รับแอปรับแอป

ปลาหมอคางดำระบาดหนัก! ทำหมัน 4n เอาอยู่จริงหรือแค่เสริมทัพ?

ธีรพล นาคดี02-01

ปลาหมอคางดำ 4n คืออะไร ทำไมถึงถูกคาดหวังให้ช่วยหยุดการระบาด

ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ กรมประมงออกมาแถลงข่าวถึงความคืบหน้าของงานวิจัย “ปลาหมอคางดำ 4n” หรือปลาหมอคางดำที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีโครโมโซม 4 ชุด (4n) แทนที่จะเป็น 2 ชุด (2n) แบบที่ระบาดอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ

แนวคิดหลักคือ เมื่อปลาหมอคางดำ 4n ไปผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำธรรมชาติ 2n จะให้กำเนิดลูกปลาที่ เป็นหมัน ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ จึงหวังใช้เป็นวิธี ตัดตอนวงจรการเพิ่มจำนวน และช่วยควบคุมการระบาดในระยะยาว

ตอนนี้โครงการยังอยู่ในขั้นทดลองในบ่อเลียนแบบธรรมชาติของศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี ต้องใช้เวลาศึกษาและติดตามผลต่อเนื่องอีกราว 18 เดือน หากผลออกมาตามที่ตั้งใจ จึงจะเริ่มทดลองปล่อยลงแหล่งน้ำอื่นๆ ต่อไป

ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวหลังจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 450 ล้านบาท ให้ใช้ดำเนินมาตรการจัดการปลาหมอคางดำระบาด ตามแผนหลัก 7 ข้อที่กรมประมงวางไว้

ทำหมันเป็นแค่ตัวช่วย ไม่ใช่พระเอกหลักของแผน

ปัจจุบันปลาหมอคางดำระบาดใน 19 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นนทบุรี กรุงเทพมหานคร นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ชลบุรี พัทลุง และปราจีนบุรี

การระบาดลุกลามอย่างรวดเร็ว คาดว่าเกี่ยวข้องกับการขนย้ายปลาโดยมนุษย์ และเมื่อปลาถูกปล่อยลงแหล่งน้ำแล้ว ปรากฏว่าปลาหมอคางดำสามารถ วางไข่ได้ตลอดปี แม่ปลา 1 ตัวให้ไข่ได้ราว 50 – 300 ฟองหรือมากกว่า ตามขนาด ใช้เวลาฟักเพียง 4 – 6 วัน จากนั้นพ่อปลายังช่วยเลี้ยงลูกด้วยการอมลูกปลาไว้ในปากต่ออีก 2 – 3 สัปดาห์ ทำให้โอกาสรอดสูงและเพิ่มจำนวนเร็วมาก

ที่ผ่านมาแม้จะมีการระดมจับจากกรมประมง เอกชน และภาคประชาชน แต่จำนวนที่จับออกได้ยังไม่มากพอจนเห็นผลชัดในระดับระบบนิเวศ ปัจจัยสำคัญคือ

  • การรับซื้อปลาหมอคางดำไม่ต่อเนื่อง

  • ราคาปลาไม่สูง ทำให้คนขาดแรงจูงใจ

  • ข้อจำกัดด้านเครื่องมือจับปลา แม้จะผ่อนผันให้ใช้อวนรุนในบางพื้นที่แล้วก็ตาม

จึงมีแนวคิดใช้วิธี ทำหมัน เข้ามาเสริม เพื่อช่วยลดการเพิ่มจำนวนของปลา ตัวเลือกนี้ไม่ได้มาแทนวิธีอื่น แต่ถูกเสนอให้ใช้ ควบคู่กับมาตรการเดิม

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มาพร้อมคำถามใหญ่หลายข้อที่ยังตอบไม่ได้

ทำหมันในธรรมชาติ เสี่ยงจริงไหม?

อาจารย์วินิจ ตันสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มองว่า การใช้ปลาที่ถูกทำหมันเป็นเครื่องมือจัดการประชากรอาจได้ผลในระบบ การเลี้ยงแบบปิด หรือในฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ เพราะติดตามและประเมินผลได้ง่าย ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม

แต่เมื่อย้ายไปใช้ใน แหล่งน้ำธรรมชาติ เรื่องจะซับซ้อนขึ้นทันที เพราะ

  • วัดผลยาก ว่าจำนวนปลาหมอคางดำลดลงจริงหรือไม่

  • ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐจะใช้วิธีไหนในการตรวจสอบประสิทธิภาพ

  • การปล่อยปลาจำนวนหนึ่งลงไปในระบบนิเวศ ย่อมเป็นการ เพิ่มจำนวนปลาหมอคางดำในระยะสั้น ก่อนที่ลูกปลารุ่นหมันจะเกิดขึ้น

อาจารย์วินิจชี้ให้เห็นอีกว่า เมื่อปลาหมอคางดำถูกปล่อยลงแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นในตอนแรก ปลาเหล่านี้อาจเข้าไป กินหรือแข่งขันกับสัตว์น้ำท้องถิ่น สร้างความเสียหายให้ระบบนิเวศก่อน ทั้งที่เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าท้ายที่สุดผลลัพธ์จะคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่

อีกประเด็นสำคัญคือ การควบคุมการผสมพันธุ์ ในธรรมชาติแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะยังมีปลาหมอคางดำเพศผู้ตัวอื่นๆ อยู่เดิมในระบบนิเวศ ซึ่งก็พร้อมเข้ามาแย่งผสมพันธุ์เช่นกัน

จึงมีข้อเสนอว่า ควรมี การเก็บข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ อย่างละเอียด เช่น

  • ตรวจสอบสัดส่วนไข่ที่เป็นหมันและที่ไม่เป็นหมัน

  • ติดตามจำนวนประชากรปลาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เพราะไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ว่า ไข่ปลาที่ออกมาจะ เป็นหมันทั้งหมด ตามทฤษฎี

งานวิจัยทำหมัน: มาตรการเสริมที่ต้องใช้เวลา

ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำฯ ย้ำว่า การทำหมันปลาหมอคางดำเป็นเพียง มาตรการเสริม ที่ยังอยู่ในขั้นวิจัยและพัฒนา ต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะพร้อมนำไปใช้จริงในพื้นที่

ก่อนปล่อยใช้ในธรรมชาติ จำเป็นต้องผ่านขั้นตอน

  • ประเมินความปลอดภัยต่อระบบนิเวศ

  • ทดสอบผลกระทบในมิติต่างๆ ให้มั่นใจก่อน

ดร.สรวิศเสนอว่า ควร เดินหน้างานวิจัยควบคู่ไปกับมาตรการจัดการอื่น ไม่จำเป็นต้องรอให้วิจัยเสร็จทั้งหมดแล้วค่อยลงมือปฏิบัติ เพราะจะยิ่งทำให้การจัดการล่าช้า ขณะเดียวกัน ผลวิจัยที่ได้ก็อาจนำไปประยุกต์ใช้ในบางพื้นที่ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง

จับออกจากแหล่งน้ำ ยังเป็นทางหลักที่ต้องเร่งให้หนักขึ้น

ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เห็นตรงกันว่า “การจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ” ยังเป็นมาตรการอันดับแรกที่ควรให้ความสำคัญสูงสุด เพียงแต่ต้อง ยกระดับความจริงจังและบูรณาการมากกว่าเดิม

ที่ผ่านมา กรมประมงผ่อนผันกฎหมายให้ใช้อวนรุนช่วยจับปลาหมอคางดำ สามารถลดจำนวนในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัด เช่น

  • ใช้อวนรุนไม่ได้ในคลองขนาดเล็กหรือบางระบบนิเวศ

จึงมีการหารือแนวทางอื่นอย่าง การใช้กระแสไฟฟ้าช็อตปลา ซึ่งแม้จะมีความอ่อนไหวทั้งในแง่กฎหมายและผลกระทบต่อสัตว์น้ำชนิดอื่น แต่ก็ถูกมองว่าอาจใช้ได้ในบางกรณี โดยมีหลักคิดว่า

  • ใช้กระแสไฟในระดับที่ทำให้ปลาช็อต สลบชั่วคราว

  • ช้อนจับเฉพาะปลาหมอคางดำออกมา

  • ปลาชนิดอื่นที่ติดมาด้วยปล่อยกลับแหล่งน้ำเดิม

ขณะนี้มีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาช่วยกันศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบเครื่องมือให้เหมาะสมกับพื้นที่ขนาดเล็ก

ส่วนแนวคิด ปล่อยปลากะพงเพื่อให้เป็นนักล่าคอยจัดการเอเลี่ยนสปีชีส์ ก็มีการพูดถึง แต่โอกาสสำเร็จอาจน้อย เพราะ

  • ปลากะพงต้องการสภาพแวดล้อมน้ำดี

  • แหล่งที่ปลาหมอคางดำระบาดมักเป็นพื้นที่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพต่ำ คุณภาพน้ำไม่ดีนัก

จึงยากที่ปลากะพงจะอยู่รอดและทำหน้าที่เป็นผู้ล่าได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่เป้าหมาย

นอกจากเครื่องมือจับแล้ว ยังมีอีกสองเงื่อนไขสำคัญที่ต้องจัดการให้ได้หากอยากเห็นผลเป็นรูปธรรม

  • แรงจูงใจของประชาชน ต้องมีระบบรองรับ เช่น แนวทางแปรรูป หรือนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ให้มีมูลค่าพอสมควร เพื่อให้ชาวบ้านอยากจับอย่างต่อเนื่อง

  • งบประมาณ ที่ได้รับรอบแรก 450 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอหากต้องการกำจัดให้เกือบหมด อาจต้องใช้งบระดับมากกว่าพันล้านบาท และต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนเข้ามาช่วยเสริม

ปลาหมอคางดำลุกลามไปแค่ไหนแล้ว?

ตอนนี้ปลาหมอคางดำระบาดใน 19 จังหวัดอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า และล่าสุดมีรายงานพบปลาหมอคางดำที่ ต.แหลมกลัด อ.เมืองตราด ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าตราดอาจกลายเป็น จังหวัดที่ 20 ของการระบาด

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าตราดเป็นพื้นที่ระบาด เพราะคำนิยามของคำว่า “ระบาด” ต้องหมายถึงการพบปลาเป็น กลุ่มหรือฝูงต่อเนื่อง ไม่ใช่การพบเป็นรายตัว และกรมประมงยังไม่ออกมายืนยันในประเด็นนี้

อาจารย์วินิจเล่าจากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ระบาดว่า เมื่อลองเหวี่ยงแหจับปลาในแหล่งน้ำที่ปลาหมอคางดำยึดพื้นที่แล้ว ปรากฏว่าปลาที่ขึ้นมาติดแห มากกว่า 90% เป็นปลาหมอคางดำ ส่วนปลาธรรมชาติอื่นๆ แทบมีเพียงตัวหรือสองตัวเท่านั้น

“ที่ไหนที่มันระบาด มันได้ยึดครองพื้นที่ของมันสำเร็จไปแล้ว” คือภาพสะท้อนสถานการณ์ที่ค่อนข้างชัดเจนของการรุกรานของปลาชนิดนี้

ภาพรวมของการระบาดแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  • บ่อหรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดหนัก

  • แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งในภาพรวมยังมีสัดส่วนไม่มากเท่าฟาร์ม แต่ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้น

สำหรับแหล่งน้ำธรรมชาติ พบว่าปลาหมอคางดำมัก

  • ระบาดในพื้นที่ที่ ความหลากหลายทางชีวภาพต่ำ

  • คุณภาพแหล่งน้ำไม่ดีนัก

  • เป็นพื้นที่น้ำกร่อยบริเวณชายฝั่งเป็นส่วนใหญ่

ยังพบไม่มากในแหล่งน้ำจืด แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปลาหมอคางดำ ชอบน้ำกร่อยมากกว่าน้ำจืดจริงหรือไม่ เพราะในช่วงที่ผ่านมาเกิดอุทกภัย น้ำจืดจำนวนมากถูกระบายออกสู่ปากแม่น้ำ ทำให้ข้อมูลปัจจุบันยังไม่ชัดเจน ต้องมีการเก็บข้อมูลตลอดทั้งปีในทุกฤดูกาล

ดร.สรวิศย้ำว่า ต้องการให้สถานการณ์ทั้งหมดถูกอธิบายด้วย ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยจริง ไม่ใช่แค่การคาดเดา ดังนั้น

  • จำเป็นต้องติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

  • หน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างกรมประมงควรออกมานำเสนอข้อมูลสถานการณ์เป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ความคืบหน้าและความรุนแรงที่แท้จริง

ปลายปี 2567 ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ ประเมินว่า สถานการณ์ล่าสุดยังน่ากังวล เพราะปลาหมอคางดำ ยังเพิ่มจำนวนและกระจายตัวต่อเนื่อง

จากการประเมินในภาพรวมทั่วประเทศ

  • เราสามารถกำจัดปลาหมอคางดำไปได้ประมาณ 30%

  • อีก 70% ยังเหลืออยู่ในธรรมชาติ และต้องพยายามจัดการต่อ

  • เป้าหมายปลายทางคือ ลดให้เหลือ 0 ตัว ในประเทศ

คำถามปลายเปิดที่ยังไม่มีคำตอบ

ท้ายสุดของเรื่องปลาหมอคางดำระบาด ยังมีคำถามที่หลายคนในสังคมอยากรู้แต่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน นั่นคือ

  • ใครคือต้นตอที่ทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่?

  • ใครควรรับผิดชอบต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศที่เกิดขึ้น?

ต้นเหตุของหายนะครั้งนี้ยังไม่ถูกเปิดเผยหรือสอบสวนอย่างเป็นทางการ ขณะที่ปลาหมอคางดำยังคงเพิ่มจำนวนและขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ

ระหว่างที่เรารอคำตอบเรื่องความรับผิดชอบ สิ่งที่ลงมือทำได้ทันทีคือการเดินหน้ามาตรการทางวิทยาศาสตร์ การจับ การเฝ้าระวัง และการวิจัยอย่างจริงจัง เพราะทุกวันที่ปล่อยให้เวลาผ่านไป โดยไม่เร่งจัดการ ประชากรปลาหมอคางดำก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นและยึดครองระบบนิเวศมากกว่าเดิม