จากศูนย์การค้าสู่เดสติเนชั่นท่องเที่ยวกรุงเทพฯ แบบมิกซ์ยูส
เมกามอลล์และโครงการมิกซ์ยูสในกรุงเทพฯ คือรูปแบบศูนย์การค้าแบบใหม่ที่ผสมผสานพื้นที่ค้าปลีก ออฟฟิศ ที่พัก และแหล่งบันเทิงเข้าด้วยกัน กลายเป็นเดสติเนชั่นท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้ขายแค่การช้อปปิ้ง แต่ขายประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ครบวงจร ตั้งแต่การกิน ดื่ม ทำงาน พักผ่อน ไปจนถึงกิจกรรมคัลเจอร์และอีเวนต์ระดับโลก ดึงดูดทั้งคนเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ใช้ชีวิตและใช้เวลาในพื้นที่เดียวแบบต่อเนื่อง ใจความสำคัญคือ เมกามอลล์กำลังเขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจบริการของกรุงเทพฯ จากเดิมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมองศูนย์การค้าเป็นแค่จุดแวะซื้อของ กลายเป็นจุดหมายหลักในทริปท่องเที่ยว การที่เซ็นทรัลพาร์คสามารถสร้างยอดผู้ใช้บริการมากกว่า 25 ล้านครั้งในปีแรก และในนั้นกว่า 10 ล้านครั้งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ แสดงชัดว่าร้านค้าและแหล่งบันเทิงเริ่มทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไม่แพ้แลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม ตัวเลขนี้ทำให้ต้องยอมรับว่า ผู้เล่นค้าปลีกรายใหญ่ไม่ได้คิดแค่แข่งกันยอดขายต่อบิล แต่แข่งกันว่าใครจะสร้างเดสติเนชั่นที่ตอบโจทย์คนเดินทางยุคใหม่มากกว่า พวกเขาผสมผสานประสบการณ์ไลฟ์สไตล์เข้ากับเมืองอย่างแนบเนียน และเมื่อเมืองมีเมกามอลล์ที่คิดแบบนี้ เมืองนั้นย่อมถูกมองใหม่ในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

เซ็นทรัลพาร์ค: Bangkok’s World Stage ที่ไม่เล่นเกมลักชัวรี
สิ่งที่ทำให้เซ็นทรัลพาร์คโดดเด่นไม่ใช่จำนวนร้านค้า แต่คือวิธีวางตัวเป็น Bangkok’s World Stage ที่ตั้งใจชิงนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยประสบการณ์ ไม่ใช่การแข่งขันเคาน์เตอร์แบรนด์หรูแบบเดิม โครงการนี้ประกาศชัดว่าตัวเองไม่แข่งลักชัวรี แต่ขายไลฟ์สไตล์ จับกลุ่มคนเมืองและนักท่องเที่ยวคุณภาพที่อยากใช้เวลากับอาหารดีๆ แบรนด์คอนเซ็ปต์ใหม่ อีเวนต์ศิลปะ และคัลเจอร์ที่มีเอกลักษณ์ กลยุทธ์หลักสามแกนคือ Global Firsts การดึงแบรนด์ระดับโลกมาเปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่และคอลเล็กชันเอ็กซ์คลูซีฟ Global Culture การเปิดพื้นที่ให้ศิลปะ ดนตรี และดีไซน์จากทั่วโลกมาปะทะความคิดสร้างสรรค์แบบกรุงเทพฯ และ Global Audience การทำงานร่วมกับครีเอเตอร์และพาร์ตเนอร์จากหลายประเทศเพื่อให้โครงการกลายเป็น must visit ของนักท่องเที่ยว หนึ่งในคำพูดที่สะท้อนความมั่นใจคือ การตั้งเป้าเพิ่มทราฟฟิกอีก 10% ในปีที่สองจากฐานผู้ใช้บริการ 25 ล้านครั้งต่อปี พร้อมเชื่อว่าการเปิดใช้งานอาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และอุโมงค์เชื่อมรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสีลม จะช่วยดันให้ทราฟฟิกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ นี่ไม่ใช่การสร้างมอลล์ แต่คือการสร้างเวทีของเมืองให้คนทั้งโลกได้เห็น

เซ็นทรัล ศรีราชา: มิกซ์ยูสสีเขียวกับโมเดล Semi-outdoor และ Pet-friendly
ถ้าเซ็นทรัลพาร์คกำลังยกระดับท่องเที่ยวกรุงเทพฯ เซ็นทรัล ศรีราชาก็กำลังยกระดับการใช้ชีวิตในเมืองอุตสาหกรรมให้กลายเป็นเดสติเนชั่นไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต โครงการมิกซ์ยูสนี้ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์การค้าแบบ Semi-outdoor และ Pet-friendly ที่ยกโมเดลสำเร็จจากโครงการในกรุงเทพฯ ไปสร้างคอมมูนิตี้คนรักสัตว์ บรรยากาศกึ่งเอาต์ดอร์ช่วยให้การเดินห้างไม่ใช่แค่การเดินในอาคาร แต่เป็นการเดินเล่นในพื้นที่เมืองสีเขียว หัวใจคือการประกาศตัวเป็น Eco-Friendly Mall ด้วยคอนเซ็ปต์ The Innovation Oasis ต้นแบบชีวิตสุขล้ำอย่างลงตัว มีการรีไซเคิลวัสดุก่อสร้าง ติดตั้งจุดรีไซเคิล ระบบปรับอากาศลดพลังงาน การใช้แสงธรรมชาติและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วทั้งโครงการ พร้อมมาตรการด้านสุขภาพอย่าง Smart & Healthy Building และ Safe Plus+ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการ ตามคำกล่าวของผู้บริหาร โครงการนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองศรีราชาในฐานะเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของ EEC และเมืองศูนย์กลางโลจิสติกส์และคมนาคมระดับภูมิภาค ASEAN การมีมิกซ์ยูสที่ครบครันเช่นนี้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มทางเลือกช้อปปิ้ง แต่คือการเพิ่มศักยภาพของเมืองให้แข่งขันได้ในภูมิภาค

Jurassic World: The Experience และการพลิกศูนย์การค้าเป็นสวนสนุก
อีกสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนศูนย์การค้าแบบเดิมให้กลายเป็นเดสติเนชั่นท่องเที่ยวกรุงเทพฯ คือการเกิดขึ้นของ Jurassic World: The Experience บนพื้นที่ราว 4,000 ตารางเมตรในโครงการริมน้ำเจ้าพระยา โครงการอิมเมอร์ซีฟนี้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากหน่วยงานด้านการลงทุนของรัฐ พร้อมงบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท และถูกวางให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ ด้วยการใช้เทคโนโลยีแอนิมาทรอนิกส์และการออกแบบสามมิติ สร้างไดโนเสาร์ที่เคลื่อนไหวสมจริงเพื่อดึงดูดแฟนคลับทั่วโลก จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ธีมภาพยนตร์ดัง แต่คือการนำสวนสนุกขนาดย่อมเข้าไปอยู่ในเดสติเนชั่นไลฟ์สไตล์ริมแม่น้ำ นี่คือครั้งแรกของประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ย่านช้อปปิ้งไม่ใช่แค่ที่ซื้อของ แต่กลายเป็นที่ที่คนเดินทางตั้งใจมาเพื่อเล่นและสัมผัสประสบการณ์เฉพาะตัว เมื่อภาครัฐย้ำว่าภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจและมีการส่งเสริมโครงการท่องเที่ยวมากกว่า 200 โครงการในรอบสิบปี มันชัดว่าการลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวแบบมิกซ์ยูสและอิมเมอร์ซีฟไม่ใช่แฟชั่นชั่วคราว แต่คือยุทธศาสตร์การสร้างรายได้ระยะยาวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กรุงเทพฯ และเมืองภูมิภาคในเกมแข่งขันเดสติเนชั่นไลฟ์สไตล์เอเชีย
เมื่อมองภาพรวม เซ็นทรัลพาร์ค เซ็นทรัล ศรีราชา และ Jurassic World: The Experience ล้วนชี้ให้เห็นทิศทางเดียวกัน คือการวางศูนย์การค้าแบบใหม่ให้เป็นแกนกลางของเดสติเนชั่นไลฟ์สไตล์ ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองภูมิภาค โครงการเหล่านี้สร้าง Center of Life ที่รวมที่พักผ่อน ศูนย์กิจกรรม และประสบการณ์ไลฟ์สไตล์หลากมิติ ทำให้เมืองถูกอ่านใหม่ว่าเป็นเมืองที่อยู่ง่าย ใช้ชีวิตสะดวก และมีอะไรให้ทำมากกว่าแค่ไปทำงานหรือท่องเที่ยวเชิงถ่ายรูป ฝั่งกรุงเทพฯ เซ็นทรัลพาร์คกำลังใช้กลยุทธ์ Bangkok’s World Stage เพื่อแข่งกับฮับเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในเอเชียผ่านแบรนด์ระดับโลกและคัลเจอร์โมเมนต์ที่ตั้งใจสร้างให้เป็นเหตุผลในการเดินทางของนักท่องเที่ยว ส่วนฝั่ง EEC เซ็นทรัล ศรีราชาแสดงให้เห็นว่าเมืองอุตสาหกรรมก็สามารถเป็นไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นได้ หากมีมิกซ์ยูสที่คิดครบทั้งการใช้ชีวิต งาน และสิ่งแวดล้อม ข้อสรุปคือ เมืองที่อยากอยู่ในแผนที่ท่องเที่ยวกรุงเทพฯ หรือในสายตานักเดินทางเอเชีย ต้องยอมรับว่าศูนย์การค้าแบบใหม่ไม่ใช่แค่โครงสร้างค้าปลีก แต่คือเครื่องมือกำหนดภาพจำของเมือง การลงทุนในประสบการณ์และมิกซ์ยูสจึงไม่ใช่เรื่องเสริม แต่คือสมรภูมิหลักของการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติในยุคที่ทุกเมืองแข่งกันด้วยไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่แลนด์มาร์กเดียว


