รับแอปรับแอป

ดำมืดกลางทะเล 12 ไมล์: เมื่อแสงไฟล่อปลาเล็ก เขย่าทั้งระบบนิเวศ

ปกรณ์ พูนผล01-30

ดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลที่ 12 ไมล์

เวทีเสวนา “ณ 12 ไมล์ทะเล” ในงาน “สภาปลาเล็ก ถ้าไม่มาก็ไม่มีปลากินแล้วนะ” ที่จัดโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่องของ นักดำน้ำอาสา ผู้ทำหน้าที่พาเรื่องราวนอกเขต 12 ไมล์ทะเลกลับขึ้นฝั่ง

ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดผ่าน ภาพถ่ายใต้น้ำ ที่ทำให้เราได้เห็นกับตาว่า ทะเลไม่ได้มีแค่ปลากะตักตัวจิ๋ว แต่เต็มไปด้วยสัตว์น้ำวัยอ่อน และสิ่งมีชีวิตหายากอีกมากมาย ซึ่งพร้อมจะได้รับผลกระทบจากการใช้อวนตาถี่ผสมแสงไฟล่อปลา หากมีการแก้ไข มาตรา 69 แห่งพระราชกำหนดการประมง ให้เปิดทางการใช้อวนมุ้ง (อวนตาถี่) ร่วมกับแสงไฟล่อจับปลากะตัก

ปลาตัวเล็กที่ใครมองข้าม แต่มูลค่ามหาศาล

‘นัท สุมนเตมีย์’ ช่างภาพสารคดี เล่าถึงอุปสรรคและเบื้องหลังการทำงานชุดนี้อย่างละเอียด พร้อมชี้ให้เห็นเบื้องลึกของนิเวศใต้ทะเลผ่านภาพถ่ายที่ทรงพลัง หนึ่งในภาพที่ทุกคนหยุดมองคือภาพนิ่งของ ลูกปลาเก๋า ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นในวัยเด็กเลยด้วยซ้ำ

เขาอธิบายว่า หลายคนอาจไม่รู้จักปลาตัวเล็กๆ เหล่านี้ตั้งแต่ยังเป็นลูกปลา แต่ถ้าโตเต็มวัย ทุกคนจะคุ้นหน้ากันดี เพราะมันคือปลาเก๋าที่เรารู้จักกันบนจานอาหาร

นัทตั้งคำถามสำคัญว่า หากลูกปลาเหล่านี้ถูกอวนตาถี่จับขึ้นมา ตั้งแต่ยังไม่ทันโต ถูกโยนลงสายพานแล้วแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ในราคาถูก ทั้งที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ปลาตัวเล็กๆ เหล่านี้มีศักยภาพจะเติบโตเป็นปลาเศรษฐกิจราคาแพง

เขาชี้ให้เห็นว่า หากปล่อยให้ลูกปลาเก๋ามีโอกาสเติบโตเต็มที่ มันสามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 100 กิโลกรัม เลยทีเดียว แต่วงจรชีวิตกลับถูกตัดขาดจากแสงไฟและอวนตาถี่ในยามค่ำคืน

นอกจากลูกปลาเก๋าแล้ว นัทยังหยิบภาพของ ลูกปลาหัวเสี้ยว และ ลูกปลาตาหวาน มาเล่า ทั้งที่มองผิวเผินแทบไม่ต่างจากลูกปลาทั่วไป ทว่าภายใต้ทะเลลึก ปลาทั้งสองชนิดนี้เมื่อโตเต็มวัยจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในระบบนิเวศ

โดยเฉพาะในฐานะสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณกองหินและแนวปะการัง ก่อนจะกลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ชาวประมงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ลูกปลาเก๋าในสกุล Epinephelus ใช้ช่วงวัยเยาว์ล่องลอยอยู่กลางทะเลนอกชายฝั่ง ก่อนจะย้ายกลับมาอาศัยในแนวปะการังข้างเกาะหรือกองหินกลางทะเล ปลาเก๋าถือเป็นปลาเนื้อคุณภาพดี ราคาแพง และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย แต่หากถูกจับตั้งแต่ยังเล็กด้วยอวนตาถี่และแสงไฟล่อในยามค่ำคืน มันจะถูกลดค่าตัวให้เหลือเพียงวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาถูก

คนคัดปลาอาจไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่า สิ่งที่อยู่ในมือคือปลาเก๋าที่หากปล่อยให้โตเต็มวัยจะมีราคากิโลกรัมละหลายร้อยบาท แต่กลับถูกตัดอนาคตไปในชั่วอึดใจ

ปลาเก๋าหรือปลากะรังลายจุด (Malabar grouper, Epiephelus malabricus) เมื่อโตเต็มวัย สามารถมีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก โดยเฉพาะปลาที่จับจากธรรมชาติซึ่งอาจมีราคา 300–400 บาทต่อกิโลกรัม

ภาพถ่ายใต้น้ำที่นัทเก็บมา จึงไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่กลายเป็น หลักฐานชั้นดี ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของทะเลไทย และเตือนเราถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล หากเราปล่อยให้เครื่องมือทำประมงที่มีประสิทธิภาพสูงเกินไปทำลายวงจรชีวิตของลูกปลานับไม่ถ้วน

ลูกปลาที่ควรจะได้โตขึ้นเป็นปลาเศรษฐกิจ กลับต้องจบชีวิตลงในรูปแบบอาหารสัตว์ราคาถูก ทั้งที่มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว นี่คือ ภาพที่ชัดเจนของผลกระทบที่ทั้งทะเลและชาวประมงต้องเจอ หากยังจับสัตว์น้ำที่ไม่ได้ขนาดต่อไปเรื่อยๆ

Blackwater Diving: ดำน้ำกลางความมืดลึก

มาถึงอีกมุมหนึ่งของท้องทะเลที่ 12 ไมล์ทะเล ‘วัชระ กาญจนสุต’ ครูสอนดำน้ำ ซึ่งร่วมลงพื้นที่กับทีมช่างภาพสารคดี เล่าถึงประสบการณ์ดำน้ำกลางคืนสุดท้าทายในสไตล์ Blackwater Diving

เขาอธิบายว่า ความยากของการดำน้ำกลางทะเลในเวลากลางคืนไม่ได้อยู่แค่ในน้ำ แต่อยู่ที่ จังหวะขึ้นลงเรือ ด้วย เพราะการดำน้ำแบบ Blackwater จะปล่อยทุ่นไฟ แล้วปล่อยให้นักดำน้ำลอยไปตามกระแสน้ำ

ในคืนหนึ่ง ลมพัดไปทางหนึ่ง แต่น้ำกลับไหลไปอีกทาง ทำให้นักดำน้ำลอยไปกับกระแสน้ำ ขณะที่เรือถูกพัดไปตามทิศทางลม นี่คือสถานการณ์ที่ทั้งเปลืองแรงและต้องใช้สมาธิสูงมาก

วัชระอาสาลงไปลึกถึง 30 เมตร (ในขณะที่ช่างภาพคนอื่นลงไปประมาณ 20 เมตร) เพราะสงสัยว่าด้านล่างบริเวณที่เป็นซั้งปลา มีชีวิตอะไรซ่อนอยู่บ้าง

เมื่อดำลึกลงไป เขาก็พบกับ ฝูงลูกปลาจำนวนมาก ที่กำลังหลบภัยอยู่ตามซากใบมะพร้าว ใช้โครงสร้างที่มนุษย์วางไว้เป็นที่กำบังจากปลาผู้ล่า

เขาเล่าว่า ภาพที่เห็นคือจำนวนลูกปลามากมายที่กรูกันเข้ามาหลบหลีกปลาผู้ล่าที่มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้เขาเห็นชัดว่า จุดที่มีการวางดักปลาและใช้อุปกรณ์ต่างๆ ใต้น้ำ กำลังกระทบต่อ พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหาร และนี่คือสิ่งที่ทีมงานต้องกังวล

วัชระ ซึ่งมีประสบการณ์ดำน้ำกว่า 20 ปี บอกว่า ไม่ว่าจะเป็นอ่าวไทยหรือฝั่งอันดามัน ทะเลไทยเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหายากจำนวนมาก หลายชนิดยังไม่ถูกพูดถึงในงานวิชาการด้วยซ้ำ

เขาเลือกหยิบสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล 3 ชนิดมาเล่าในงานเพื่อให้เห็นภาพว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลไทยนั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ และมุมมองของนักดำน้ำมืออาชีพก็ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่นอกแนวปะการังยังเต็มไปด้วยชีวิตที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น

วัชระบอกว่า โลกใต้ทะเลของ Blackwater ที่ 12 ไมล์ทะเลนั้น “ประหลาดในทุกสิ่งที่ได้เจอ” ไม่ใช่แค่ปลาเศรษฐกิจอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจว่าจับมาเพื่อน้ำปลาหรืออาหารสัตว์เท่านั้น แต่คือ วัฏจักรของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ทั้งนอกแนวปะการังและในแนวปะการังที่เชื่อมต่อกันแบบซับซ้อน

เมื่อทะเลไทยต้องเผชิญ “Elephant in the room”

ในอีกฟากหนึ่งของวงเสวนา ‘ดร.เพชร มโนปวิตร’ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ด้านพื้นที่คุ้มครองทางทะเล) ให้มุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ต่อเรื่องที่เกิดขึ้น

เขาย้ำว่า สิ่งที่กลุ่มช่างภาพอาสาทำเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อพูดถึงทะเล เรามักเหมือนอยู่กัน คนละโลก ระหว่างฝ่ายวิทยาศาสตร์ นักอนุรักษ์ และภาคการประมง

ในแวดวงวิทยาศาสตร์ทางทะเล มีการจัดทำฐานข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองต่างๆ แต่หัวข้อที่ถูกแยกออกไปตลอดคือเรื่อง การประมง ซึ่งเปรียบเหมือน “Elephant in the room” – ปัญหาใหญ่ที่ทุกคนเห็น แต่แทบไม่มีใครแตะอย่างตรงไปตรงมา

แม้เราจะเห็นความพยายามอนุรักษ์จากกลุ่มประมงพื้นบ้าน และเห็นประมงพาณิชย์ที่ยังเผชิญปัญหาหลากหลาย แต่ก็ยังมีการจัดระเบียบร่วมกันอยู่เสมอ

ทว่าแนวโน้มการแก้ไขกฎหมาย มาตรา 69 กลับทำให้หลายอย่างดูเหมือนกำลังถอยหลัง ทั้งในเชิงอนุรักษ์และความยั่งยืนของทรัพยากร

ดร.เพชร ยังชี้ให้เห็นอีกว่า การอนุรักษ์ทะเลต่างจากการอนุรักษ์ป่าบกอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง ขอบเขตพื้นที่ ที่ไม่ชัดเจน ทั้งการแบ่งเขต การควบคุม และการบังคับใช้กฎหมายจึงเต็มไปด้วยความท้าทาย

เขาย้ำว่า การใช้แสงไฟล่อปลาเป็นความรู้สามัญของทุกคนว่า แสงไฟดึงดูดสัตว์น้ำและลูกสัตว์น้ำจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อมีการเปิดช่องให้ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงแบบนี้ ผลกระทบย่อมไม่ได้จบแค่ปลากะตักหรือปลาเล็ก

ภารกิจการถ่ายทำสารคดีใต้น้ำครั้งนี้ จึงทำให้เขารู้สึกดีใจที่เห็นทุกคนใช้ทักษะและความถนัดของตัวเองมาช่วย สื่อสารปัญหาในเชิงภาพและเรื่องเล่า ให้คนบนฝั่งเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในทะเลจริงๆ

เขายังสะท้อนอีกว่า ทุกภาคส่วนควรจะทำงานร่วมกันมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ นักวิทยาศาสตร์ หรือกลุ่มอนุรักษ์ เพราะ สุดท้ายทุกฝ่ายล้วนได้ประโยชน์จากทะเลที่สมบูรณ์เหมือนกันทั้งหมด

ทะเลไทยเองก็ยังถือเป็นหนึ่งในทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ตัวอย่างง่ายๆ อย่างตอนขึ้นเรือก็มีฝูงโลมาแวะเวียนเข้ามาทักทาย จนดร.เพชรเปรียบเหมือนฉากในภาพยนตร์ หากมองในมุมดราม่า มันอาจเป็น “สัญญะ” บางอย่างที่โลมาพยายามจะส่งให้มนุษย์

แต่ในมุมวิทยาศาสตร์ ภาพโลมาที่โผล่มาหากินใกล้เรือปั่นไฟคือหลักฐานว่าการล่อปลาเล็กด้วยแสงไฟ กำลังดึงดูดทั้งลูกปลาและผู้ล่าขึ้นมาตามกันเป็นทอดๆ

“มันยิ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้แสงไฟล่อ ไม่ได้มีประสิทธิภาพเฉพาะแค่ปลาเล็กปลาน้อย แต่มันจะกระทบกับวงจรห่วงโซ่อาหารทั้งหมด หากใช้อวนล้อมโลมาอาจเข้าไปติดอยู่ภายในด้วย” ดร.เพชรย้ำ

โลมากับสัญญาณเตือนจากผิวน้ำ

อีกหนึ่งมุมมองที่ถูกเล่าต่อจากใต้ทะเลคือเรื่องราวของ ‘ศุภชัย วีรยุทธานนท์’ ช่างภาพสารคดี ผู้รับหน้าที่เก็บทั้งภาพนิ่งและฟุตเทจใต้น้ำ

ระหว่างการดำน้ำ เขาเล่าว่าตัวเองพยายามว่ายเก็บภาพในทุกมุมที่พบเจอ โดยไม่คัดแยกว่าจะเป็นสัตว์หายากหรือไม่ เพราะแกนหลักของสารคดีชุดนี้คือการนำไปต่อยอดในงานเชิงอนุรักษ์ จึงต้องการเก็บ องค์ประกอบของระบบนิเวศทั้งหมด ให้ครบถ้วนที่สุด

สิ่งที่ถูกเก็บขึ้นมาจากเลนส์ของเขา คือภาพที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของทะเลไทยได้อย่างชัดเจน ทั้งปลาตัวเล็ก สัตว์หน้าตาประหลาด สิ่งมีชีวิตโปร่งใสกลางน้ำ ไปจนถึงพฤติกรรมของสัตว์ในยามค่ำคืนที่คนทั่วไปแทบไม่เคยเห็น

นอกจากภาพใต้น้ำแล้ว เขายังใช้โดรนบันทึกภาพจากมุมสูง ขณะที่ ฝูงโลมา ว่ายวนอยู่ข้างเรือปั่นไฟ โดยมี ‘หัสชัย บุญเนือง’ ช่างภาพสารคดีอีกคนช่วยกันชี้เป้าและตามเก็บภาพ

ในจังหวะนั้น หัสชัยถึงกับพูดติดตลกว่า การมีโลมาว่ายอยู่ข้างเรือ ทำให้รู้สึกเหมือนมี “เพื่อน” ที่มาคอยส่งสัญญาณบางอย่างให้ทีมงาน ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของดร.เพชรก่อนหน้านี้อย่างน่าสนใจ

เขายังพูดต่อแบบกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า โลมาอาจไม่เห็นด้วยกับการใช้ไฟล่อปลา แต่ขณะเดียวกันมันก็อาจจะชอบ เพราะหากินง่ายและเพลิน เหมือนนกนางนวลที่รออาหารจากคนที่บางปู

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนรู้ตรงกันคือ โลมาเหล่านี้เข้ามาเพราะมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กถูกรวมตัวอยู่ใต้แสงไฟ ซึ่งทำให้มันหาอาหารได้ง่ายผิดปกติ หากวันหนึ่งพื้นที่เหล่านี้ถูกล้อมด้วยอวนตาถี่ โลมาเองก็มีโอกาสติดอวนไปพร้อมกับเหยื่อที่มันไล่ล่า

ฝูงโลมาปากขวดที่ว่ายวนเข้ามากินปลาบินบริเวณรอบนอกวงไฟจากเรือปั่นไฟในยามค่ำคืน เป็น หลักฐานสำคัญ ว่าแสงไฟไม่ได้แค่ดึงดูดปลาเล็ก แต่กำลังเรียกทั้งห่วงโซ่อาหารให้มารวมตัวกันในจุดเดียว

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่นอกชายฝั่ง เกินกว่าเส้น 12 ไมล์ทะเลออกไป

12 ไมล์ทะเล: เส้นบางๆ ระหว่างอนาคตกับการถอยหลัง

เมื่อฟังเรื่องราวจากนักดำน้ำ ช่างภาพสารคดี และนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่หน้างานจริง ภาพที่ประกอบกันขึ้นมาคือ ทะเลไทยที่ยังเต็มไปด้วยชีวิต แต่กำลังถูกกดดันจากเครื่องมือทำประมงที่มีประสิทธิภาพสูงเกินไป

ตรงแนว 12 ไมล์ทะเล จึงไม่ได้เป็นแค่เส้นสมมติในแผนที่ แต่มันคือเส้นแบ่งระหว่าง

  • ทะเลที่ยังมีโอกาสฟื้นตัว กับทะเลที่ถูกกวาดล้าง

  • ลูกปลานับไม่ถ้วนที่มีอนาคตจะโตเป็นปลาเศรษฐกิจ กับชีวิตที่ถูกลดค่าให้กลายเป็นอาหารสัตว์ราคาถูก

  • ระบบนิเวศที่ยังทำงานได้สมดุล กับห่วงโซ่อาหารที่ถูกทำลายไปทีละขั้น

ภาพถ่ายใต้น้ำเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ความงดงามของโลกใต้ทะเล แต่คือหลักฐานที่กำลังตะโกนบอกว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนวันนี้ ทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต

และ ณ ระยะ 12 ไมล์ทะเลที่ดูห่างไกลตา อาจเป็นจุดชี้ชะตาว่า เราจะยังมีปลากินในอนาคต หรือจะเหลือเพียงความเงียบงันใต้ผืนน้ำเท่านั้น