การกลับมาที่แฟน ๆ รอคอยของ “ฮีโร่มัมมี่”

เบรนแดน เฟรเซอร์เล่าว่า เขาและทีมงานเคย ทุ่มสุดตัว ให้กับภาคสามอย่าง “Tomb of the Dragon Emperor” เมื่อปี 2008
แต่ในมุมลึก ๆ ของใจ เขารู้ดีว่า นั่นยังไม่ใช่ The Mummy ที่เขาอยากเห็นจริง ๆ
ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ Associated Press นักแสดงจาก The Whale คนนี้ยืนยันชัดเจนว่า เขาพร้อมจะกลับมารับบทในภาพยนตร์แฟนตาซีผจญภัย ภาคที่สี่ของแฟรนไชส์มัมมี่
และสำหรับเขา ภาคนี้คือ The Mummy ในแบบที่เขาเฝ้ารอมานาน
เขายอมรับตรง ๆ ว่า
“หนังที่ผมต้องการสร้าง ไม่เคยเกิดขึ้นจริง”
พร้อมอธิบายว่า แฟรนไชส์นี้เคยหลุดทิศหลุดทางไปแล้วในภาคสาม Tomb of the Dragon Emperor
เมื่อภาคสามพาเรื่องราวออกนอกเส้นทาง
เฟรเซอร์พูดถึงภาคสามอย่างติดตลกร้าย ว่าเป็นงานที่อธิบายยาก
เขาเปรียบเทียบประมาณว่า ปีนั้น NBC ได้สิทธิ์ถ่ายทอดโอลิมปิก แล้วเหมือนเอาสองอย่างมายำรวมกัน จนเรื่องราวพาไปไกลถึงจีน
ภาคนี้ได้ร็อบ โคเฮน จาก The Fast and the Furious มารับไม้ต่อกำกับ แทนสตีเฟน ซอมเมอร์ส ผู้ปลุกแฟรนไชส์ในสองภาคแรก
ด้านทีมนักแสดงก็เปลี่ยนไป มาเรีย เบลโล เข้ามารับบทเอเวอลีน “อีวี่” คาร์นาแฮน แทนเรเชล ไวส์ซ ผู้ร่วมสร้างภาพจำให้แฟน ๆ ตั้งแต่ต้น
ขณะที่สองภาคแรกพาเราท่องดินแดนอียิปต์ ภาคสามกลับย้ายฉากไปยังจีน
เฟรเซอร์ยืนยันว่า บรรยากาศการทำงานในเซี่ยงไฮ้ยอดเยี่ยม
เขายังบอกด้วยว่า
“การถ่ายทำในเซี่ยงไฮ้ เป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อ”
และเขามอง Tomb of the Dragon Emperor ว่าเป็นหนังที่ ดีในฐานะเรื่องเดี่ยว ๆ เรื่องหนึ่ง
เขาภูมิใจกับสิ่งที่ทุกคนทำร่วมกัน แม้จะเป็นการร่วมงานกับทีมใหม่ และต้องสร้างสมดุลกันคนละแบบจากเดิม

อย่างไรก็ตาม เขาก็พูดตรง ๆ ว่า Tomb of the Dragon Emperor ไม่ได้พาแฟรนไชส์ไปในทิศทางที่เขาจินตนาการไว้
เขายอมรับว่า สิ่งที่เขาอยากทำมาตลอด คือหนังที่กำลังจะเกิดขึ้นนี่เอง
เขาเล่าว่า ตัวเองรอ “เสียงเรียก” ของโปรเจ็กต์นี้มานานกว่า 20 ปี
บางช่วงก็เหมือนเสียงดังชัดเจน บางเวลาก็แผ่วเบาจนแทบจับไม่ได้
แต่ตอนนี้ เขาเชื่อว่า ถึงเวลาที่จะต้องมอบสิ่งที่แฟน ๆ รอคอยมานานแล้ว
ทีมสร้าง The Mummy 4: รุ่นเก๋าคัมแบ็ก + ทีมสยองยุคใหม่
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เฟรเซอร์และเรเชล ไวส์ซ กำลังอยู่ในช่วงพูดคุย เพื่อกลับมาสู่แฟรนไชส์มัมมี่อีกครั้งในภาคที่สี่
โปรเจ็กต์นี้ถูกวางตัวให้กำกับโดย แมตต์ เบตติเนลลี-โอลพิน และไทเลอร์ กิลเล็ตต์
สองผู้กำกับคู่หูที่แฟนหนังสยองยุคใหม่รู้จักกันดีในชื่อทีม Radio Silence
ผลงานเด่นของพวกเขา เช่น
Ready or Not (2019) – เกมซ่อนหาศพสุดเดือด
Scream ภาคล่าสุด – การคืนชีพแฟรนไชส์สแลชเชอร์ในยุคใหม่
ส่วนบทภาพยนตร์มอบให้เดวิด ค็อกเกสฮอลล์ ผู้เขียนบท Prey (ภาคต้นของ Predator) และ The Deliverance (2024)
ด้วยทีมงานแบบนี้ The Mummy ภาคใหม่จึงมีโอกาสสูงที่จะออกมาเป็น หนังผจญภัยผสมสยอง ที่ทันสมัยขึ้น แต่ยังเคารพรากเดิมของแฟรนไชส์
จากปี 1999 สู่ตำนานแฟรนไชส์มัมมี่
เส้นทางสายมัมมี่ของเฟรเซอร์ เริ่มต้นจาก เดอะ มัมมี่ คืนชีพคำสาปนรกล้างโลก (The Mummy) ในปี 1999
หนังเรื่องนี้คือการชุบชีวิตแฟรนไชส์อสุรกายของยูนิเวอร์แซลในยุคใหม่ โดยสตีเฟน ซอมเมอร์ส เพิ่มความเป็นหนังแอ็คชั่นผจญภัยเข้าไปเต็มสูบ
แตกต่างจากหนังอสุรกายเวอร์ชันดั้งเดิมในยุค 1930–1940 ที่บรรยากาศเข้มขรึมและเชื่องช้ากว่า
เฟรเซอร์ จับคู่กับเรเชล ไวส์ซ และซอมเมอร์ส กลับมาระเบิดความมันส์อย่างต่อเนื่องในภาคต่อ The Mummy Returns ปี 2001
ภาคนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการแจ้งเกิดเดอะร็อค (ดเวย์น จอห์นสัน) ในโลกภาพยนตร์ด้วย
ต่อมาเขาจึงได้ขึ้นแท่นพระเอกเต็มตัวในภาคแยกอย่าง ศึกราชันย์แผ่นดินเดือด (The Scorpion King) ปี 2002
แฟรนไชส์สกอร์เปี้ยนคิงยังไปต่อด้วยภาคล่างส่งตรงสู่วิดีโอหลายเรื่อง แม้จะเปลี่ยนนักแสดงคนอื่นมารับบทนักรบตัวเอกแทน

รีบูตล้มเหลว และจักรวาลมืดที่ไม่เคยตื่น
หลังจากเดอะมัมมี่ 3 คืนชีพจักรพรรดิมังกร ออกฉายในปี 2008 และโดนวิจารณ์อย่างดุเดือด ยูนิเวอร์แซลเลือกที่จะรีบูต The Mummy ใหม่ในอีกเก้าปีต่อมา
เวอร์ชันรีบูตนี้ได้ทอม ครูซมารับบทนำ และโซเฟีย บูเทลลาเป็นตัวร้ายหลัก
พร้อมด้วยรัสเซล โครว์ ในบทดร.เจคิลล์
เป้าหมายของสตูดิโอ คือการใช้ The Mummy เป็นก้าวแรกของจักรวาลอสุรกาย Dark Universe
แผนคือการรวมเอาสัตว์ประหลาดคลาสสิกของยูนิเวอร์แซล เช่น
แดร็กคูล่า
แฟรงเกนสไตน์
และเหล่าอมนุษย์อื่น ๆ
ให้มาอยู่ร่วมโลกเดียวกันแบบจักรวาลร่วม คล้ายโมเดลของมาร์เวล
แต่สุดท้ายโปรเจ็กต์ Dark Universe ก็ถูกพับเก็บอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีการเปิดเผยเหตุผลชัดเจน
ทำไม The Mummy 4 ถึงน่าจับตาเป็นพิเศษ
ทั้งหมดนี้ทำให้การกลับมาของเฟรเซอร์ใน The Mummy 4 ไม่ได้เป็นแค่การรีเทิร์นของพระเอกเก่า
แต่คือ โอกาสทองในการพาแฟรนไชส์กลับสู่จิตวิญญาณดั้งเดิม ที่แฟนยุค 1999–2001 ผูกพัน
และถ้าทีม Radio Silence ผสมผสานความสยองยุคใหม่ เข้ากับบรรยากาศผจญภัยสไตล์คลาสสิกได้ลงตัว
เรามีสิทธิ์ลุ้นว่า The Mummy 4 อาจไม่ใช่แค่ภาคต่อธรรมดา
แต่จะกลายเป็นการชำระแผลในใจของทั้งแฟน ๆ และตัวเบรนแดน เฟรเซอร์เอง
พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่า
หนังที่เขาอยากสร้างมาตลอด… อาจกำลังจะเกิดขึ้นจริงในที่สุด

