GMM Music โตสวนกระแสเศรษฐกิจ แบบไม่เกรงใจภาวะตลาด
GMM Music เปิดตัวผลงานไตรมาสแรกปี 2568 แบบสุดปัง โตสวนทางเศรษฐกิจไทยที่ยังผันผวนต่อเนื่อง ยืนยันชัดว่า ธุรกิจเพลงไม่เหมือนธุรกิจสื่อทั่วไป เพราะเติบโตบนฐานตลาดที่ยังมีศักยภาพสูง และการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในระยะสั้น กลาง และยาว
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา GMM Music เดินเกมยาว เสริมความแข็งแรงให้ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณคอนเทนต์ พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกและเอเชียอย่าง Tencent, TME, Warner Music Asia, YG และ LDH เพื่อปั้นผลงานและโอกาสใหม่ ๆ ในฐานะ Music Pure Play อย่างแท้จริง
ภาพรวมผลประกอบการ: รายได้โต กำไรพุ่ง ไม่ได้มาเล่น ๆ
ผู้บริหารย้ำว่าท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน หลายธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์โดน Disrupt และรายได้ชะลอตัว แต่ ธุรกิจเพลงยังยืนหนึ่ง ผ่านพ้นคลื่น Disruption และเข้าสู่ช่วง Growth Stage ได้อย่างมั่นคง
เบื้องหลังความสำเร็จมาจาก
การวางกลยุทธ์รอบด้านทั้งระยะสั้น กลาง และยาว
ทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง
การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภคแบบทันเกม
ในปี 2567 GMM Music ทำรายได้รวมกว่า 4,056 ล้านบาท อัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ช่วงปี 2565-2567 อยู่ที่ 15% ต่อปี ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8.03% จากงวดสิ้นปี 2566 อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 10.73% ใกล้เคียงกับปีก่อน ๆ แต่มี CAGR กำไรเฉลี่ยถึง 19.53% ต่อปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
Q1/68: รายได้ทะลุพันล้าน กำไรโตเกือบ 50%
ไตรมาส 1 ปี 2568 GMM Music ยังรักษาฟอร์มแรงอย่างต่อเนื่อง
รายได้รวมอยู่ที่ 1,073.18 ล้านบาท โตเกือบ 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรสุทธิอยู่ที่ 155.39 ล้านบาท โตแรงถึง 46.84% เมื่อเทียบปีต่อปี
ตัวเลขแบบนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าธุรกิจอยู่รอด แต่มันแสดงให้เห็นว่า กำลังเร่งเติบโตบนฐานที่มั่นคง
4 เสาหลักธุรกิจ: โครงสร้างรายได้ที่หนาแน่น
1. กลุ่มธุรกิจดิจิทัลมิวสิค (Digital Streaming)
กลุ่มนี้ทำรายได้ 30 ล้านบาท เติบโตจากธุรกิจ Digital Subscription บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่าง ๆ แม้รายได้โฆษณาบน Video และ Audio Streaming จะลดลงเล็กน้อยตามภาวะเม็ดเงินโฆษณาที่หดตัว แต่ไม่กระทบภาพรวมมากนัก
หัวใจสำคัญคือ
การเติบโตของ Recurring Revenue จากการบริหารจัดการลิขสิทธิ์เพลง (Music IP)
การจัดการทั้ง เพลงใหม่ (New Release) และ คลังเพลงฮิต (Back Catalog) จำนวนมหาศาลที่ยังฟังแล้วไม่เบื่อ
จุดแข็งคือ IP ที่ทรงพลัง และการจัดการพอร์ตเพลงที่ฉลาดและยืดหยุ่น
2. กลุ่มธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์ (Right Management)
รายได้กลุ่มนี้มากกว่า 94.42 ล้านบาท ยังเติบโตได้ดีแม้สภาวะตลาดจะท้าทาย เพราะวางแผนล่วงหน้าและคิดระยะยาวร่วมกับพาร์ทเนอร์หลากหลายสาย
แรงหนุนสำคัญมาจาก
การเติบโตของ คอนเสิร์ต ต่าง ๆ
งาน Music Festival ที่จัดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ยิ่งมีอีเวนต์มาก ลิขสิทธิ์ก็ยิ่งถูกใช้มาก รายได้ก็ยิ่งไหลเข้าต่อเนื่อง
3. กลุ่มธุรกิจบริหารศิลปิน (Artist Management)
กลุ่มนี้ยังรักษาเสถียรภาพรายได้ได้ดี โดยเฉพาะ
รายได้จาก Sponsorship พุ่งขึ้นกว่า 108%
งานจ้างศิลปินขึ้นเวที (Live Show) ยังคงอยู่ในระดับมาตรฐานเดิม
ส่วนงาน Presenter และ Tailormade มีผลประกอบการลดลงเล็กน้อย เพราะความผันผวนของงบโฆษณาแต่ละไตรมาส แต่โดยรวมยังถือว่าฐานธุรกิจแข็งแรง
4. กลุ่มธุรกิจโชว์บิซ (คอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี)
นี่คือ เสาหลักที่ร้อนแรงที่สุดในไตรมาสนี้
รายได้สูงสุดที่ 358.68 ล้านบาท
เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 45%
จำนวนผู้ชมกว่า 220,000 คน เพิ่มขึ้นกว่า 100% จากปีก่อน
พลังของโชว์บิซมาจาก Music Festival และคอนเสิร์ตระดับประเทศในไตรมาส 1 เช่น
เทศกาลดนตรี Rock Mountain
เฉียงเหนือเฟส
พุ่งใต้เฟส
นั่งเล มิวสิคเฟสติวัล
เทศกาลน้องใหม่ FAAD Festival
คอนเสิร์ตใหญ่ Cocktail Ever Live ที่แฟนเพลงเทใจให้เต็มพิกัด
เมื่อคนอยากออกไปฟังคอนเสิร์ตมากขึ้น โชว์บิซก็กลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหญ่ของรายได้ทันที
ธุรกิจใหม่ BLKGEM: ดาวรุ่งที่โตแรง 83%
อีกปัจจัยที่ช่วยดันการเติบโตของ GMM Music คือธุรกิจใหม่ BLKGEM สถาบันศิลปะบันเทิงที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง GMM Music และ Harlem Shake ภายใต้การบริหารของครูเจด้า – อภิสราฐ์ เพชรเรืองรอง
BLKGEM สามารถสร้างรายได้เติบโตสูงถึง 83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่า ตลาดการพัฒนาศิลปินและคนรุ่นใหม่ในสายบันเทิงยังโตได้อีกมาก
หมัดเด็ดด้านคอนเทนต์: ยอดวิว-ยอดสตรีมพุ่งทุกมิติ
ในเชิงคอนเทนต์ GMM Music ทำตัวเลขการรับชมและการฟังเพลงได้สวย
ยอดการรับชมวิดีโอและฟังเพลงเติบโตมากกว่า 26% จากปีก่อน
ด้านวิดีโอ
ยอดวิวเติบโต 22% จาก 4,472 ล้านวิว เป็น 5,492 ล้านวิว
Back Catalog โต 13%
ผลงานใหม่ (New Release) โต 25%
ด้านเพลงแบบ Audio
ยอดสตรีมเติบโต 49% จาก 629 ล้าน เป็น 939 ล้านครั้ง
Back Catalog โต 10%
ผลงานใหม่ (New Release) โต 24% จากปีก่อน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า ไม่ใช่แค่เพลงใหม่ที่ปัง แต่เพลงเก่าก็ยังมีมูลค่าและมีชีวิตบนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
เกมรุกครึ่งหลังปี 68: สนามโชว์บิซเดือดขึ้นอีก
GMM Music มองว่าครึ่งหลังปี 2568 การแข่งขันในธุรกิจโชว์บิซจะเดือดขึ้นไปอีก เพราะทั้งคอนเสิร์ตไทยและต่างประเทศในไทยรวมกันแล้วอาจทะลุ 1,000 งานในปีนี้
บริษัทวางแผนโชว์บิซล่วงหน้า 1-2 ปี โดยคำนึงถึง
เทรนด์และพฤติกรรมผู้ชม
การวางตำแหน่งแบรนด์
การสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรและซัพพลายเออร์
การพัฒนาคุณภาพทีมงานอย่างต่อเนื่อง
แผนครึ่งหลังปี 68 จะมีทั้ง
Music Festival กระจายหลายพื้นที่
คอนเสิร์ตศิลปินในสังกัด
คอนเสิร์ตและแฟนมีตของศิลปินเกาหลี เช่น Le Sserafim Tour ‘Easy Crazy Hot’ in Bangkok, 2025 Han So Hee 1st Fanmeeting World Tour [Xohee Loved Ones,] in Bangkok
และคอนเสิร์ตจากศิลปินนานาชาติอีกจำนวนมาก
การแข่งขันดุเดือดขึ้น แต่ GMM Music มองว่าเป็นเรื่องดีต่อภาพรวมอุตสาหกรรม เพราะ
ทำให้ตลาดพัฒนา
ผู้เล่นต้องยกระดับมาตรฐาน
ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้น
ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างและ Big Data
GMM Music เตรียมตัวรับมือการแข่งขันด้วยกลยุทธ์เชิงรุกอย่างมีแบบแผน ครอบคลุมทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยอาศัยจุดแข็งสำคัญคือ
โครงสร้างองค์กรที่พร้อมลุยในหลายมิติ
ทีมงานที่มีประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมเพลงและโชว์บิซ
องค์ความรู้เชิงลึกสะสมมานาน
การมี Big Data ขนาดใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมเพลงไทย
Big Data ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายมิติเพื่อใช้ตัดสินใจอย่างแม่นยำ ทั้งเรื่องคอนเทนต์ ศิลปิน รูปแบบโชว์ และกลยุทธ์การตลาด
ดิจิทัลมิวสิค: บริหาร IP ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
ในสายดิจิทัลมิวสิค GMM Music เตรียมเดินหน้าร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เชิงลึกมากขึ้น เพื่อหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ช่วยขยายรายได้อย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์สำคัญคือ
การบริหาร Back Catalog ให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด
การผลักดัน New Release ให้โดดเด่นและเข้าถึงผู้ฟังได้กว้างขึ้น
เป้าหมายคือทำให้ดิจิทัลมิวสิคกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่โตอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่กระแสระยะสั้น
แผนคอนเทนต์ระยะ 3 ปี และการตั้งค่ายเพลงอินเตอร์
ในมุมการผลิตคอนเทนต์ บริษัทใช้การวางกลยุทธ์แบบ 3 ปีล่วงหน้า ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ 14 ค่ายเพลงในสังกัด พร้อมเดินหน้า
การตั้งค่ายเพลงอินเตอร์ใหม่จำนวน 2 ค่าย ร่วมกับ Tencent Music Entertainment (TME) และ Warner Music Asia
เตรียมเปิดตัวในเวลาอันใกล้ เพื่อขยายสเกลพอร์ตโฟลิโอเพลงรวมของบริษัท
เป้าหมายภายในปี 2568 คือ
ผลิตผลงานเพลงใหม่ไม่น้อยกว่า 500 เพลง
สร้าง 3,000 Playlists รองรับผู้ฟังในหลายเซ็กเมนต์
นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนเพลง แต่คือการขยายจักรวาลดนตรีของ GMM Music ให้ครอบคลุมทุกแนว ทุกอารมณ์ และหลายกลุ่มผู้ฟัง
วิสัยทัศน์: จากผลประกอบการสู่การสร้าง New Music Economy
GMM Music เชื่อมั่นว่าจะยังคงเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจได้ตลอดปี 2568 เพราะสิ่งที่บริษัททำ ไม่ใช่แค่ขยับตัวเลขรายได้และกำไร แต่คือการสร้างระบบนิเวศดนตรีไทยให้ยั่งยืนในระยะยาว
ภาพใหญ่ของวิสัยทัศน์ประกอบด้วย
การผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ
การสร้างคอนเทนต์ที่หลากหลาย ตอบได้หลายรสนิยม
การใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงผู้ฟังทุกแพลตฟอร์ม
การสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ
เป้าหมายปลายทางคือ ยกระดับอุตสาหกรรมเพลงไทยสู่ New Music Economy พร้อมยืนในจุดของการเป็น Music Pure Play ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ
ในยุคที่หลายธุรกิจยังหาทางรอด GMM Music เลือกเล่นเกมยาว ลงทุนกับคอนเทนต์ คน และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เพื่อให้ดนตรีไทยไม่ได้แค่ถูกฟังมากขึ้น แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เติบโตไปพร้อมกัน

