Care Economy: เมื่อเศรษฐกิจเริ่มจากการดูแลสุขภาพกาย ใจ และโลก
ภายในงานสัมมนา Outstanding Technologist Awards & TechInno Forum 2025 ภายใต้แนวคิด “The Care Economy: Connecting Innovation and Humanity” หรือ “เศรษฐกิจใส่ใจ เชื่อมโยงนวัตกรรมกับความเป็นมนุษย์” ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ESG และนวัตกรรมต่างย้ำตรงกันว่า Care Economy ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือ New S-Curve ที่จะพาประเทศไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืน
แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของผู้คน ไปพร้อมกับการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนและสังคม โดยไม่ทิ้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนระยะยาว
ในมุมนี้ Care Economy จึงไม่ใช่เพียงธุรกิจสายสุขภาพ แต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่ให้ “การดูแล” เป็นศูนย์กลางของทุกการขับเคลื่อน ทั้งระดับบุคคล ระดับสังคม ไปจนถึงระดับประเทศ
มอง Care Economy ผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสุขภาพโลก
นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Beyond the Care Economy: One Health as a Socio-economic Imperative” ชี้ให้เห็นว่า เมื่อพูดถึงคำว่า Care คนส่วนใหญ่จะนึกถึงการรักษาพยาบาล แต่ Care Economy คือการผสมผสาน “วิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพของคนและโลก” เข้ากับ “เศรษฐศาสตร์” เพื่อสร้างนวัตกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่
Care Economy จึงไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่คือการดูแลสุขภาพในภาพรวม ตั้งแต่ชีวิตของมนุษย์ ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ ไปจนถึงสุขภาพของสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้ แนวคิดสำคัญคือ ต้องขยับจากคำว่า Health Care ที่มุ่งเน้นการรักษา มาสู่คำว่า Care ที่ให้ความสำคัญกับการดูแล ป้องกัน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง
เขายังสะท้อนภาพโครงสร้างเศรษฐกิจไทยว่า ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็นราว 5% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันสัดส่วนประชากรวัยทำงานลดลง ทำให้รูปแบบเศรษฐกิจเดิมไม่สามารถรองรับอนาคตได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่อาศัย นวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการเติบโตแบบเดิม
3 องค์ประกอบหลักของเศรษฐกิจใส่ใจ
การจะสร้าง Care Economy ให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้านที่เดินไปด้วยกัน คือ
ความรู้และความสามารถด้านเทคโนโลยี
พื้นฐานของ Care Economy คือการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาสุขภาพและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพการเชื่อมโยงกับสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
ระบบสุขภาพที่ดีต้องเชื่อมโยงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งค่าใช้จ่ายของรัฐ ภาระของครัวเรือน และโอกาสในการเติบโตของธุรกิจใหม่นโยบายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน
หากไม่มีกรอบนโยบายที่หนุนทิศทางด้านความยั่งยืน การลงทุนในนวัตกรรมเพื่อ Care Economy ก็จะไม่สามารถขยายผลได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
เมื่อสามองค์ประกอบนี้ทำงานสอดประสานกัน จึงจะเกิดระบบเศรษฐกิจที่ “ใส่ใจ” ได้จริง ทั้งต่อคน เศรษฐกิจ และโลก
อาหาร สุขภาพ และโลก: เมื่อจานข้าวเชื่อมโยงกับ Care Economy
รองศาสตราจารย์แมททิโอ วิญอลี (Assoc. Prof. Matteo Vignoli) จาก Future Food Institute, University of Bologna ประเทศอิตาลี นำเสนออีกมุมสำคัญของ Care Economy ผ่าน “อาหาร” และ “สุขภาพของโลก”
เขาชี้ให้เห็นว่า โลกปัจจุบันใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพที่ธรรมชาติจะฟื้นตัวได้ ทำให้มนุษย์จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อการบริหารจัดการโลกใหม่ โดยเฉพาะเรื่องการบริโภคที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพคนและสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือ อาหารเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet) ที่ยูเนสโก (UNESCO) ประกาศให้เป็นต้นแบบอาหารเพื่อสุขภาพและเพื่อโลก แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเมนูอาหาร แต่เป็นโมเดลเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับสุขภาพคนและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลวิจัยสะท้อนภาพชัดเจนว่า
7 ใน 10 ของการเสียชีวิตของประชากรโลก เชื่อมโยงกับอาหารและรูปแบบการใช้ชีวิต
มีผู้เสียชีวิตจากโรคอ้วนถึงประมาณ 4 ล้านคนต่อปีทั่วโลก
ในปี 2561 มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มากถึง 40 ล้านคนที่มีน้ำหนักเกิน
การบริโภคเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูปมากเกินไป เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะทุพโภชนาการและโรคเรื้อรัง
การสร้างโลกที่สุขภาพดีจึงต้องเริ่มจาก “จานอาหาร” และพฤติกรรมการบริโภค ไม่ใช่แค่รอระบบสาธารณสุขมารักษาในตอนท้าย
เทคโนโลยีอาหาร–สุขภาพ–สิ่งแวดล้อม: กินดี อยู่ดี และกู้โลกไปพร้อมกัน
รองศาสตราจารย์แมททิโอ ยังอธิบายถึงแนวทางการทำงานของสถาบันว่า เป้าหมายหลักคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ภายใต้กรอบความคิดที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centered Innovation)
แนวคิด “The Longevity Algorithm: Eat Well, Stay Well, Save the Planet” ถูกหยิบมาเป็นแก่นสำคัญ หมายถึงการออกแบบระบบที่ทำให้ผู้คนกินดี อยู่ดี และในขณะเดียวกันก็ช่วยฟื้นฟูโลกอย่างยั่งยืน
แนวทางนี้ครอบคลุมทั้งระดับจุลภาคและมหภาค ได้แก่
นำวิทยาศาสตร์มาพัฒนานวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของผู้คน
ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตอาหารและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
มองมลภาวะในมุม “โลกใบเดียวกัน” ไม่ใช่แค่แบ่งเขตประเทศ เพราะการย้ายโรงงานที่สร้างมลภาวะจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง ไม่ได้ทำให้โลกสะอาดขึ้น
เป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างนวัตกรรมอาหารที่ ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้คนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนจริง ๆ
เปิดผลงานเด่นสาย Care Economy: 3 รางวัลใหญ่ปี 2568
ภายใต้กรอบแนวคิด Care Economy มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้คัดเลือกผลงานนวัตกรรมของคนไทยที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ จนได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2568
น.สพ. รุจเวทย์ ทหารแกล้ว ประธานกรรมการคัดเลือกรางวัล ระบุว่า ในปีนี้มี 3 ผลงานที่โดดเด่นและสอดคล้องกับแนวคิด “เศรษฐกิจใส่ใจ” อย่างชัดเจน โดยรางวัล “นักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี 2568” ได้รับพระราชทานรางวัล พร้อมเงินรางวัลและโล่ประติมากรรม “เรือใบซูปเปอร์มด” จำนวน 2 รางวัล ได้แก่
ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ภาควิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
จากผลงาน “การอบแห้งด้วยไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำ”
ได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภทเดี่ยวผศ. ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ และคณะ
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการออกแบบและพัฒนาต้นแบบทางวิศวกรรมอย่างสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จากผลงาน “ชุดนวัตกรรมฟื้นฟูสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้สูงอายุ”
ได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภทกลุ่ม
ส่วนรางวัล “นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2568” เป็นของ
ผศ. ดร.ศิรวัจน์ อิทธิภูริพัฒน์
ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
จากผลงาน “การบูรณาการนิวโรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการส่งเสริมสุขภาพสมองและป้องกันสมองเสื่อมอย่างครบวงจร”
ผลงานทั้ง 3 ชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นศักยภาพนักเทคโนโลยีไทย ที่สามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมต่อยอดให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ ท่ามกลางยุค Disruptive Technology ที่เทคโนโลยีใหม่สามารถแทนที่ของเดิมได้อย่างสิ้นเชิง
จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง: เมื่องานวิจัยกลายเป็น Care Economy
1) นวัตกรรมอบแห้ง: แปรรูปผักผลไม้ให้ดีต่อสุขภาพและปลอดภัย
ศ. ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา เจ้าของผลงาน “การอบแห้งด้วยไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำ” เล่าว่า เป้าหมายของทีมคือการพัฒนา นวัตกรรมแปรรูปผักผลไม้ที่อร่อยโดยไม่ต้องพึ่งสารเติมแต่ง
เขาย้ำว่า การจะผลักดันนวัตกรรมให้สำเร็จ ต้องมีทั้ง
Passion ที่แรงพอจะพาให้เดินต่อในวันที่เจออุปสรรค
ความมุ่งมั่นระยะยาว
ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน
กระบวนการทำงานเริ่มจากการพูดคุย ลงทุน ทดลอง และพร้อมเผชิญความล้มเหลว ความท้าทายสำคัญคือเรื่องเงินทุน เพราะ Startup จำนวนไม่น้อยล้มก่อนสำเร็จเพราะติดขัดเรื่องเงิน แม้ปัจจุบันหน่วยงานสนับสนุนเงินทุนจะเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังมี “กำแพง” ด้านระบบคิดและการบริหารจัดการที่ต้องปรับ เพื่อให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น
2) ชุดฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง: นวัตกรรมที่ต้องไปให้ถึงชุมชน
ผศ. ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ และคณะ เจ้าของผลงาน “ชุดนวัตกรรมฟื้นฟูสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้สูงอายุ” เล่าว่า จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้มาจาก Pain point ขนาดใหญ่ คือจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการรุนแรงและมีมากถึงประมาณ 3.5 แสนคนต่อปี แต่กลับขาดโอกาสเข้าถึงเครื่องมือฟื้นฟูอย่างทั่วถึง
แนวคิดของทีมคือ ต้องออกแบบนวัตกรรมที่
กระจายไปสู่ระดับชุมชนได้จริง
ตอบโจทย์การใช้งานของทั้งผู้ป่วยและผู้ฟื้นฟู
สอดคล้องกับบริบทจริง ไม่ใช่นวัตกรรมที่ใช้ได้แค่ในงานวิจัย
เขามองว่ารางวัลที่ได้รับในครั้งนี้คือการก้าวเข้าสู่การเป็น Startup ที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกของผู้ใช้จริง โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ “ทีม” ที่ช่วยกันหาแนวร่วม ผลักดันงานให้เกิดการพัฒนาจริง และต้องเดินหน้าไปให้ถึงระดับชุมชน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนผ่านกลไกธุรกิจ
ในมุมของโมเดลการทำงาน ทีมเลือก “ลงทุนในชุมชน” ผ่านการเป็น Startup ที่ขอทุนวิจัย นักศึกษามีรายได้จากการเป็นผู้ช่วยวิจัย จากนั้นขอทุนจาก TED Fund เพื่อนำเงินมาหนุนงานพัฒนาต่อเนื่อง จนกลายเป็น Startup ที่มั่นคง และมีผลงานวิจัยอย่างน้อย 4 ชิ้นที่ถูกนำกลับมาใช้จริงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ฟื้นฟู
3) นิวโรเทคโนโลยี + AI: ป้องกันสมองเสื่อมก่อนสาย
ผศ. ดร.ศิรวัจน์ อิทธิภูริพัฒน์ เจ้าของผลงาน “การบูรณาการนิวโรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการส่งเสริมสุขภาพสมองและป้องกันสมองเสื่อมอย่างครบวงจร” มองโจทย์ชัดเจนว่า โรคทางสมองจำนวนมากรักษาไม่ได้ แต่ป้องกันได้ ถ้ารู้เท่าทันและมีข้อมูลสุขภาพที่เพียงพอ
เขาพัฒนาระบบที่เชื่อมโยงแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้าด้วยกัน นำ นิวโรเทคโนโลยีมาผสานกับ AI เพื่อวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพของสมองอย่างเต็มที่ และร่วมมือกับบริษัท Startup ในการพัฒนาให้เข้าถึงผู้คนจริงในชีวิตประจำวัน
มิติสำคัญที่เขาเน้นคือ
นักวิจัยไม่ได้ต้องการแค่เงินทุน แต่ต้องการ Strategic Partner ที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน
ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนมีผลอย่างมากต่อความต่อเนื่องของงานวิจัยและการนำไปใช้จริง
การสร้างโอกาสใหม่ ๆ มักเริ่มจากการ “เปิดโลก” ผ่านเวทีประชุมและความร่วมมือหลากหลาย ทำให้เกิดการเชื่อมโยงและต่อยอดอย่างต่อเนื่อง
เขายังมองภาพกว้างในระดับภูมิภาคว่า ข้อมูลด้านสุขภาพ โดยเฉพาะของผู้สูงอายุในเอเชีย มีมูลค่าสูงและมีความเข้มแข็งทางวิชาการ หากประเทศในอาเซียนสามารถรวมพลังกันในเชิง Collaboration ได้สำเร็จ จะสามารถพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมด้าน Health Tech เพื่อนำกลับไปขายยังฝั่งตะวันตกและยุโรปได้อย่างมีศักยภาพ
TechInno Mart: เวทีโชว์ของจริงของนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
ภายในงานยังมีโซน TechInno Mart ที่รวบรวมนวัตกรรมใหม่มากกว่า 30 ผลงาน มาจัดแสดงให้เห็นภาพจริงของ Care Economy และเทคโนโลยีที่พร้อมต่อยอดสู่ตลาด ตัวอย่างผลงานที่น่าสนใจ เช่น
เทคโนโลยีตรวจอัลบูมินในปัสสาวะเพื่อคัดกรองโรคไตอย่างรวดเร็ว
A-MED Care แพลตฟอร์มกลางสำหรับหน่วยบริการปฐมภูมิ จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โครงการ เรา Young Fit (FITKAN) จาก NECTEC เพื่อส่งเสริมสุขภาพ
Albumin Smart Test: ชุดตรวจคัดกรองโรคไตด้วยแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
NUMUKA Edna Serum เซรั่มลดริ้วรอยจากเปปไทด์จิ้งหรีด นวัตกรรมความงามที่เชื่อมโยงโลกของสกินแคร์เข้ากับวิทยาศาสตร์อาหารและโปรตีนทางเลือก เหมาะกับสายรักษ์ผิวและรักโลกไปพร้อมกัน
หุ่นชีวิน ชุดอุปกรณ์ฝึกสอนการช่วยชีวิต จากสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล
นวัตกรรมสิ่งทอเส้นใยเฮมป์ สู่แฟชั่นไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้สูงวัยญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด BCG จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข้าวปลาวาฬ ข้าวไร้แป้ง จากบริษัท เนรมิต ฟู้ดเทค จำกัด
นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นภาพชัดว่า Care Economy ไม่ได้อยู่แค่ในเอกสารเชิงนโยบาย แต่กำลังกลายเป็นสินค้า บริการ และโซลูชันที่จับต้องได้ ทั้งด้านสุขภาพ การแพทย์ ความงาม ไลฟ์สไตล์ และสิ่งแวดล้อม
พลังร่วมขององค์กร: ปั้น Ecosystem ให้ Care Economy เติบโต
งาน Outstanding Technologist Awards & TechInno Forum 2025 จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมการสนับสนุนจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนขนาดใหญ่
การรวมตัวขององค์กรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้าง Care Economy ไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากหลายมิติ ทั้งทุน ความรู้ เครือข่าย และนโยบาย
และเมื่อมองภาพรวมของทั้งงาน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด One Health การขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหาร นวัตกรรมด้านสมอง นวัตกรรมฟื้นฟูผู้สูงวัย ไปจนถึงบิวตี้เทคอย่างเซรั่มลดริ้วรอยจากเปปไทด์จิ้งหรีด ล้วนกำลังบอกเราว่า
อนาคตของเศรษฐกิจไทย อาจไม่ได้เติบโตจากการผลิตให้มากขึ้น แต่เติบโตจากการ “ดูแลให้ดีขึ้น” ทั้งคน ผิวพรรณ สุขภาพ และโลกใบนี้ไปพร้อมกัน

