เปิดภาพ “ราชินีดอกหญ้า” แห่งวงการลูกทุ่ง
ชื่อของ ต่าย อรทัย ผูกพันอยู่กับหัวใจคอลูกทุ่งไทยมานานหลายปี จากสาวบ้านนาเสียงใส กลายเป็นศิลปินระดับปรากฏการณ์ ที่ใครๆ ก็ต้องยอมรับในทั้งความสามารถ และความมุมานะของเธอ
เพลง “กินข้าวหรือยัง?” คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ที่ทำให้ ต่าย อรทัย แจ้งเกิดอย่างงดงามในปี 2547 คว้ารางวัลมาลัยทอง ทั้งเพลงลูกทุ่งยอดนิยม นักร้องดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม และนักร้องหญิงยอดนิยมแบบครบมือ
จากเวทีประกาศรางวัลลูกทุ่งในปีนั้น ยังเป็นการเฉลิมฉลองให้กับศิลปินอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น คัฑลียา มารศรี กับเพลง ให้กำลังใจตัวเอง หรือ แจ๊ค ธนพล จากเพลง คนที่รอคอย แต่ในหัวใจของแฟนเพลงจำนวนมหาศาล ชื่อที่ก้องชัดที่สุดคือ “ต่าย อรทัย จากเพลง กินข้าวหรือยัง”
ดอกหญ้าในป่าปูน: อัลบั้มที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะดัง
เธอคือศิลปินลูกทุ่งหญิงคนแรก ที่สร้างสถิติยอดขายอัลบั้มชุดแรก “ดอกหญ้าในป่าปูน” ทะลุเกิน 1,000,000 ชุด ท่ามกลางยุคเทปผี ซีดีเถื่อน ระบาดไปทั่วประเทศ
สิ่งที่น่าทึ่งคือ เธอไม่ได้ถูกคาดหวังมาก่อน เป็นเหมือน “ม้านอกสายตา” แต่ด้วยเพลงเนื้อหากินใจ ที่ตรงไปตรงมาจับหัวใจคนฟัง ทำให้ดอกหญ้าต้นนี้เติบโตทะลุป่าปูนได้จริงๆ
จากความสำเร็จชุดแรก เธอสานต่อด้วยอัลบั้มที่ 2 “ขอใจกันหนาว” ที่ยิ่งตอกย้ำความฮอต ด้วยเพลงฟังง่าย สบายๆ อย่าง
ขอใจกันหนาว
ดาวเต้น ม.ต้น
จนรายการโทรทัศน์ดังๆ ต้องแย่งกันจองคิวเชิญเธอไปออกรายการ ทั้งสายทอล์กโชว์ และรายการสารคดีชีวิตมากมาย
จากเด็กบ้านนอกสู่ศิลปินล้านตลับ: ความฝันที่ไม่เคยทิ้ง
“ต่าย – อรทัย ดาบคำ” เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ พ่อแม่แยกทาง ทิ้งเธอไว้กับยายและน้องอีก 3 คน ชีวิตวัยเด็กเต็มไปด้วยคำว่า “ลำบาก” ในแบบที่หลายคนแค่ฟังก็จุกแล้ว
เธอเคยเล่าว่า ต้อง
รับจ้างเกี่ยวข้าว ดายหญ้า
หาบน้ำเดินไกลวันละ 2-3 กิโลเมตร
จนถึงขั้นต้องเอาปลาตัวเดียวมาป่น ผสมน้ำ ให้กินได้หลายคน หลายวัน
แต่ท่ามกลางความจน ความฝันของเธอชัดเจนตั้งแต่เด็ก – เธออยากเป็นนักร้อง
เธอเริ่มจากการขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงงานสงกรานต์ คว้ารางวัลชนะเลิศ แม้ไม่มีพ่อแม่มานั่งให้กำลังใจเหมือนคนอื่น แต่เธอไม่ยอมปล่อยให้ความเหงาพิชิตความฝัน
แม้จะมีโอกาสเข้าสู่วงการเร็วกว่านี้ แต่เธอเลือกเรียนให้จบก่อน จนจบ ม.6 แล้วค่อยตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาเงินเรียนต่อ โดย
ช่วยแม่รับจ้างซักผ้า
เรียนรามคำแหงไปด้วย
ชีวิตจากท้องนากว้างๆ เปลี่ยนมาเป็นห้องสังกะสีแคบๆ ต่อมาเพื่อนชวนไปทำงานบริษัทยา ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงตี 2 รายได้ส่งเป็นค่าเช่าห้องและส่งให้ยาย
ยามคิดถึงบ้าน คิดถึงยายและน้องๆ เพลงที่เธอมักร้องคือ “ทุ่งนางคอย” ของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ไอดอลของเธอที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในชีวิต
แม้จะทำงานโรงงานที่สมุทรปราการ แต่เธอไม่เคยทิ้งฝันเรื่องการเป็นนักร้อง เธอตระเวนประกวดร้องเพลงตามเวทีต่างๆ โดยเฉพาะเวทีประกวดที่ ฟาร์มจระเข้ สมุทรปราการ และยังเคยขึ้นเวทีประกวดรายการ “ชุมทางเสียงทอง” ทางช่อง 7 แม้จะไม่ชนะ แต่ประสบการณ์ทุกครั้งคือการสั่งสมฝีมือ
จนวันหนึ่ง เธอได้พบกับ “อาจารย์ใหญ่” แห่งวงการลูกทุ่งยุคใหม่ และได้เข้าสังกัดค่ายใหญ่แกรมมี่ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่พาเธอเดินตามความฝันได้อย่างเต็มตัว
ลบสูตรสำเร็จวงการลูกทุ่ง: ดังได้โดยไม่ต้องโจ๊ะ
ก่อนที่อัลบั้ม “ดอกหญ้าในป่าปูน” จะออกวางแผงในช่วงปลายปี 2545 ชื่อของ ต่าย อรทัย ยังไม่ใช่ชื่อที่ใครคาดว่าจะดังเปรี้ยง เพราะเพลงของเธอเป็น เพลงช้า ในยุคที่วงการเชื่อว่า
ต้องเป็น “เพลงโจ๊ะ” หรือ “เพลงโชว์สะดือ” เท่านั้น ถึงจะปั้นนักร้องให้ดัง
แต่เธอกลับพิสูจน์ตรงกันข้าม เพลงช้าของเธออาจไม่ได้ดังระเบิดในทันที แต่ค่อยๆ ไต่ระดับเข้าไปอยู่ในหัวใจแฟนเพลง ใช้เวลาไม่น้อยกว่ากระแสจะปะทุ
เมื่อความรู้สึกของคนฟังถูกจุดติดแล้ว ก็ไม่มีอะไรหยุด “ดอกหญ้าในป่าปูน” ได้อีกต่อไป และไม่น่าแปลกใจที่เธอได้รับ รางวัลมาลัยทองประจำปี 2546 จากคลื่นวิทยุ เอฟ.เอ็ม. 95 ในฐานะ นักร้องหญิงยอดนิยม
เพลง “โทรหาแหน่เด้อ” ก็เป็นอีกหนึ่งหลักฐานของความฮอต เพลงนี้เคยอยู่อันดับ 4 ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ และติดอยู่ใน Top 10 ยาวนานถึง 52 สัปดาห์ ยืนระยะได้นานกว่าเพลงฮิตลูกทุ่งอีกมากมายในช่วงเวลาเดียวกัน
ปี 2554 เธอยิ่งตอกย้ำสถานะ “ซูเปอร์สตาร์ลูกทุ่ง” เมื่อกลายเป็น
ผู้หญิงที่มีผู้ค้นหาสูงสุดบน Google Thailand ประจำปี 2554
และได้รับรางวัล ผู้หญิงต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่สังคม
ครูสลาและวิทยานิพนธ์ชื่อ “ต่าย อรทัย”
ชื่อของ ครูสลา คุณวุฒิ ผูกโยงกับเส้นทางของต่ายอย่างแยกไม่ออก มีการบอกเล่าความรู้สึกหนึ่งที่สะท้อนความผูกพันนี้ได้ชัดเจน ว่า
“ต่าย อรทัย เป็นศิลปินคนแรก ที่บริษัทให้ครูสลาใช้ความสามารถเต็มรูปแบบ ทั้งบุคลิกภาพ เสื้อผ้า หน้าผม แนวเพลง ถ้าเปรียบครูสลาเป็นนักศึกษา ต่ายคือวิทยานิพนธ์ชิ้นสำคัญ เป็นเหมือนวิทยานิพนธ์ที่ทำให้เราได้ด็อกเตอร์”
ทุกครั้งที่เห็นต่ายออกทีวี ได้เห็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่เคยลำบาก มานั่งอยู่ในจุดที่สูงส่ง เป็นภาพที่ทำให้คนเบื้องหลังอย่างครูถึงกับน้ำตาซึมอยู่เสมอ
“ขอใจกันหนาว”: เพลงธรรมดาที่กลายเป็นไม่ธรรมดา
คอลัมน์หนึ่งเคยเขียนถึงปรากฏการณ์ของอัลบั้ม “ขอใจกันหนาว” ไว้อย่างแสบๆ คันๆ ว่า ขณะที่เพลงลูกกรุงทุ่มงบโปรโมตและถ่ายเอ็มวีกันเต็มที่ แต่ยอดขายกลับไม่พุ่งเท่าที่หวัง ต่าย อรทัย กลับเดินมานิ่มๆ พร้อมอัลบั้มนี้ แล้วทำยอดขายเกินล้านตลับได้แบบสบายๆ
เนื้อเพลง “ขอใจกันหนาว” ถ่ายทอดหัวใจสาวต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ตัวอยู่กรุงเทพฯ แต่ใจยังห้อยไว้กับบ้าน มีทั้งความเหงา ความกลัวอนาคต และความต้องการใครสักคนมาเคียงข้างในวันที่อ่อนล้า
ใจความของเพลงสะท้อนความรู้สึกประมาณว่า
อยู่ในเมืองใหญ่ แม้กายจะไม่หนาว แต่ใจกลับเย็นเหงา
กลัวพ่อแม่ที่รออยู่ทางบ้านจะผิดหวัง
อยากมีคนคอยเดินเคียง ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยฝุ่นและปัญหา
ขอแค่หัวใจดีๆ สักดวง มาช่วยกัน “กันหนาว” ให้ดอกหญ้าต้นหนึ่งอบอุ่นขึ้น
เพลงนี้ไม่ได้มีเนื้อหาพลิกโลก แต่โดดเด่นตรงที่ ยังไม่เคยมีใครหยิบมุมนี้มาจับเป็นเพลงอย่างจริงจัง เป็นดอกไม้เล็กๆ ที่งอกขึ้นจากความเหงาของคนต่างจังหวัดนับล้านคน ที่ต้องเข้ากรุงมาทำงานหาเงิน
อีกจุดที่น่าสนใจคือการออกแบบโครงสร้างเพลง 4 ท่อน ที่ไม่เดินตามสูตรเดิมๆ แทนที่จะร้องครบ 4 ท่อนแล้วค่อยเล่นดนตรีคั่น ก่อนวนกลับมาซ้ำช่วงท้าย แต่ผู้ประพันธ์ออกแบบให้
ร้อง 3 ท่อนก่อน แล้วค่อยปล่อยดนตรีนำ
จากนั้นจึงร้องท่อนสุดท้าย
ปิดท้ายด้วยดนตรีสลับ แล้ววนกลับมาซ้ำท่อนสุดท้ายอีกครั้ง
กลายเป็นเพลงลูกทุ่งที่ทั้งฟังง่าย แต่มีลูกเล่นแบบ “แอบทันสมัย” ในโครงสร้าง พอได้ยินทางวิทยุหรือในทีวีแค่ครั้งเดียว หลายคนก็จำและอยากหาซื้อเทปหรือซีดีมาฟังซ้ำ
เพลง “ดอกหญ้าในป่าปูน” เองก็ระเบิดความดังไม่ต่างกัน ท่อนจำอย่าง
“จะสวมมงกุฎดอกหญ้า ถ่ายรูปปริญญา ย้อนมาบ้านเรา”
ทำให้ชื่อ ต่าย อรทัย ดังไปทุกคลื่นวิทยุ เป็นเสียงที่ได้ยินแทบทุกที่ในช่วงนั้น
ความเปรี้ยงของเธอมีส่วนหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจาก พุ่มพวง ดวงจันทร์ แต่ด้วยการออกแบบภาพลักษณ์ และตัวตนบนเวทีที่ชัดเจน ทำให้ ต่าย กลายเป็น “ดอกหญ้าในแบบของตัวเอง” ไม่ใช่เงาของใคร
น้ำตาในรายการทอล์กโชว์: วันที่ความฝันย้อนมาชนหัวใจ
กระแสของเพลง “โทรหาแนเด้อ” ทำให้รายการทอล์กโชว์หลายรายการ ต้องรีบคว้า ต่าย อรทัย ไปพูดคุยแบบเจาะลึก โดยเฉพาะรายการบันเทิงสายเล่าเรื่องชีวิต ที่ขอพื้นที่ให้เธอถ่ายทอดเส้นทางจากสาวโรงงาน สู่ศิลปินล้านตลับ
หนึ่งในช่วงเวลาที่ตรึงใจแฟนเพลงมาก คือวันที่ทีมงานรายการหนึ่งจัดเซอร์ไพรส์ เปิดวีทีอาร์คำพูดของน้องชาย ที่เล่าถึง “พี่ต่าย” ในมุมของคนในครอบครัว ว่าในสายตาน้องๆ บางครั้งพี่สาวคนนี้ดูเหมือนไม่ค่อยแสดงออกว่ารัก จนหลายคนเข้าใจผิดว่า “พี่ต่ายไม่รัก”
ทันทีที่ได้ฟังเทปนั้น ต่ายถึงกับนั่งน้ำตาริน อยู่หน้าสตูดิโอ ทำเอาคนดูทั้งในสตูฯ และทางบ้านอินตามไปด้วย เพราะรู้กันดีว่ารายได้ก้อนใหญ่ที่เธอหามาได้ เธอเลือกเอาไปปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน ดูแลพ่อ แม่ ยาย และน้องๆ ที่อุบลราชธานี แทนการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามสถานะดาราดัง
รายการยังไม่หยุดเท่านั้น ทีมงานลงทุนเปิดสตูดิโอให้เพื่อนๆ ร่วมงานจากโรงงานที่สมุทรปราการ ที่เคยลำบากมาด้วยกัน เดินทางเข้ามาดูมินิคอนเสิร์ตของเธอแบบใกล้ชิด เป็นเหมือนการปิดจ๊อบความฝันที่เธอเคยบอกไว้ว่า
อยากมีสักวันที่ได้ขึ้นเวทีร้องเพลงให้เพื่อนโรงงานดู
บรรยากาศวันนั้นทำให้หลายคนยิ้มทั้งน้ำตา เพราะมันไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต แต่มันคือการยืนยันว่า ความฝันของเด็กโรงงานคนหนึ่ง กลายเป็นจริงเต็มๆ
16 ปีในวงการ: ความดังที่มาพร้อมวินัยและความซื่อสัตย์
ตลอดเวลากว่า 16 ปี ที่ส่งเสียงหวานให้แฟนเพลงทั่วประเทศ ต่าย อรทัย ยังคงเป็นชื่อที่แทบไม่มีข่าวฉาวในหน้าบันเทิง เธอเคยเล่าเบื้องหลังการ “รักษาชื่อเสียง” ของตัวเองไว้อย่างน่าคิดว่า
แค่ตัวคนเดียว ไม่มีทางพามาไกลได้ขนาดนี้
เธอพยายาม ซื่อสัตย์กับอาชีพ และสร้างวินัยกับตัวเองตลอดเวลา
เธอมองว่า “มาตรฐาน” ที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ อยู่ตรงไหน เธอก็พยายามไม่ก้าวข้ามเส้นนั้น
โชคดีที่มีผู้ใหญ่และคนรอบข้างคอยเตือน สะกิด ดึงกลับทุกครั้งที่เธออาจเผลอแวะข้างทางไปนิดๆ
เธอเป็นคนชอบคิด และยอมรับฟังความหวังดีของคนรอบตัว เพราะรู้ดีว่า ถ้าพลาดไปวันหนึ่งแล้ว จะไม่มีใครช่วยเราได้ง่ายๆ
เพลงลูกทุ่งที่โตไปพร้อมยุคสมัย
ตลอดเส้นทางการทำงาน เธอบอกว่า เพลงของเธอมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยอยู่ตลอด ทั้งจากการร่วมงานกับครูเพลงอย่าง ครูสลา และทีมงานค่ายเพลง ที่ช่วยกันดูว่า
บรรยากาศโดยรวมของวงการเป็นอย่างไร
ความนิยมของแฟนเพลงในแต่ละช่วงเวลาเปลี่ยนไปแค่ไหน
แต่ไม่ว่าอะไรก็เปลี่ยนไปได้ สิ่งที่ยังชัดอยู่เสมอคือ เอกลักษณ์ของต่ายในฐานะ นักร้องเพลงช้า ที่ต้องหาวิธีทำให้ตัวเอง “กลมกลืน” กับยุค แต่ไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
ดังได้โดยไม่ต้องโป๊: ลุคที่ชัดตั้งแต่วันแรก
คำถามที่คนชอบถามคือ “เราดังได้โดยที่ไม่ต้องโป๊จริงเหรอ?”
เธอหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบว่า ในแต่ละยุคของวงการ นักร้องแต่ละคนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน บางคนอาจต้องอาศัยการโชว์เสน่ห์ทางรูปร่าง บางคนไปทางเพลงเร็ว สนุก ตลก ทะลึ่งตึงตัง แต่สำหรับเธอ
ถูกวางลุคให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ต้น
ตัวเองลองแต่งหลายสไตล์แล้ว ทั้งกระโปรง ชุดแซก แต่สุดท้ายก็กลับมาลงตัวกับลุคเรียบง่าย สไตล์บ้านๆ ที่เป็นตัวเองที่สุด
การเปลี่ยนลุคให้แปลกขึ้นทันสมัยขึ้นก็เคยทำนะ แต่ก็ต้องอยู่บนฐานว่า “นี่คือต่าย” ไม่ใช่ใครก็ได้บนเวที
อยู่แกรมมี่โกลด์ด้วย “สัญญาใจ”
ต่ายอยู่กับค่าย แกรมมี่โกลด์ มาตั้งแต่วันแรก เริ่มจากเซ็นสัญญา 6 ปี ก่อนจะต่อเป็น 10 ปี และสัญญาล่าสุดก็เดินทางมาถึงช่วงท้าย เธอเล่าว่า
แม้วันหนึ่งจะหมดสัญญากระดาษ แต่เธอมองว่า แกรมมี่คือบ้านหลังหนึ่งที่อบอุ่น
ไม่ว่าจะแบบต่อสัญญาหรือไม่ต่อ เธอก็ไม่ได้คิดจะไปไหน เพราะผูกพันกันด้วย “สัญญาใจ” มากกว่า
ความรัก: ประเด็นที่ทุกคนถาม แต่เธอตอบแบบตรงๆ
อายุ 37 ปี ในวันที่สัมภาษณ์ แต่หัวข้อที่คนยังถามเสมอคือ เรื่องความรัก ว่าทำไมไม่มีข่าว ไม่มีคนควง ไม่มีใครที่เธอเปิดตัวคบจริงจัง
คำตอบของต่ายฟังดูเรียบง่ายแต่จริงใจมาก
เธอยอมรับว่ามีคิด มีฝันอยากมีครอบครัวเหมือนคนทั่วไป
แต่ด้วยชีวิตที่ผ่านอะไรมามาก ทำให้คิดเยอะกว่าคนอื่นนิดหนึ่ง
เธอไม่แน่ใจว่าคนที่เข้ามาจะเป็น “คนดีจริง” จนดูแลกันไปได้ยาวๆ หรือจะทำให้ชีวิตเธอแย่ลง
เธอหัวเราะเบาๆ เวลาถูกถามว่า “หรือจริงๆ มีแฟนแล้ว แต่ไม่บอก?” แล้วตอบว่า วันหยุดทีไรก็ออกเที่ยวกับเพื่อนเป็นหลัก ทำงานบนเวทีเสร็จก็แทบไม่มีเวลามองใคร เพราะโฟกัสกับงานเต็มที่
คำถามยอดฮิตอย่าง “อยากมีแฟนไหม?” เธอไม่ปฏิเสธ
เธอบอกว่า ก็อยากมีเหมือนกัน เพียงแต่จังหวะชีวิต และวิธีคิด ทำให้เธอไม่รีบร้อน
ใช้เงินเป็นเพราะเคยลำบากมาก่อน
ชีวิตที่เคยลำบากตั้งแต่เด็ก กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้เธอ ระวังการใช้เงิน มากเป็นพิเศษ
เธอเล่าว่า
ทุกครั้งที่อยากซื้อของส่วนตัว จะถามตัวเองเสมอว่า “ฟุ่มเฟือยไปไหม?”
งานทุกงานที่รับ คือการเอาความสามารถไปแลกกับเงิน ซึ่งมีความเสี่ยงเรื่องการเดินทางและสุขภาพอยู่เสมอ
- เธอเลือกที่จะแบ่งรายได้ไปดูแล
พ่อแม่
ยาย
ญาติพี่น้องที่จำเป็นต้องช่วย
ส่วนเงินของตัวเอง เธอเก็บเผื่อ
วันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง
หรือวันหนึ่งที่อยากทำตามความฝันอื่น นอกเหนือจากการร้องเพลง จะได้มีทุนเริ่มต้น
เธอย้ำว่า ไม่ใช่คนงก แต่เป็นคนใช้เงินเป็น ยิ่งเธอเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสาร เลยต้องสร้าง “จุดแข็ง” ให้ตัวเองด้วยวินัยทางการเงิน
เธอยังมองไปถึงวันที่ อาจไม่มีงานคอนเสิร์ตเท่าวันนี้ เลยคุยกับทีมงานและครอบครัวไว้เสมอว่า ต้องคิดเผื่ออนาคต ใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท เพราะทุกบาทที่หามาได้มาจากความเหนื่อยยากทั้งนั้น
โลกดนตรีที่เปลี่ยนไป กับโจทย์ใหม่ของศิลปินลูกทุ่ง
เมื่อถูกถามถึงผลกระทบจากเทปผี ซีดีเถื่อน ไปจนถึงยุคโหลดฟรี ยุคสตรีมมิ่ง และพฤติกรรมการฟังเพลงในปัจจุบัน ต่ายก็ยอมรับตรงๆ ว่า กระทบแน่นอน
ยอดซีดีลดลงอย่างชัดเจน
แฟนเพลงหันไปฟังผ่านยูทูบ หรือโหลดเก็บไว้ในมือถือ
แต่สิ่งที่ยังทำให้แผ่นซีดีมีคุณค่าอยู่ได้ คือแฟนคลับตัวจริงที่
ซื้อเก็บไว้เป็นของสะสม
ขอให้ต่ายเซ็นชื่อ
เอาไว้เปิดฟังในรถเวลาเดินทาง
ปัจจุบันรายได้ของศิลปินจึงไม่ได้พึ่งเทปหรือซีดีอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กระจายไปตามแพลตฟอร์มและช่องทางต่างๆ มากขึ้น ศิลปินเองก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกัน
จะร้องเพลงไปจนกว่าจะร้องไม่ไหว
เมื่อถามถึงอนาคตในวงการ ต่าย อรทัย ตอบแบบไม่โรแมนติกเกินจริง แต่ตรงไปตรงมาว่า เธอไม่เคยกำหนดว่า
จะอยู่ในวงการถึงอายุเท่าไร
หรือจะเลิกเมื่อไหร่
สิ่งเดียวที่เธอรู้คือ
จะร้องเพลงไปจนกว่าตัวเองจะร้องไม่ไหว
ระหว่างทางอาจมีความฝันอื่นเพิ่มเข้ามา แต่บทบาทของการเป็นนักร้องลูกทุ่ง ก็น่าจะยังอยู่คู่กับเธอไปอีกนาน ตราบเท่าที่เสียงและหัวใจยังไหวทันกัน
สรุป: ทำไม “ต่าย อรทัย” ถึงกลายเป็นแรงบันดาลใจของทั้งประเทศ
หากจะสรุปว่า ทำไมชื่อของ ต่าย อรทัย ถึงกลายเป็นมากกว่าศิลปินลูกทุ่งธรรมดาๆ แต่กลายเป็น “แรงบันดาลใจของคนไทยทั้งประเทศ” เราอาจสรุปออกมาได้เป็นไม่กี่ข้อ
เพราะเธอลำบากจริง ไม่ได้ลำบากในคำโปรโมต
จากเด็กบ้านนอกที่ต้องหาบน้ำ รับจ้างทุกอย่าง จนถึงชีวิตสาวโรงงานในสมุทรปราการ ทุกก้าวล้วนมีเหงื่อและน้ำตาเพราะเธอไม่เคยทิ้งความฝัน แม้โอกาสจะริบหรี่
เวทีประกวดเล็กๆ อย่างฟาร์มจระเข้ หรือรายการที่เคยพลาดรางวัล กลายเป็นโรงเรียนชีวิต ที่ทำให้เธอพร้อมในวันที่โอกาสจริงเดินมาหาเพราะเธอเลือกดังด้วยฝีมือ ไม่ใช่ด้วยการโชว์เรือนร่าง
ในยุคที่ใครๆ เชื่อว่าเพลงโจ๊ะและภาพหวือหวาคือคำตอบ เธอกลับยืนหยัดในลุคเรียบร้อย ดอกหญ้าๆ ของตัวเอง แล้วก็พิสูจน์ว่าทางนี้ก็ไปถึงความสำเร็จได้เหมือนกันเพราะเธอไม่ลืมบ้าน ไม่ลืมคนที่อยู่ข้างหลัง
เงินก้อนโตที่หามาได้ ถูกส่งกลับไปซ่อมบ้าน ดูแลพ่อแม่ ยาย และน้องๆ ก่อนเสมอเพราะเธอใช้ความสำเร็จเป็นเกราะ ไม่ใช่ค้อน
เธอไม่ใช้ชื่อเสียงบังหน้าความประมาท แต่ยิ่งระมัดระวังตัวเอง วางแผนการเงิน และคิดเผื่ออนาคตอยู่ตลอดเวลา
ในวันที่โลกหมุนเร็ว จนคนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่า ต้อง shortcut เท่านั้นถึงจะไปได้ไกล เรื่องราวของ ต่าย อรทัย คือหลักฐานชัดเจนว่า
ดอกหญ้าต้นเล็กๆ ก็โผล่พ้นป่าปูนได้ ถ้ามีทั้งความฝัน ความพยายาม และหัวใจที่ซื่อสัตย์กับเส้นทางของตัวเอง

