AI + อุปกรณ์สวมใส่ = ประสบการณ์ใหม่ที่โคตรใกล้อนาคต
เทคโนโลยี AI ทุกวันนี้ไม่ได้อยู่แค่ในมือถือหรือคอมอีกต่อไป แต่กำลังถูกย้ายมาอยู่ บนตัวเรา ผ่านอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่ผสานทั้ง Robotics, VR และระบบตรวจจับอัตโนมัติแบบเรียลไทม์
ในโปรเจกต์จากห้อง Human-Computer Interface มีการระดมสมองจนได้ไอเดียที่เอา AI มาช่วยชีวิตคนจริง ๆ ไม่ใช่แค่คอนเซ็ปต์สวยหรูบนสไลด์ แต่เป็นอะไรที่ถ้าทำสำเร็จจะเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของเราไปแบบคนละเรื่อง
ด้านล่างนี้คือ 2 ตัวอย่างโครงงานที่น่าสนใจ ทั้งสายการนำทางด้วย VR + หุ่นยนต์ และสายดูแลผู้สูงอายุแบบครบมิติด้วย CareBot
โปรเจกต์ที่ 1: ระบบนำทางอัจฉริยะผ่าน VR และหุ่นยนต์
วันที่เริ่มระดมสมอง ทีมงานหยิบเอาไอเดียการผสาน Robotics + AI + VR เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนำทางยุคใหม่ที่ไม่ได้มีแค่แผนที่ในโทรศัพท์ แต่ให้เรารู้สึกเหมือนตัวเอง “ไปอยู่ในสถานที่นั้นจริง ๆ” ผ่านอุปกรณ์สวมใส่
คอนเซ็ปต์หลักของระบบนี้คืออะไร?
ใช้แว่น VR หรืออุปกรณ์สวมใส่ด้านภาพ ให้ผู้ใช้มองเห็นสภาพแวดล้อมจริงแบบเรียลไทม์
หุ่นยนต์จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ใช้ในโลกจริง คอยเคลื่อนที่สำรวจพื้นที่แทน
ผู้ใช้ควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล ผ่านการมองและสั่งงานใน VR เหมือนบังคับร่างแยกของตัวเอง
ภาพในหัวคือ คุณนั่งอยู่ที่บ้าน แต่สามารถเดินสำรวจ ห้าง สนามบิน หรือโรงพยาบาล แบบเสมือนจริงได้ทันทีผ่านอุปกรณ์สวมใส่บนศีรษะ โดยมีหุ่นยนต์เป็นตาและเท้าของคุณในสถานที่จริง
ทำไมระบบนำทางแบบนี้ถึงน่าสนใจ
ถ้าพัฒนาเต็มตัว ระบบนี้สามารถช่วยได้หลายสถานการณ์มาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ซับซ้อนหรือไม่คุ้นเคย เช่น
ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่แผนที่ธรรมดาพาเราหลงมากกว่าช่วย
สนามบินที่มีหลายเทอร์มินัล หลายชั้น และต้องแข่งกับเวลาเช็คอิน
โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่คนไข้และญาติมักเดินวนไปมาเพราะหาห้องไม่เจอ
แทนที่จะต้องถามทางซ้ำ ๆ แค่ใส่ VR แล้วปล่อยให้หุ่นยนต์นำหน้า เราก็เดินตามเส้นทางที่เห็นในโลกเสมือนที่ซิงก์กับโลกจริงได้เลย
จุดเด่นสำคัญคือ
ประสบการณ์การนำทางที่เข้าใจง่ายกว่าการดูแผนที่ 2 มิติ
ระบบสามารถต่อยอดใช้ AI วิเคราะห์เส้นทางที่ดีที่สุดแบบอัตโนมัติ
เปิดโอกาสให้ใช้ในสถานการณ์อื่น เช่น การสำรวจพื้นที่เสี่ยง อุตสาหกรรม หรือพื้นที่หวงห้ามที่มนุษย์เข้าไปยาก
นี่คือก้าวแรกของแนวคิด “เดินสำรวจโลกจริงผ่านอุปกรณ์สวมใส่ โดยตัวเราไม่ต้องขยับไปไหนเลย”

โปรเจกต์ที่ 2: CareBot ผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ
อีกหนึ่งโครงงานที่โดดเด่นคือ CareBot แนวคิดคือการใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน โดยมี AI และระบบโต้ตอบเสมือนจริงเป็นหัวใจสำคัญ
จุดเริ่มต้นมาจากปัญหาจริง
จากข้อมูลด้านสถิติและสาธารณสุขพบภาพที่น่าห่วงเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น
มีมากกว่าล้านครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ลำพัง
โอกาสหกล้มของผู้สูงอายุสูงถึงระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยเฉพาะช่วงอายุเกิน 80 ปี ความเสี่ยงยิ่งพุ่งสูง
การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ทำให้เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อม
มีเพียงส่วนน้อยของผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
พูดง่าย ๆ คือ ผู้สูงอายุจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตแบบโดดเดี่ยว เสี่ยงล้ม เสี่ยงซึมเศร้า และขาดกิจกรรมที่ดีต่อร่างกาย แต่คนรอบตัวอาจไม่สามารถดูแลได้ตลอดเวลา
CareBot จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตัวช่วยที่อยู่กับผู้สูงอายุ “ตลอดเวลา” ผ่านเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่เครื่องวัดชีพจร แต่เป็นระบบดูแลแบบครบวงจร
CareBot คิดมาเพื่อช่วยอะไรบ้าง
แนวคิดของระบบนี้ตั้งใจให้ CareBot ทำหน้าที่คล้ายผู้ช่วยประจำตัวผู้สูงอายุ โดยผสานทั้ง AI และเทคโนโลยีโต้ตอบเสมือนจริงเข้าไปในชีวิตประจำวัน เช่น
ใช้เซ็นเซอร์และ AI ตรวจจับเหตุการณ์เสี่ยง เช่น การหกล้ม หรือความผิดปกติในการเคลื่อนไหว
ช่วยเตือนการทานยา การพักผ่อน และกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ
เชื่อมต่อกับครอบครัวหรือผู้ดูแล เมื่อเกิดเหตุจำเป็นหรือมีสัญญาณอันตราย
อาจผสานกับระบบเสมือนจริงหรืออินเทอร์เฟซแบบโต้ตอบ เพื่อคลายความเหงาและเพิ่มปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
หัวใจสำคัญคือ การใช้เทคโนโลยีไม่ใช่เพื่อแทนที่มนุษย์ แต่เพื่อเติมเต็มช่องว่างช่วงที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ กลายเป็นเพื่อนคู่คิดและผู้ช่วยเฝ้าดูแลที่ไม่หลับไม่พัก
บทสรุป: Wearable + AI ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นไฮเทค
ทั้งระบบนำทางผ่าน VR + หุ่นยนต์ และโปรเจกต์ CareBot ล้วนสะท้อนภาพเดียวกันคือ AI กับอุปกรณ์สวมใส่กำลังเปลี่ยนจากของเล่นล้ำ ๆ ไปเป็นเครื่องมือช่วยคนจริง ๆ
ฝั่งหนึ่งช่วยให้เราสำรวจโลกที่ไม่คุ้นเคยได้ง่ายขึ้น
อีกฝั่งหนึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตปลอดภัย มีคุณภาพ และไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป
เมื่อเทคโนโลยี Human-Computer Interface พัฒนาไปเรื่อย ๆ เราอาจไม่ได้แค่ “ใช้” อุปกรณ์อีกต่อไป แต่จะค่อย ๆ รู้สึกว่า เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและชีวิตประจำวัน โดยแท้จริง

