รับแอปรับแอป

Duran Lantink: แม่ทัพอัปไซเคิลคนใหม่แห่ง Jean Paul Gaultier ที่กำลังเขย่าโลกแฟชั่นหรู

ก้องภพ ชัยเจริญ01-29

Duran Lantink: Enfant Terrible รุ่นใหม่ที่ปารีสต้องหันมามอง

วงการแฟชั่นปารีสต้องสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเมซงระดับตำนานอย่าง Jean Paul Gaultier แต่งตั้ง Duran Lantink ดีไซเนอร์ชาวดัตช์วัย 37 ปี ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์อย่างเป็นทางการ

การมาของเขาไม่ใช่แค่การปิดฉากยุค ‘ดีไซเนอร์รับเชิญ’ ที่มาสลับกันสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นโอต์กูตูร์หลังปี 2020 เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ที่ดิบ ดื้อ และขบถในแบบที่ Jean Paul Gaultier ตัวจริง ถึงกับตั้งฉายาให้ว่าเป็น “Enfant Terrible คนใหม่แห่งวงการแฟชั่น”

สายใยระหว่างทั้งสองไม่ใช่แค่เรื่องตำแหน่ง แต่คือจิตวิญญาณที่กล้าชนขนบเดิมของแฟชั่นอย่างไม่ประนีประนอม

Duran Lantink

เส้นทางชีวิต: จากกรอบสถาบันสู่สนามทดลองอิสระ

เส้นทางของ Duran ไม่ได้ราบรื่นโรยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยการค้นหาตัวตนและการกล้าเดินสวนทางกับระบบที่ไม่เข้ากับเขา

เขาเริ่มเรียนแฟชั่นที่ Amsterdam Fashion Institute (AMFI) ซึ่งมีระบบการสอนที่เป็นระเบียบแบบแผน แต่ไม่นานก็พบว่ากรอบคิดแบบอุตสาหกรรมนี้ขัดกับวิธีทำงานที่พึ่งพาสัญชาตญาณและเสรีภาพของเขาอย่างแรง

ดังนั้น Duran จึงตัดสินใจหักเลี้ยวครั้งใหญ่ ย้ายไปเรียนต่อที่ Gerrit Rietveld Academie สถาบันศิลปะชื่อดังในอัมสเตอร์ดัม เพื่อปลดตัวเองออกจากกรงของแฟชั่นเมนสตรีม และกระโจนเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับการทดลองและการแสดงออกทางศิลปะอย่างเต็มที่

ประสบการณ์ที่ Rietveld ทำให้เขา กล้าที่จะ “แตกต่างแบบสุดทาง” จนตัดสินใจต่อยอดไปยังปริญญาโทที่ Sandberg Instituut ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน ที่นี่เองคือพื้นที่ทดลองไอเดียที่ไม่สนใจการผลิตเพื่อป้อนตลาด แต่โฟกัสไปที่ศิลปะ ความคิด และการท้าทายระบบ

เส้นทางการศึกษาที่เอนเอียงไปทางศิลปะและการทดลองมากกว่าการตอบสนองอุตสาหกรรม กลายเป็นรากฐานสำคัญของภาษาดีไซน์แบบ Lantink ที่เราคุ้นตาในวันนี้ – ดีไซน์ที่ พร้อมชนกับระบบเดิมๆ ของแฟชั่นอยู่เสมอ

ลายเซ็น: Mash-up, Deconstruction และ “Vagina Pants” ที่ทั้งโลกจำได้

สิ่งที่ทำให้ชื่อ Duran ทะลุกรอบแฟชั่นวงแคบออกไปสู่สายตาคนทั้งโลก คือเอกลักษณ์ด้านเทคนิคที่ชัดเจนมากๆ

  • เขาหลงใหลการใช้เทคนิค mash-up / collage

  • หยิบเอาเสื้อผ้าหรือวัสดุที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะ เสื้อผ้าดีไซเนอร์เดดสต็อก / ค้างสต็อก มารื้อแยกชิ้น (deconstruction)

  • แล้วประกอบใหม่ให้กลายเป็นเสื้อผ้าชิ้นเดียวกันแต่มีชีวิตและตัวตนใหม่

ผลงานที่ทำให้โลกหันมาโฟกัสเขาแบบเต็มๆ คือ กางเกงช่องคลอดสีชมพูสด (vagina pants) ที่เขาออกแบบให้ Janelle Monáe ใส่ในมิวสิกวิดีโอเพลง Pynk ปี 2018

ผลงานชิ้นนี้ไม่ได้ดังเพราะความยั่วยุอย่างเดียว แต่เพราะมันโชว์ให้เห็นทั้ง ความกล้า ความขี้เล่น และทักษะเชิงเทคนิคที่ซับซ้อน ในเวลาเดียวกัน

Janelle Monáe สวมใส่ผลงานของ Duran Lantink ในมิวสิกวิดีโอเพลง Pynk ปี 2018

1. การอัปไซเคิล: ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือ DNA ของเขา

ในยุคที่คำว่า ‘ความยั่งยืน’ กลายเป็นคำยอดฮิตในวงการแฟชั่น หลายแบรนด์แค่ “ใช้คำนี้ให้ดูดี” มากกว่าปรับระบบจริงๆ

แต่สำหรับ Duran การอัปไซเคิลไม่ใช่สายตามเทรนด์ แต่คือ สัญชาตญาณการทำงาน ที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอมานานก่อนโลกจะเริ่มพูดเรื่อง sustainability กันอย่างจริงจังเสียอีก

เขามองว่า ในเมื่อมีเสื้อผ้าดีๆ มากมายซ่อนอยู่ในร้านการกุศล ตู้เสื้อผ้าของผู้คน หรือสต็อกสินค้าของแบรนด์แฟชั่นแล้ว เหตุใดเราต้องผลิตของใหม่ทับซ้อนโลกอีกชั้น?

Duran Lantink ร่วมงานกับ Browns

หัวใจของกระบวนการทำงานของเขาคือ การมองเห็นศักยภาพในสิ่งที่ถูกทิ้ง

  • เขาสนใจ “ชิ้นส่วนเสื้อผ้า” มากกว่า “ผ้าใหม่”

  • ในสตูดิโอที่อัมสเตอร์ดัมเต็มไปด้วยเข็มขัด ปกเสื้อ แขนเสื้อ เศษผ้า และชิ้นส่วนของชุดเก่าที่รอการชุบชีวิต

  • เสื้อผ้าดีไซเนอร์ที่ขายไม่ออก เสื้อผ้าที่เสียหาย หรือเศษผ้าจากการผลิต ล้วนถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นผลงานใหม่ที่กลับเข้าสู่ตลาดได้ในราคาเทียบเท่าหรือสูงกว่าของเดิม

แม้แต่เสื้อผ้าของตัวเขาเอง ก็หนีไม่พ้นจากกรรไกรและจักรเย็บของ Duran

ทัศนคติเวลาซื้อเสื้อผ้าใหม่ของเขาเรียบง่ายแต่คมมาก:

“ก่อนซื้อ ฉันจะถามตัวเองเสมอว่า – สุดท้ายแล้วฉันจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอย่างอื่นได้ไหม? ถ้าคิดไม่ออก ฉันก็ไม่ซื้อ”

แนวคิดอัปไซเคิลของเขาไม่ได้หยุดอยู่ในสตูดิโอ แต่ถูกต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจจริง ผ่านการร่วมงานกับร้านมัลติแบรนด์ชั้นนำอย่าง Browns ในลอนดอน

Duran เสนอไอเดียในการใช้ สินค้าเดดสต็อกของร้าน มาสร้างเป็นคอลเล็กชั่นพิเศษ ซึ่งทำให้เห็นว่า ปรัชญาอัปไซเคิลของเขา ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเชิงอุดมคติ แต่ต่อยอดให้เกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้จริง

2. แรงบันดาลใจจากชายขอบ: เมื่อโลกแฟชั่นไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล

ต่างจากดีไซเนอร์จำนวนมากที่มักหันไปหาอดีตแฟชั่น แกลเลอรี่ศิลปะ หรือเทรนด์บนรันเวย์ Duran กลับดึงพลังสร้างสรรค์จาก พื้นที่ชายขอบ วัฒนธรรมย่อย และประสบการณ์ชีวิตนอกกรอบ แบบเต็มตัว

ตั้งแต่เด็ก เขาหลงใหลแบรนด์ W&LT ของ Walter van Beirendonck ดีไซเนอร์เบลเยียมสาย avant-garde หนึ่งในตำนาน Antwerp Six ที่ใช้ตัวมาสคอต Puk Puk เป็นตัวละครหลัก ความชื่นชอบในงานดีไซน์ที่ทั้งขี้เล่นและท้าทายนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนรสนิยมที่ “ไม่เดินเส้นกลาง” ของเขามาตั้งแต่วัยเยาว์

Duran Lantink Fall-Winter 2025

Duran เติบโตในเมือง The Hague กับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คลั่งวัฒนธรรมเรฟ (rave culture) และแวดล้อมไปด้วยเพื่อนแดร็กควีน เขาจึงซึมซับบรรยากาศของ ความหลากหลาย ความอิสระ และความลื่นไหลทางเพศและตัวตน แบบไม่ต้องท่องจำจากทฤษฎีใดๆ

เขายังเปิดรับเรื่องราวด้านจิตวิญญาณ เช่น ประสบการณ์การไปพบ ชาแมน เพื่อชำระล้างพลังงานด้านลบ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ปิดตัวเองต่ออิทธิพลที่ล่องหน หรือแนวคิดนอกกระแสกระแสหลัก

Duran Lantink Spring-Summer 2025

ความหลงใหลในผู้คนและชุมชนที่หลากหลายถูกแปลเป็นโปรเจกต์ร่วมงานมากมาย เช่น

  • ทำงานศิลปะและแฟชั่นร่วมกับ ผู้ลี้ภัย

  • จัดกิจกรรมแฟชั่นกับ Theater LeBelle กลุ่มละครสำหรับผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา

  • ร่วมงานกับ ผู้มีความหลากหลายทางระบบประสาท ในช่วงเป็นศิลปินในพำนักที่ Museum van de Geest ที่อัมสเตอร์ดัมและฮาร์เลม

  • โปรเจกต์เด่นอย่าง Sistaaz of the Castle ที่เขาและช่างภาพ Jan Hoek บินไปเคปทาวน์ ทำงานกับกลุ่มหญิงข้ามเพศค้าบริการอย่าง Coco และ Lolly ที่มีสไตล์ DIY สุดจัด โดยรายได้จากการขายผลงานแบ่งกันอย่างเท่าเทียม

โปรเจกต์ Sistaaz of the Castle

การที่เขาเลือกดึงแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมย่อย ดีไซเนอร์นอกกระแส ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ และการทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มคนชายขอบ ทำให้ผลงานของเขา มีมิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่ลึกกว่าการเป็นแค่เสื้อผ้าสวยๆ

Duran Lantink Fall-Winter 2024

3. งานฝีมือที่ผูกด้วยเลือด แรงกาย และการปฏิเสธ NFT

สำหรับ Duran เทคนิค collage หรือ mash-up ไม่ใช่แค่วิธีประกอบชิ้นผ้า แต่มันคือ จุดยืนทางปรัชญา

เขาไม่เริ่มจากการสเก็ตช์ แต่จากการ “ลงมือจับของจริง” เหมือนต่อจิ๊กซอว์ในหัว ลองประกบ ปะ เย็บ ผสมชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อดูว่า “ถ้าต่อแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น?”

แม้จะมีคอนเซ็ปต์กว้างๆ อยู่เบื้องหลัง แต่เขาไม่ยึดติดว่าผลงานสุดท้ายต้องหน้าตาตามทฤษฎี เพราะแกนกลางคือ การใช้เสื้อผ้าที่มีอยู่แล้วให้คุ้มค่าและมีชีวิตใหม่

การนำผลงานเดดสต็อกจากแบรนด์ดังมาทำเป็นชิ้นใหม่

ในช่วงที่กระแส NFT ร้อนแรง หลายคนชวนให้เขาทำโปรเจกต์ NFT แต่ Duran ปฏิเสธแบบไม่ลังเล เพราะเขามองว่า แม้ NFT จะการันตีความยูนีกบนโลกดิจิทัล แต่สิ่งที่ขาดไปคือ ความผูกพันทางกายภาพที่จับต้องได้

เขาเลยเลือกใช้ “เลือดและลายนิ้วมือ” ของตัวเองเป็นตราประทับความ Non-Fungible แทน

การใช้หยดเลือดและลายนิ้วมือประทับลงบนผลงานพิเศษ กลายเป็นพิธีกรรมที่ตอกย้ำว่า เสื้อผ้าแต่ละชิ้นไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือวัตถุที่แบกพลังงานส่วนตัวของดีไซเนอร์อยู่จริงๆ

Duran Lantink Fall-Winter 2017

แนวคิดนี้สะท้อนการต่อต้านวัฒนธรรมดิจิทัลที่ขาดสัมผัส และหันกลับมาเน้นความสัมพันธ์แบบลึกซึ้งระหว่าง ผู้สร้าง–ผลงาน–ผู้ครอบครอง

บนเว็บไซต์ของเขายังมีโมเดลบริการที่น่าสนใจ:

  • ลูกค้าสามารถนำเสื้อผ้าที่ซื้อไปแล้วกลับมาขายต่อผ่านเขา

  • หรือจ่ายเพื่อให้เขา ดัดแปลงชิ้นเดิมให้กลายเป็นดีไซน์ใหม่

โมเดลนี้ขยายอายุการใช้งานของเสื้อผ้า และสร้างความผูกพันกับชิ้นงานในระยะยาว ซึ่งสวนทางกับวัฒนธรรม ใช้แล้วทิ้ง ของฟาสต์แฟชั่นอย่างสิ้นเชิง

Duran Lantink Fall-Winter 2023

4. ‘Stolen by Duran’: โปรเจกต์โรบินฮู้ดที่จี้ใจกลางฟาสต์แฟชั่น

ถ้าอัปไซเคิลคือภาษาดีไซน์ของเขา การยั่วยุด้วยคำถามเชิงจริยธรรมก็คือภาษาทางสังคมของเขา

หนึ่งในโปรเจกต์ที่แรงที่สุดของ Duran คือ ‘Stolen by Duran’ ที่ตั้งคำถามบาดลึกว่า:

“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราเริ่มขโมยสินค้าจำนวนมากจาก H&M และ Zara เอามาทำคอลเล็กชั่นที่ยั่งยืน แล้วแบ่งรายได้ 50% คืนให้ชุมชนที่ถูกกดขี่อยู่ปลายทางของห่วงโซ่การผลิตฟาสต์แฟชั่น?”

Stolen by Duran

แนวคิดแบบ โรบินฮู้ดเชิงแฟชั่น นี้ โจมตีโครงสร้างอำนาจของอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นแบบตรงๆ ทั้งในมิติแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำระดับโลก

ถึงแม้จะเป็นโปรเจกต์เชิงแนวคิดที่กึ่งผิดกฎหมายและสุดโต่ง แต่ความ “เกิน” นี้เองที่บังคับให้คนในวงการต้องกลับมาถกเถียงอย่างจริงจังเกี่ยวกับ

  • ความรับผิดชอบของผู้ผลิต

  • การชดเชยให้ชุมชนปลายทางที่แบกรับต้นทุน

  • รูปแบบการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมในแฟชั่นที่อาจต้อง “ทำเกิน” เพื่อเขย่าระบบ

Stolen by Duran

5. จากคนนอกระบบ สู่เจ้าของรางวัลที่สถาบันใหญ่ต้องยอมรับ

น่าสนใจที่แม้ Duran จะยืนอยู่นอกกรอบเมนสตรีมมาตลอด แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขากลับได้รับการยอมรับจากสถาบันแฟชั่นระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

Duran Lantink คว้ารางวัล International Woolmark Prize 2025

Ib Kamara, Duran Lantink, Donatella Versace และนางแบบในผลงานจาก Duran

Duran Lantink ได้รางวัล Karl Lagerfeld Prize จากเวที LVMH Prize 2024

การที่สถาบันหัวเรือใหญ่ของวงการอย่าง LVMH, ANDAM และ Woolmark – ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของ “ระบบ” ที่เขาตั้งคำถามอยู่เสมอ – หันมาให้รางวัลสูงสุดแก่เขา ไม่ได้หมายถึงแค่การยอมรับในความเก่ง แต่คือการส่งสัญญาณว่า

“คนใน” กำลังเปิดประตูต้อนรับ “คนนอก” อย่างเป็นทางการ

Duran Lantink คว้ารางวัล ANDAM Special Prize

แนวทางที่เน้นการอัปไซเคิลสุดทาง การรื้อสร้าง และการตั้งคำถามกับขนบที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม กำลังถูกมองใหม่ว่าเป็น แหล่งกำเนิดนวัตกรรมและอนาคตของแฟชั่นหรู

การยอมรับ Duran โดยสถาบันเหล่านี้ อาจกลายเป็นการเปิดทางให้

  • ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่ยืนฝั่งเดียวกับเขา

  • แนวคิดเรื่องความยั่งยืนที่ไม่เล่นแค่ผิวๆ

ได้มีพื้นที่ในอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างจริงจัง

บทสรุป: ทัพหน้าอัปไซเคิลคนใหม่ของ Jean Paul Gaultier

เมื่อมองย้อนทั้งหมด เราอาจนิยาม Duran Lantink ได้ว่าเป็นส่วนผสมระหว่าง

  • นักบุกเบิกด้านอัปไซเคิล

  • นักยั่วยุทางความคิดที่ใช้แฟชั่นเป็นอาวุธ

  • ศิลปินที่ทำงานกับสังคมและชุมชนชายขอบอย่างจริงจัง

Duran Lantink Spring-Summer 2024

การเข้ารับตำแหน่งที่เมซง Jean Paul Gaultier จึงดูเหมือนการจับคู่ที่ลงล็อกอย่างน่าจับตา ทั้งสองต่างขึ้นชื่อเรื่องการท้าทายบรรทัดฐานทางเพศ ความงาม และวัสดุ พวกเขารักการแสดงออกแบบ “เกินจริง” และรู้ดีว่าการเขย่าโลกแฟชั่นให้สั่น ต้องทำอย่างไร

คำถามคือ จากนี้ไป Duran จะปรับแนวทางอัปไซเคิลที่เน้นจำนวนจำกัดให้เข้ากับสเกลการผลิตของ

  • เส้น prêt-à-porter ที่ Jean Paul Gaultier เตรียมหวนกลับมาทำหลังพักยาวกว่าทศวรรษ

  • และโลกของ haute couture ที่เรียกร้องทั้งความประณีตสุดขีดและงานฝีมือระดับสูง

เขาจะยอมโค้งให้โครงสร้างเมซงและมรดกเดิมมากน้อยแค่ไหน? หรือจะดึงปรัชญาแบบ “buddy system” ที่เน้นการทำงานอย่างเท่าเทียมใกล้ชิด มาปรับใช้กับองค์กรที่มีลำดับชั้นชัดเจนได้อย่างไร?

Duran Lantink Fall-Winter 2025

ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่คอลเล็กชั่นแรกของเขา ทั้ง

  • เสื้อผ้าสำเร็จรูปที่จะเปิดตัวกันในเดือนกันยายน 2025

  • และโอต์กูตูร์ที่จะตามมาในเดือนมกราคม 2026

เราจะได้เห็นการตีความรหัสคลาสสิกของ Jean Paul Gaultier อย่าง

  • คอร์เซ็ต

  • ลายทางกะลาสี

  • ความลื่นไหลทางเพศและอัตลักษณ์

ผ่านเลนส์การรื้อสร้างและอัปไซเคิลแบบ Duran หรือไม่? หรือเขาจะพาเมซงนี้ไปสู่พื้นที่ใหม่ที่ ความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจหลัก ของความหรูหรา?

ไม่ว่าเส้นทางจะหักเลี้ยวไปทางไหน หนึ่งในเรื่องราวที่น่าจับตาที่สุดของโลกแฟชั่นยุคนี้ ก็คือการดูว่า Duran Lantink จะเขียนบทใหม่ให้ Jean Paul Gaultier และนิยามคำว่า “แฟชั่นหรูแบบอัปไซเคิล” อย่างไร

Naomi Campbell และ Duran Lantink