รับแอปรับแอป

แฉทุกช็อต! เปิดเกมหนี้ร้อยล้าน แชตหลอกลงทุน–ปลอมสลิป–เช็คเวย์ ใครรอดใครร่วงในคดี "นานา"?

ก้องภพ แสนดี02-02

พรีวิวดราม่า : จากเพื่อนรัก 30 ปี สู่คดีฉ้อโกงร้อยล้าน

รายการโหนกระแส วันที่ 5 ธ.ค. เปิดโต๊ะเคสใหญ่สะเทือนวงการบันเทิง เมื่อ นานา ไรบีนา ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีเงินกู้–ลงทุน–ฉ้อโกง จนมียอดความเสียหายรวม กว่า 150 ล้านบาท แต่ก็ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยวงเงินประกัน 1 ล้านบาท และไม่ต้องใส่กำไล EM

บนโซฟาวันนั้น ไม่ได้มีแค่เจ้าของเรื่อง แต่ยังมี

  • ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความฝ่ายนานา

  • ดีเจดาด้า วรินดา ดำรงผล เพื่อนสนิทที่กลายเป็นผู้เสียหาย

  • ทนายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายของข้าวโพดและผู้เสียหายกลุ่มหนึ่ง

  • ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล มาร่วมวิเคราะห์เกมกฎหมาย

นี่ไม่ใช่แค่ดราม่าเพื่อนยืมเงิน แต่เป็นเคสระดับ หนี้ร้อยล้าน ปลอมสลิป เช็คสามี และดราม่ากฎหมายพ.ร.ก.กู้ยืม ที่ชวนมึนทั้งสตูฯ และคนดูทางบ้าน

ดาด้าเล่าเอง: จากน้ำตาเพื่อนสู่หนี้ 3 ล้าน

ดาด้าเปิดใจว่า รู้จักสนิทกับนานามากว่า 30 ปี โทรคุยกันแทบทุกวัน จนคืนหนึ่งเพื่อนโทรมาร้องไห้ขอมาหาถึงบ้าน บอกว่าตัวเองมีหนี้ 168 ล้านบาท และต้องเคลียร์ให้ได้ภายใน 3 เดือน

บรรยากาศวันนั้นเต็มไปด้วยความเครียด นานาบอกว่า

  • ตัวเองมีเงินอยู่ประมาณ 50 ล้าน

  • ยังขาดอีกกว่า 100 ล้าน ต้องหาวิธีปิดหนี้

ดาด้าในฐานะเพื่อนรักเลยช่วยคิดสารพัดทางออก

  • ถามว่าบ้านยังผ่อนธนาคารอยู่ไหม ถ้าไม่ติดจะเอาไปรีไฟแนนซ์ได้หรือเปล่า

  • แนะนำให้ไปคุยกับคนที่คิดว่าจะช่วยเรื่องการเงินได้

คีย์สำคัญ คือ ณ ตอนนั้น ดาด้าเชื่อสนิทใจว่า

เพื่อนมีหนี้ก้อนเดียว เจ้าหนี้คนเดียว และทุกอย่างคือเรื่องจริง

หลังจากนั้นไม่กี่วัน นานากลับมาอัปเดตว่า คนที่ดาด้าแนะนำยอมช่วยให้ยืมเงินแล้ว ดาด้าก็เลยสบายใจและเชื่อว่าปัญหาหนี้ก้อนใหญ่ถูกจัดการไปแล้ว

ดีลหุ้น + เงินกู้: 3 ล้านที่กลายเป็นความเสียหาย

เวลาเดินมาถึงปีที่แล้ว นานาชวนดาด้าคุยเรื่องการลงทุน โดยเสนอว่า

  • ผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในบริษัทจะถอนหุ้น

  • ถ้าดาด้าสนใจ สามารถซื้อหุ้นเข้ามาได้

ดาด้ารู้ว่าธุรกิจของนานามีกำไร และตัวเองเคยซื้อแฟรนไชส์ร้านตัดผมมาก่อน จึงมองว่า เป็นโอกาสลงทุนที่ดูสมเหตุสมผล

ดีลที่ตกลงกันคือ

  • ซื้อหุ้น 1% ในราคา 2 ล้านบาท

  • มีทำเอกสารโอนหุ้น ระบุชัดว่าสัดส่วน 1% มูลค่า 2 ล้าน

ดาด้าโอนเงิน 2 ล้านให้ในฐานะค่าหุ้น มีเอกสารสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนตัว แต่ยังไม่ได้รับใบหุ้นจริง โดยนานาบอกว่า

  • เดี๋ยวจะมีการปรับรายชื่อผู้ถือหุ้นล็อตใหญ่

  • ค่อยไปเปลี่ยนชื่อและจดทะเบียนทีหลัง

ก่อนหน้าเรื่องหุ้น ยังมีอีกหนึ่งดีล

  • เดือน ส.ค. ปีก่อน นานายืมเงินดาด้า 1 ล้านบาท

  • มีเช็คค้ำประกัน ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเพิ่งครบดีลวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา

รวมแล้วดาด้าเสียหายไป 3 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • 2 ล้าน: ซื้อหุ้นบริษัท

  • 1 ล้าน: เงินกู้ระยะ 1 ปีมีเช็คค้ำ

ทำไมดาด้าเคยออกมาปกป้อง? เพราะเชื่อว่า “เพื่อนมีเจ้าหนี้คนเดียว”

ในช่วงที่กระแสข่าวคดีนานาเริ่มแรง ดาด้าเคยออกสื่อยืนยันว่าเพื่อนของเธอไม่น่าทำแบบที่ถูกกล่าวหา

เหตุผลคือ

  • ตลอด 2 ปี นานาเล่าให้ฟังเสมอว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก้อนเดียว

  • อัปเดตตลอดว่าผ่อนจ่ายเจ้าหนี้คนเดิมเรื่อยๆ

  • เล่าเรื่องเซ็นใบหย่ากับเวย์ โดยบอกว่าเป็นเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่ดราม่าครอบครัว

ดาด้าเลยมี ความเชื่อแบบฝังลึก ว่า

  • เพื่อนมีเจ้าหนี้แค่รายเดียว

  • ไม่ได้ไปหยิบยืมคนอื่นเป็นสิบๆ รายอย่างที่ข่าวออก

จนต่อมาเมื่อพี่หนุ่มโทรเตือนว่า ถ้ายืนยันแรงเกินไป ดาด้าอาจเสียเอง เธอเริ่มสะดุด และมานั่งย้อนคิดใหม่ทั้งหมด

สุดท้ายเมื่อความจริงเริ่มทะลักออกมา ดาด้าก็ยอมรับว่า

ตอนนั้นเชื่อเพราะ “รักเพื่อน” และไม่คิดเลยว่าจะถูกโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทนายสายหยุดเปิดเกม: ทำไมประกัน 1 ล้าน ไม่ใช่ 50 ล้าน

ฝั่งกฎหมาย ทนายสายหยุดอธิบายเรื่องการประกันตัวว่า

  • ตำรวจในชั้นสน.มักเรียกทุนประกันที่ 1 ใน 3 ของความเสียหาย

  • เคสนี้ยอดเสียหายที่ใช้ยื่นคือประมาณ 152,907,577 บาท

  • ถ้าคิดตามสูตร ตร.เลยพูดถึงตัวเลข 50 ล้าน ซึ่งในมุมทนาย สื่อถึงว่า “แทบไม่อยากให้ประกัน”

แต่เมื่อขึ้นศาล หลักการเปลี่ยนไป

  • ศาลมองจาก อัตราโทษในข้อหาที่สูงสุด เช่น พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

  • ทนายสายหยุดจึงเสนอหลักประกัน 1 ล้านบาท พร้อมเหตุผลประกอบเกือบสิบข้อ

เขาชี้ให้เห็นว่า

  • ตอนแรกมีการพูดว่าความเสียหายราว 400 ล้าน แต่พอรวมตามคำร้องฝากขังจริงๆ เหลือประมาณ 152 ล้าน

  • ผู้เสียหายถูกแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มลงทุนหุ้น กลุ่มปล่อยกู้ กลุ่มร่วมลงทุนบริษัท และกลุ่มที่เป็นการยืมเงินตรงๆ

ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 1 ล้าน โดยเชื่อว่า

  • ผู้ต้องหา ไม่มีพฤติกรรมหลบหนี

  • มีการ เข้ามอบตัว–ประสานงาน ก่อนถูกจับ

  • ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

ศึกทนาย 3 สาย: ผู้ต้องหาคือใคร? ฉ้อโกงหรือกู้ยืม?

ช่วงกลางรายการกลายเป็นเวทีดีเบตกฎหมายแบบสดๆ ระหว่าง

  • ทนายสายหยุด (ฝ่ายนานา)

  • ทนายสวัสดิ์ (ฝ่ายข้าวโพดและผู้เสียหาย)

  • ทนายแก้ว (ช่วยอธิบายหลักกฎหมายกลางรายการ)

ประเด็นใหญ่มีหลายเรื่อง

1. สถานะ “ผู้ต้องหา” เริ่มเมื่อไหร่?

  • ทนายสายหยุดยืนยันตามตำรากฎหมายว่า เมื่อมีคนไปแจ้งความกล่าวโทษ เราก็ถือว่าอยู่ในสถานะผู้ต้องหาแล้ว

  • ฝั่งที่อิงมุมพนักงานสอบสวนจะมองว่า ต้องมีขั้นตอนสอบสวนและการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการก่อน

2. คดีนี้เข้าข่าย “ฉ้อโกงประชาชน” หรือไม่?

  • ทนายสายหยุดมองว่า การตั้งข้อหา พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนอาจ เริ่มต้นไม่ถูกช่อง

  • เหตุผลคือ ผู้ให้เงินหลายคนเป็นวงเพื่อน ไม่ได้ประกาศเชิญชวนวงกว้างแบบแชร์ลูกโซ่หรือปล่อยกู้สาธารณะ

  • เขาชี้ว่ากฎหมายกำหนดองค์ประกอบ เช่น จำนวนคนกู้เกิน 10 คน ยอดเงินเกิน 5 ล้าน และต้องมีลักษณะ “กู้จากประชาชน” ไม่ใช่แค่ในกลุ่มแคบๆ

ด้านทนายสวัสดิ์มองว่า

  • ไม่ว่าจะแปะป้ายกฎหมายข้อไหน สาระคือ พฤติกรรมหลอกลวงต่อเหยื่อ

  • ให้สังคมดูที่ข้อเท็จจริง ว่ามีการสร้างสถานการณ์–เอกสาร–สลิป–บุคคลที่สาม เพื่อให้คนเชื่อและยอมโอนเงินหรือไม่

จุดพีค: ปลอมสลิป–อ้างบุคคลที่สาม–จัดฉากการลงทุน

หนึ่งในช่วงที่แรงที่สุดของรายการ คือการพูดถึง หลักฐานสลิปโอนเงินปลอม ที่ทนายสวัสดิ์นำมาวิเคราะห์

ข้อมูลที่เปิดเผยคือ

  • มีสลิปหลายใบที่อ้างว่าโอนไปยังบุคคลที่สาม (เช่น “นางหมวย”) เพื่อปล่อยกู้หรือไปลงทุน

  • เมื่อทนายตามไปเช็กกับธนาคารจริง พร้อมดูสเตทเมนต์ ปรากฏว่า ไม่มีรายการโอนตามสลิปนั้น

  • ที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้นคือ สลิปหลายใบมี รหัสอ้างอิงเดียวกัน แต่ยอดเงินและเวลาต่างกัน แสดงถึงการปลอมเอกสารอย่างจงใจ

เมื่อถูกถามตรงๆ ว่า นานาปลอมสลิปจริงหรือไม่

  • ทนายสายหยุดยอมรับในรายการว่า “สลิปปลอมอยู่แล้ว เลขเดียวกัน 10 ใบ”

แต่ทั้งสองฝั่งตีความเจตนาต่างกัน

  • ฝั่งทนายสายหยุด: มองว่าเป็นการปลอมเพื่อ ประวิงเวลาชำระหนี้ ทำให้เพื่อนไม่ตามทวงเร็ว เหมือนส่งสัญญาณว่า “โอนแล้วนะ กำลังหมุนอยู่”

  • ฝั่งทนายสวัสดิ์: ยืนยันว่าเป็นการปลอม เพื่อให้เหยื่อโอนเงินเพิ่ม โดยจัดฉากว่ามีการโอนต่อไปลงทุนจริงแล้ว

แม้จะเห็นตรงกันว่าสลิปปลอม แต่ไม่เห็นตรงกันว่า “ปลอมเพื่ออะไร” ซึ่งจุดนี้จะไปวัดกันในศาล

เกมเช็ค “เวย์”: ภรรยาเอามาเขียนเองเพื่อถ่วงเวลา

อีกประเด็นที่สะเทือนวงการ คือเรื่อง เช็ค 5 ใบ ที่มีชื่อเวย์อยู่ในวงสนทนา

ทนายสายหยุดเล่าว่า

  • นานายอมรับว่า เอาเช็คของสามีมาเขียนเอง

  • จุดประสงค์เพื่อ ถ่วงเวลาเพื่อนที่ทวงหนี้ ให้เห็นว่ามีหลักทรัพย์ มีเงินกำลังจะเข้า ไม่ได้หนี

  • เป็นการหลอกในเชิง “ให้หวัง” แต่วันนั้น ไม่ได้มีทรัพย์ใหม่ไหลเข้ามาที่ตัวนานา จากการหลอกครั้งนั้น

กล่าวคือ เป็นการใช้เช็คและเรื่องราวมาปลอบใจ–ถ่วงเวลา มากกว่าจะเป็นการหลอกเพื่อเอาเงินเพิ่มโดยตรง แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นอีกจุดที่จะถูกขุดในคดี

ดราม่ากระเป๋าเงินดิจิทัล: ตำรวจโทรชวนมาดูแหวน แต่จะให้เปิดกระเป๋าคริปโต

ฝั่งเวย์เองก็ไม่รอดจากการถูกพาดพิง

  • มีการยึด กระเป๋าเงินดิจิทัล ที่เก็บไว้ในตู้เซฟของเวย์

  • ตำรวจโทรติดต่อให้ไปดูของกลาง โดยบอกว่ามีเรื่องแหวนแต่งงานที่อยากคืน

  • แต่เมื่อไปถึง กลับถูกขอให้ช่วย เปิดกระเป๋าเงินดิจิทัล ที่ถูกยึดไว้ เพื่อดูว่ามีเหรียญจำนวนเท่าไหร่

ทนายสายหยุดระบุว่า

  • ไม่ยอมให้เปิดในวันนั้น เพราะถือว่า ถูกหลอกให้มา ด้วยเหตุผลเรื่องการคืนแหวน

  • ถ้าจะตรวจสอบ ต้องมีการออกหมายเรียก–ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

  • ในกระเป๋ามีเพียง เหรียญชิบะ มูลค่าไม่มาก

ส่วนเวย์จะโดนข้อหาร่วมหรือไม่ ยังต้องรอดูผลการสอบสวนว่าพฤติกรรมเข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เพราะในสำนวนใช้คำว่า “ร่วมกันฉ้อโกง” ซึ่งแปลว่าอย่างน้อยต้องมีมากกว่าหนึ่งคน

มุมของผู้เสียหาย: จากรักและเชื่อใจ สู่การตัดสินใจแจ้งความ

ฝั่งดาด้า เมื่อรูปคดีชัดขึ้น เธอบอกตรงๆ ว่า

  • ตอนนี้มีทนายแล้ว

  • ได้รับคำแนะนำว่า ควรไปแจ้งความ ไม่ใช่ปล่อยไว้ลอยๆ

  • เป้าหมายหลักมีแค่หนึ่งเดียวคือ อยากได้เงินคืน

แผนของดาด้าคือ

  • คุยกับนานาเรื่อง กรอบการชำระหนี้ ว่าจะทยอยยังไง กี่เดือน กี่ปี

  • พร้อมทำสัญญาให้เป็นทางการมากกว่าที่ผ่านมา

  • แต่สุดท้ายถ้าต้องดำเนินคดีแพ่งก็พร้อม เพราะ “ใจปักธงแล้วว่าต้องเอาเงินคืนให้ได้”

ด้านทนายสวัสดิ์ย้ำว่า

  • งานหลักของเขาไม่ใช่จะมาฟันธงใครผิดใครถูก เพราะสุดท้ายศาลเป็นคนตัดสิน

  • หน้าที่คือนำ ข้อเท็จจริงและหลักฐาน ออกมาให้สังคมเห็น ว่าพฤติกรรมทั้งหมดเกิดจากอะไร และเหยื่อโดนหลอกอย่างไรบ้าง

การต่อสู้ในศาล: ฉ้อโกง vs กู้ยืม vs ปล่อยดอกเกินกฎหมาย

สาระสำคัญของเกมกฎหมายตรงนี้ คือ จะตีกรอบเรื่องเงินอย่างไร

ฝั่งทนายสายหยุดเตรียมสู้ในหลายมุม เช่น

  • เงินที่โอนมาหลายเคส เป็นการ กู้ยืมเงินเพื่อปล่อยดอก ไม่ใช่การลงทุนธรรมดา

  • ถ้าผู้ให้เงินรู้อยู่แล้วว่าเงินจะถูกนำไปปล่อยกู้ดอกสูงเกินกฎหมาย เขาอาจไม่ใช่ “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” เพราะวัตถุประสงค์ตัวเองก็ขัดกฎหมาย

  • ดอกเบี้ยที่ให้เกินกำหนด อาจถูกตีเป็นโมฆะ และนำดอกที่เคยจ่าย หักคืนเป็นเงินต้น ได้

ในขณะที่ฝั่งผู้เสียหายจะยืนยันว่า

  • พวกเขาเชื่อว่าเป็นการลงทุนหรือให้เพื่อนนำไปบริหารเงิน ไม่ได้คิดว่าจะเข้าไปเล่นเกมดอกโหดผิดกฎหมาย

  • การที่มีการสร้างเรื่องบุคคลที่สาม–สลิปปลอม–ดีลลงทุนปลอม เป็น การหลอกตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รู้เห็นร่วมกัน

สรุปคือ

จุดปะทะหลักจะอยู่ที่ “รู้หรือไม่รู้อะไรตั้งแต่วันแรก” และ “เงินที่จ่ายไป เข้าข่ายกู้ยืมหรือถูกฉ้อโกงให้ลงทุน”

เรื่องจริงที่เพิ่งรู้: เพื่อนหลายคนเพิ่งเข้าใจว่าตัวเอง “โดนหลอก” ตอนดูทีวี

กรณีของเจนี่ถูกยกมาเป็นตัวอย่างชัด

  • นานาชวนลงทุนเปิดร้านอาหารที่นิวยอร์ก อ้างว่าร่วมกับร้านที่เคยไปเปิดเพลงด้วย

  • เจนี่โอนเงินทีละก้อน วันละ 5 แสน จากเงินเก็บของลูก โดยเชื่อใจเพื่อน และไม่เคยตั้งคำถามจริงจัง

  • หลายเดือนผ่านไปก็ยังไม่รู้สึกว่าโดนหลอก เพราะรักและเชื่อเพื่อนมาก

  • จนวันที่มาดูรายการที่พูดถึง “วงเงินหนี้–กลุ่มผู้เสียหาย–รูปแบบการหลอก” จึงเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นหนึ่งในนั้น

  • เมื่อไปตามเบอร์–โทรไปถามเจ้าของร้านจริง กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่เคยได้รับเงินจากนานาเพื่อเปิดร้านเลย” ทำให้ช็อกหนัก

กรณีดาด้าก็ไม่ต่างกัน

  • หลังรายการ–หลังสื่อเปิดประเด็น เธอเริ่มไปตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นจริง ปรากฏว่า ไม่มีชื่อของตัวเอง แม้จะจ่ายค่าหุ้น 2 ล้านไปแล้ว

  • เมื่อถามนานาตรงๆ ในที่สุดอีกฝ่ายยอมรับว่า นำเงินไปใช้อย่างอื่น ไม่ได้ลงบริษัทตามที่บอก

จุดร่วมของเหยื่อหลายคน คือ

  • ความสนิท–ความไว้ใจ–ความรักเพื่อน

  • ไม่เช็กเอกสารละเอียด ไม่ถามลึก เพราะ “ไม่คิดว่าเพื่อนจะหลอก”

บทบาททนาย: หมอของคนเจ็บ – ไม่ใช่คนตัดสินแทนศาล

ช่วงท้ายรายการ พิธีกรชัดเจนมากว่า

  • ทนายสายหยุดไม่ได้ “ผิด” ที่มาปกป้องนานา เพราะทนายคือคนคุ้มครองสิทธิของลูกความ ไม่ว่าจะถูกตราหน้าแค่ไหน

  • เปรียบเหมือนหมอที่ต้องรักษาคนไข้ แม้คนไข้จะเป็นผู้ร้ายก็ตาม

  • ในมุมเดียวกัน ทนายสวัสดิ์ก็มีหน้าที่เต็มที่ในการปกป้องข้าวโพดและผู้เสียหาย

สุดท้าย ศาลเท่านั้นที่จะชี้ขาด ว่าข้อหาไหนเข้า–ไม่เข้า ใครจะชนะหรือแพ้ในทางคดี

เวย์–กระเป๋าคริปโต–ของกลาง และความเสี่ยงถูกพาดพิง

ฝั่งเวย์ยังมีอีกประเด็น คือของกลางบางส่วนที่เกี่ยวข้อง

  • ตำรวจยึดของจากตู้เซฟของเวย์ รวมถึง กระเป๋าเงินดิจิทัล

  • เวย์เรียกร้องอยากได้ แหวนแต่งงาน คืน เพราะไม่เกี่ยวกับคดี

  • ระหว่างติดต่อกัน มีจังหวะที่ตำรวจอยากให้ช่วยปลดล็อกกระเป๋าคริปโต

ทนายสายหยุดเลยขอให้ทุกอย่างต้อง ทำให้ถูกขั้นตอน เพราะถ้าไม่ระวัง เวย์อาจถูกดึงเข้าไปพัวพันในข้อหาว่า “ร่วมกัน” ได้ง่ายๆ

ดาด้าตั้งเป้าชัด: ไม่เอาอาญา ขอเอาเงินคืน

แม้หลายคนในสังคมจะโกรธแทน แต่ดาด้าบอกชัดว่า

  • เป้าหมายหลักคือ เงินที่เสียไปต้องกลับมา

  • ยอมเดินทางคดีแบบแพ่งมากกว่า เพราะความสัมพันธ์เพื่อน 30 ปีไม่ใช่เรื่องลบง่ายๆ

  • การแจ้งความเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้มีกรอบตามกฎหมายและบีบให้เกิดการเจรจาชำระหนี้ที่ชัดเจน

เงินจะมาจากไหน? งาน–กิจกรรม–การไลฟ์ใช้หนี้

ในมุมรายได้ เพื่อเอามาเคลียร์หนี้ ทนายและพิธีกรพูดถึงว่า

  • มีงานอีเวนต์–คอนเสิร์ตที่นานาจัด ซึ่งรายได้ถูกคาดหวังว่าจะนำไปใช้คืนผู้เสียหาย

  • นานายังพยายาม ไลฟ์สด–ทำงาน–ผ่อนหนี้เล็กๆ น้อยๆ อย่างต่อเนื่อง

แต่คำถามใหญ่ของคนดูคือ

ยอดเสียหายระดับร้อยล้าน แบบนี้จะหาเงินจากไหนมาปิดเกมให้จบ?

คำตอบคงต้องรอเวลา และดูแผนเจรจาระหว่างทนายทั้งสองฝั่ง ว่าจะออกมาในรูปไหน ระยะยาว–ระยะสั้น และผู้เสียหายจะยอมรับหรือไม่

บทเรียนจากเคส “นานา”: เมื่อความไว้ใจแพงกว่าดอกเบี้ย

เคสนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดารายืมเงิน แต่คือ เคสตัวอย่างของสังคม ว่า

  • การลงทุน–ให้เพื่อนยืมเงิน–ร่วมลงหุ้น ต้องมี เอกสาร–การตรวจสอบ–การเช็กข้อมูล จริงจังเสมอ

  • การเชื่อใจเพื่อนสนิท 10–30 ปี ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100%

  • ดอกเบี้ยสูง–ผลตอบแทนดีเกินจริง มักมาพร้อมความเสี่ยงและกลิ่นไม่ชอบมาพากล

และที่สำคัญ

ทนายมีไว้ปกป้องสิทธิ ไม่ใช่ปกป้องความถูกต้องในสายตาคนดู

ความถูกหรือผิดสุดท้ายต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐานในศาล ไม่ใช่ด้วยเสียงด่าบนโซเชียล

สายภาพ: เบื้องหลังดราม่าบนโซฟาโหนกระแส

ด้านล่างนี้คือชุดภาพบรรยากาศแขกรับเชิญและโมเมนต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดราม่าครั้งนี้

ท้ายสุด เคสนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าระดับทอล์คโชว์ แต่เป็น เคสเตือนใจทั้งประเทศ ว่า เวลามีใครชวนลงทุน–ชวนปล่อยกู้–ชวนซื้อหุ้น ต่อให้คนนั้นจะเป็นเพื่อนที่เรารักที่สุดก็ตาม

อย่าเซ็น–อย่าโอน ถ้ายังไม่มีสติและหลักฐานในมือ