พรีวิวดราม่า : จากเพื่อนรัก 30 ปี สู่คดีฉ้อโกงร้อยล้าน
รายการโหนกระแส วันที่ 5 ธ.ค. เปิดโต๊ะเคสใหญ่สะเทือนวงการบันเทิง เมื่อ นานา ไรบีนา ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีเงินกู้–ลงทุน–ฉ้อโกง จนมียอดความเสียหายรวม กว่า 150 ล้านบาท แต่ก็ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยวงเงินประกัน 1 ล้านบาท และไม่ต้องใส่กำไล EM
บนโซฟาวันนั้น ไม่ได้มีแค่เจ้าของเรื่อง แต่ยังมี
ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความฝ่ายนานา
ดีเจดาด้า วรินดา ดำรงผล เพื่อนสนิทที่กลายเป็นผู้เสียหาย
ทนายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายของข้าวโพดและผู้เสียหายกลุ่มหนึ่ง
ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล มาร่วมวิเคราะห์เกมกฎหมาย
นี่ไม่ใช่แค่ดราม่าเพื่อนยืมเงิน แต่เป็นเคสระดับ หนี้ร้อยล้าน ปลอมสลิป เช็คสามี และดราม่ากฎหมายพ.ร.ก.กู้ยืม ที่ชวนมึนทั้งสตูฯ และคนดูทางบ้าน
ดาด้าเล่าเอง: จากน้ำตาเพื่อนสู่หนี้ 3 ล้าน
ดาด้าเปิดใจว่า รู้จักสนิทกับนานามากว่า 30 ปี โทรคุยกันแทบทุกวัน จนคืนหนึ่งเพื่อนโทรมาร้องไห้ขอมาหาถึงบ้าน บอกว่าตัวเองมีหนี้ 168 ล้านบาท และต้องเคลียร์ให้ได้ภายใน 3 เดือน
บรรยากาศวันนั้นเต็มไปด้วยความเครียด นานาบอกว่า
ตัวเองมีเงินอยู่ประมาณ 50 ล้าน
ยังขาดอีกกว่า 100 ล้าน ต้องหาวิธีปิดหนี้
ดาด้าในฐานะเพื่อนรักเลยช่วยคิดสารพัดทางออก
ถามว่าบ้านยังผ่อนธนาคารอยู่ไหม ถ้าไม่ติดจะเอาไปรีไฟแนนซ์ได้หรือเปล่า
แนะนำให้ไปคุยกับคนที่คิดว่าจะช่วยเรื่องการเงินได้
คีย์สำคัญ คือ ณ ตอนนั้น ดาด้าเชื่อสนิทใจว่า
เพื่อนมีหนี้ก้อนเดียว เจ้าหนี้คนเดียว และทุกอย่างคือเรื่องจริง
หลังจากนั้นไม่กี่วัน นานากลับมาอัปเดตว่า คนที่ดาด้าแนะนำยอมช่วยให้ยืมเงินแล้ว ดาด้าก็เลยสบายใจและเชื่อว่าปัญหาหนี้ก้อนใหญ่ถูกจัดการไปแล้ว
ดีลหุ้น + เงินกู้: 3 ล้านที่กลายเป็นความเสียหาย
เวลาเดินมาถึงปีที่แล้ว นานาชวนดาด้าคุยเรื่องการลงทุน โดยเสนอว่า
ผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในบริษัทจะถอนหุ้น
ถ้าดาด้าสนใจ สามารถซื้อหุ้นเข้ามาได้
ดาด้ารู้ว่าธุรกิจของนานามีกำไร และตัวเองเคยซื้อแฟรนไชส์ร้านตัดผมมาก่อน จึงมองว่า เป็นโอกาสลงทุนที่ดูสมเหตุสมผล
ดีลที่ตกลงกันคือ
ซื้อหุ้น 1% ในราคา 2 ล้านบาท
มีทำเอกสารโอนหุ้น ระบุชัดว่าสัดส่วน 1% มูลค่า 2 ล้าน
ดาด้าโอนเงิน 2 ล้านให้ในฐานะค่าหุ้น มีเอกสารสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนตัว แต่ยังไม่ได้รับใบหุ้นจริง โดยนานาบอกว่า
เดี๋ยวจะมีการปรับรายชื่อผู้ถือหุ้นล็อตใหญ่
ค่อยไปเปลี่ยนชื่อและจดทะเบียนทีหลัง
ก่อนหน้าเรื่องหุ้น ยังมีอีกหนึ่งดีล
เดือน ส.ค. ปีก่อน นานายืมเงินดาด้า 1 ล้านบาท
มีเช็คค้ำประกัน ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเพิ่งครบดีลวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา
รวมแล้วดาด้าเสียหายไป 3 ล้านบาท แบ่งเป็น
2 ล้าน: ซื้อหุ้นบริษัท
1 ล้าน: เงินกู้ระยะ 1 ปีมีเช็คค้ำ
ทำไมดาด้าเคยออกมาปกป้อง? เพราะเชื่อว่า “เพื่อนมีเจ้าหนี้คนเดียว”
ในช่วงที่กระแสข่าวคดีนานาเริ่มแรง ดาด้าเคยออกสื่อยืนยันว่าเพื่อนของเธอไม่น่าทำแบบที่ถูกกล่าวหา
เหตุผลคือ
ตลอด 2 ปี นานาเล่าให้ฟังเสมอว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก้อนเดียว
อัปเดตตลอดว่าผ่อนจ่ายเจ้าหนี้คนเดิมเรื่อยๆ
เล่าเรื่องเซ็นใบหย่ากับเวย์ โดยบอกว่าเป็นเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่ดราม่าครอบครัว
ดาด้าเลยมี ความเชื่อแบบฝังลึก ว่า
เพื่อนมีเจ้าหนี้แค่รายเดียว
ไม่ได้ไปหยิบยืมคนอื่นเป็นสิบๆ รายอย่างที่ข่าวออก
จนต่อมาเมื่อพี่หนุ่มโทรเตือนว่า ถ้ายืนยันแรงเกินไป ดาด้าอาจเสียเอง เธอเริ่มสะดุด และมานั่งย้อนคิดใหม่ทั้งหมด
สุดท้ายเมื่อความจริงเริ่มทะลักออกมา ดาด้าก็ยอมรับว่า
ตอนนั้นเชื่อเพราะ “รักเพื่อน” และไม่คิดเลยว่าจะถูกโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทนายสายหยุดเปิดเกม: ทำไมประกัน 1 ล้าน ไม่ใช่ 50 ล้าน
ฝั่งกฎหมาย ทนายสายหยุดอธิบายเรื่องการประกันตัวว่า
ตำรวจในชั้นสน.มักเรียกทุนประกันที่ 1 ใน 3 ของความเสียหาย
เคสนี้ยอดเสียหายที่ใช้ยื่นคือประมาณ 152,907,577 บาท
ถ้าคิดตามสูตร ตร.เลยพูดถึงตัวเลข 50 ล้าน ซึ่งในมุมทนาย สื่อถึงว่า “แทบไม่อยากให้ประกัน”
แต่เมื่อขึ้นศาล หลักการเปลี่ยนไป
ศาลมองจาก อัตราโทษในข้อหาที่สูงสุด เช่น พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
ทนายสายหยุดจึงเสนอหลักประกัน 1 ล้านบาท พร้อมเหตุผลประกอบเกือบสิบข้อ
เขาชี้ให้เห็นว่า
ตอนแรกมีการพูดว่าความเสียหายราว 400 ล้าน แต่พอรวมตามคำร้องฝากขังจริงๆ เหลือประมาณ 152 ล้าน
ผู้เสียหายถูกแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มลงทุนหุ้น กลุ่มปล่อยกู้ กลุ่มร่วมลงทุนบริษัท และกลุ่มที่เป็นการยืมเงินตรงๆ
ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 1 ล้าน โดยเชื่อว่า
ผู้ต้องหา ไม่มีพฤติกรรมหลบหนี
มีการ เข้ามอบตัว–ประสานงาน ก่อนถูกจับ
ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
ศึกทนาย 3 สาย: ผู้ต้องหาคือใคร? ฉ้อโกงหรือกู้ยืม?
ช่วงกลางรายการกลายเป็นเวทีดีเบตกฎหมายแบบสดๆ ระหว่าง
ทนายสายหยุด (ฝ่ายนานา)
ทนายสวัสดิ์ (ฝ่ายข้าวโพดและผู้เสียหาย)
ทนายแก้ว (ช่วยอธิบายหลักกฎหมายกลางรายการ)
ประเด็นใหญ่มีหลายเรื่อง
1. สถานะ “ผู้ต้องหา” เริ่มเมื่อไหร่?
ทนายสายหยุดยืนยันตามตำรากฎหมายว่า เมื่อมีคนไปแจ้งความกล่าวโทษ เราก็ถือว่าอยู่ในสถานะผู้ต้องหาแล้ว
ฝั่งที่อิงมุมพนักงานสอบสวนจะมองว่า ต้องมีขั้นตอนสอบสวนและการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการก่อน
2. คดีนี้เข้าข่าย “ฉ้อโกงประชาชน” หรือไม่?
ทนายสายหยุดมองว่า การตั้งข้อหา พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนอาจ เริ่มต้นไม่ถูกช่อง
เหตุผลคือ ผู้ให้เงินหลายคนเป็นวงเพื่อน ไม่ได้ประกาศเชิญชวนวงกว้างแบบแชร์ลูกโซ่หรือปล่อยกู้สาธารณะ
เขาชี้ว่ากฎหมายกำหนดองค์ประกอบ เช่น จำนวนคนกู้เกิน 10 คน ยอดเงินเกิน 5 ล้าน และต้องมีลักษณะ “กู้จากประชาชน” ไม่ใช่แค่ในกลุ่มแคบๆ
ด้านทนายสวัสดิ์มองว่า
ไม่ว่าจะแปะป้ายกฎหมายข้อไหน สาระคือ พฤติกรรมหลอกลวงต่อเหยื่อ
ให้สังคมดูที่ข้อเท็จจริง ว่ามีการสร้างสถานการณ์–เอกสาร–สลิป–บุคคลที่สาม เพื่อให้คนเชื่อและยอมโอนเงินหรือไม่
จุดพีค: ปลอมสลิป–อ้างบุคคลที่สาม–จัดฉากการลงทุน
หนึ่งในช่วงที่แรงที่สุดของรายการ คือการพูดถึง หลักฐานสลิปโอนเงินปลอม ที่ทนายสวัสดิ์นำมาวิเคราะห์
ข้อมูลที่เปิดเผยคือ
มีสลิปหลายใบที่อ้างว่าโอนไปยังบุคคลที่สาม (เช่น “นางหมวย”) เพื่อปล่อยกู้หรือไปลงทุน
เมื่อทนายตามไปเช็กกับธนาคารจริง พร้อมดูสเตทเมนต์ ปรากฏว่า ไม่มีรายการโอนตามสลิปนั้น
ที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้นคือ สลิปหลายใบมี รหัสอ้างอิงเดียวกัน แต่ยอดเงินและเวลาต่างกัน แสดงถึงการปลอมเอกสารอย่างจงใจ
เมื่อถูกถามตรงๆ ว่า นานาปลอมสลิปจริงหรือไม่
ทนายสายหยุดยอมรับในรายการว่า “สลิปปลอมอยู่แล้ว เลขเดียวกัน 10 ใบ”
แต่ทั้งสองฝั่งตีความเจตนาต่างกัน
ฝั่งทนายสายหยุด: มองว่าเป็นการปลอมเพื่อ ประวิงเวลาชำระหนี้ ทำให้เพื่อนไม่ตามทวงเร็ว เหมือนส่งสัญญาณว่า “โอนแล้วนะ กำลังหมุนอยู่”
ฝั่งทนายสวัสดิ์: ยืนยันว่าเป็นการปลอม เพื่อให้เหยื่อโอนเงินเพิ่ม โดยจัดฉากว่ามีการโอนต่อไปลงทุนจริงแล้ว
แม้จะเห็นตรงกันว่าสลิปปลอม แต่ไม่เห็นตรงกันว่า “ปลอมเพื่ออะไร” ซึ่งจุดนี้จะไปวัดกันในศาล
เกมเช็ค “เวย์”: ภรรยาเอามาเขียนเองเพื่อถ่วงเวลา
อีกประเด็นที่สะเทือนวงการ คือเรื่อง เช็ค 5 ใบ ที่มีชื่อเวย์อยู่ในวงสนทนา
ทนายสายหยุดเล่าว่า
นานายอมรับว่า เอาเช็คของสามีมาเขียนเอง
จุดประสงค์เพื่อ ถ่วงเวลาเพื่อนที่ทวงหนี้ ให้เห็นว่ามีหลักทรัพย์ มีเงินกำลังจะเข้า ไม่ได้หนี
เป็นการหลอกในเชิง “ให้หวัง” แต่วันนั้น ไม่ได้มีทรัพย์ใหม่ไหลเข้ามาที่ตัวนานา จากการหลอกครั้งนั้น
กล่าวคือ เป็นการใช้เช็คและเรื่องราวมาปลอบใจ–ถ่วงเวลา มากกว่าจะเป็นการหลอกเพื่อเอาเงินเพิ่มโดยตรง แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นอีกจุดที่จะถูกขุดในคดี
ดราม่ากระเป๋าเงินดิจิทัล: ตำรวจโทรชวนมาดูแหวน แต่จะให้เปิดกระเป๋าคริปโต
ฝั่งเวย์เองก็ไม่รอดจากการถูกพาดพิง
มีการยึด กระเป๋าเงินดิจิทัล ที่เก็บไว้ในตู้เซฟของเวย์
ตำรวจโทรติดต่อให้ไปดูของกลาง โดยบอกว่ามีเรื่องแหวนแต่งงานที่อยากคืน
แต่เมื่อไปถึง กลับถูกขอให้ช่วย เปิดกระเป๋าเงินดิจิทัล ที่ถูกยึดไว้ เพื่อดูว่ามีเหรียญจำนวนเท่าไหร่
ทนายสายหยุดระบุว่า
ไม่ยอมให้เปิดในวันนั้น เพราะถือว่า ถูกหลอกให้มา ด้วยเหตุผลเรื่องการคืนแหวน
ถ้าจะตรวจสอบ ต้องมีการออกหมายเรียก–ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
ในกระเป๋ามีเพียง เหรียญชิบะ มูลค่าไม่มาก
ส่วนเวย์จะโดนข้อหาร่วมหรือไม่ ยังต้องรอดูผลการสอบสวนว่าพฤติกรรมเข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เพราะในสำนวนใช้คำว่า “ร่วมกันฉ้อโกง” ซึ่งแปลว่าอย่างน้อยต้องมีมากกว่าหนึ่งคน
มุมของผู้เสียหาย: จากรักและเชื่อใจ สู่การตัดสินใจแจ้งความ
ฝั่งดาด้า เมื่อรูปคดีชัดขึ้น เธอบอกตรงๆ ว่า
ตอนนี้มีทนายแล้ว
ได้รับคำแนะนำว่า ควรไปแจ้งความ ไม่ใช่ปล่อยไว้ลอยๆ
เป้าหมายหลักมีแค่หนึ่งเดียวคือ อยากได้เงินคืน
แผนของดาด้าคือ
คุยกับนานาเรื่อง กรอบการชำระหนี้ ว่าจะทยอยยังไง กี่เดือน กี่ปี
พร้อมทำสัญญาให้เป็นทางการมากกว่าที่ผ่านมา
แต่สุดท้ายถ้าต้องดำเนินคดีแพ่งก็พร้อม เพราะ “ใจปักธงแล้วว่าต้องเอาเงินคืนให้ได้”
ด้านทนายสวัสดิ์ย้ำว่า
งานหลักของเขาไม่ใช่จะมาฟันธงใครผิดใครถูก เพราะสุดท้ายศาลเป็นคนตัดสิน
หน้าที่คือนำ ข้อเท็จจริงและหลักฐาน ออกมาให้สังคมเห็น ว่าพฤติกรรมทั้งหมดเกิดจากอะไร และเหยื่อโดนหลอกอย่างไรบ้าง
การต่อสู้ในศาล: ฉ้อโกง vs กู้ยืม vs ปล่อยดอกเกินกฎหมาย
สาระสำคัญของเกมกฎหมายตรงนี้ คือ จะตีกรอบเรื่องเงินอย่างไร
ฝั่งทนายสายหยุดเตรียมสู้ในหลายมุม เช่น
เงินที่โอนมาหลายเคส เป็นการ กู้ยืมเงินเพื่อปล่อยดอก ไม่ใช่การลงทุนธรรมดา
ถ้าผู้ให้เงินรู้อยู่แล้วว่าเงินจะถูกนำไปปล่อยกู้ดอกสูงเกินกฎหมาย เขาอาจไม่ใช่ “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” เพราะวัตถุประสงค์ตัวเองก็ขัดกฎหมาย
ดอกเบี้ยที่ให้เกินกำหนด อาจถูกตีเป็นโมฆะ และนำดอกที่เคยจ่าย หักคืนเป็นเงินต้น ได้
ในขณะที่ฝั่งผู้เสียหายจะยืนยันว่า
พวกเขาเชื่อว่าเป็นการลงทุนหรือให้เพื่อนนำไปบริหารเงิน ไม่ได้คิดว่าจะเข้าไปเล่นเกมดอกโหดผิดกฎหมาย
การที่มีการสร้างเรื่องบุคคลที่สาม–สลิปปลอม–ดีลลงทุนปลอม เป็น การหลอกตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รู้เห็นร่วมกัน
สรุปคือ
จุดปะทะหลักจะอยู่ที่ “รู้หรือไม่รู้อะไรตั้งแต่วันแรก” และ “เงินที่จ่ายไป เข้าข่ายกู้ยืมหรือถูกฉ้อโกงให้ลงทุน”
เรื่องจริงที่เพิ่งรู้: เพื่อนหลายคนเพิ่งเข้าใจว่าตัวเอง “โดนหลอก” ตอนดูทีวี
กรณีของเจนี่ถูกยกมาเป็นตัวอย่างชัด
นานาชวนลงทุนเปิดร้านอาหารที่นิวยอร์ก อ้างว่าร่วมกับร้านที่เคยไปเปิดเพลงด้วย
เจนี่โอนเงินทีละก้อน วันละ 5 แสน จากเงินเก็บของลูก โดยเชื่อใจเพื่อน และไม่เคยตั้งคำถามจริงจัง
หลายเดือนผ่านไปก็ยังไม่รู้สึกว่าโดนหลอก เพราะรักและเชื่อเพื่อนมาก
จนวันที่มาดูรายการที่พูดถึง “วงเงินหนี้–กลุ่มผู้เสียหาย–รูปแบบการหลอก” จึงเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อไปตามเบอร์–โทรไปถามเจ้าของร้านจริง กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่เคยได้รับเงินจากนานาเพื่อเปิดร้านเลย” ทำให้ช็อกหนัก
กรณีดาด้าก็ไม่ต่างกัน
หลังรายการ–หลังสื่อเปิดประเด็น เธอเริ่มไปตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นจริง ปรากฏว่า ไม่มีชื่อของตัวเอง แม้จะจ่ายค่าหุ้น 2 ล้านไปแล้ว
เมื่อถามนานาตรงๆ ในที่สุดอีกฝ่ายยอมรับว่า นำเงินไปใช้อย่างอื่น ไม่ได้ลงบริษัทตามที่บอก
จุดร่วมของเหยื่อหลายคน คือ
ความสนิท–ความไว้ใจ–ความรักเพื่อน
ไม่เช็กเอกสารละเอียด ไม่ถามลึก เพราะ “ไม่คิดว่าเพื่อนจะหลอก”
บทบาททนาย: หมอของคนเจ็บ – ไม่ใช่คนตัดสินแทนศาล
ช่วงท้ายรายการ พิธีกรชัดเจนมากว่า
ทนายสายหยุดไม่ได้ “ผิด” ที่มาปกป้องนานา เพราะทนายคือคนคุ้มครองสิทธิของลูกความ ไม่ว่าจะถูกตราหน้าแค่ไหน
เปรียบเหมือนหมอที่ต้องรักษาคนไข้ แม้คนไข้จะเป็นผู้ร้ายก็ตาม
ในมุมเดียวกัน ทนายสวัสดิ์ก็มีหน้าที่เต็มที่ในการปกป้องข้าวโพดและผู้เสียหาย
สุดท้าย ศาลเท่านั้นที่จะชี้ขาด ว่าข้อหาไหนเข้า–ไม่เข้า ใครจะชนะหรือแพ้ในทางคดี
เวย์–กระเป๋าคริปโต–ของกลาง และความเสี่ยงถูกพาดพิง
ฝั่งเวย์ยังมีอีกประเด็น คือของกลางบางส่วนที่เกี่ยวข้อง
ตำรวจยึดของจากตู้เซฟของเวย์ รวมถึง กระเป๋าเงินดิจิทัล
เวย์เรียกร้องอยากได้ แหวนแต่งงาน คืน เพราะไม่เกี่ยวกับคดี
ระหว่างติดต่อกัน มีจังหวะที่ตำรวจอยากให้ช่วยปลดล็อกกระเป๋าคริปโต
ทนายสายหยุดเลยขอให้ทุกอย่างต้อง ทำให้ถูกขั้นตอน เพราะถ้าไม่ระวัง เวย์อาจถูกดึงเข้าไปพัวพันในข้อหาว่า “ร่วมกัน” ได้ง่ายๆ
ดาด้าตั้งเป้าชัด: ไม่เอาอาญา ขอเอาเงินคืน
แม้หลายคนในสังคมจะโกรธแทน แต่ดาด้าบอกชัดว่า
เป้าหมายหลักคือ เงินที่เสียไปต้องกลับมา
ยอมเดินทางคดีแบบแพ่งมากกว่า เพราะความสัมพันธ์เพื่อน 30 ปีไม่ใช่เรื่องลบง่ายๆ
การแจ้งความเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้มีกรอบตามกฎหมายและบีบให้เกิดการเจรจาชำระหนี้ที่ชัดเจน
เงินจะมาจากไหน? งาน–กิจกรรม–การไลฟ์ใช้หนี้
ในมุมรายได้ เพื่อเอามาเคลียร์หนี้ ทนายและพิธีกรพูดถึงว่า
มีงานอีเวนต์–คอนเสิร์ตที่นานาจัด ซึ่งรายได้ถูกคาดหวังว่าจะนำไปใช้คืนผู้เสียหาย
นานายังพยายาม ไลฟ์สด–ทำงาน–ผ่อนหนี้เล็กๆ น้อยๆ อย่างต่อเนื่อง
แต่คำถามใหญ่ของคนดูคือ
ยอดเสียหายระดับร้อยล้าน แบบนี้จะหาเงินจากไหนมาปิดเกมให้จบ?
คำตอบคงต้องรอเวลา และดูแผนเจรจาระหว่างทนายทั้งสองฝั่ง ว่าจะออกมาในรูปไหน ระยะยาว–ระยะสั้น และผู้เสียหายจะยอมรับหรือไม่
บทเรียนจากเคส “นานา”: เมื่อความไว้ใจแพงกว่าดอกเบี้ย
เคสนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดารายืมเงิน แต่คือ เคสตัวอย่างของสังคม ว่า
การลงทุน–ให้เพื่อนยืมเงิน–ร่วมลงหุ้น ต้องมี เอกสาร–การตรวจสอบ–การเช็กข้อมูล จริงจังเสมอ
การเชื่อใจเพื่อนสนิท 10–30 ปี ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100%
ดอกเบี้ยสูง–ผลตอบแทนดีเกินจริง มักมาพร้อมความเสี่ยงและกลิ่นไม่ชอบมาพากล
และที่สำคัญ
ทนายมีไว้ปกป้องสิทธิ ไม่ใช่ปกป้องความถูกต้องในสายตาคนดู
ความถูกหรือผิดสุดท้ายต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐานในศาล ไม่ใช่ด้วยเสียงด่าบนโซเชียล
สายภาพ: เบื้องหลังดราม่าบนโซฟาโหนกระแส
ด้านล่างนี้คือชุดภาพบรรยากาศแขกรับเชิญและโมเมนต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดราม่าครั้งนี้
ท้ายสุด เคสนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าระดับทอล์คโชว์ แต่เป็น เคสเตือนใจทั้งประเทศ ว่า เวลามีใครชวนลงทุน–ชวนปล่อยกู้–ชวนซื้อหุ้น ต่อให้คนนั้นจะเป็นเพื่อนที่เรารักที่สุดก็ตาม
อย่าเซ็น–อย่าโอน ถ้ายังไม่มีสติและหลักฐานในมือ

