รับแอปรับแอป

5 เทรนด์ Healthcare AI ปี 2025 ที่คนสายสุขภาพต้องรู้ก่อนจะตามไม่ทัน

ภาณุพงศ์ พรหมมา01-30

เปิดฉาก: ทำไมปี 2025 คือจุดเปลี่ยนของ Healthcare AI

โลกการแพทย์กำลังถูกเขย่าครั้งใหญ่ด้วย Healthcare AI ที่ไม่ได้มาแค่ช่วยงานหมอหรือโรงพยาบาลเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกต่อไป แต่กำลังเข้าไปอยู่แทบทุกจุดของระบบสาธารณสุข ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ

ในปี 2025 แนวโน้มสำคัญของ Healthcare AI จะชัดเจนขึ้นใน 5 ด้านหลัก ตั้งแต่การใช้ Multimodal AI, การพัฒนา AI agents, ระบบค้นหาความรู้แบบ Assistive Search, การใช้ gen AI เพื่อสื่อสารกับหน่วยงานกำกับดูแลและลูกค้า ไปจนถึงการยกระดับ ความปลอดภัยและการป้องกันภัยไซเบอร์

ใครอยู่ในสายสุขภาพ ดิจิทัลเฮลท์ หรือกำลังทำโปรเจกต์ด้าน AI เพื่อการแพทย์ บทความนี้คือแผนที่เส้นทางปี 2025 ที่คุณต้องมีในมือ

ภาพรวม 5 เทรนด์ Healthcare AI ที่กำลังมาแรง

ก่อนลงดีเทล มาดูภาพรวมกันก่อนว่า 5 เทรนด์ Healthcare AI ที่จะขับเคลื่อนปี 2025 มีอะไรบ้าง:

  • Multimodal AI: วิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ ทั้งภาพถ่ายทางการแพทย์ บันทึกสุขภาพ และจีโนม เพื่อให้ได้การวินิจฉัยและการรักษาที่เฉพาะบุคคลมากขึ้น

  • AI Agents: ขยับจาก chatbot ตอบคำถามพื้นฐาน ไปสู่ระบบ AI agents ที่วางแผน ตัดสินใจ และทำงานอัตโนมัติได้ทั้งกระบวนการ

  • Assistive Search: ระบบค้นหาที่เข้าใจภาษาทางการแพทย์และบริบทเชิงลึก ช่วยให้ค้นคว้าวิจัยได้เร็วและแม่นยำกว่าเดิม

  • Gen AI เพื่อ Regulatory & CX: ใช้ generative AI สรุปข้อมูลซับซ้อน ให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้าใจง่าย และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า/ผู้ป่วย

  • Cybersecurity สำหรับยุค AI: ป้องกัน deepfakes, prompt injection และการโจมตีรูปแบบใหม่ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการแพทย์

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์สวยหรู แต่คือการเปลี่ยนโลกการแพทย์ให้ เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และปลอดภัยขึ้น

Trend 1: Multimodal AI – สมองกลางที่อ่านได้ทั้งภาพ ข้อความ และจีโนม

ในยุคที่ข้อมูลทางการแพทย์ระเบิดแบบก้าวกระโดด ตั้งแต่

  • บันทึกการรักษาในระบบ EMR

  • ผลแล็บและข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ

  • ภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น MRI, CT, X-ray

  • ข้อมูลจีโนมและข้อมูลชีววิทยาศาสตร์เชิงลึก

การใช้วิธีวิเคราะห์แบบเดิม ๆ แยกกันเป็นส่วน ๆ แทบจะไม่พออีกต่อไป Healthcare AI ในรูปแบบ Multimodal AI จึงเข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนเกม

Multimodal AI คือการให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง หลายฟอร์แมต แล้วเชื่อมโยงเป็นภาพรวมเดียวกัน เช่น เอาภาพสแกนคู่กับบันทึกอาการและข้อมูลพันธุกรรม เพื่อช่วยให้

  • การวินิจฉัย แม่นยำขึ้น

  • การวางแผนรักษา เฉพาะบุคคลมากขึ้น

  • บุคลากรแพทย์ ลดเวลางานเอกสาร และโฟกัสที่คนไข้ได้จริง ๆ

หัวใจสำคัญ คือการเปลี่ยนกองข้อมูลขนาดมหาศาลให้กลายเป็นอินไซต์ที่แพทย์เอาไปใช้ตัดสินใจได้ทันเวลา

เคสจริง: Prudential และ Bayer

  • Prudential นำชุดภาษา MedLM มาใช้สรุปและวิเคราะห์เอกสารเคลมทางการแพทย์ ตั้งแต่รายงานแพทย์ไปจนถึงใบแจ้งหนี้ ส่งผลให้การอนุมัติและจ่ายเคลม เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และลดภาระแอดมินอย่างชัดเจน

  • Bayer ใช้ AI วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ แปลงภาพซับซ้อนให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่แพทย์ตีความได้ง่ายขึ้น ทำให้การวินิจฉัย เร็วขึ้นและเป็นส่วนตัวมากขึ้นต่อคนไข้แต่ละราย

สรุปเทรนด์นี้: ถ้าองค์กรคุณมีข้อมูลหลายรูปแบบกระจัดกระจาย Multimodal AI คือคีย์เวิร์ดที่ต้องเริ่มศึกษาให้ลึกตั้งแต่ตอนนี้

Trend 2: AI Agents – จาก Chatbot ตอบคำถาม สู่ระบบทำงานแทนคนทั้ง Flow

หลายองค์กรด้านสุขภาพยังติดอยู่กับงานที่ใช้คนประสานเยอะ เช่น

  • การส่งต่อข้อมูลระหว่างทีมพยาบาล แพทย์ และแผนกอื่น

  • การจัดการคำสั่งซื้อหรือเคสของลูกค้า/คนไข้ที่ซับซ้อน

  • งานหลังบ้านที่มีขั้นตอนเยอะและต้องคอยตามเอกสาร

แม้ chatbot จะเข้ามาช่วยตอบคำถามพื้นฐาน แต่ก็ยังขาดความสามารถในการ

  • วางแผนงานหลายขั้นตอน

  • ตัดสินใจบนข้อมูลที่ซับซ้อน

  • ประสานการทำงานข้ามทีมแบบอัตโนมัติจริง ๆ

จุดนี้เองที่ AI agents เข้ามารับไม้ต่อ

ระบบ multi-agent คือการมี AI หลายตัวทำงานร่วมกัน แต่ละตัวรับผิดชอบงานคนละด้าน เช่น

  • ดูแลลูกค้า/ผู้ป่วย

  • วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปอินไซต์

  • ตรวจสอบความปลอดภัยหรือความครบถ้วนของข้อมูล

ผลลัพธ์คือองค์กรสามารถ:

  • ลดงานซ้ำ ๆ ที่เคยใช้คนทำ

  • เพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการประมวลผล

  • ทำให้การประสานงานระหว่างทีม ไหลลื่นขึ้นแบบ end-to-end

เคสจริง: Elanco

Elanco ผู้นำด้านสุขภาพสัตว์ ใช้กรอบ gen AI ร่วมกับ Vertex AI และ Gemini เพื่อสร้างระบบ AI agents มาช่วยงานสำคัญ เช่น

  • ติดตามความปลอดภัยของยา (Pharmacovigilance)

  • จัดการคำสั่งซื้อของลูกค้า

  • วิเคราะห์ข้อมูลคลินิก

ผลคือ ลดภาระด้านเอกสาร และยังสร้าง ROI ประมาณ 1.9 ล้านดอลลาร์ ภายในปีแรกที่เริ่มใช้

จุดเปลี่ยนสำคัญ: AI agents ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่

  • ทำงานแบบเป็นทีม (multi-agent)

  • ส่งต่อข้อมูลระหว่างฝ่ายต่าง ๆ

  • ทำให้กระบวนการดูแลผู้ป่วยหรือการบริการลูกค้าทั้งชุด “เดินเอง” ได้มากขึ้น

Trend 3: Assistive Search – จากการ “ค้นหา” สู่การ “เข้าใจ” ความรู้ทางการแพทย์

ระบบค้นหาปกติส่วนใหญ่ทำได้แค่ “ดึงข้อมูลที่ตรงคำค้น” แต่สำหรับโลกการแพทย์ที่เต็มไปด้วย

  • ศัพท์เทคนิคเฉพาะ

  • ตัวย่อ

  • แนวคิดเชิงคลินิกที่มีบริบทซับซ้อน

การค้นหาด้วยวิธีเดิม ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะคนทำงานด้านสุขภาพไม่ได้อยากได้แค่ข้อมูล แต่ต้องการ ความเข้าใจเชิงบริบท เพื่อใช้ตัดสินใจ

ตรงนี้คือจุดที่ Assistive Search เข้ามาเติมเต็ม

Assistive Search ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถ:

  • เข้าใจศัพท์เฉพาะทางการแพทย์และคำย่อ

  • ทำความเข้าใจบริบทของคำถาม

  • สรุปและนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่แพทย์/นักวิจัยเอาไปใช้ต่อได้ทันที

ผลลัพธ์ที่ชัดเจน:

  • ลดเวลาคัดกรองข้อมูลจำนวนมหาศาล

  • เพิ่มความเร็วในการค้นคว้าวิจัย

  • ทำให้การตัดสินใจเชิงวิชาการและคลินิก แม่นยำและมั่นใจมากขึ้น

เคสจริง: Mayo Clinic

Mayo Clinic ให้สิทธิ์นักวิจัยเข้าถึงข้อมูลคลินิกขนาดใหญ่กว่า 50 petabytes ผ่านระบบ Vertex AI search ช่วยให้

  • ค้นหาข้อมูลทางคลินิกได้เร็วขึ้นมาก

  • รองรับการค้นหาได้หลายภาษา

  • ลดเวลาที่ต้องใช้คัดกรองข้อมูลเอง

ผลลัพธ์คือการวิจัยเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และองค์กรมีแต้มต่อในการแข่งขันด้านนวัตกรรมสุขภาพ

Trend 4: ใช้ Gen AI คุยกับ Regulator และยกระดับ CX ไปพร้อมกัน

ในโลกจริง กระบวนการทำงานกับ หน่วยงานกำกับดูแล มักเต็มไปด้วย

  • เอกสารยาวหลายร้อยหน้า

  • ข้อมูลคลินิกที่ละเอียดและซับซ้อน

  • ขั้นตอนตรวจสอบที่ใช้เวลานาน และเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ที่ทำให้กระบวนการล่าช้า

ขณะเดียวกัน ฝั่งลูกค้า/ผู้ป่วยก็คาดหวัง

  • การตอบสนองแบบเรียลไทม์

  • ประสบการณ์ที่ เป็นส่วนตัว (personalized) มากขึ้น

Gen AI กลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการเชื่อมสองโลกนี้เข้าด้วยกัน

สิ่งที่ Gen AI ทำได้ชัดเจน

  • สรุปและจัดทำเอกสารอัตโนมัติ
    รวบรวมข้อมูลจากรายงานคลินิก งานวิจัย และฐานข้อมูลต่าง ๆ แล้วสรุปเป็นเอกสารที่อ่านง่าย พร้อมส่งให้หน่วยงานกำกับดูแลได้เร็วขึ้น ลดทั้งเวลาและความเสี่ยงจากการกรอกข้อมูลผิด

  • ปรับปรุงการสื่อสารกับลูกค้า/ผู้ป่วย
    สร้างบทสนทนาแบบเรียลไทม์ เข้าใจบริบท และตอบตามข้อมูลจริง ทำให้ประสบการณ์การคุยกับระบบอัตโนมัติ ใกล้เคียงกับการคุยกับคนจริงมากขึ้น

  • เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้
    เมื่อมีการวางระบบควบคุมให้มนุษย์ตรวจรอบสุดท้าย Gen AI สามารถส่งมอบข้อมูลที่ทั้งเร็วและเชื่อถือได้ ตรงตามข้อกำหนดของ Regulator

ตัวอย่างการใช้งานในกระบวนการอนุมัติยา

  • บริษัทเภสัชกรรมบางแห่งใช้ Gen AI เพื่อ

    • รวบรวมข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกและเอกสารวิชาการ

    • สรุปเป็นร่างเอกสารสำหรับขออนุมัติยาใหม่

    • ลดเวลาจัดทำเอกสารลงอย่างมีนัยสำคัญ และลดต้นทุนงานเอกสาร

  • ระบบสนทนาอัตโนมัติที่ใช้ Gen AI ช่วยให้

    • ลูกค้าหรือผู้ป่วยถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือขั้นตอนอนุมัติได้ทันที

    • ระบบตอบอย่างแม่นยำ โดยมีการตรวจสอบก่อนส่งมอบ

  • สมมุติ “บริษัท A” นำ Gen AI เข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร
    สามารถลดเวลาเตรียมเอกสารได้ถึง 40% และยังเพิ่มความสอดคล้องและความถูกต้องของข้อมูล ส่งผลให้การอนุมัติเร็วขึ้น และต้นทุนการพัฒนายาลดลง

ข้อสรุปของเทรนด์นี้: Gen AI ไม่ได้มีไว้แค่สร้างข้อความสวย ๆ แต่คือเครื่องยนต์ที่ปรับโครงสร้างงานเอกสารทั้งสายการผลิตในธุรกิจสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์

Trend 5: ความปลอดภัย & Cybersecurity – ด่านสุดท้ายของ Healthcare AI

เมื่อ AI ถูกใช้กว้างขึ้นในภาคสุขภาพ ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะภัยไซเบอร์ยุคใหม่ที่ใช้ AI เป็นอาวุธ เช่น

  • Deepfakes: ภาพหรือวิดีโอปลอมที่เหมือนจริงจนใช้ปั่นข้อมูลทางการแพทย์หรือรายงานวิจัยได้

  • Prompt injection: การพยายามป้อนคำสั่งที่ทำให้ AI ให้คำตอบผิด หรือเปิดเผยข้อมูลสำคัญ

  • การโจมตีรูปแบบอื่นที่อาศัยการปลอมแปลงข้อมูลหรือเจาะระบบ

ผลกระทบคือ

  • ความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการแพทย์ถูกสั่นคลอน

  • การตัดสินใจทางคลินิกอาจผิดพลาด

  • ความปลอดภัยของผู้ป่วยถูกนำไปเสี่ยงโดยตรง

ทำไม Security Layer จึงสำคัญกับ Healthcare AI

การลงทุนในโซลูชันความปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่อง “กันโดนแฮก” แต่คือการ

  • รักษาความถูกต้องของข้อมูลทางการแพทย์

  • ปกป้องผู้ป่วยและผู้ใช้บริการ

  • ลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและกฎหมายขององค์กร

แนวทางหลักที่องค์กรเริ่มใช้รับมือ

  1. Red Team & Red Teaming สำหรับระบบ AI

    • ตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเพื่อ “โจมตีระบบตัวเอง” ลองหาช่องโหว่ของ AI

    • ทดสอบ prompt injection และการดึงข้อมูลสำคัญ เพื่อดูว่าระบบรับมือได้ดีแค่ไหน แล้วค่อยอุดช่องโหว่

  2. ใช้ Blockchain ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

    • ใช้ Blockchain เพื่อยืนยันว่าเอกสาร ภาพ หรือวิดีโอทางการแพทย์ไม่ถูกแก้ไข

    • ช่วยให้มั่นใจว่าเอกสารทางการแพทย์ที่ส่งต่อกันในระบบมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้

  3. AI-based Threat Detection – ใช้ AI จับภัยไซเบอร์ด้วยกันเอง

    • พัฒนาเครื่องมือ AI ที่คอยสแกนพฤติกรรมผิดปกติในระบบและเครือข่ายแบบเรียลไทม์

    • แจ้งเตือนทันทีเมื่อพบความเสี่ยง เพื่อให้ทีมความปลอดภัยเข้าไปจัดการได้อย่างรวดเร็ว

  4. Human-in-the-loop – ให้ AI ทำงาน แต่ให้มนุษย์ยืนยันรอบสุดท้าย

    • เพราะ AI ยังมีโอกาสเกิด hallucination หรือให้ข้อมูลผิด ๆ ได้

    • จึงต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้จริง โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาชีวิตคนไข้

บทสรุปของเทรนด์นี้: AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าขาดชั้นความปลอดภัยที่ดีพอ ความเสียหายจากข้อมูลผิดพลาดหรือถูกโจมตีอาจใหญ่กว่าประโยชน์ที่ได้มา

สรุปใหญ่: Healthcare AI กำลัง Reshape วงการแพทย์แบบถอนราก

เมื่อมองทั้ง 5 เทรนด์ร่วมกัน จะเห็นภาพชัดว่า Healthcare AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเสริมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักของระบบสุขภาพยุคใหม่

  • Multimodal AI ช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกและรอบด้าน

  • AI Agents แปลงขั้นตอนการทำงานให้เป็นระบบอัตโนมัติฉลาด ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

  • Assistive Search ทำให้การค้นคว้าและวิจัยไม่ใช่เรื่องเสียเวลาหลายวันอีกต่อไป

  • Gen AI ลดความยุ่งยากของงานเอกสารและเพิ่มคุณภาพประสบการณ์ลูกค้า

  • Cybersecurity for AI ปกป้องฐานข้อมูลและความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ

ทั้งหมดนี้ทำให้การบริการทางการแพทย์มีโอกาส

  • เร็วขึ้น แต่ยังคงความละเอียดรอบคอบ

  • แม่นยำขึ้น ด้วยข้อมูลที่เชื่อมโยงกันหลายมิติ

  • ปลอดภัยขึ้น สำหรับทั้งผู้ป่วยและองค์กร

TL;DR – AI Trend 2025 สำหรับ Healthcare AI

  1. Multimodal AI:
    Healthcare AI วิเคราะห์ข้อมูลหลายชนิด (ภาพ บันทึกสุขภาพ จีโนม) เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่แม่นยำและเฉพาะบุคคล

  2. AI Agents:
    จาก chatbot ธรรมดา สู่ AI agents ที่จัดการงานอัตโนมัติได้ทั้งกระบวนการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

  3. Assistive Search:
    ระบบค้นหาที่เข้าใจศัพท์แพทย์และบริบท ช่วยให้ค้นคว้าวิจัยและเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ได้เร็วและตรงจุด

  4. Generative AI สำหรับ Regulatory & CX:
    ใช้ Gen AI สรุปข้อมูลซับซ้อน เร่งกระบวนการอนุมัติ และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าหรือผู้ป่วยให้เป็นส่วนตัวมากขึ้น

  5. Cybersecurity:
    ป้องกันภัยไซเบอร์ใน Healthcare AI ทั้ง deepfakes, prompt injection และการโจมตีรูปแบบอื่น เพื่อรักษาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

ปี 2025 ไม่ใช่แค่ปีที่ AI เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลมากขึ้น แต่คือปีที่ใครไม่เข้าใจ Healthcare AI ก็มีโอกาสตามไม่ทันเกมสุขภาพดิจิทัลอย่างแท้จริง