รับแอปรับแอป

คนไทยเกือบครึ่ง “น้ำหนักเกิน” เสี่ยงโรค-เสียเงินชาติ : เปิดแนวทางคุมน้ำหนักแบบยั่งยืนที่หมอเขาใช้จริง

ภาณุพงศ์ พรหมมา01-29

ภาพใหญ่ที่หลายคนมองข้าม: โรคอ้วนไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น

ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนของคนไทยกำลังกลายเป็น วิกฤตสุขภาพระดับชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้าฟิต หายใจไม่ทัน หรือรูปถ่ายไม่มั่นใจเท่านั้น

เกือบ ครึ่งหนึ่งของคนไทยมีน้ำหนักเกิน และแนวโน้มก็ยังพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมอ้วน” เร็วและแรงกว่าที่เคยคิดไว้

เบื้องหลังตัวเลขบนตาชั่ง คือความเสี่ยงของโรคร้ายหลายชนิด เช่น

  • เบาหวาน

  • ความดันโลหิตสูง

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด

  • ไขมันพอกตับ

  • มะเร็งบางชนิด

น้ำหนักเกินจึงไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่คือประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่อันตรายอย่างยิ่ง

“อ้วน” ไม่ได้กระทบแค่ตัวเรา แต่กระทบทั้งประเทศ

ข้อมูลระดับโลกชี้ว่า ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ประชากรโลกกว่าพันล้านคนจะเผชิญปัญหาโรคอ้วน ขณะเดียวกัน คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่า 40% มีน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน ซึ่งเป็นระดับที่น่ากังวลอย่างมาก

ภาวะนี้ไม่ได้กระทบแค่สุขภาพรายบุคคล แต่ยังทำให้ประเทศ สูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล จากทั้งค่าใช้จ่ายการรักษาโดยตรง และผลกระทบทางอ้อม เช่น

  • การขาดงาน

  • การทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

  • การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

การประเมินในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบว่า “ต้นทุนจากโรคอ้วน” ของประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนหลายเปอร์เซ็นต์ของ GDP และมีแนวโน้มจะ พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า หากเราไม่เร่งจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง

พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งปล่อยให้อ้วนทั้งประเทศ ยิ่งเสียทั้งสุขภาพและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติ

ทำไมต้องรีบหาวิธีคุมน้ำหนักที่ “ถูกต้องและปลอดภัย”

เมื่อภาวะโรคอ้วนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว การค้นหา แนวทางควบคุมน้ำหนักที่ได้ผลจริง ปลอดภัย และยั่งยืน จึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย

แนวคิดสำคัญคือ การดูแลน้ำหนักไม่ใช่แค่ “ลดให้เร็ว” แต่คือการจัดการสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนจำนวนมากเคยลดน้ำหนักแล้วย้อนกลับมาอ้วนกว่าเดิม เพราะใช้วิธีหักโหมและไม่เหมาะกับตัวเอง

การคุมน้ำหนักที่ดี ต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์ และปรับวิถีชีวิตทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยา และหัตถการขั้นสูงอย่างเหมาะสมกับแต่ละคน

Weight Management คืออะไร ทำไมหมอถึงเน้นนักหนา

แนวคิด Weight Management คือการดูแลให้น้ำหนักตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคน ไม่ใช่แค่ “ผอมลง” แต่คือการมีองค์ประกอบร่างกายที่ดี และลดความเสี่ยงโรคในระยะยาว

หัวใจของการดูแลน้ำหนักแบบนี้คือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างยั่งยืน ได้แก่

  • ปรับโภชนาการให้เหมาะสม

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • จัดการความเครียด

  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ดี สำหรับบางคน แค่ปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่พอ โดยเฉพาะเมื่อ

  • มีค่า BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน)

  • หรือ BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไปและมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดผิดปกติ

ในกลุ่มนี้ การรักษาด้วยยา โดยเฉพาะยากลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) อาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ เพราะมีบทบาทในการ

  • ยับยั้งความอยากอาหาร

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

  • เสริมแรงจูงใจให้ปรับพฤติกรรมได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การใช้ยาลดน้ำหนักต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และต้องทำควบคู่กับการปรับวิถีชีวิต ไม่เช่นนั้นน้ำหนักก็อาจเด้งกลับได้เช่นเดิม

“ภัยเงียบจากโรคอ้วน” ที่กระทบระบบทางเดินอาหาร

โรคอ้วนไม่ได้หยุดอยู่แค่เบาหวานหรือหัวใจ แต่ยังรบกวน ระบบทางเดินอาหาร โดยตรง และมักมาในรูปแบบของ “ภัยเงียบ” ที่หลายคนไม่รู้ตัว เช่น

  • โรคกรดไหลย้อน (GERD)

  • ไขมันพอกตับแบบไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (NAFLD)

  • นิ่วในถุงน้ำดี

  • มะเร็งบางชนิด

เมื่อการปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่สามารถพาน้ำหนักลงไปในระดับที่ปลอดภัยได้ แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการรักษาที่ลึกขึ้น เช่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG)

วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มี

  • BMI ระหว่าง 30–40

  • หรือ BMI ตั้งแต่ 35 ขึ้นไปพร้อมโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ด้วยวิธีอื่น

จุดเด่นของ ESG คือ

  • ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่

  • ฟื้นตัวเร็ว

  • ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง

  • ลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ยราว 15–20% ภายใน 1–2 ปี

เมื่อผสาน ESG เข้ากับการใช้ยากลุ่ม GLP-1RA ในบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึงเกือบครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัวเดิม ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ระดับแนวหน้าในระดับสากล

สำหรับผู้ที่มี BMI สูงมาก ยังมีทางเลือกด้านการผ่าตัดลดน้ำหนัก เช่น

  • การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy)

  • การผ่าตัดเปลี่ยนโครงสร้างกระเพาะอาหารและลำไส้ (Roux-en-Y Gastric Bypass)

วิธีเหล่านี้ช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่กิน กระตุ้นให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และนำไปสู่การลดน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก่อนรักษาต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงความพร้อมในการเปลี่ยนวิถีชีวิตหลังการผ่าตัด

ลดน้ำหนักให้ยั่งยืน เริ่มที่ “จิตใจและจานอาหาร”

หนึ่งในปัญหาหลักของคนลดน้ำหนักคือ โฟกัสแต่ตัวเลขบนเครื่องชั่ง จนลืมมององค์ประกอบอื่น ๆ ของสุขภาพ เช่น

  • มวลกล้ามเนื้อหายไปมากเกินไป

  • มวลไขมันยังสูง แม้ BMI ดูเหมือนปกติ

การควบคุมน้ำหนักที่ดีจึงต้องเริ่มจาก

  • สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับร่างกายตัวเอง

  • ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเลือกกินที่ดี

  • ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง ไม่หักโหมเกินไป

  • สร้างแรงจูงใจจากภายใน ไม่ใช่แค่ทำเพราะกระแส

แผนการกินที่ได้ผลที่สุด คือแผนที่ออกแบบเฉพาะสำหรับตัวเราเอง โดยคำนึงถึง

  • ไลฟ์สไตล์และตารางชีวิต

  • เป้าหมายด้านสุขภาพ

  • ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น ภาวะฮอร์โมน โรคร่วม

  • พฤติกรรมการกินในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ “เมนูในอุดมคติ”

หัวใจไม่ได้อยู่ที่ “กินให้น้อยที่สุด” แต่คือ “กินให้ถูกและเหมาะสม” เพราะการจำกัดอาหารแบบสุดโต่งมักนำไปสู่

  • ภาวะขาดสารอาหาร

  • การสูญเสียกล้ามเนื้อ

  • น้ำหนักเด้งกลับแบบ Yo-Yo Effect ที่อ้วนกลับง่ายและเร็วกว่าเดิม

แนวทางยอดฮิตอย่าง

  • Intermittent Fasting (IF)

  • Ketogenic Diet (KETO)

  • ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement)

สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ดีสำหรับบางคน หากใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ การมีนักโภชนาการช่วยวางแผน จะเพิ่มโอกาสให้เราลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยและรักษาผลลัพธ์ได้ยาว ๆ

น้ำหนักที่ดี = การลงทุนสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด

การดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ให้ผลลัพธ์แค่รูปร่างที่มั่นใจขึ้น แต่ยังส่งผลต่อ

  • สุขภาพกายระยะยาว

  • สภาพจิตใจและความสุขโดยรวม

  • คุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน

ในมุมหนึ่ง การตัดสินใจลุกขึ้นมาคุมอาหาร ขยับร่างกาย และยอมไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง คือการตั้ง “เป้าหมายสุขภาพ” ให้ตัวเองแบบชัด ๆ

การคุมน้ำหนักอย่างถูกวิธี จึงไม่ใช่แค่โปรเจกต์ลดหุ่นชั่วคราว แต่คือการลงทุนให้ตัวเองมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว

และยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ผลลัพธ์ทั้งต่อร่างกาย ชีวิต และอนาคตของเราก็ยิ่งคุ้มค่าเท่านั้น