ZestBuy

ปลากระป๋อง 2026 กินยังไงให้คุ้มและปลอดภัย

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI05-08
ความสนใจทำอาหาร

ปลากระป๋อง 2026 ของมันต้องมีไหม?

ปลากระป๋องยังคงเป็นเมนูสามัญประจำครัวไทยในปี 2026 แบบที่หลายบ้าน “ต้องมีติดตู้” ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ ราคาย่อมเยา หาซื้อง่าย เก็บได้นาน และดัดแปลงได้หลายเมนู ตั้งแต่กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ไปจนถึงต้ม ผัด แกง ยำ

จากข้อมูลราคาล่าสุด ปลากระป๋องที่เคยกระป๋องละ 9–10 บาท เมื่อกว่า 10 ปีก่อน ปัจจุบันอยู่ที่ราว 15–25 บาทต่อกระป๋อง และคนจำนวนไม่น้อยนิยมซื้อตุนครั้งละ แพ็ค 10 กระป๋อง ไว้ทำเมนูง่าย ๆ ในวันที่ฝนตกหรือวันที่ไม่สะดวกออกไปซื้อของ

ไม่ใช่แค่ครัวเรือนเท่านั้น ร้านอาหารและคาเฟ่ก็ใช้ “อาหารกระป๋อง” โดยเฉพาะปลากระป๋อง เป็นตัวช่วยคุมต้นทุนและเสริมเมนู เช่น ต้มยำปลากระป๋อง ยำปลากระป๋อง หรือเมนูผัดต่าง ๆ เพราะดัดแปลงได้หลากหลายและสต๊อกได้สะดวก

ดังนั้นคำถามว่า “ของมันต้องมีไหม” สำหรับหลายบ้านคำตอบยังคงเป็น ต้องมี เพียงแต่ต้องรู้จักเลือก และกินให้เหมาะสมกับสุขภาพมากขึ้น

ทำความเข้าใจความปลอดภัยของปลากระป๋อง

1. แหล่งวัตถุดิบและชนิดของปลา

จากข้อมูลหลายแหล่ง ปลากระป๋องที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ทำจากปลา 2 ชนิดหลักคือ

  • ปลาแมคเคอเรล (Mackerel)

    • อยู่ในกลุ่มเดียวกับปลาทู ปลาลัง

    • เนื้อแน่น หนา รสมัน กลิ่นคาวน้อย

    • เดิมเป็นปลาหลักของอุตสาหกรรมปลากระป๋อง แต่เมื่อความต้องการสูงขึ้น ปริมาณปลาลดลง ทำให้ราคาปลากระป๋องจากแมคเคอเรลสูงกว่าเล็กน้อย

  • ปลาซาร์ดีน (Sardine)

    • ตัวกลม เรียว มีเกล็ด เนื้อนิ่ม รสหวานกว่าปลาแมคเคอเรล

    • ยังมีจำนวนมาก จับได้ทุกฤดูกาล ราคาย่อมเยา จึงถูกนำมาทำปลากระป๋องเพิ่มขึ้นในระยะหลัง

ทั้งสองชนิดเป็นปลาทะเลที่ มีก้างน้อย เนื้อมาก เหมาะกับการทำปลากระป๋อง ผู้บริโภคจึงเลือกตามความชอบของเนื้อสัมผัสและรสชาติเป็นหลัก

2. ประโยชน์ทางโภชนาการ

แม้จะเป็นอาหารสำเร็จรูป แต่ปลากระป๋องยังให้คุณค่าทางอาหารที่น่าสนใจจากปลาทะเลและซอสมะเขือเทศ ได้แก่

  • โปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย ไขมันต่ำ

  • กรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า 3 และกรดไลโนเลอิค
    ช่วยลดการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด บำรุงหัวใจ และสมอง

  • ไอโอดีน ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อมไทรอยด์และการเผาผลาญพลังงาน

  • ทอรีน และกรดอะมิโนจำเป็นอื่น ๆ

  • แคลเซียม จากการที่สามารถกินได้ทั้งตัวและก้างปลา

  • สารไลโคปีน ในน้ำซอสมะเขือเทศ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และยิ่งผ่านความร้อน สารไลโคปีนยิ่งทำงานได้ดีขึ้น

กล่าวโดยรวม ปลากระป๋องจึงถือเป็นอาหารสำเร็จรูปที่ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้ดี เมื่อเทียบกับหลายเมนูสะดวกกินอื่น ๆ

3. โซเดียม: จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ปัญหาหลักของอาหารกระป๋องคือ โซเดียมสูง ข้อมูลระบุว่า

  • ร่างกายควรได้รับโซเดียมราว 1,500 มก./วัน และไม่เกิน 2,000 มก./วัน (ประมาณเกลือ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4–5 ช้อนชา)

  • ปลากระป๋องบางยี่ห้อมีโซเดียม เกือบ 700 มก. ต่อ 1 กระป๋อง หรือจากอีกข้อมูลคือ ขนาด 85 กรัม 1 กระป๋อง มีโซเดียมราว 300 มก.

เมื่อเทียบกับความต้องการทั้งวัน ปลากระป๋อง 1 กระป๋องอาจคิดเป็น ประมาณ 1/7–เกือบครึ่งหนึ่งของโซเดียมที่ควรได้รับต่อวัน ขึ้นกับปริมาณจริงของแต่ละยี่ห้อ

หากกินบ่อยและในปริมาณมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคไต ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจได้ จึงควร อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจซื้อ

4. สารฮีสทามีนและกลุ่มเสี่ยง

ปลาทะเลอย่างทูน่า ปลาโอ ปลาซาร์ดีน และแมคเคอเรล ซึ่งใช้ทำปลากระป๋อง มีโอกาสเกิดสารที่ชื่อว่า “ฮีสทามีน” จากการที่แบคทีเรียย่อยกรดอะมิโนในตัวปลา ระหว่างการขนส่งหรือจัดเก็บหากความเย็นไม่เพียงพอ

ข้อมูลจากนักโภชนาการระบุว่า

  • หากเนื้อปลามีฮีสทามีนสูงกว่า 200 มก./กิโลกรัม อาจกระทบสุขภาพ โดยเฉพาะ

    • คนแพ้อาหารทะเล

    • ผู้สูงอายุ

    • เด็กเล็ก (ซึ่ง “ไม่มีความจำเป็นต้องกินปลากระป๋อง”)

  • อาการที่อาจพบ เช่น ผื่นขึ้น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย

อย่างไรก็ตาม กรมอนามัยระบุว่า ไทยยังไม่มีรายงานผู้แพ้ฮีสทามีนจากปลากระป๋องถึงขั้นเสียชีวิต และผลตรวจปลากระป๋องในท้องตลาดพบฮีสทามีนในระดับต่ำมาก แต่ยังแนะนำให้

  • กินปลากระป๋องเป็น “ทางเลือก” เท่านั้น

  • ไม่ควรกินเกิน 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์

5. มาตรฐาน อย. และกรณีปลากระป๋อง “ไม่ตรงปก”

กรณีดราม่าปลากระป๋องช่วงปี 2569 มีคลิปตั้งข้อสังเกตว่าปลากระป๋องที่ระบุว่าเป็นปลาแมคเคอเรลมีลักษณะไม่ตรงกับฉลาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาครเข้าตรวจโรงงาน และพบว่า

  • สถานที่ผลิตไม่ผ่านเกณฑ์ GMP

  • พบผลิตภัณฑ์ใช้ปลาชนิดอื่นแทนปลาแมคเคอเรล แต่ยังแสดงฉลากว่าเป็นแมคเคอเรล

  • สั่ง เรียกคืนสินค้าทั้งหมด อายัดรวมกว่า 12,760 กระป๋องที่โรงงาน และ 250 กระป๋องที่ร้านค้า

อย.ชี้ว่า แม้ปลาที่ใช้จะกินได้ปลอดภัย แต่การเปลี่ยนวัตถุดิบไม่ตรงกับที่แสดงบนฉลาก ถือเป็น

  • อาหารปลอม มีโทษจำคุก 6 เดือน–10 ปี ปรับ 5,000–100,000 บาท

  • ฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ปรับไม่เกิน 30,000 บาท

พร้อมย้ำให้ผู้ผลิตทุกแห่งดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เพราะนอกจากหลอกผู้บริโภค ยังทำลายความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมอาหารไทยโดยรวม

ข้อมูลจาก อย. ยังระบุลักษณะปลาแมคเคอเรลในกระป๋องว่า

  • เกล็ดเล็กละเอียดมากจนดูเหมือนผิวเรียบ

  • เนื้อนุ่ม แตกง่ายเมื่ออยู่ในซอสมะเขือเทศ

หากผู้บริโภคพบความผิดปกติ สามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตามช่องทางที่ อย. เปิดไว้

วิธีเลือกปลากระป๋องให้ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

จากข้อมูลในหลายบทความ สามารถสรุปวิธีเลือกได้ดังนี้

1. เลือกจากชนิดปลาให้ตรงกับความต้องการ

  • ปลาแมคเคอเรล

    • เนื้อแน่น มัน กลิ่นคาวน้อย

    • ราคาสูงกว่าซาร์ดีนเล็กน้อย

  • ปลาซาร์ดีน

    • เนื้อนิ่ม รสหวาน ก้างเล็กมาก

    • ราคาย่อมเยา หาได้ง่าย

ผู้บริโภคมักเลือกตาม

  • ความชอบเนื้อสัมผัส

  • เมนูที่จะทำ เช่น ผัด ยำ ต้มยำ หรือกินกับข้าว

2. อ่านฉลากส่วนผสมและเครื่องหมายรับรอง

การอ่านฉลากอย่างละเอียดช่วยให้ได้ทั้ง ความปลอดภัยและความคุ้มค่า โดยควรดู

  • เลข อย. และเลขจดทะเบียนจากกระทรวงสาธารณสุข

  • ส่วนผสมหลัก ว่าใช้ปลาอะไร ร้อยละเท่าไร

  • ไม่มีการใส่วัตถุกันเสีย/ผงชูรส (ในบางยี่ห้อมีระบุชัดเจน)

บางกรณีมีการนำปลากระป๋องราคาถูกที่ไม่มีคุณภาพมาจำหน่าย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ การมีเลข อย. และข้อมูลฉลากครบถ้วนจึงเป็นเกราะป้องกันเบื้องต้นที่สำคัญ

3. ดูน้ำหนักสุทธิและน้ำหนักเนื้อปลา

ปลากระป๋องมีทั้งส่วนของ น้ำซอส และ เนื้อปลา จึงมีการระบุน้ำหนักไว้ 2 แบบ

  • น้ำหนักสุทธิ (Net Weight): น้ำหนักอาหารทั้งหมดในกระป๋อง ไม่รวมบรรจุภัณฑ์

  • น้ำหนักเนื้อ (Drained Weight): น้ำหนักเนื้อปลาหลังแยกของเหลวออก

สำหรับกระป๋องขนาดปกติ ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ

  • น้ำหนักสุทธิ 155 กรัม

  • น้ำหนักเนื้อ 93 กรัม

ซึ่งเพียงพอสำหรับ 1–2 คน หากกินหลายคน สามารถเลือกกระป๋องขนาดใหญ่หรือใช้หลายกระป๋องร่วมกันได้

4. ตรวจข้อมูลโภชนาการ โดยเฉพาะโซเดียม

ควรใช้ตารางโภชนาการบนฉลากเป็นตัวช่วยหลัก โดยเฉพาะ

  • โซเดียม: บางยี่ห้อสูงเกือบ 700 มก. ต่อหนึ่งกระป๋อง
    เมื่อเทียบกับลิมิต 2,000 มก./วัน ถือว่าค่อนข้างมาก

จึงควร

  • เปรียบเทียบหลายยี่ห้อ

  • เลือกยี่ห้อที่โซเดียมต่อหน่วยบริโภคต่ำกว่า หากต้องกินบ่อย

5. ดูสภาพภาชนะบรรจุ

ภาชนะที่ดีช่วยลดความเสี่ยงอาหารเสียก่อนเวลา ควรเลี่ยงกระป๋องที่

  • มีรอยบุบ รอยขีดข่วน

  • เป็นสนิม

  • ขอบไม่เรียบ หรือดูผิดรูป

และสำหรับร้านอาหาร ยังมีเทคนิคตรวจสภาพด้วยการ

  • กดฝา: ถ้าบุบทันที แสดงว่ามีความผิดปกติ

  • เขย่า: ถ้าได้ยินเสียงของเหลวดังผิดปกติ อาจมีปัญหา

  • เปิดแล้วมีลมพุ่งออกมาก หรือกลิ่นเปรี้ยว–บูดผิดปกติ ต้องทิ้งทันที

6. วันผลิตและวันหมดอายุ

ปัจจุบันปลากระป๋องที่ผ่านการฆ่าเชื้อและบรรจุอย่างถูกสุขลักษณะจะมีอายุ ราว 1–2 ปี เมื่อเก็บในสภาพเหมาะสม ฝาปิดสนิท ไม่บุบ ไม่เป็นสนิม

มีข้อมูลระบุว่า เมื่อถึงวันหมดอายุ หากกระป๋องยังไม่ถูกเปิดและเก็บดี อาจยังเก็บต่อได้อีกถึง 1 ปี เพราะระบบปิดผนึกของอาหารกระป๋องทำให้เชื้อจุลินทรีย์ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ง่าย แต่หาก

  • ยังไม่ถึงวันหมดอายุ แล้วเปิดออกมามีกลิ่นหรือสิ่งผิดปกติ

  • หรือภาชนะชำรุด

ก็ไม่ควรรับประทานเช่นกัน

5 เมนูปลากระป๋องง่าย ๆ ทำได้ที่บ้าน

ปลากระป๋องไม่ได้มีดีแค่เปิดกินกับข้าว การดัดแปลงให้หลากหลายช่วยให้กินได้บ่อยโดยไม่เบื่อ และยังเติมผักหรือธัญพืชลงไปเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารได้ด้วย

1. ยำปลากระป๋องสมุนไพรแน่น ๆ

ส่วนผสม

  • ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง (สูตรที่ชอบ)

  • หอมแดงซอย 2–3 หัว

  • ตะไคร้ซอย 1 ต้น

  • พริกขี้หนูซอย ตามชอบ

  • น้ำมะนาว (ปรุงรส)

  • น้ำปลา (ปรุงรส)

  • น้ำตาลทราย (ปรุงรส)

  • ใบสะระแหน่สำหรับแต่งหน้า

วิธีทำ

  1. ผสมน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลทราย และพริกในอ่างผสม คนให้น้ำตาลละลาย

  2. ใส่ปลากระป๋อง หอมแดง และตะไคร้ซอย คลุกให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ

  3. ตักใส่จาน โรยใบสะระแหน่

สูตรนี้เป็นเมนูที่หลายคนมองว่า คุ้มกว่าซื้อสำเร็จ เพราะได้ความสดใหม่ ปรับรสได้เอง และสามารถเติมสมุนไพรเพิ่มได้ตามใจชอบ

ทริคเพิ่มคุณค่าโภชนาการ
จากข้อมูลโดยรวมของบทความเกี่ยวกับโซเดียมและการกินให้ดีต่อสุขภาพ เมนูนี้สามารถเพิ่มผักอื่น ๆ เช่น ผักกาดหอม แตงกวา หรือผักลวกกินคู่กัน เพื่อลดสัดส่วนโซเดียมต่อหนึ่งมื้อได้

2. ข้าวผัดปลากระป๋อง

ส่วนผสม (ประมาณ 1 จาน)

  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

  • กระเทียมโขลกหยาบ 15 กรัม

  • เนื้อปลากระป๋อง 100 กรัม (สำหรับผัด)

  • ข้าวหอมมะลิหุงสุกเย็น 300 กรัม (ประมาณ 3 ทัพพี)

  • ซอสผัดสำเร็จรูป MAGGI All-in-one 1½ ช้อนโต๊ะ

  • ต้นหอมซอย 5 กรัม

  • พริกจินดาแดงโขลกหยาบ 1 เม็ด

  • เนื้อปลากระป๋อง 50 กรัม (สำหรับตกแต่งหน้า)

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน พอร้อนใส่กระเทียม ผัดให้หอม แล้วใส่เนื้อปลากระป๋อง ยีให้พอแตก

  2. ใส่ข้าวหุงสุกลงไปผัด ปรุงรสด้วยซอสผัดสำเร็จรูป ใส่ต้นหอม ผัดให้เข้ากัน

  3. ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยเนื้อปลากระป๋อง โรยต้นหอมและพริกจินดา เสิร์ฟร้อน ๆ

ทริคเพิ่มคุณค่า
สามารถประยุกต์จากหลักการโภชนาการที่กล่าวไปแล้ว โดยเพิ่มผัก เช่น แครอต ถั่วลันเตา หรือข้าวกล้องบางส่วน เพื่อเพิ่มไฟเบอร์และลดสัดส่วนโซเดียมในหนึ่งจานได้

3. เมนูต้มและแกงจากปลากระป๋อง

ข้อมูลในหลายบทความยกตัวอย่างเมนูที่นิยมทำจากปลากระป๋อง เช่น

  • ต้มยำปลากระป๋อง

  • แกงส้มปลากระป๋อง

แม้จะไม่ได้ให้สูตรละเอียด แต่แนวทางสำคัญคือ การเติมผักและสมุนไพรจำนวนมาก ทำให้มื้ออาหารสมดุลขึ้นเมื่อเทียบกับการกินปลากระป๋องกับข้าวเปล่าเพียงอย่างเดียว

4. เมนูผัดราดพริกและซอสยำรสเผ็ด (จากปลากระป๋องปรุงรสสำเร็จ)

ในตลาดมีปลากระป๋องที่ปรุงรสมาแล้ว เช่น

  • ปลาแมคเคอเรลทอดราดพริก

  • ปลาแมคเคอเรลในซอสยำรสเผ็ด

จากข้อมูลรีวิว ยี่ห้อเหล่านี้มักมีรสเผ็ดจัดจ้าน เปรี้ยวหวานเค็มลงตัว พร้อมเครื่องต้มยำหรือน้ำซอสราดพริกในตัว ทำให้

  • เหมาะกับคนที่ไม่มีครัว เช่น ชาวหอพัก

  • เพียงเปิดกระป๋องก็สามารถกินกับข้าวสวยร้อน ๆ ได้เลย

5. ประยุกต์กับเมนูอื่น ๆ ในครัวและร้านอาหาร

บทความเกี่ยวกับร้านอาหารชี้ว่า ปลากระป๋องเป็นหนึ่งในวัตถุดิบกระป๋องที่

  • ใช้ทำเมนูได้ทั้ง ต้ม ผัด ยำ ทอด

  • คุมต้นทุนง่าย เพราะราคาค่อนข้างคงที่

จึงมีการนำไปจับคู่กับวัตถุดิบกระป๋องอื่น ๆ เช่น ผักกาดดอง เห็ด หรือข้าวโพด เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเมนู โดยยังจัดการสต๊อกได้ไม่ยุ่งยาก

เคล็ดลับการเก็บรักษาและปรุงปลากระป๋องให้ปลอดภัย

เพื่อให้ได้ทั้งความปลอดภัยและยังคงคุณค่าทางอาหาร ข้อมูลจากหลายแหล่งให้แนวทางดังนี้

1. การเก็บรักษาในครัวเรือนและร้านอาหาร

  • จัดเก็บในที่แห้ง เย็น พ้นจากแสงแดดและความชื้น

  • จัดสต๊อกโดย คำนึงถึงวันหมดอายุ ไม่กักตุนมากเกินไป เพราะหากใช้ไม่ทันจะกลายเป็นของเสียทิ้ง

  • หลีกเลี่ยงการเก็บกระป๋องที่มีรอยบุบ สนิม หรือผิดรูปตั้งแต่แรกซื้อ

2. การเช็กคุณภาพก่อนใช้

ขั้นตอนที่แนะนำมีทั้ง

  1. อ่านฉลาก เพื่อดูวันผลิต วันหมดอายุ และจดบันทึกในร้านอาหารให้ชัดเจน

  2. ตรวจสภาพภายนอกกระป๋อง

    • ฝาต้องเรียบ ไม่โป่ง ไม่บุบบวม

    • ไม่มีรอยกระเทาะ รั่ว หรือสนิม

  3. เมื่อเปิดกระป๋อง

    • หากมีลมพุ่งออกมาอย่างผิดปกติ ให้สงสัยว่ามีการเน่าเสีย

    • ดมกลิ่น หากบูด เปรี้ยว หรือมีกลิ่นผิดปกติ ต้องทิ้ง

    • เทออกจากกระป๋องแล้วสังเกตว่ามีคราบดำ สิ่งแปลกปลอม หรือเนื้อปลาผิดลักษณะหรือไม่

3. การกินให้เหมาะสมต่อสุขภาพ

สรุปจากคำแนะนำของนักโภชนาการและกรมอนามัย

  • ปลากระป๋องมีประโยชน์ แต่ควรเป็นเพียง หนึ่งในทางเลือก ไม่ใช่อาหารหลักทุกมื้อ

  • ไม่ควรกินเกิน 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อจำกัดปริมาณโซเดียมและลดความเสี่ยงจากฮีสทามีน

  • ควรรับประทานร่วมกับผักหลากชนิด เพื่อเพิ่มวิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ให้มื้ออาหารสมดุลขึ้น

  • กลุ่มเสี่ยงอย่าง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้แพ้อาหารทะเล ต้องระวังเป็นพิเศษ

สรุป: ปลากระป๋อง 2026 กินได้ แต่อย่าลืม “อ่านฉลาก–ดูภาชนะ–คุมความถี่”

ภาพรวมจากข้อมูลทั้งหมดชี้ว่า ปลากระป๋องยังเป็น

  • อาหารสำเร็จรูปที่ สะดวก ประหยัด เก็บได้นาน

  • ให้ โปรตีน โอเมก้า 3 แคลเซียม และไลโคปีน ในระดับที่น่าสนใจ

แต่ก็มีจุดที่ต้องใส่ใจคือ

  • โซเดียมค่อนข้างสูง

  • ความเสี่ยงจาก ฮีสทามีนในกลุ่มเสี่ยง

  • ความจำเป็นต้องเลือกสินค้าที่ได้มาตรฐาน อย. และมีฉลากถูกต้อง

ดังนั้น หากจะให้ปลากระป๋องยังเป็น “ของมันต้องมี” ในปี 2026 และต่อ ๆ ไป ควรยึด 3 หลักง่าย ๆ จากข้อมูลที่มี คือ

  1. อ่านฉลากทุกครั้ง – ดูชนิดปลา ปริมาณเนื้อ น้ำหนักสุทธิ โซเดียม เลข อย. และวันหมดอายุ

  2. ตรวจสภาพกระป๋องและกลิ่น–รสก่อนกิน – ไม่เสี่ยงกับกระป๋องบุบ สนิม หรือมีกลิ่นผิดปกติ

  3. คุมความถี่และเพิ่มผักในจาน – ไม่กินถี่เกิน 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ และจับคู่กับผักให้มากเข้าไว้

ทำได้ตามนี้ ปลากระป๋องก็ยังเป็นเพื่อนคู่ครัวที่ ทั้งคุ้มค่าและปลอดภัย สำหรับทั้งคนทำกับข้าวที่บ้านและผู้ประกอบการร้านอาหารได้อย่างสบายใจ

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น