เปิดไมค์: ชีวิตจริงของสถาปนิกชุมชน
สวัสดีค่ะ ตอนนี้อยากชวนทุกคนมาลองมองวิชาชีพสถาปนิกในมุมที่ต่างออกไปหน่อย ไม่ใช่สายออกแบบตึกหรู ฟาซาดอลังการ แต่เป็นสายลงพื้นที่ ลุยชุมชน คุยกับชาวบ้าน ฟังปัญหา แล้วค่อยค่อยออกแบบการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง
จากประสบการณ์ทำงานสถาปนิกชุมชนเกือบ 8 ปี จะลองเล่าแบบตรงไปตรงมา ว่าอาชีพนี้ต้องเรียนจบอะไร ทำงานยังไง หาเงินจากไหน รวยได้ไหม และสุดท้ายมันต่อยอดชีวิตเราไปทางไหนได้บ้าง
01 สถาปนิกชุมชนต้องจบสถาปัตย์เท่านั้นไหม?
ขึ้นชื่อว่า “สถาปนิก” ก็หนีไม่พ้นการจบจากคณะสถาปัตย์ แต่ไม่จำเป็นต้องเฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นพิเศษ
ในทีมที่เคยร่วมงาน มีทั้งคนที่จบ
สถาปัตยกรรมหลัก
สถาปัตย์ตกแต่งภายใน
ผังเมือง
ภูมิสถาปัตยกรรม
ครุสถาปัตย์
เพราะเวลาออกไปทำงานจริง งานสถาปนิกชุมชนไม่แบ่งตายตัวว่าคนนี้ออกแบบ คนนี้เขียนแบบ คนนี้ทำเอกสาร หลายครั้งคนคนเดียวต้องทำทุกอย่างตั้งแต่
ลงพื้นที่คุยกับชุมชน
ขุดดิน แบกของ อยู่ในชุมชน 2–3 วัน
กลับมาออกแบบ วางผัง ทำเอกสารโครงการ
ท้ายที่สุดแล้ว “สาขาที่จบ” ไม่ได้สำคัญเท่ากับ “ทักษะการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับคนอื่น” เพราะเราไม่ได้ทำงานกับแบบและตึกอย่างเดียว แต่ทำงานกับผู้คนและสังคมไปพร้อมกัน
02 สถาปนิกชุมชนออกแบบอะไรแน่ๆ กันแน่?
หน้าที่ของสถาปนิกชุมชนไม่ได้ไกลจากสถาปนิกทั่วไปมากนัก แต่โฟกัสของงานจะเปลี่ยนจาก “เจ้าของคนเดียว” มาเป็น “ประโยชน์ส่วนรวม” มากขึ้น
สิ่งที่มักได้ออกแบบ เช่น
ที่อยู่อาศัยงบไม่สูงสำหรับคนรายได้น้อย
พื้นที่เล็กๆ ในชุมชนที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
งานออกแบบเพื่อสุขภาพ การใช้ชีวิต หรือการสร้างตัวตนให้ชุมชนเป็นที่รู้จัก
งานปรับปรุงพื้นที่ให้สะอาด น่าอยู่ หรือมีรายได้เสริม
จากประสบการณ์ตรง สถาปนิกชุมชนเหมือนเป็น “คนกลาง” ที่เข้าไปช่วยชุมชนมองเห็นปัญหาและศักยภาพของตัวเอง เราไม่ได้เข้าไปชี้นำว่าต้องทำอะไร แต่เข้าไปช่วยเขาคิด ช่วยจับประเด็น และช่วยทำให้สิ่งที่เขาอยากเห็น กลายเป็นรูปธรรมจริงๆ
เพราะฉะนั้น งานออกแบบไม่ได้เริ่มจากความอยากของสถาปนิก แต่มาจาก
การฟังอย่างลึกซึ้ง
การวิเคราะห์ข้อมูลจากชาวบ้าน
การหาวิธีทำให้ไอเดียของชุมชนเกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างงานที่เคยทำมีตั้งแต่เล็กจนใหญ่ เช่น
ทำโปสเตอร์และกราฟิก
ทำแผนที่ชุมชน
ออกแบบกิจกรรมและกระบวนการมีส่วนร่วม
ออกแบบแปลงผัก พื้นที่ศิลปะ พื้นที่สาธารณะเล็กๆ
ปรับปรุงบ้านในงบไม่สูง
ไปจนถึงงานระดับผังเมืองพื้นที่ใหญ่
หัวใจคือ “ออกแบบเพื่อชุมชน ไม่ใช่เพื่อทุนหรือเจ้าของรายเดียว” แม้งานจะเล็กแค่ไหน แต่เป้าหมายคือสร้างโอกาสและการเปลี่ยนแปลงให้คนส่วนใหญ่
03 แล้วงานมาจากไหน? สถาปนิกชุมชนหากินอย่างไร
ความท้าทายข้อใหญ่ของสายนี้คือ งานไม่ได้เดินมาหาเราเองเหมือนการรับออกแบบบ้านหรืออาคารทั่วไป ส่วนใหญ่ต้องผูกกับ
หน่วยงานรัฐ
องค์กรท้องถิ่น
องค์กรเอกชนที่อยากทำงานกับชุมชนแบบมีส่วนร่วม
รูปแบบที่เจอบ่อยคือ
ต้องเขียนข้อเสนอโครงการ (Proposal)
เสนอต่อหน่วยงานที่มีงบสนับสนุน
ทำให้หัวข้อโครงการสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของผู้ให้ทุน
และอย่าคาดหวังว่าเงินทุนจะมาแบบล้นมือ ส่วนใหญ่โครงการจะมีกรอบเวลา 1–2 ปี ไม่ใช่โปรเจคยาวหลายสิบปี
บางโครงการถ้าทำได้ดี เห็นผลชัด สามารถต่อยอดได้ ก็มีโอกาสขยายต่อเรื่อยๆ กลายเป็น
ธุรกิจเพื่อสังคม
องค์กรที่ยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องขอทุนตลอดไป
แต่การจะไปถึงจุดนั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป พร้อมความอดทนและการทุ่มเทที่ค่อนข้างมาก
04 สถาปนิกชุมชน “รวย” ได้ไหม?
พูดกันตรงๆ ถ้าเป้าหมายชีวิตคืออยากรวยเร็ว วิชาชีพนี้อาจไม่ใช่คำตอบหลัก
โอกาสที่จะมีฐานะดีจากอาชีพนี้มี แต่ส่วนใหญ่จะเกิดในกรณีที่
คุณตั้งบริษัทเอง
ได้งานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง
มีชื่อเสียงและผลงานเป็นที่ยอมรับมาก่อน
ช่วง 1–3 ปีแรกของการเริ่มทำบริษัทหรือเริ่มจริงจังกับสายนี้ อย่าพึ่งหวังกำไรมากนัก
บางทีอาจแค่เท่าทุน
หรือถึงขั้นขาดทุน
อาชีพนี้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และความรักในงานมากกว่าตัวเลขในบัญชี ถ้าหวังรวยจากการเป็นสถาปนิกชุมชนเพียงสายเดียว อาจเหนื่อยหน่อย
ทางออกของหลายคนคือทำแบบ “สองขา”
มีองค์กรไม่แสวงหากำไร ทำงานชุมชน
และมีงานเชิงธุรกิจหรือบริษัทที่แสวงหากำไรควบคู่กัน
05 คนแบบไหนที่เหมาะกับการเป็นสถาปนิกชุมชน?
จากมุมมองของคนที่อยู่ในสายนี้มาหลายปี คนที่ทำอาชีพนี้ได้ดีมักมีลักษณะร่วมบางอย่าง
คุณสมบัติที่สำคัญ เช่น
มีใจรักในวิชาชีพนี้จริงๆ
ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบงาน
มีความเสียสละสูง
มองโลกในแง่ดี แต่ไม่โลกสวยเกินจริง
มองปัญหาอย่างเป็นกลาง ไม่สร้างความขัดแย้ง
เข้ากับคนได้ทุกเพศทุกวัย
ไม่กลัวความยากลำบาก พร้อมลงไปคลุกกับชุมชนทุกแบบ ตั้งแต่เมืองเก่าถึงชุมชนสลัม
ที่สำคัญมากคือ ต้องวางตัวให้
ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง
ไม่ผูกตัวเองกับการเมืองในพื้นที่
เราเข้าไปเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เข้าไปเป็นตัวละครในการแบ่งฝ่าย
อีกคุณสมบัติที่เห็นชัดในคนที่ทำได้นาน คือเป็นคนมี “ไฟ” และ “แรงบันดาลใจ” อยู่เสมอ
ชอบลองทำหลายอย่าง
บางอย่างสำเร็จ บางอย่างไม่สำเร็จ แต่ไม่หยุด
พร้อมลุกขึ้นมาลองใหม่และทำต่อไปเรื่อยๆ
คนแบบนี้จะมีพลังพอที่จะทำงานใหญ่ๆในระยะยาว
06 จากสถาปนิกชุมชน ต่อยอดไปสู่อาชีพอะไรได้บ้าง?
ประสบการณ์สายนี้ไม่ได้จำกัดชีวิตคุณให้เป็น “สถาปนิกชุมชน” ตลอดไป ตรงกันข้าม มันเป็นฐานที่ต่อยอดไปได้หลายทางมาก
คนรอบตัวที่เคยร่วมงานกัน หลายคนต่อยอดไปทำ
ธุรกิจเพื่อสังคมในบ้านเกิดตัวเอง
งานพัฒนาชุมชนในต่างจังหวัด
โครงการร่วมกับชุมชนที่ผูกกับท้องถิ่นที่ตัวเองรัก
การที่เราได้ลงไปอยู่กับชุมชน เห็นเขาร่วมมือกันเปลี่ยนพื้นที่ของตัวเองตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่สำเร็จ มันทำให้
เราเริ่มเห็นคุณค่าบ้านเกิดของตัวเองมากขึ้น
เริ่มรู้สึกอยากกลับไปพัฒนาเมือง/จังหวัดของเราเอง
หลายคนที่เคยทำงานสายนี้จึงเลือกกลับต่างจังหวัด ใช้ประสบการณ์ที่ได้จากหลายพื้นที่ไปต่อยอดให้บ้านเกิด ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่
และการต่อยอดไม่ได้จำกัดแค่งานสถาปัตยกรรมอย่างเดียว บางคนที่เคยเห็นก็ไปไกลถึงการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับว่า
ระหว่างทางเราเจออะไร
เราเห็นอะไรชัดขึ้นในตัวเอง
เราชอบอะไรจริงๆ
และอยากเดินต่อไปทางไหน
07 เส้นทางเติบโตของสถาปนิกชุมชน
ยอมรับตามตรงว่า “เติบโตช้า” เมื่อเทียบกับสายอื่น
ถ้าตั้งเป้าไว้ในใจว่า 2–3 ปีต้องรวย ต้องดัง ชื่อนำหน้าข่าว อาจต้องคิดใหม่ เพราะงานชุมชนแต่ละโปรเจคใช้เวลาอย่างน้อยปีหนึ่งขึ้นไป กว่าผลลัพธ์จะชัดจนสังคมหรือหน่วยงานเริ่มหันมามอง
ความท้าทายอีกอย่างคือ ภาพลักษณ์ของอาชีพนี้ในสายตาคนส่วนใหญ่ยังไม่ชัด หลายคนมองว่าใกล้เคียงงานสังคมสงเคราะห์ ทำงานกับคนจนหรือชุมชนสลัมเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วเราทำงานกับคนหลากหลายมาก เช่น
ชุมชนเมืองเก่า ย่านวัฒนธรรม
โรงเรียน ศาสนสถาน
กลุ่มผู้สูงอายุ และอีกหลายภาคส่วน
สถาปนิกชุมชนไม่ใช่ศิลปินเดี่ยว จะทำงานลุยคนเดียวตลอดทางแทบเป็นไปไม่ได้ ทุกงานสำเร็จได้เพราะการร่วมมือของคนหลายฝ่าย เมื่อโปรเจคหนึ่งออกดอกออกผล ชื่อที่โดดเด่นที่สุดควรเป็นชุมชน ไม่ใช่ชื่อสถาปนิก
หน้าที่ของเราคือเป็นแรงผลักอยู่เบื้องหลัง ให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ และลุกขึ้นมาดูแลรักษาเองต่อไปได้ในระยะยาว
การเติบโตในสายนี้จึงมาจาก
การสะสมประสบการณ์และผลงานอย่างเงียบๆ
การสร้างความน่าเชื่อถือจากการทำงานจริง
ความไว้วางใจจากชุมชนและหน่วยงานที่ร่วมงานกัน
ไม่ใช่จากการพูดถึงตัวเองว่าเก่งแค่ไหน แต่ให้งานและผลลัพธ์เป็นคนเล่าเรื่องแทน
08 ทักษะจำเป็น ถ้าอยากเอาดีในสายสถาปนิกชุมชน
ทักษะหลักที่ขาดไม่ได้เลยคือ ฟัง–พูด–เขียน และต้องทำงานประสานกันดีมาก
ทักษะการฟัง
ฟังอย่างเป็นกลาง ไม่ใส่ความคิดตัวเองนำ
จับประเด็นให้ถูก ว่าแท้จริงแล้วชุมชนต้องการอะไร กังวลอะไร
ถ้าจับประเด็นผิด งานทั้งโปรเจคอาจเบี้ยวได้ ทั้งในแง่ความสัมพันธ์และผลลัพธ์
ทักษะการพูด
อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย
แปลงภาษาวิชาชีพให้เป็นภาษาชาวบ้าน
หลีกเลี่ยงการพูดไทยคำอังกฤษคำจนคนรู้สึกห่างเหิน
การใช้ภาษาง่ายจะทำให้ชุมชนรู้สึกว่าเราเป็น “พวกเดียวกัน” ไม่ใช่คนเหนือกว่า นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้การทำงานราบรื่นขึ้นมาก
ทักษะด้านบุคลิกภาพและการวางตัว
เป็นกันเอง เรียบง่าย ไม่ทำตัวเป็นคุณหนู
ไม่กลัวลำบาก ลงพื้นที่ได้ ไม่เก๊ก
วางตัวให้เป็นกลาง ไม่ไปยืนข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง
ผู้เขียนเองก็เคยพลาดมาแล้ว จากคนที่เคยหัวร้อนง่าย ยึดแผนงานตัวเองเป็นหลัก ต้องเอาผลลัพธ์ชัดๆทุกครั้ง จนค่อยๆเรียนรู้ว่าบางทีเราต้องปล่อยวางบ้าง
ไม่ใช่ทุกงานต้องสำเร็จ 100% แต่ทุกงานควรทำให้เราเรียนรู้และเติบโต
ทักษะการวางแผนและบริหารจัดการ
งานสถาปนิกชุมชนต้องคิดเป็นขั้นตอนชัดเจน
ชุมชนต้องมีบทบาทอะไรในแต่ละช่วง
เราจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ยังไง
ใช้เวลาเท่าไหร่ งบประมาณแค่ไหนถึงสมเหตุสมผล
งานออกแบบชุมชนไม่ได้เน้นความหรูหรา แต่มุ่งที่
ใช้งานได้จริง
เหมาะกับงบประมาณ
เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมในพื้นที่
หลายครั้งงานที่ดีในสายนี้ไม่ใช่งานที่โชว์ “ลายเซ็นผู้ออกแบบ” อย่างจัดจ้าน แต่เป็นงานที่กลมกลืนกับพื้นที่จนชาวบ้านรู้สึกว่า “นี่คือของเรา” มากกว่า “ของสถาปนิก”
09 ปัญหาและด่านหินของสถาปนิกชุมชน
อุปสรรคข้อแรกคือ คนทั่วไปยังไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่าเราทำอะไรกันแน่ ทำให้ไม่ค่อยเห็นตำแหน่งงานหรือโอกาสที่ประกาศอย่างชัดเจน
ส่วนใหญ่ต้อง
เขียนข้อเสนอโครงการเอง
เสนองบประมาณและแผนงานให้หน่วยงานรัฐหรือผู้ให้ทุน
ทำงานหนักเพื่อให้โครงการเกิดผลลัพธ์จริง และมีเหตุผลพอที่จะขยายผลต่อ
ในการเขียนข้อเสนอ เรามักตั้งเป้าหมายแบบ “ใหญ่มาก” เพื่อให้ดูมีอิมแพคต่อสังคมและมีโอกาสได้ทุน แต่ยิ่งเป้าใหญ่ งานยิ่งหนัก และความเสี่ยงยิ่งสูง
ปัญหาที่เจอบ่อยคือ
ผลลัพธ์จริงอาจไม่ถึงตามที่เขียนไว้
ทำให้การขอทุนหรือการต่อยอดโครงการครั้งต่อไปยากขึ้น
ดังนั้น การวางแผนอย่างสมเหตุสมผลและการบริหารจัดการจึงสำคัญมาก ถ้าอยากให้โปรเจคหนึ่งๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานระยะยาว ไม่ใช่โปรเจคไฟไหม้ฟาง
10 บทสรุป: สถาปนิกชุมชนเล็กในสายตาสังคม แต่ใหญ่ในผลลัพธ์
อาชีพสถาปนิกชุมชนอาจเป็นเพียงแขนงเล็กๆ ในโลกของวิชาชีพสถาปัตย์ แต่บทบาทของมันกลับแตะทั้งชุมชน เมือง และสังคมในมุมที่เฉพาะตัวมาก
มันทำให้เราได้เห็นว่า
สถาปนิกไม่จำเป็นต้องสร้างแต่ตึกสูง แต่อาจสร้าง “พื้นที่เล็กๆ ที่มีความหมายมาก” ให้คนจำนวนมากได้
การออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องเปลี่ยนชีวิตคนในพื้นที่ได้จริง แม้เพียงเล็กน้อย
ความสำเร็จไม่ได้วัดจากการมีชื่อบนป้ายใหญ่ แต่วัดจากความรู้สึกเป็นเจ้าของและความภูมิใจของคนในชุมชน
ถ้าคุณเป็นคนชอบฟังมากกว่าพูด รักการลงพื้นที่มากกว่านั่งอยู่แต่ในออฟฟิศ และเชื่อว่า “สถาปัตยกรรมควรอยู่ข้างคนส่วนใหญ่” วิชาชีพสถาปนิกชุมชนอาจเป็นเส้นทางที่เหมาะกับหัวใจของคุณอย่างมากเลยทีเดียว

