (Radiotherapy)

ใช้รังสีเพื่อกำจัดหรือควบคุมเซลล์มะเร็ง มักใช้ในกรณีที่:

  • ผ่าตัดออกได้ไม่หมด

  • ผู้ป่วยไม่เหมาะกับการผ่าตัด

5.3 เคมีบำบัด (Chemotherapy)

ใช้เมื่อ:

  • ก้อนมีขนาดใหญ่

  • มีการแพร่กระจาย

  • ใช้ร่วมกับวิธีอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

5.4 ยากลุ่ม Targeted therapy และ Immunotherapy

  • ใช้กับเมลาโนมาที่มีการกลายพันธุ์เฉพาะ เช่น กลุ่ม BRAF, MEK inhibitors

  • มีกลุ่มยาที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เช่น ยากลุ่ม PD-1, CTLA-4 ซึ่งช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น

5.5 การรักษาแบบอื่น ๆ

  • Cryotherapy และเลเซอร์

    • ใช้กับรอยโรคขนาดเล็กหรือในระยะเริ่มต้น

  • Photodynamic therapy

    • ใช้กับแผลที่เป็น Superficial BCC หรือ SCC ระยะตื้น ๆ

การรักษาที่เหมาะสมที่สุดต้องให้แพทย์เป็นคนประเมินเป็นราย ๆ ไป อย่าตัดสินใจเองจากการส่องกระจกหรืออ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียว

กันแดดอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็งผิวหนัง

การป้องกันยังคงเป็น “อาวุธสำคัญ” โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องออกแดดเป็นประจำ หรือสายบิวตี้ที่รักผิวสวยระยะยาว

  • หลีกเลี่ยงแดดจัดช่วง 10.00–16.00 น. ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ลดเวลาอยู่กลางแดดให้สั้นที่สุด

  • ใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด แขนยาว กางเกงขายาว หมวกปีกกว้าง และแว่นกันแดดที่กันรังสี UV ได้

  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำ เลือกชนิดที่กันได้ทั้ง UVA/UVB และมีค่า SPF ≥ 30

    • ทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15–20 นาที

    • ทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้ามีเหงื่อหรือโดนน้ำ

  • เลี่ยงการใช้เตียงอบผิว (Tanning bed) หรือหลอด UV พลังงานสูง

  • ตรวจเช็กผิวตัวเองเดือนละครั้ง ถ้ามีไฝหรือก้อนผิดปกติให้บันทึกภาพไว้เปรียบเทียบ

  • ตรวจสุขภาพกับแพทย์เป็นประจำปี เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยส่องดูผิวให้ด้วย

กันแดดไม่ได้มีไว้แค่ไม่ให้หน้าดำ แต่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังในระยะยาวอย่างจริงจัง

แนวโน้มโรคและโอกาสรอดชีวิต

  • มะเร็งชนิด BCC และ SCC

    • ถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและรักษาเหมาะสม

    • มีโอกาสหายขาดสูงมากกว่า 90%

  • มะเร็งชนิด เมลาโนมา

    • ถ้าพบช้าและมีการแพร่กระจายแล้ว

    • อัตรารอดชีวิต 5 ปีจะลดลงเหลือประมาณ 20–60% ขึ้นกับความลึกของก้อนและการลุกลาม

จุดสำคัญคือ การสังเกตตัวเองและตรวจเร็ว เพราะมะเร็งผิวหนังหลายกรณี หากเจอตั้งแต่ต้น โอกาสรักษาหายสูงมาก

เคสตัวอย่างที่เตือนให้เราไม่ประมาทแดด

  • ผู้ชายอายุ 70 ปี ผิวขาว เจอก้อนเล็ก ๆ ไม่เจ็บบนแก้ม

    • ตรวจพบว่าเป็น SCC ระยะ II

    • รักษาด้วยการผ่าตัดกว้างและฉายรังสีร่วม

    • ติดตามต่อเนื่องครบ 5 ปี ไม่เจอการลุกลาม

  • ผู้หญิงอายุ 45 ปี สังเกตว่าไฝข้างลำตัวโตเร็วขึ้น

    • ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ พบว่าเป็นเมลาโนมา Breslow 1.8 มม. ระยะ II

    • รักษาด้วยการผ่าตัดและให้ Immunotherapy ร่วม

    • ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงติดตามผลต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด

ทั้งสองเคสมีจุดร่วมคือ “เจ้าตัวสังเกตความผิดปกติของผิวทัน” เลยมีโอกาสรับการรักษาอย่างรวดเร็ว

FAQ: คำถามยอดฮิตเรื่องมะเร็งผิวหนัง

Q1: มะเร็งผิวหนังเกิดตรงไหนของร่างกายได้บ้าง?

สามารถเกิดได้ทุกบริเวณที่มีผิวหนัง เช่น ใบหน้า หนังศีรษะ ลำตัว แขน ขา มือ เท้า หรือแม้กระทั่งอวัยวะที่เราไม่ค่อยทันคิดถึงก็มีโอกาสได้เช่นกัน

Q2: ใครบ้างที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง?

  • คนผิวขาวหรือผิวไวต่อแดด

  • ผู้ที่ผิวแพ้ง่ายหรือไหม้แดดง่าย

  • คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง

  • ผู้ที่เคยไหม้แดดรุนแรง โดยเฉพาะตอนวัยเด็กหรือวัยรุ่น

  • คนที่ทำงานกลางแดดจัดเป็นประจำ

Q3: จะรู้ได้อย่างไรว่าไฝหรือหูดที่มีอยู่เป็นปกติหรือผิดปกติ?

ใช้หลัก ABCDE ช่วยเช็ก:

  • Asymmetry

  • Border

  • Color

  • Diameter

  • Evolving

ถ้าเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งหรือสงสัย ให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินเพิ่มเติม อย่าพยายามวินิจฉัยเอง

Q4: ครีมกันแดดช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้จริงไหม?

ครีมกันแดดช่วยลดความเสียหายจากรังสี UV ได้ดีมาก และช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนัง แต่ไม่ได้ป้องกันได้ 100% ดังนั้นควรใช้ควบคู่กับการหลบแดดและการแต่งกายป้องกัน

Q5: ถ้ามีแผลที่ผิวหนังหายช้าควรทำอย่างไร?

ถ้าเป็นแผลเรื้อรัง หายช้า เลือดออกง่าย หรือมีอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจว่ามีภาวะผิดปกติที่ต้องระวังหรือไม่

Q6: เมลาโนมาน่ากลัวแค่ไหน?

เมลาโนมาเป็นมะเร็งผิวหนังที่ถือว่ารุนแรงที่สุด เพราะสามารถแพร่กระจายเร็วไปยังอวัยวะอื่นได้

  • หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก โอกาสรอดชีวิตจะสูงมาก

  • แต่ถ้าปล่อยไว้จนแพร่กระจายแล้ว การรักษาจะยากขึ้นและผลการรักษามักไม่ดีเท่าในระยะต้น

สรุปท้ายสุด: การทาครีมกันแดด ตรวจผิวตัวเองสม่ำเสมอ และรีบพบแพทย์เมื่อเจอความผิดปกติเล็ก ๆ บนผิว อาจเป็นสิ่งที่ช่วยเซฟชีวิตคุณในระยะยาวได้จริง ๆ