รับแอปรับแอป

เมื่อ AI ใส่ได้บนตัวเรา: 2 ไอเดียสุดล้ำจากห้องแลปที่อยากให้มีขายจริง

ภาคภูมิ ศรีสุข01-30

AI + อุปกรณ์สวมใส่ = ประสบการณ์ใหม่ที่โคตรใกล้อนาคต

เทคโนโลยี AI ทุกวันนี้ไม่ได้อยู่แค่ในมือถือหรือคอมอีกต่อไป แต่กำลังถูกย้ายมาอยู่ บนตัวเรา ผ่านอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่ผสานทั้ง Robotics, VR และระบบตรวจจับอัตโนมัติแบบเรียลไทม์

ในโปรเจกต์จากห้อง Human-Computer Interface มีการระดมสมองจนได้ไอเดียที่เอา AI มาช่วยชีวิตคนจริง ๆ ไม่ใช่แค่คอนเซ็ปต์สวยหรูบนสไลด์ แต่เป็นอะไรที่ถ้าทำสำเร็จจะเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของเราไปแบบคนละเรื่อง

ด้านล่างนี้คือ 2 ตัวอย่างโครงงานที่น่าสนใจ ทั้งสายการนำทางด้วย VR + หุ่นยนต์ และสายดูแลผู้สูงอายุแบบครบมิติด้วย CareBot

โปรเจกต์ที่ 1: ระบบนำทางอัจฉริยะผ่าน VR และหุ่นยนต์

วันที่เริ่มระดมสมอง ทีมงานหยิบเอาไอเดียการผสาน Robotics + AI + VR เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนำทางยุคใหม่ที่ไม่ได้มีแค่แผนที่ในโทรศัพท์ แต่ให้เรารู้สึกเหมือนตัวเอง “ไปอยู่ในสถานที่นั้นจริง ๆ” ผ่านอุปกรณ์สวมใส่

คอนเซ็ปต์หลักของระบบนี้คืออะไร?

  • ใช้แว่น VR หรืออุปกรณ์สวมใส่ด้านภาพ ให้ผู้ใช้มองเห็นสภาพแวดล้อมจริงแบบเรียลไทม์

  • หุ่นยนต์จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ใช้ในโลกจริง คอยเคลื่อนที่สำรวจพื้นที่แทน

  • ผู้ใช้ควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล ผ่านการมองและสั่งงานใน VR เหมือนบังคับร่างแยกของตัวเอง

ภาพในหัวคือ คุณนั่งอยู่ที่บ้าน แต่สามารถเดินสำรวจ ห้าง สนามบิน หรือโรงพยาบาล แบบเสมือนจริงได้ทันทีผ่านอุปกรณ์สวมใส่บนศีรษะ โดยมีหุ่นยนต์เป็นตาและเท้าของคุณในสถานที่จริง

ทำไมระบบนำทางแบบนี้ถึงน่าสนใจ

ถ้าพัฒนาเต็มตัว ระบบนี้สามารถช่วยได้หลายสถานการณ์มาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ซับซ้อนหรือไม่คุ้นเคย เช่น

  • ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่แผนที่ธรรมดาพาเราหลงมากกว่าช่วย

  • สนามบินที่มีหลายเทอร์มินัล หลายชั้น และต้องแข่งกับเวลาเช็คอิน

  • โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่คนไข้และญาติมักเดินวนไปมาเพราะหาห้องไม่เจอ

แทนที่จะต้องถามทางซ้ำ ๆ แค่ใส่ VR แล้วปล่อยให้หุ่นยนต์นำหน้า เราก็เดินตามเส้นทางที่เห็นในโลกเสมือนที่ซิงก์กับโลกจริงได้เลย

จุดเด่นสำคัญคือ

  • ประสบการณ์การนำทางที่เข้าใจง่ายกว่าการดูแผนที่ 2 มิติ

  • ระบบสามารถต่อยอดใช้ AI วิเคราะห์เส้นทางที่ดีที่สุดแบบอัตโนมัติ

  • เปิดโอกาสให้ใช้ในสถานการณ์อื่น เช่น การสำรวจพื้นที่เสี่ยง อุตสาหกรรม หรือพื้นที่หวงห้ามที่มนุษย์เข้าไปยาก

นี่คือก้าวแรกของแนวคิด “เดินสำรวจโลกจริงผ่านอุปกรณ์สวมใส่ โดยตัวเราไม่ต้องขยับไปไหนเลย”

โปรเจกต์ที่ 2: CareBot ผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ

อีกหนึ่งโครงงานที่โดดเด่นคือ CareBot แนวคิดคือการใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน โดยมี AI และระบบโต้ตอบเสมือนจริงเป็นหัวใจสำคัญ

จุดเริ่มต้นมาจากปัญหาจริง

จากข้อมูลด้านสถิติและสาธารณสุขพบภาพที่น่าห่วงเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น

  • มีมากกว่าล้านครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ลำพัง

  • โอกาสหกล้มของผู้สูงอายุสูงถึงระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยเฉพาะช่วงอายุเกิน 80 ปี ความเสี่ยงยิ่งพุ่งสูง

  • การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ทำให้เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อม

  • มีเพียงส่วนน้อยของผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

พูดง่าย ๆ คือ ผู้สูงอายุจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตแบบโดดเดี่ยว เสี่ยงล้ม เสี่ยงซึมเศร้า และขาดกิจกรรมที่ดีต่อร่างกาย แต่คนรอบตัวอาจไม่สามารถดูแลได้ตลอดเวลา

CareBot จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตัวช่วยที่อยู่กับผู้สูงอายุ “ตลอดเวลา” ผ่านเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่เครื่องวัดชีพจร แต่เป็นระบบดูแลแบบครบวงจร

CareBot คิดมาเพื่อช่วยอะไรบ้าง

แนวคิดของระบบนี้ตั้งใจให้ CareBot ทำหน้าที่คล้ายผู้ช่วยประจำตัวผู้สูงอายุ โดยผสานทั้ง AI และเทคโนโลยีโต้ตอบเสมือนจริงเข้าไปในชีวิตประจำวัน เช่น

  • ใช้เซ็นเซอร์และ AI ตรวจจับเหตุการณ์เสี่ยง เช่น การหกล้ม หรือความผิดปกติในการเคลื่อนไหว

  • ช่วยเตือนการทานยา การพักผ่อน และกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ

  • เชื่อมต่อกับครอบครัวหรือผู้ดูแล เมื่อเกิดเหตุจำเป็นหรือมีสัญญาณอันตราย

  • อาจผสานกับระบบเสมือนจริงหรืออินเทอร์เฟซแบบโต้ตอบ เพื่อคลายความเหงาและเพิ่มปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

หัวใจสำคัญคือ การใช้เทคโนโลยีไม่ใช่เพื่อแทนที่มนุษย์ แต่เพื่อเติมเต็มช่องว่างช่วงที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ กลายเป็นเพื่อนคู่คิดและผู้ช่วยเฝ้าดูแลที่ไม่หลับไม่พัก

บทสรุป: Wearable + AI ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นไฮเทค

ทั้งระบบนำทางผ่าน VR + หุ่นยนต์ และโปรเจกต์ CareBot ล้วนสะท้อนภาพเดียวกันคือ AI กับอุปกรณ์สวมใส่กำลังเปลี่ยนจากของเล่นล้ำ ๆ ไปเป็นเครื่องมือช่วยคนจริง ๆ

  • ฝั่งหนึ่งช่วยให้เราสำรวจโลกที่ไม่คุ้นเคยได้ง่ายขึ้น

  • อีกฝั่งหนึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตปลอดภัย มีคุณภาพ และไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป

เมื่อเทคโนโลยี Human-Computer Interface พัฒนาไปเรื่อย ๆ เราอาจไม่ได้แค่ “ใช้” อุปกรณ์อีกต่อไป แต่จะค่อย ๆ รู้สึกว่า เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและชีวิตประจำวัน โดยแท้จริง