รับแอปรับแอป

สถาปนิกชุมชนทำอะไร กินอะไรอยู่ และโตได้ไกลแค่ไหน? เล่าตรงๆจากคนทำงาน 8 ปี

ก้องภพ แสนดี01-31

เปิดไมค์: ชีวิตจริงของสถาปนิกชุมชน

สวัสดีค่ะ ตอนนี้อยากชวนทุกคนมาลองมองวิชาชีพสถาปนิกในมุมที่ต่างออกไปหน่อย ไม่ใช่สายออกแบบตึกหรู ฟาซาดอลังการ แต่เป็นสายลงพื้นที่ ลุยชุมชน คุยกับชาวบ้าน ฟังปัญหา แล้วค่อยค่อยออกแบบการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง

จากประสบการณ์ทำงานสถาปนิกชุมชนเกือบ 8 ปี จะลองเล่าแบบตรงไปตรงมา ว่าอาชีพนี้ต้องเรียนจบอะไร ทำงานยังไง หาเงินจากไหน รวยได้ไหม และสุดท้ายมันต่อยอดชีวิตเราไปทางไหนได้บ้าง

01 สถาปนิกชุมชนต้องจบสถาปัตย์เท่านั้นไหม?

ขึ้นชื่อว่า “สถาปนิก” ก็หนีไม่พ้นการจบจากคณะสถาปัตย์ แต่ไม่จำเป็นต้องเฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นพิเศษ

ในทีมที่เคยร่วมงาน มีทั้งคนที่จบ

  • สถาปัตยกรรมหลัก

  • สถาปัตย์ตกแต่งภายใน

  • ผังเมือง

  • ภูมิสถาปัตยกรรม

  • ครุสถาปัตย์

เพราะเวลาออกไปทำงานจริง งานสถาปนิกชุมชนไม่แบ่งตายตัวว่าคนนี้ออกแบบ คนนี้เขียนแบบ คนนี้ทำเอกสาร หลายครั้งคนคนเดียวต้องทำทุกอย่างตั้งแต่

  • ลงพื้นที่คุยกับชุมชน

  • ขุดดิน แบกของ อยู่ในชุมชน 2–3 วัน

  • กลับมาออกแบบ วางผัง ทำเอกสารโครงการ

ท้ายที่สุดแล้ว “สาขาที่จบ” ไม่ได้สำคัญเท่ากับ “ทักษะการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับคนอื่น” เพราะเราไม่ได้ทำงานกับแบบและตึกอย่างเดียว แต่ทำงานกับผู้คนและสังคมไปพร้อมกัน

02 สถาปนิกชุมชนออกแบบอะไรแน่ๆ กันแน่?

หน้าที่ของสถาปนิกชุมชนไม่ได้ไกลจากสถาปนิกทั่วไปมากนัก แต่โฟกัสของงานจะเปลี่ยนจาก “เจ้าของคนเดียว” มาเป็น “ประโยชน์ส่วนรวม” มากขึ้น

สิ่งที่มักได้ออกแบบ เช่น

  • ที่อยู่อาศัยงบไม่สูงสำหรับคนรายได้น้อย

  • พื้นที่เล็กๆ ในชุมชนที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

  • งานออกแบบเพื่อสุขภาพ การใช้ชีวิต หรือการสร้างตัวตนให้ชุมชนเป็นที่รู้จัก

  • งานปรับปรุงพื้นที่ให้สะอาด น่าอยู่ หรือมีรายได้เสริม

จากประสบการณ์ตรง สถาปนิกชุมชนเหมือนเป็น “คนกลาง” ที่เข้าไปช่วยชุมชนมองเห็นปัญหาและศักยภาพของตัวเอง เราไม่ได้เข้าไปชี้นำว่าต้องทำอะไร แต่เข้าไปช่วยเขาคิด ช่วยจับประเด็น และช่วยทำให้สิ่งที่เขาอยากเห็น กลายเป็นรูปธรรมจริงๆ

เพราะฉะนั้น งานออกแบบไม่ได้เริ่มจากความอยากของสถาปนิก แต่มาจาก

  • การฟังอย่างลึกซึ้ง

  • การวิเคราะห์ข้อมูลจากชาวบ้าน

  • การหาวิธีทำให้ไอเดียของชุมชนเกิดขึ้นจริง

ตัวอย่างงานที่เคยทำมีตั้งแต่เล็กจนใหญ่ เช่น

  • ทำโปสเตอร์และกราฟิก

  • ทำแผนที่ชุมชน

  • ออกแบบกิจกรรมและกระบวนการมีส่วนร่วม

  • ออกแบบแปลงผัก พื้นที่ศิลปะ พื้นที่สาธารณะเล็กๆ

  • ปรับปรุงบ้านในงบไม่สูง

  • ไปจนถึงงานระดับผังเมืองพื้นที่ใหญ่

หัวใจคือ “ออกแบบเพื่อชุมชน ไม่ใช่เพื่อทุนหรือเจ้าของรายเดียว” แม้งานจะเล็กแค่ไหน แต่เป้าหมายคือสร้างโอกาสและการเปลี่ยนแปลงให้คนส่วนใหญ่

03 แล้วงานมาจากไหน? สถาปนิกชุมชนหากินอย่างไร

ความท้าทายข้อใหญ่ของสายนี้คือ งานไม่ได้เดินมาหาเราเองเหมือนการรับออกแบบบ้านหรืออาคารทั่วไป ส่วนใหญ่ต้องผูกกับ

  • หน่วยงานรัฐ

  • องค์กรท้องถิ่น

  • องค์กรเอกชนที่อยากทำงานกับชุมชนแบบมีส่วนร่วม

รูปแบบที่เจอบ่อยคือ

  • ต้องเขียนข้อเสนอโครงการ (Proposal)

  • เสนอต่อหน่วยงานที่มีงบสนับสนุน

  • ทำให้หัวข้อโครงการสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของผู้ให้ทุน

และอย่าคาดหวังว่าเงินทุนจะมาแบบล้นมือ ส่วนใหญ่โครงการจะมีกรอบเวลา 1–2 ปี ไม่ใช่โปรเจคยาวหลายสิบปี

บางโครงการถ้าทำได้ดี เห็นผลชัด สามารถต่อยอดได้ ก็มีโอกาสขยายต่อเรื่อยๆ กลายเป็น

  • ธุรกิจเพื่อสังคม

  • องค์กรที่ยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องขอทุนตลอดไป

แต่การจะไปถึงจุดนั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป พร้อมความอดทนและการทุ่มเทที่ค่อนข้างมาก

04 สถาปนิกชุมชน “รวย” ได้ไหม?

พูดกันตรงๆ ถ้าเป้าหมายชีวิตคืออยากรวยเร็ว วิชาชีพนี้อาจไม่ใช่คำตอบหลัก

โอกาสที่จะมีฐานะดีจากอาชีพนี้มี แต่ส่วนใหญ่จะเกิดในกรณีที่

  • คุณตั้งบริษัทเอง

  • ได้งานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง

  • มีชื่อเสียงและผลงานเป็นที่ยอมรับมาก่อน

ช่วง 1–3 ปีแรกของการเริ่มทำบริษัทหรือเริ่มจริงจังกับสายนี้ อย่าพึ่งหวังกำไรมากนัก

  • บางทีอาจแค่เท่าทุน

  • หรือถึงขั้นขาดทุน

อาชีพนี้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และความรักในงานมากกว่าตัวเลขในบัญชี ถ้าหวังรวยจากการเป็นสถาปนิกชุมชนเพียงสายเดียว อาจเหนื่อยหน่อย

ทางออกของหลายคนคือทำแบบ “สองขา”

  • มีองค์กรไม่แสวงหากำไร ทำงานชุมชน

  • และมีงานเชิงธุรกิจหรือบริษัทที่แสวงหากำไรควบคู่กัน

05 คนแบบไหนที่เหมาะกับการเป็นสถาปนิกชุมชน?

จากมุมมองของคนที่อยู่ในสายนี้มาหลายปี คนที่ทำอาชีพนี้ได้ดีมักมีลักษณะร่วมบางอย่าง

คุณสมบัติที่สำคัญ เช่น

  • มีใจรักในวิชาชีพนี้จริงๆ

  • ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบงาน

  • มีความเสียสละสูง

  • มองโลกในแง่ดี แต่ไม่โลกสวยเกินจริง

  • มองปัญหาอย่างเป็นกลาง ไม่สร้างความขัดแย้ง

  • เข้ากับคนได้ทุกเพศทุกวัย

  • ไม่กลัวความยากลำบาก พร้อมลงไปคลุกกับชุมชนทุกแบบ ตั้งแต่เมืองเก่าถึงชุมชนสลัม

ที่สำคัญมากคือ ต้องวางตัวให้

  • ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง

  • ไม่ผูกตัวเองกับการเมืองในพื้นที่

เราเข้าไปเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เข้าไปเป็นตัวละครในการแบ่งฝ่าย

อีกคุณสมบัติที่เห็นชัดในคนที่ทำได้นาน คือเป็นคนมี “ไฟ” และ “แรงบันดาลใจ” อยู่เสมอ

  • ชอบลองทำหลายอย่าง

  • บางอย่างสำเร็จ บางอย่างไม่สำเร็จ แต่ไม่หยุด

  • พร้อมลุกขึ้นมาลองใหม่และทำต่อไปเรื่อยๆ

คนแบบนี้จะมีพลังพอที่จะทำงานใหญ่ๆในระยะยาว

06 จากสถาปนิกชุมชน ต่อยอดไปสู่อาชีพอะไรได้บ้าง?

ประสบการณ์สายนี้ไม่ได้จำกัดชีวิตคุณให้เป็น “สถาปนิกชุมชน” ตลอดไป ตรงกันข้าม มันเป็นฐานที่ต่อยอดไปได้หลายทางมาก

คนรอบตัวที่เคยร่วมงานกัน หลายคนต่อยอดไปทำ

  • ธุรกิจเพื่อสังคมในบ้านเกิดตัวเอง

  • งานพัฒนาชุมชนในต่างจังหวัด

  • โครงการร่วมกับชุมชนที่ผูกกับท้องถิ่นที่ตัวเองรัก

การที่เราได้ลงไปอยู่กับชุมชน เห็นเขาร่วมมือกันเปลี่ยนพื้นที่ของตัวเองตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่สำเร็จ มันทำให้

  • เราเริ่มเห็นคุณค่าบ้านเกิดของตัวเองมากขึ้น

  • เริ่มรู้สึกอยากกลับไปพัฒนาเมือง/จังหวัดของเราเอง

หลายคนที่เคยทำงานสายนี้จึงเลือกกลับต่างจังหวัด ใช้ประสบการณ์ที่ได้จากหลายพื้นที่ไปต่อยอดให้บ้านเกิด ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่

และการต่อยอดไม่ได้จำกัดแค่งานสถาปัตยกรรมอย่างเดียว บางคนที่เคยเห็นก็ไปไกลถึงการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับว่า

  • ระหว่างทางเราเจออะไร

  • เราเห็นอะไรชัดขึ้นในตัวเอง

  • เราชอบอะไรจริงๆ

  • และอยากเดินต่อไปทางไหน

07 เส้นทางเติบโตของสถาปนิกชุมชน

ยอมรับตามตรงว่า “เติบโตช้า” เมื่อเทียบกับสายอื่น

ถ้าตั้งเป้าไว้ในใจว่า 2–3 ปีต้องรวย ต้องดัง ชื่อนำหน้าข่าว อาจต้องคิดใหม่ เพราะงานชุมชนแต่ละโปรเจคใช้เวลาอย่างน้อยปีหนึ่งขึ้นไป กว่าผลลัพธ์จะชัดจนสังคมหรือหน่วยงานเริ่มหันมามอง

ความท้าทายอีกอย่างคือ ภาพลักษณ์ของอาชีพนี้ในสายตาคนส่วนใหญ่ยังไม่ชัด หลายคนมองว่าใกล้เคียงงานสังคมสงเคราะห์ ทำงานกับคนจนหรือชุมชนสลัมเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วเราทำงานกับคนหลากหลายมาก เช่น

  • ชุมชนเมืองเก่า ย่านวัฒนธรรม

  • โรงเรียน ศาสนสถาน

  • กลุ่มผู้สูงอายุ และอีกหลายภาคส่วน

สถาปนิกชุมชนไม่ใช่ศิลปินเดี่ยว จะทำงานลุยคนเดียวตลอดทางแทบเป็นไปไม่ได้ ทุกงานสำเร็จได้เพราะการร่วมมือของคนหลายฝ่าย เมื่อโปรเจคหนึ่งออกดอกออกผล ชื่อที่โดดเด่นที่สุดควรเป็นชุมชน ไม่ใช่ชื่อสถาปนิก

หน้าที่ของเราคือเป็นแรงผลักอยู่เบื้องหลัง ให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ และลุกขึ้นมาดูแลรักษาเองต่อไปได้ในระยะยาว

การเติบโตในสายนี้จึงมาจาก

  • การสะสมประสบการณ์และผลงานอย่างเงียบๆ

  • การสร้างความน่าเชื่อถือจากการทำงานจริง

  • ความไว้วางใจจากชุมชนและหน่วยงานที่ร่วมงานกัน

ไม่ใช่จากการพูดถึงตัวเองว่าเก่งแค่ไหน แต่ให้งานและผลลัพธ์เป็นคนเล่าเรื่องแทน

08 ทักษะจำเป็น ถ้าอยากเอาดีในสายสถาปนิกชุมชน

ทักษะหลักที่ขาดไม่ได้เลยคือ ฟัง–พูด–เขียน และต้องทำงานประสานกันดีมาก

ทักษะการฟัง

  • ฟังอย่างเป็นกลาง ไม่ใส่ความคิดตัวเองนำ

  • จับประเด็นให้ถูก ว่าแท้จริงแล้วชุมชนต้องการอะไร กังวลอะไร

  • ถ้าจับประเด็นผิด งานทั้งโปรเจคอาจเบี้ยวได้ ทั้งในแง่ความสัมพันธ์และผลลัพธ์

ทักษะการพูด

  • อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย

  • แปลงภาษาวิชาชีพให้เป็นภาษาชาวบ้าน

  • หลีกเลี่ยงการพูดไทยคำอังกฤษคำจนคนรู้สึกห่างเหิน

การใช้ภาษาง่ายจะทำให้ชุมชนรู้สึกว่าเราเป็น “พวกเดียวกัน” ไม่ใช่คนเหนือกว่า นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้การทำงานราบรื่นขึ้นมาก

ทักษะด้านบุคลิกภาพและการวางตัว

  • เป็นกันเอง เรียบง่าย ไม่ทำตัวเป็นคุณหนู

  • ไม่กลัวลำบาก ลงพื้นที่ได้ ไม่เก๊ก

  • วางตัวให้เป็นกลาง ไม่ไปยืนข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง

ผู้เขียนเองก็เคยพลาดมาแล้ว จากคนที่เคยหัวร้อนง่าย ยึดแผนงานตัวเองเป็นหลัก ต้องเอาผลลัพธ์ชัดๆทุกครั้ง จนค่อยๆเรียนรู้ว่าบางทีเราต้องปล่อยวางบ้าง

ไม่ใช่ทุกงานต้องสำเร็จ 100% แต่ทุกงานควรทำให้เราเรียนรู้และเติบโต

ทักษะการวางแผนและบริหารจัดการ

งานสถาปนิกชุมชนต้องคิดเป็นขั้นตอนชัดเจน

  • ชุมชนต้องมีบทบาทอะไรในแต่ละช่วง

  • เราจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ยังไง

  • ใช้เวลาเท่าไหร่ งบประมาณแค่ไหนถึงสมเหตุสมผล

งานออกแบบชุมชนไม่ได้เน้นความหรูหรา แต่มุ่งที่

  • ใช้งานได้จริง

  • เหมาะกับงบประมาณ

  • เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมในพื้นที่

หลายครั้งงานที่ดีในสายนี้ไม่ใช่งานที่โชว์ “ลายเซ็นผู้ออกแบบ” อย่างจัดจ้าน แต่เป็นงานที่กลมกลืนกับพื้นที่จนชาวบ้านรู้สึกว่า “นี่คือของเรา” มากกว่า “ของสถาปนิก”

09 ปัญหาและด่านหินของสถาปนิกชุมชน

อุปสรรคข้อแรกคือ คนทั่วไปยังไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่าเราทำอะไรกันแน่ ทำให้ไม่ค่อยเห็นตำแหน่งงานหรือโอกาสที่ประกาศอย่างชัดเจน

ส่วนใหญ่ต้อง

  • เขียนข้อเสนอโครงการเอง

  • เสนองบประมาณและแผนงานให้หน่วยงานรัฐหรือผู้ให้ทุน

  • ทำงานหนักเพื่อให้โครงการเกิดผลลัพธ์จริง และมีเหตุผลพอที่จะขยายผลต่อ

ในการเขียนข้อเสนอ เรามักตั้งเป้าหมายแบบ “ใหญ่มาก” เพื่อให้ดูมีอิมแพคต่อสังคมและมีโอกาสได้ทุน แต่ยิ่งเป้าใหญ่ งานยิ่งหนัก และความเสี่ยงยิ่งสูง

ปัญหาที่เจอบ่อยคือ

  • ผลลัพธ์จริงอาจไม่ถึงตามที่เขียนไว้

  • ทำให้การขอทุนหรือการต่อยอดโครงการครั้งต่อไปยากขึ้น

ดังนั้น การวางแผนอย่างสมเหตุสมผลและการบริหารจัดการจึงสำคัญมาก ถ้าอยากให้โปรเจคหนึ่งๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานระยะยาว ไม่ใช่โปรเจคไฟไหม้ฟาง

10 บทสรุป: สถาปนิกชุมชนเล็กในสายตาสังคม แต่ใหญ่ในผลลัพธ์

อาชีพสถาปนิกชุมชนอาจเป็นเพียงแขนงเล็กๆ ในโลกของวิชาชีพสถาปัตย์ แต่บทบาทของมันกลับแตะทั้งชุมชน เมือง และสังคมในมุมที่เฉพาะตัวมาก

มันทำให้เราได้เห็นว่า

  • สถาปนิกไม่จำเป็นต้องสร้างแต่ตึกสูง แต่อาจสร้าง “พื้นที่เล็กๆ ที่มีความหมายมาก” ให้คนจำนวนมากได้

  • การออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องเปลี่ยนชีวิตคนในพื้นที่ได้จริง แม้เพียงเล็กน้อย

  • ความสำเร็จไม่ได้วัดจากการมีชื่อบนป้ายใหญ่ แต่วัดจากความรู้สึกเป็นเจ้าของและความภูมิใจของคนในชุมชน

ถ้าคุณเป็นคนชอบฟังมากกว่าพูด รักการลงพื้นที่มากกว่านั่งอยู่แต่ในออฟฟิศ และเชื่อว่า “สถาปัตยกรรมควรอยู่ข้างคนส่วนใหญ่” วิชาชีพสถาปนิกชุมชนอาจเป็นเส้นทางที่เหมาะกับหัวใจของคุณอย่างมากเลยทีเดียว