สถานการณ์ชายแดนระอุ แต่สัตว์เลี้ยงห้ามถูกลืม
พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดสถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง ส่งผลให้ทั้งประชาชนและ สัตว์เลี้ยงจำนวนมาก ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่แนวชายแดนที่ต้องอพยพและเผชิญความไม่ปลอดภัย
รัฐบาลจึงเร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และดูแลสัตว์เลี้ยงในจุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
พื้นที่เสี่ยง 6 จังหวัด 20 อำเภอ สัตว์เลี้ยงเกือบทุกบ้านได้รับผลกระทบ
การสำรวจพบว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม 6 จังหวัดชายแดน ได้แก่
บุรีรัมย์
อุบลราชธานี
ศรีสะเกษ
สุรินทร์
ตราด
สระแก้ว
รวมแล้วกระจายอยู่ใน 20 อำเภอ 196 ตำบล 1,704 หมู่บ้าน ซึ่งหมายความว่ามีทั้งคนและสัตว์เลี้ยงจำนวนมากที่ต้องเผชิญวิกฤตไปพร้อมกัน
ตัวเลขที่น่าตกใจ: สัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจกว่า 5.5 ล้านตัว
จากข้อมูลสำรวจล่าสุด พบว่าสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนรวม 5,599,993 ตัว ประกอบด้วย
โค: 432,585 ตัว
กระบือ: 90,672 ตัว
สุกร: 122,716 ตัว
แพะและแกะ: 23,959 ตัว
สัตว์ปีกมากกว่า 4.7 ล้านตัว
สุนัข: 148,647 ตัว
แมว: 65,139 ตัว
ขณะนี้มีรายงาน สัตว์ตายหรือสูญหายแล้ว 432 ตัว ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ โดยส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีก รวมถึงโคและกระบือ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่คนที่ต้องอพยพ แต่น้องๆ สัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจ ก็ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเช่นกัน
แผนช่วยเหลือเร่งด่วน: อาหาร ยา และการอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยง
กรมปศุสัตว์ได้เดินหน้าแผนช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน เพื่อประคองชีวิตสัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจในช่วงวิกฤต โดยมีมาตรการหลักๆ ดังนี้
แจกจ่าย หญ้าอาหารสัตว์ แล้ว 11,000 กิโลกรัม
ส่งมอบ อาหารสุนัข–แมว 8,000 กิโลกรัม
สนับสนุน อาหารโค 1,000 กิโลกรัม
จัดหา กรงสำหรับสุนัขและแมว ให้ใช้ในพื้นที่อพยพหรือที่พักชั่วคราว
ส่งต่อ ชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ เช่น แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ และวิตามิน เพื่อป้องกันโรคและเสริมภูมิคุ้มกัน
นอกจากนี้ ยังมีการ อพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว 30 ตัว พร้อมจัดทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสุขภาพสัตว์ ให้คำแนะนำ และช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยหรือเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
หัวใจสำคัญคือ ไม่ปล่อยให้สัตว์ต้องเผชิญสถานการณ์ลำพัง เพราะสุขภาพของสัตว์เลี้ยงคือส่วนหนึ่งของความมั่นคงด้านชีวิตและจิตใจของเจ้าของ
เสบียงเสริมจากทุกภาคส่วน ช่วยประคองสัตว์เลี้ยงให้อยู่รอดระยะยาว
ในระยะต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วันนี้พรุ่งนี้ แต่รวมไปถึงช่วงหลังเหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย กรมปศุสัตว์ได้เตรียมแผนเสบียงอาหารสัตว์อย่างเป็นระบบ
ได้รับการสนับสนุน หญ้าฟ่อนแห้ง จากกรมการสัตว์ทหารบก เพื่อใช้เป็นอาหารสำรองในหลายพื้นที่
มีแผนจัดส่ง อาหารสัตว์เพิ่มเติมอีก 111,000 กิโลกรัม ลงไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารสัตว์
พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์ยังจัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯ ทุกวัน เพื่อติดตามสถานการณ์แบบใกล้ชิด และวางแนวทางสนับสนุนให้รวดเร็วทั้งในช่วงเผชิญเหตุ และช่วงหลังสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
เป้าหมายคือ ทำให้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ถ้าคุณเป็นเกษตรกรหรือมีสัตว์เลี้ยงในพื้นที่เสี่ยง ควรทำอย่างไร?
สำหรับเกษตรกรและผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หากต้องการแจ้งข้อมูล ขอรับการช่วยเหลือ หรือประสานงานเรื่องสัตว์เลี้ยง สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา ผ่านช่องทางราชการดังนี้
สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่
แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมง
หรือสามารถติดต่อด่วนไปยังสำนักงานในแต่ละจังหวัดได้ที่หมายเลขต่อไปนี้
อุบลราชธานี: 064-295-5989
ศรีสะเกษ: 045-612-928
สุรินทร์: 044-511-488
บุรีรัมย์: 044-611-988
สระแก้ว: 037-258-039
จันทบุรี: 039-312-601
ตราด: 081-831-6590
สรุป: ในวิกฤต อย่าลืมว่าชีวิตเล็กๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน
เหตุปะทะชายแดนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคนเดือดร้อน สัตว์เลี้ยงก็เดือดร้อนไปพร้อมกัน ทั้งสัตว์เลี้ยงในบ้าน และสัตว์เศรษฐกิจที่เป็นรายได้หลักของครอบครัวเกษตรกร
การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทั้งด้านอาหาร ยา การอพยพ และการดูแลต่อเนื่องจากทีมสัตวแพทย์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสัตว์ แต่คือการช่วยประคองชีวิตและจิตใจของเจ้าของด้วย
ในฐานะคนรักสัตว์ หากคุณมีเพื่อนหรือญาติที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลืมช่วยส่งต่อข้อมูลช่องทางช่วยเหลือนี้ไปให้พวกเขา เพราะ ทุกสายที่โทรไป อาจช่วยรักษาได้มากกว่าหนึ่งชีวิต – ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงที่เขารัก

