Deepfake บุกจอทีวีการศึกษา
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตแบบก้าวกระโดด และเริ่มเข้ามาอยู่ในทุกมิติของชีวิต ไม่ได้จำกัดแค่ในแวดวงวิจัยหรืออุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่ยังลามมาถึงโลกการเรียนรู้และสื่อการศึกษาอย่างจริงจัง
หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากคือ Deepfake ซึ่งถ้าใช้ให้ถูกทาง จะกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในการสร้างสื่อการเรียนรู้ที่ทั้งทันสมัย ดึงดูด และโต้ตอบได้มากกว่าวิดีโอสอนแบบเดิม ๆ
Deepfake คืออะไร ทำงานยังไงกันแน่?
Deepfake คือเทคโนโลยีลอกเลียนแบบบุคคลโดยใช้ AI ที่อาศัยหลักการของ Deep Learning หรือการเรียนรู้เชิงลึก ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งของการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่เลียนแบบการทำงานของเซลล์สมองมนุษย์
เมื่อป้อนข้อมูลจำนวนมากเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า เสียง ท่าทาง หรือพฤติกรรมของบุคคล ระบบจะค่อย ๆ วิเคราะห์รูปแบบ เรียนรู้จากหลายมุมมอง และสร้าง โมเดลดิจิทัล ที่สามารถจำลองบุคคลนั้นได้อย่างสมจริง
คำว่า Deepfake มาจากการรวมกันของคำว่า “Deep Learning” และ “Fake” หมายถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการดัดแปลงหรือสร้างวิดีโอใหม่ ทำให้บุคคลในภาพหรือวิดีโอดูเหมือนกำลังพูดหรือทำบางอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
จุดเด่นหลักของ Deepfake คือ
เรียนรู้ลักษณะใบหน้าของบุคคลอย่างละเอียด
จำลองเสียง โทน น้ำเสียง และจังหวะการพูดได้ใกล้เคียงของจริง
จับพฤติกรรมและท่าทาง เพื่อนำมาสร้างเป็นตัวตนดิจิทัลที่เคลื่อนไหวได้จริง
ในงานวิจัยบางชิ้นมีการใช้ First Order Motion Model เพื่อสร้างวิดีโอเคลื่อนไหวจากภาพนิ่ง ทำให้สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริงที่ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วมมากขึ้น
จากงานวิจัยสู่สื่อการเรียนรู้แบบใหม่
เมื่อ Deepfake ถูกนำมาอยู่ในบริบทการศึกษา ก็ไม่ได้ใช้เพื่อความบันเทิงหรือสร้างคอนเทนต์ลวงตาเท่านั้น แต่ถูกพัฒนาต่อเพื่อให้กลายเป็น ผู้ช่วยสอนเสมือนจริง หรือ ผู้นำเสนอด้วย AI
ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ เช่น การออกแบบระบบที่อาจารย์สามารถอัปโหลดวิดีโอหรือเนื้อหาที่บันทึกไว้ แล้วให้ระบบสร้าง ผู้นำเสนอ AI ขึ้นมาแทน โดยเมื่อผู้เรียนเข้าสู่ระบบ ผู้นำเสนอ AI จะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนระหว่างบทเรียนได้ในรูปแบบที่ใกล้เคียงการสอนสด
แนวทางนี้ถูกต่อยอดไปสู่การผลิต รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ซึ่งใช้ Deepfake สร้าง Avatar หรือผู้ดำเนินรายการเสมือนจริง มาทำหน้าที่อธิบายเนื้อหาแทนวิทยากรหรือนักแสดงตัวจริง
ภาพที่ 1 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Deep Learning สร้าง Deepfake ผู้ดำเนินรายการในช่วง “รู้ทันไอที” ของรายการ “สุขใจไฮเอจ”
ใช้ D-ID และ HeyGen ปั้น Avatar พูดได้
หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือการผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อบริการวิชาการแก่สังคมอย่างรายการ สุขใจไฮเอจ ช่วง รู้ทันไอที ซึ่งนำเทคโนโลยี Deepfake มาจับคู่กับแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอด้วย AI อย่าง D-ID และ HeyGen
สองแพลตฟอร์มนี้ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าและเสียงขั้นสูง เพื่อสร้าง โมเดลใบหน้าและเสียงเฉพาะบุคคล ทำให้สามารถสร้างบุคคลดิจิทัลที่พูดได้ เคลื่อนไหวได้ และสื่อสารแทนตัวจริงได้อย่างลื่นไหล
คำถามคือ ทำไมต้องใช้ Avatar แทนการถ่ายวิดีโอคนจริง?
เพราะ Avatar AI ให้สิ่งเหล่านี้:
สามารถเลือกใบหน้าสำเร็จรูปหรืออัปโหลดใบหน้าของตัวเองเข้าไป
ป้อนข้อความเป็นตัวอักษรหรือไฟล์เสียง แล้วให้ระบบสร้างวิดีโอคนพูดออกมาโดยอัตโนมัติ
ได้วิดีโอของ “บุคคลดิจิทัล” ที่ขยับปาก สีหน้า ท่าทางให้สอดคล้องกับเสียง คล้ายการบันทึกวิดีโอของคนจริง
ผลลัพธ์คือสื่อการเรียนรู้ที่ดู สนุก น่าติดตาม และทันสมัย ผู้ชมไม่รู้สึกว่ากำลังดูการบรรยายแบบเดิม ๆ อีกต่อไป
ภาพที่ 2 การใช้งานโมเดลใบหน้าและเสียงผ่านแพลตฟอร์ม D-ID และ HeyGen
ทำไมวงการศึกษาเริ่มหันมาใช้ Deepfake?
การนำ Deepfake มาช่วยผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ไม่ได้มีดีแค่ความล้ำสมัย แต่ยังตอบโจทย์ทั้งด้านประสบการณ์ผู้เรียนและการจัดการเบื้องหลังการผลิต
ข้อดีสำคัญ ได้แก่
สื่อการเรียนรู้มีความน่าสนใจมากขึ้น
สามารถจำลองสถานการณ์จริง สร้างฉากหรือสภาพแวดล้อมหลากหลายได้ โดยไม่ต้องใช้ทุนสร้างระดับภาพยนตร์ แต่ผู้เรียนกลับรู้สึกว่าเนื้อหามีชีวิตชีวาลดต้นทุนในการผลิตรายการ
เมื่อใช้ Avatar แทนการจ้างนักแสดงหรือเชิญวิทยากรมาถ่ายทำทุกครั้ง ค่าใช้จ่ายด้านกองถ่าย สตูดิโอ และทีมงานก็ลดลงไปทันทีแก้ง่าย อัปเดตไว ไม่ต้องถ่ายใหม่ทั้งชุด
ถ้าต้องการแก้บางช่วงของเนื้อหา หรืออัปเดตข้อมูลให้ทันสมัย สามารถปรับที่สคริปต์หรือเสียง แล้วให้ AI เรนเดอร์วิดีโอใหม่ได้เลย ไม่ต้องเรียกทีมงานมาถ่ายซ่อมยืดหยุ่นต่อข้อจำกัดของวิทยากร
หากวิทยากรไม่สะดวกเดินทางหรือไม่สามารถเข้ากองถ่ายได้ สามารถใช้โมเดลใบหน้าและเสียงที่สร้างไว้แล้วให้ Avatar นำเสนอแทนได้อย่างแนบเนียน
เส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมกับจริยธรรม
แม้ Deepfake จะมีศักยภาพสูงในแวดวงการศึกษา แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่ ต้องใช้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในประเด็นด้านจริยธรรมและความปลอดภัยทางข้อมูล
ข้อควรระวังหลักของการใช้ Deepfake ได้แก่
ประเด็นเรื่องจริยธรรมและสิทธิส่วนบุคคล
การนำใบหน้าและเสียงของบุคคลมาใช้จำลอง อาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ หากไม่มีการขออนุญาตอย่างชัดเจน หรือไม่ได้อธิบายวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างโปร่งใสความเสี่ยงต่อการถูกใช้ในทางที่ผิด
หากเทคโนโลยีเดียวกันถูกนำไปสร้างข้อมูลเท็จ หลอกลวง หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อบุคคลและสังคมในวงกว้างจำเป็นต้องมีแนวทางการใช้งานที่รับผิดชอบ
องค์กรหรือหน่วยงานที่นำ Deepfake มาใช้ในสื่อการเรียนรู้ควรวางเกณฑ์และมาตรฐานการใช้งานอย่างชัดเจน เช่น การระบุให้ผู้ชมรู้ว่าเป็น Avatar หรือสื่อที่สร้างด้วย AI
ภาพที่ 3 ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี Deepfake สร้างโมเดลใบหน้า-เสียงในรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
Deepfake กับอนาคตของสื่อการเรียนรู้
หากมองในมุมของการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ Deepfake และ Avatar AI คือเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงมาก สามารถออกแบบให้สื่อการเรียนรู้:
ดึงดูดความสนใจผู้เรียนได้นานขึ้น
ปรับรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายต่างวัย
สร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริงให้ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ต้องไม่ลืม สามหลักคิดสำคัญ:
เคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่ถูกนำข้อมูลมาใช้
สื่อสารอย่างโปร่งใส ไม่ใช้ Deepfake ในการปกปิดหรือหลอกลวง
วางแนวทาง กติกา และมาตรการกำกับดูแลการใช้งานอย่างจริงจัง
เมื่อเทคโนโลยีล้ำหน้า จริยธรรมและความรับผิดชอบยิ่งต้องล้ำตามไปด้วย ถ้าใช้ให้ถูกทาง Deepfake อาจไม่ใช่ตัวร้ายของโลกดิจิทัล แต่จะกลายเป็นครูคนใหม่บนจอ ที่ช่วยให้การเรียนรู้สนุกและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

