การนอกใจเป็นหนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดของความสัมพันธ์ เพราะมันไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว แต่เป็นการผสมกันของอารมณ์ ความต้องการ สถานการณ์ และแรงกระตุ้นจากสังคมรอบตัว หลายคนมองว่าการนอกใจคือการตัดสินใจส่วนบุคคลล้วนๆ แต่ผลการวิจัยล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมของคนอื่นอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจนี้มากกว่าที่คิด
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Sexual Behavior โดย Birnbaum และคณะในปี 2022 ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า การรับรู้ว่าการนอกใจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไป อาจทำให้บุคคลมีแนวโน้มที่จะนอกใจมากขึ้น เพราะมันลดความรู้สึกผิดและเปลี่ยนมุมมองต่อความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์
แนวคิดนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า พฤติกรรมอย่างการนอกใจสามารถ “แพร่กระจาย” ผ่านสังคมได้หรือไม่
แนวคิดเรื่องพฤติกรรมที่แพร่กระจายทางสังคม
ในทางจิตวิทยาสังคม มีแนวคิดที่เรียกว่า social contagion หรือการแพร่กระจายทางสังคม ซึ่งหมายถึงการที่พฤติกรรมหรือทัศนคติของคนหนึ่งสามารถส่งต่อไปยังอีกคนผ่านการรับรู้ การเลียนแบบ หรือแรงกดดันทางสังคม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่พฤติกรรมสุขภาพต่างๆ เมื่อคนรอบตัวทำสิ่งหนึ่งบ่อยๆ เรามักเริ่มมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ
การนอกใจก็อาจอยู่ในกลไกเดียวกัน หากคนรู้สึกว่าพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นทั่วไป ก็อาจลดความเข้มงวดทางศีลธรรมของตัวเองลง

การศึกษาแรก การรับรู้ความแพร่หลายของการนอกใจ
การทดลองแรกทำกับนักศึกษาปริญญาตรีจากอิสราเอลที่มีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามมานานประมาณ 4 เดือน ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งให้ดูวิดีโอที่ให้ข้อมูลว่าการนอกใจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ถึง 86% หรือเพียง 11%
หลังจากนั้น นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมเขียนเกี่ยวกับจินตนาการทางเพศกับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ปัจจุบัน
ผลลัพธ์พบว่า การบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับความแพร่หลายของการนอกใจไม่ได้ส่งผลต่อความต้องการทางเพศต่อคู่รักปัจจุบันหรือบุคคลอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
นั่นหมายความว่า เพียงแค่รู้ว่าการนอกใจเกิดขึ้นบ่อย ไม่ได้ทำให้คนอยากนอกใจทันที
แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น
การศึกษาที่สอง เมื่อเรื่องเล่ามีผลต่อการตัดสินใจ
การทดลองที่สองใช้คู่รักที่คบกันมานานประมาณ 12 เดือน ผู้เข้าร่วมได้อ่านคำสารภาพเกี่ยวกับการนอกใจ เช่น การตกหลุมรักเพื่อนร่วมงานทั้งที่มีแฟนอยู่แล้ว
หลังจากนั้น พวกเขาถูกขอให้ประเมินภาพของบุคคลอื่นว่า สามารถเป็นคู่รักเชิงโรแมนติกได้หรือไม่
ผลที่ได้คือ ผู้เข้าร่วมมีแนวโน้มตอบว่า “ใช่” มากขึ้นหลังจากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการนอกใจ
สิ่งนี้บ่งชี้ว่า การเปิดรับเรื่องราวการนอกใจไม่ได้ทำให้คนอยากนอกใจทันที แต่ทำให้มุมมองต่อความสัมพันธ์เปิดกว้างขึ้น และลดข้อจำกัดภายในใจ
การนอกใจและความไม่ซื่อสัตย์ในรูปแบบอื่น
งานวิจัยยังเชื่อมโยงการนอกใจกับพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์รูปแบบอื่น เช่น การลอกงาน การโกง หรือการจ้างคนอื่นทำงานแทน
เมื่อคนเห็นว่าการโกงในรูปแบบหนึ่งเป็นเรื่องปกติ ก็อาจยอมรับพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ในรูปแบบอื่นได้ง่ายขึ้น
นี่แสดงให้เห็นว่า ความซื่อสัตย์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะด้าน แต่เป็นทัศนคติที่เชื่อมโยงกัน

กลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้การนอกใจดูปกติขึ้น
หนึ่งในเหตุผลที่การรับรู้เรื่องการนอกใจส่งผลต่อพฤติกรรม คือการลด cognitive dissonance หรือความไม่สอดคล้องทางความคิด
เมื่อคนเชื่อว่าการนอกใจผิด แต่เห็นว่าคนอื่นทำและดูเหมือนไม่มีผลร้ายแรง ความเชื่อนั้นอาจเปลี่ยน
อีกกลไกคือ moral disengagement หรือการลดการตัดสินทางศีลธรรม เช่น การคิดว่า
ทุกคนก็ทำ
มันไม่ใช่เรื่องใหญ่
ฉันมีเหตุผลของฉัน
สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความรู้สึกผิด
สื่อและวัฒนธรรมกับภาพลักษณ์ของการนอกใจ
สื่อบันเทิงมักนำเสนอการนอกใจในรูปแบบโรแมนติก ดราม่า หรือแม้แต่เป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อผู้คนเห็นเรื่องเหล่านี้ซ้ำๆ การรับรู้ต่อพฤติกรรมก็เปลี่ยน
การนอกใจอาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่การละเมิดร้ายแรง
ความแตกต่างระหว่างการรับรู้กับการกระทำจริง
แม้ว่าการรับรู้ว่าการนอกใจเกิดขึ้นบ่อยจะมีผลต่อทัศนคติ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะนอกใจ
การกระทำจริงยังขึ้นกับ
คุณค่าทางศีลธรรม
ความพึงพอใจในความสัมพันธ์
โอกาส
บุคลิกภาพ
ประสบการณ์ในอดีต
งานวิจัยนี้ชี้ว่าการรับรู้เป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง

การป้องกันผลกระทบจาก social contagion
การตระหนักว่าพฤติกรรมสังคมมีผลต่อเรา เป็นก้าวแรกในการป้องกัน
การสื่อสารที่เปิดเผยกับคู่รัก
การสร้างขอบเขตชัดเจน
การตระหนักถึงคุณค่าของความสัมพันธ์
การหลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยง
ช่วยลดโอกาสเกิดการนอกใจงานวิจัยจาก Archives of Sexual Behavior ชี้ว่า การรับรู้ว่าการนอกใจเป็นเรื่องแพร่หลาย อาจทำให้คนมองพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องปกติมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการนอกใจ
แม้ไม่ได้ทำให้เกิดพฤติกรรมทันที แต่สามารถเปลี่ยนทัศนคติ ลดความรู้สึกผิด และเปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน
อย่างไรก็ตาม การนอกใจยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งคุณค่าทางศีลธรรม ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ และสถานการณ์ชีวิต
สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่าพฤติกรรมของคนรอบตัวสามารถมีอิทธิพลต่อเราได้ และการรักษาความสัมพันธ์ต้องอาศัยความตั้งใจ การสื่อสาร และความซื่อสัตย์
ท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงไม่ได้เกิดจากการหลีกเลี่ยงสิ่งล่อใจเท่านั้น แต่เกิดจากการเลือกซื่อสัตย์ต่อกันทุกวัน ❤️

